เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในตอนเช้าตรู่ผมตื่นนอนมาเตรียมตัวมาอย่างดีสำหรับการเจอพี่คลื่นโดยเฉพาะแต่เหมือน์เล่นตลกวันที่พวกเราไปศึกษาดูงานกันกลับกลายเป็ว่าเป็พี่อีกคนที่ไม่รู้จักมาเทรนพวกเราแทนส่วนพี่คลื่นนั้นไปคุยงานกับลูกค้าข้างนอกบอกตามตรงว่าเสียใจและเสียดายมากเพราะแค่จะหาจังหวะเจอพี่คลื่นเดิมทีก็ยากอยู่แล้วและยิ่ง่นี้ที่งานเยอะแถมร้านคาเฟ่หน้าบริษัทก็ดันมาปิดปรับปรุงอีกโอกาศยิ่งน้อยไปใหญ่
ผมนั่งมองแก้วชานมไข่มุกบนโต๊ะด้วยความว่างเปล่าพลางดึงหลอดขึ้นลงเล่นก่อนจะถอนหายใจออกมาตอนนี้งานทั้งหมดเสร็จลุล่วงไปแล้วแต่ในใจของผมกลับเบื่อหน่ายเสียเหลือเกิน
ไม่มีพี่คลื่นให้มองไม่มีพี่คลื่นให้ได้ชื่นชมเสียง
“เฮ้อ เบื่อว่ะ”
ผมตัดพ้อพลางเอนหลังกับพิงกำแพงร้านกาแฟตอนนี้เรายังอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเนื่องจากฝนดันตกลงมาจึงไม่สามารถจะกลับบ้านได้
“เบื่อไรมึง”
“ไม่มีพี่คลื่นให้มอง มันเบื่ออ่ะ”
“ดูจี้พี่คลื่นไปสิ” เมลพูดพร้อมกับดึงแก้วชานมผมไปดูด
“มันไม่ฟูใจมันตัวจริง แล้วอีกอย่างมันเอาไว้ใช้เสริมดวงไม่ใช่เอาไว้ดูสักหน่อย”
เมลส่ายหัวก่อนจะหันไปเลทนมือถือต่อใช่สิมึงไม่มีความรักไม่เข้าใจหรอก พูดไปก็เศร้าแต่ก็ได้แต่ทำใจเท่านั้นทอดสายตามองออกหน้าต่างมองสายฝนที่โปรยลงมาไม่หยุดและเหมือนว่ามันจะมีลมด้วย
“พายุแรงเลย พี่คลื่นจะกลับบ้านได้มั้ยนะ”
“ตอนนี้ยังบ่าย เขายังไม่เลิกงาน”
“กูลืม”
พูดเสร็จก็เบะปากก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกรอบความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งจนได้ยินเสียงฝนด้านนอกอย่างชัดเจน
“ไง ยังไม่กลับอีกหรอ”
พวกผมหันมองคนเอ่ยทักบาสเพื่อนในสาขาแต่คนละเซคนั่งลงตรงมุมหัวโต๊ะ
“จะกลับไงล่ะฝนตกแรงขนาดนี้”
“อ๋อ ไงเมล”
อีกคนเอื้อมมือแตะที่แขนเมลเบาๆเมลไม่พูดอะไรเงยหน้าเหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะหันกลับสนใจมือถือดังเดิม
เมลมึงเ็ามาก
“ไม่ทักกันหน่อยหรอ”
“แล้ว”
“เ็าจัง”
ผมนั่งเงียบมองอีกสองคนที่สนทนากันบรรยากาศกลายเป็ว่าดูตรึงเครียดไปในทันทีผมรู้ดีว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อ่ปีหนึ่งบาสเคยจีบเมลซึ่งตอนนั้นทั้งสองก็คุยกันดีแต่จู่ ๆวันหนึ่งบาสสารภาพรักกับเมลแต่เมลปฏิเสธไปดูเื่ทุกอย่างมันจะจบกลับกลายเป็ว่าพอขึ้น่ปีสองบาสกลับมาจีบเมลอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันกลับตื้อมากขึ้นเลยทำให้เมลมันโมโหเมลมันพยายามออกห่างแต่บาสมันก็พยายามตื้อบางครั้งก็เห็นว่าบาสมันก็จีบคนอื่นซ้อนด้วยนะแต่ก็นั่น คนมันเผื่อเลือกอ่ะให้ทำไง
