เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 57 ดูละครที่ขึ้น-ลงซ้ำไปมา

    จู่ลี่โค้งตัว ในใจลากยายบรรพบุรุษของถังโยวออกมาด่าไปสามรอบ เพราะความโกรธแค้นใบหน้าก็ยิ่งบิดเบี้ยว โชคดีที่นางกำลังก้มหัวติดพื้น คนรอบ ๆ มองไม่เห็นสีหน้าอารมณ์ของนาง มิฉะนั้นคงตกใจเสียมิได้


    จู่ลี่รอแล้วรอเล่า รอแล้วรออีก ก็รอไม่ถึงลวี่เยาเปิดปากกล่าวเสียที นี่ถึงนึกขึ้นได้ว่านั่นเป็นคนปัญญานิ่ม ถังโยวให้ลวี่เยาจัดการเรื่องนี้ จะไม่เป็นการเล่นสนุกของเด็ก? ครุ่นคิดได้ดังนี้ จู่ลี่เงยหน้า มองถังโยวอย่างน่าสงสารเห็นใจ กล่าว “คุณหนูใหญ่ถัง ท่านก็ได้ ปล่อยข้าน้อยเถิด ข้าน้อยไม่กล้าเอ่ยอะไรอีกแล้ว”  


    พอในใจถังโยวอ่อนลง เพิ่งอยากกล่าวต่อ กลับไม่คิดว่าลวี่เยาจู่ ๆ เปิดปากแล้ว ลวี่เยาเหมือนเพิ่งได้สติตอบสนอง กล่าว “มอบให้ลวี่เยาจัดการหรือ?”


    ถังโยวได้สติ พยักหน้า “ใช่ มอบให้เจ้าจัดการ”


    จู่ลี่ใจสะท้อน รอผลต่อไปของลวี่เยา แต่ทว่า ลวี่เยากลับไม่เอ่ยใด ๆ ใจดวงนี้ของจู่ลี่หนา ประสบเคราะห์กรรมเก่าแล้ว 


    ถึงกระนั้น ฮัวหรูเหยียนเจ้านายของจู่ลี่ก็มิได้รู้สึกดีไปกว่า คนรับใช้ของฮัวหรูเหยียนคุกเข่าอยู่ที่พื้น ครึ่งวันไร้คนสนใจ นี่เป็นการตบหน้านางชัด ๆ! แล้วยังเป็นการเว้นครู่หนึ่งตบหนึ่งฉาด เว้นอีกครู่หนึ่งก็ตบอีกฉาด ไม่ตบให้ตายภายในฉาดเดียว ยังต้องการทรมานให้ทนทุกข์ ยังไม่สามารถโมโห ไม่สามารถแสดงความรู้สึกไม่พอใจ


    เหงื่อเย็น ๆ ของจู่ลี่ซึมออกมา


    ฮัวหรูเหยียนนั่งไม่ติดแล้ว นางมองชวีหนานอีอย่างอ่อนแอ อยากให้เขาช่วยกล่าวสองสามประโยค กลับพบว่าเขากำลังดำดิ่งอยู่ในความหอมของชา ท่าทางราวกับดื่มสุรารสเลิศ ฮัวหรูเหยียนไม่เพียงเริ่มกลัดกลุ้มใจ ชาที่นางชงหอมอร่อยขนาดนั้นจริงหรือ? ดูแล้วคงเป็นเช่นนั้น  

    ฮัวหรูเหยียนรู้ว่าฮัวชิงหร่านจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ ดังนั้นไม่มองเขา ทำได้เพียงจัดการด้วยวิธีของตนเอง นางใช้ท่วงทำนองน่าเห็นอกเห็นใจกล่าว “ลวี่เยาปัญญานิ่ม กลัวว่าไม่เข้าใจเหตุผลที่อยู่ในนี้ จู่ลี่ เจ้ากลับมาเถิด ทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว”  