“มึงก็อย่าไปยั่วโมโหมันดิ”
“กูป่าว แค่อยากคุยกับเมลเฉยๆ”
ผมอุตส่าห์เตือนมันแล้วนะแต่ดูดิมันไม่ฟังผมเลยเมลที่เงียบอยู่นานจู่ ๆก็ลุกขึ้นกระทันหันมันหยิบของทั้งหมดใส่ลงกระเป๋า
“เมลไปไหน”
“ฝนตกหยุดแล้ว กูกลับก่อน”
“ไปด้วยๆ บาสกูไปล่ะ”
ผมรีบเก็บของตามเมลไปโดยไม่ลืมที่จะลาอีกคนเราเดินตรงออกจากมหาวิทยาลัยตรงไปยังป้ายรถเมล์เรานั่งรอเวลาที่รถเมล์จะมาจอดผมเลือกทำลายความเงียบโดยการชวนอีกคนคุย
“มึง โอเคป่ะ”
“แล้วทำไมกูต้องไม่โอเคด้วยล่ะ”
“ก็ เื่ไอ้บาสอ่ะ”
“นั่นกูไม่โอเคั้แ่แรกแล้ว ช่างมันเถอะ”
ผมเม้มปากไม่อยากให้เพื่อนอารมณ์เสีย
“เอางี้มั้ย เราไปเที่ยวกัน”
“เที่ยวไร”
“เที่ยวไง เบื่อกันมาเยอะแล้วไปสนุกมั่ง”
มีคนเคยบอกผมว่าโลกตอนกลางคืนมันแตกต่างจากโลกตอนกลางวันมากแต่ผมก็ไม่คิดว่ามันแตกต่างกันถึงคนละโลกแบบนี้ พวกเราอยู่ที่ถนน Night Street ถนนแห่งแสงสีที่ถูกขนานนามว่าเป็โลกในตอนกลางคืนผมกับเมลยืนมองอยู่ที่หน้าทางเข้าพิจารณาอย่างพินิจนึกคิดอยู่ในใจ
“มึงคิดอะไรถึงพามาที่นี่วะเนี่ย”
“ก็กูอยากพามึงมาคลายเครียด”
“ร้านเหล้าเนี่ยนะ”
“ใช่”
“อีบ้า!!”
เอ้าด่าเฉย ก็ผมไม่รู้จะพาไปไหนอ่ะ ผมเลื่อนดูฟีดเฟสบุ๊คไปเรื่อย ๆก็เจอเขาแนะนำที่นี่มาเห็นในรูปสวยผมก็เลยพามาแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมีแต่ร้านเหล้าแบบนี้
“เอาไงอ่ะ” ผมถามไปถามเมล อีกคนเหมือนยืนคิดก่อนจะถอนหายใจออกมา
“มาแล้วจะกลับก็เสียเวลางั้นก็เที่ยวแหละอีกอย่างพรุ่งนี้ก็หยุดด้วยไม่เป็ไรหรอก”
เราเดินไปตามทางผ่านผู้คนมากมายทั้งชาวต่างชาติและคนไทยสองข้างทางแต่ละร้านเปิดไฟแสงสีและเพลงแข่งกันเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้าน
“น้องค่า สนใจร้านนี้มั้ยค่า”
“น้องค่า ร้านนี้มีบริการพิเศษนะค่า”
เสียงชวนเชิญจากพนักงานร้านะโดังแข่งกันเรียกลูกค้าเราเดินไปพลางเกาะแขนกันเพื่อกันหลง เดินกันไปได้สักพักจนมาถึงเกือบถึงท้ายซอยก็มีพนักงานคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าร้านจู่ๆก็เดินมาดักหน้า
“มาๆน้องร้านพี่ดีเข้ามาก่อนๆ”
“เอ่อพี่ คือ”
ไม่ทันได้ตอบปฏิเสธก็ดึงพวกผมเข้ามาในร้านอย่างงงๆพวกยืนงงอยู่ตรงประตูทางเข้าภายในร้านเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายอายุเสียงเพลงถูกเปิดดังกระหึ่มผสมกับแสงสีของไฟ
“ทำไมพี่เขาต้องลากเราเข้ามาด้วยวะ”