    จู่ลี่เหมือนได้รับอภัยโทษ ตอบรับอย่างว่าง่ายก่อนจะลุกขึ้น


    ไม่คิด ลวี่เยาทันใดนั้นได้ก่อเหตุ ก้นนั่งลงบนหลังของจู่ลี่แล้วโยกอีกสองสามครั้ง


    จู่ลี่คิดไม่ถึงว่าตนเองจะถูกทำเป็นเก้าอี้ พอจะต่อต้านกลับพบว่าพลิกลวี่เยาออกไปไม่ได้แล้ว จู่ลี่แม้ไม่เป็นกำลังภายใน แต่ก็พอมีพละกำลังอยู่บ้าง นางเหลือบมองลวี่เยาก็ไม่เหมือนคนมีกำลังภายใน ไม่คิดว่าจะถูกทับจนไม่สามารถขยับเขยื้อน


    ฮัวหรูเหยียนโกรธมาก ค่อย ๆ ลุกขึ้นตะคอก “นังทาสยโสโอหังบังอาจ!”


    ลวี่เยามองซ้ายทีขวาที สุดท้ายยกนิ้วกลางไปทางฮัวหรูเหยียน นำไปไว้ที่ปาก ส่งเสียงชู่เบา ๆ หนึ่งครั้ง หลังจากนั้นใช้นิ้วกลางชี้ไปที่ฮัวชิงหร่าน ส่งสัญญาณให้ฮัวหรูเหยียนมอง


    ผู้คนมองไปตามนิ้วกลางของลวี่เยาถึงพบว่า ฮัวชิงหร่านหลับไปแล้ว!


    เป็นจริงเช่นนั้น หลับไปแล้วจริงๆ


    เขาคุกเข่าบนพรมรองนั่ง สองมือกำหลวม ๆ ทิ้งวางบนหัวเข่า ท่านั่งของเขาลำตัวตั้งตรงเรียบร้อย ศีรษะก้มลงเล็กน้อย ริมฝีปากเบะเบา ๆ บรรยายถึงเส้นโค้งของผู้สง่างาม เมื่อสายลมพัดผ่านบางครา ขนตาของเขาก็ขยับสั่นเล็กน้อย หากมิได้มองอย่างละเอียดยังคิดว่าเขาจ้องมองไปที่ถ้วยชา  

    ท่าทางงีบหลับของฮัวชิงหร่านมีพลังสงบใจคน ทำให้คนอดไม่ได้อยากค่อย ๆ หายใจ กลัวว่าจะรบกวนเทพเซียนจิ่วเทียนที่ไม่ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระของโลกมนุษย์ท่านนี้  


    แน่นอนทุกคนมีความรู้สึกถูกฟ้าผ่า สงครามในศาลานี้ไม่หยุดนิ่ง เจ้าของศาลากลับนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายกับเสียงทะเลาะเบาะแว้งของผู้รบกวนเหล่านั้นล้วนเป็นเพลงกล่อมนอน? ไม่สามารถให้คนสงสัยการมีตัวตนอยู่ของตนเองได้หนา  


    ชวีหนานอีกลับรู้สึก ลักษณะมือของลวี่เยาแปลกประหลาด มีใครที่ไหนใช้นิ้วกลางชี้คน?  ใช่ว่าเดินอยู่บนทางแคบ เจอผู้อื่นสวนทางก็ต้องชักดาบขึ้นฆ่าฟันเสียหน่อย? 


    ฮัวหรูเหยียนเมื่อเห็นฮัวชิงหร่านหลับสบาย ก็มีใจจะส่งแขก มิอยากกล่าวคุยทักทายกับคนหยาบคายเหล่านั้นต่อ


    ทันใดนั้น มีเสียงร้องแหลมที่ทุกข์ทรมานดังก้องไปทั่ว


    มิต้องกล่าวถึงฮัวชิงหร่าน แม้แต่ทุกคนที่ตื่นอยู่ล้วนถูกเสียงนี้ทำให้ตกใจ


    ทว่าเมื่อเห็นฮัวชิงหร่านพลันลืมตา นัยน์ตาคู่นั้นที่แวววาวคล้ายรวบรวมหมู่ดาวทางช้างเผือกไว้ด้วยกัน กะพริบความเยือกเย็นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนหายวับไปในทันใด หากมองอย่างละเอียดอีกครา ดวงตาคู่นั้นยังคงมิได้ถูกย้อมไปด้วยความไร้อารมณ์รสนิยมของโลกมนุษย์ มีพลังศักดิ์สิทธิ์ประเภทที่ชำระล้างสรรพสิ่ง  


    ฮัวชิงหร่านดูคล้ายกับว่ามิได้หลับ เขาเพียงกะพริบตา หันศีรษะกลับไปอย่างเรียบเฉย มองจู่ลี่ที่ลุกขึ้นจากพื้น ส่งเสียงร้องแหลมอย่างหวาดกลัว นางชี้นิ้วไปทางลวี่เยา ความเคียดแค้นอับอายปรากฏบนใบหน้า ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันซ้ำไปมากล่าว “เป็นนาง เป็นนาง เป็นนาง เป็นนางใช้ปิ่นปักผมแทงข้า!” 


    ลวี่เยาไม่ปฏิเสธและไม่ยอมรับ พอแก้มขวาขยับก็บีบผลไม้แช่อิ่มในปากออกมาขบเคี้ยว ทำเหมือนจู่ลี่เป็นเพียงอากาศ


    ถังเหลาเหย่ไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยปาก “บนหัวของลวี่เยาไม่มีปิ่นปักผมนี่”


    จู่ลี่กัดฟันกล่าว “นางดึงปิ่นปักบนหัวของข้าน้อย!”


    ถังเหลาเหย่พยักหน้า ท่าทางเข้าใจแล้วว่าเป็นเช่นนี้นี่เอง แต่กลับไม่กล่าวอะไรต่อ


    จู่ลี่โกรธอย่างร้อนรน จะแสดงบาดแผลให้ผู้คนดูก็ไม่ดี ใบหน้าเหมือนเปิดโรงย้อมสีไม่มีผิด ครู่หนึ่งแดง ครู่หนึ่งเขียว สรุปแล้วไม่มีสีปกติสักสี นางกลัวฮัวชิงหร่านกล่าวโทษ ร้อนรนจนตาแดง เสียงสั่นกล่าวโทษลวี่เยา “กล้าทำต้องกล้ารับ!” 


    ลวี่เยาหัวเราะในใจ นางไม่พูดมิใช่ไม่กล้ายอมรับ แต่มันไม่มีค่าพอให้สนใจคนที่แล้งน้ำใจเช่นเจ้า ตอนนี้มาไล่ถามความรับผิดจากนางมันสมควรหรือ? หากมิใช่เพราะต้องการกระตุ้นฮัวชิงหร่าน นางคงไม่ลงมือกับสาวใช้อย่างไม่คุ้มค่า ชนะไม่ชนะ ล้วนลดระดับมิใช่หรือ?  


    ก้นของจู่ลี่มีเลือดออก เพียงครู่หนึ่งกระโปรงชั้นในก็เปียกไปด้วยเลือด สีหน้าแย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากสีหน้าของฮัวชิงหร่านเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนแรกเจอที่ดูไร้พิษภัย 


    ในที่สุดฮัวหรูเหยียนทนมองต่อไปไม่ไหว ขมวดคิ้วกล่าว “ยังไม่ลงไปอีก!” นังของไร้ประโยชน์ กลับทำให้ตนขายขี้หน้า! ถึงลวี่เยาลงมือทำร้ายคน จู่ลี่เจ้าก็ยอมให้นางทิ่มแทงเหมือนคนตายหรือ? 