ผมหันไปถามเพื่อนสาวในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์มีเสื้อคลุมแขนสั้นดูๆแม่งเหมือนจะไปตีกับใครเลย
“ก็เขาจะให้เราเสียตังไง”
“แล้วเอาไงอ่ะ”
“ช่วยไม่ได้ ก็ต้องแดกแหละ”
สุดท้ายเราก็ต้องมากินเหล้าทั้งที่ไม่ได้อยากแต่ก็ไม่เป็ไรถือซะว่ามาเปิดหูเปิดตาก็แล้วกัน
ผมกับเมลเดินหาที่นั่งที่ไกลผู้คนเดินหาชั้นหนึ่งก็แล้วชั้นสองก็แล้วแต่เต็มหมดเลยจนสุดท้ายต้องมานั่งที่บาร์แทน
“รับอะไรดีครับ”
พวกเราหันไปมองชายหนุ่มผมสีทองไฮไลท์ดำในชุดสูทบาร์เทนเดอร์เต็มตัว
เชี่ยหล่อสัส
“เอ่อ”
ต่างคนต่างเงียบสนิทผมรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่สะกิดอยู่ใต้โต๊ะใช่สิแนวนี้มันสเปคไอ้เมลหนิ
“ที่นี่มีน้ำอัดลมมั้ยคะ”
“หือ? น้ำอัดลมหรอครับ”
“พอดีกินเหล้าไม่ได้อ่ะค่ะ เป็คออ่อนมากกกก”
แหมมมมมตอแหล เพื่อนผมมันตอแหลมันกินเหล้าไม่ได้แต่มันกินเบียร์ค่ะคุณผู้ชม
“ถ้าเหล้าไม่ได้กินอย่างอื่นมั้ยครับ”
“ที่ร้านมีหรอคะ”
“ที่ร้านไม่มีหรอกครับแต่พอดีพี่มี”
พี่บาร์เทนเดอร์ส่งยิ้มร้ายให้เพื่อนผมแน่นอนว่าไอ้เมลหน้าแดงแป๊ดเหมือนคนกินเบียร์ผมเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ เอาเลยค่าจีบกันเลยค่า คิดซะว่ากูไม่ได้อยู่ตรงนี้ก็ได้ผมส่ายหน้าหันมองทางอื่นไปเรื่อย ๆจนไปหยุดที่โต๊ะหนึ่งทางด้านหลังสายตาคมกริบที่มองมาเราสบตากันคนที่คุ้นเคยแต่ความรู้สึกกลับต่างพี่คลื่นใช่ชุดเสื้อยืดธรรมดาสีดำที่กำลังยกแก้วที่มีน้ำสีอำพันขึ้นดื่มผมรีบหันกลับพร้อมกับเอื้อมไปสะกิดคนอย่างตัวเร็วๆ
“อะไรมึง”
“มึงพี่คลื่น”
“ห๊ะ? ไม่ได้ยิน”
“พี่คลื่น กูเจอพี่คลื่น”
“จริง?” ไอ้เมลเหมือนจะหันมองแต่ผมจับหัวมันทัน
“อย่ามองๆๆ”
ยังไม่ทันได้พักหายใจเหมือนมีใครบางคนมาหยุดยืนที่ข้างผมหางตาแอบเหลือบมองคนตัวสูงเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์
“Pastisหนึ่ง”
พี่บาร์เทนเดอร์พยักหน้ารับหันไปทำตามคำสั่งออเดอร์ผมค่อยๆหันไปตรงจังหวะกับอีกคนที่หย่อนตัวลงที่นั่งว่างข้างๆผมพี่คลื่นหันมาพร้อมกับเท้าคางส่งยิ้มมาให้แต่ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นมันร้ายเสียเหลือเกิน
“ไง เจอกันอีกแล้วนะ”
“ค-ครับ”ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทั้งหลงทั้งแหบเรียกได้ว่าพูดแทบจะไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
“มาเที่ยวหรอ”
“ครับ มาเที่ยวครับ”
“อ่อ มาเที่ยว มาเที่ยวแหละเนาะ”
“ครับ เที่ยวแหละ”
ตายครับผมนี่แหละตาย