    จู่ลี่ถูกตะคอก ในใจอับอายเคียดแค้นเสียไม่ได้ กลับมิกล้าเสียน้ำตาต่อหน้าผู้คน ทำได้แค่กุมก้น คารวะเคารพ หลบสายตาผู้คน กระโดดขึ้นเรือ กลับห้องใส่ยาเปลี่ยนเสื้อผ้า  


    ฮัวหรูเหยียนกล่าวกับฮัวชิงหร่านด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านพี่ เป็นหรูเหยียนที่สั่งสอนไม่ดี รบกวนท่านพี่พักผ่อน”


    ฮัวชิงหร่านมิได้ปลอบใจฮัวหรูเหยียน และไม่ได้ดุว่าอะไร กลับพยักหน้าอย่างที่ทำให้คนคาดไม่ถึง ยอมรับเห็นด้วยกับคำกล่าวของฮัวหรูเหยียน 


    ครานี้ สีหน้าของฮัวหรูเหยียนเปลี่ยนเป็นไม่น่าดูสักเท่าไร


    นางยิ้มอย่างวางตัวไม่ถูก กล่าวกับถังโยวว่า “คุณหนูใหญ่ถัง คราวหน้าเมื่อออกจากบ้าน ขออย่าได้พาคนโง่ที่บ้าคลั่งนี้ไป หากทำร้ายผู้สูงศักดิ์ ตระกูลถังไม่มีทางหนีความรับผิดชอบ หัวจะหลุดเอาได้”  


    ถังโยวรู้สึกตัวที่จะต้องปกป้องกล่าว “ลวี่เยาไม่เคยทำร้ายใคร!” ผลปรากฏว่าหลังกล่าวประโยคนี้จบนางก็วางตัวไม่ถูก เมื่อครู่นางเห็นลวี่เยาดึงปิ่นปักผมของจู่ลี่ แทงเข้าที่ก้นของจู่ลี่อย่างโหดเหี้ยม หลังจากนั้นนำปิ่นปักผมเสียบกลับเข้าไปที่ผมของจู่ลี่ การกระทำของลวี่เยาไม่ช้าไม่เร็ว คล้ายกำลังเล่น แต่ลงมืออย่างไม่ลังเล


    ลวี่เยาโยนผลไม้แช่อิ่มเข้าปากอีกครั้ง พยักหน้าเห็นด้วยพลางกล่าว “ใช่ ลวี่เยาไม่เคยทำร้ายใคร!” ที่นางทำร้ายเป็นคนที่ไหนกัน ชัดเจนว่าเป็นทาสต่างหาก ทาสก็เหมือนสินค้า มิใช่คน


    ฮัวหรูเหยียนโกรธจนสั่นไปทั้งตัว นี่กำลังด่าจู่ลี่ว่าไม่ใช่คนหรือ? หากจู่ลี่มิใช่คน เช่นนั้นตัวนางซึ่งเป็นเจ้านายของจู่ลี่คืออะไร!?


    ฮัวหรูเหยียนพบว่า ความเฉลียวฉลาด กลอุบาย เล่ห์เหลี่ยม ความรู้ ฝีปากของตนเอง เมื่ออยู่ต่อหน้านายบ่าวสองคนนี้กลับใช้ไม่ได้เลยทั้งสิ้น ยังแสร้งไม่มีกำลังเอาคืน! น่าเกลียดจริงๆ! 


    นางคิดจะสะบัดแล้วไป ก็รู้สึกว่าเช่นนี้เหมือนการหลบหนีเตลิด อีกอย่าง นางยังมีเรื่องที่ต้องการขอความรู้จากชวีหนานอี จากไปในตอนนี้ไม่ค่อยเหมาะสมนัก


    ฮัวหรูเหยียนสูดหายใจลึก ๆ พยายามยืดหลังตรง แสดงอารมณ์อ่อนโยนนุ่มนวล กวาดตามองลวี่เยาและถังโยวเหมือนยิ้มไม่ยิ้ม ถอนใจเบา ๆ เฮือกหนึ่ง ไม่กล่าวอะไร แต่อารมณ์แสดงออกบอกทุกคนชัดเจนว่าไม่อยากคิดเล็กคิดน้อยกับคนโง่สองคน  


    ชวีหนานอียกมุมปากอย่างตระหนักถึงรสชาติ รู้สึกว่าการมาวันนี้คุ้มค่า เทียบได้กับการดูละครที่ขึ้น-ลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน