ณ เมืองอาร์คาเดีย ตอนนี้กำแพงด้านนอกสุดที่ใช้คุ้มครองเมืองจากเหล่าอันเดดและปีศาจได้พังทลายลง เนื่องจากตัวตนแห่งภัยพิบัติตัวหนึ่ง ที่มีนามว่าเวนเดลิน อดีตเจ้าชายรัชทายาทแห่งราชรัฐจิ้งจอกแดง
“ท่านเวนเดลินทำไมกัน” ทหารคนหนึ่งในแถวทัพเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “ท่านอุตส่าห์ช่วยครอบครัวผมให้พ้นจากปีศาจ แต่ท่านกลับเป็นมันเสียเอง”
เวนเดลินในเวลานี้ไม่ใช่ชายอ่อนแอเหมือนเมื่อครั้งก่อน ปีกค้างคาวสิบสองปีกประดับอยู่ด้านหลังของเขา พร้อมเขาปีศาจที่ลุกด้วยเปลวเพลิง ดวงตาของเขากลายเป็นสีดำสนิทที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้ ตัวตนของเขาในเวลานี้ไม่ใช่มนุษย์แล้ว
“หืม...มนุษย์ผู้ต่ำช้า เจ้าสื่อสารกับข้าหรือ” เวนเดลินในร่างปีศาจที่ลอยอยู่เหนือซากกำแพงที่พังทลายเอ่ยกับทหารคนนั้น และแค่ชั่วครู่ ดวงตาของทหารคนนั้นก็เรืองแสงสีชมพู
“นามนั้นคือพระวิศวกรรม!!” พ่อของโคโตโนฮะ ซึ่งบัดนี้อยู่ในชุดเกราะซามูไรกล่าวขึ้น “พระองค์ผู้เป็นพลังแห่งข้า ผู้เป็นที่พึ่งพิงแห่งข้า โปรดประทานพลังให้ข้า เพื่อขจัดซึ่งอริศัตรู”
ดาบคาตานะในมือของเขากลายเป็นดาบโนดาจิ ซึ่งยาวพอๆกับทวน ก่อนที่เข้าจะพุ่งเข้าไปหาเวนเดลินในร่างปีศาจทันที
“กระจอกน่า” เวนเดลินกล่าวก่อนจะร่ายวงเวทสีม่วงตรงหน้า พร้อมกับมีเหล็กแหลมที่สุกด้วยเปลวเพลิงพุ่งเข้าปะทะกับดาบโนดาจิ กระแสเวทในอากาศรอบๆนั้นสั่นสะเทือนจนเกิดคลื่นกระเพื่อม เสียงอากาศรอบๆแตกกระจายจนแสบแก้วหู บ่งบอกถึงความรุนแรงในการปะทะพลังครั้งนี้
เวนเดลินนั้นใช้เวทเคลื่อนตัวผ่านมิติมาที่ด้านหลังของพ่อโคโตโนฮะ ก่อนจะเสกดาบดำอีกอันขึ้นมา และแทใส่ที่ด้านหลังของเขา
“บ้าเอ้ย” พ่อของโคโตโนฮะไม่ส่งเสียงร้อง แต่เขาร่ายเวทหอกเพลิงทิ่มโต้กลับทันที ก่อนจะผละตัวออกมาจากการประลอง
เหล่าทหารเวทสายรักษช่วยกันรักษาเขาทันที ก่อนที่ลูกน้องในบังคับบัญชาจะช่วยคุ้มกันนายของตน
สถาณการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างย่ำแย่ เหล่าทหารในเครือจักรภพเองนั้นไม่มีกำลังพอจะต้านทานอันเดดนับแสนตัว ทำให้ชาวบ้าน และนักเรียนในโรงเรียนต่างตัดสินใจออกมาสู้ตาย เพราะหากเมืองนี้ล่มสลาย พวกเขาเองก็ไร้ที่ซุกหัวนอน
วงเวทหลากหลาย จากจอมเวทชั้นนำต่างปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ก่อนที่ร่างของอันเดดและปีศาจจำนวนมากจะแหลกสลายไป เวททั้งหลายนั้นถูกเร่งพลังขึ้นมาในระดับสูงสุด จนท้องฟ้านั้นเต็มไปดวงวงเวทมากมาย
“ดาหน้ากันเข้าไป พวกไร้สมอง” เวนเดลินกล่าวสั่งการพวกอันเดดทั้งหลาย แน่นอนว่าพวกมันมีแต่แรง แต่ไร้สมอง จึงไม่ต่างจากเป้าจำนวนมากให้จอมเวทฝึกยิงเวท แม้แต่จอมเวทชาวบ้านก็ฆ่ามันได้ ทำเอาจอมเวทบางคนถึงขั้นหัวเราะร่ากับแผนการโง่ๆของเวนเดลิน
“เราอาจจะเหนื่อย แต่แกไม่มีวันยึดเมืองเราได้” อัสรันกล่าวกับเวนเดลิน ในขณะที่เขาร่ายเวทเพลิงจัดการกับกลุ่มอันเดดได้มากกว่าห้าสิบตัวในคราวเดียว “แกแพ้แล้วล่ะ”
“แน่ใจหรือ” เวนเดลินกล่าวขณะบินหลบเวทจำนวนมากที่พุ่งมาหาเขา “พวกแกทั้งหมดนั่นแหละ ที่กำลังติดกับของข้า”
วงเวทสีม่วงจำนวนสิบสองวงปรากฏที่ด้านหลังของเวนเดลิน ก่อนที่มันจะล้อมทั้งเมืองเอาไว้ เวนเดลินทำในสิ่งที่คนอื่นคิดไม่ถึง นั่นคือการตัดกระแสมานาในอากาศจากเมืองนี้ทั้งหมด แน่นอนว่ามันหมายถึงการปิดตายเมืองนี้ จากการให้อากาศไหลผ่าน
“แย่ล่ะสิ แกกำลังทำอะไร” เฮคเตอร์ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนเวทมนตร์มาเกียกล่าวด้วยความสงสัย บัดนี้ซอมบี้หลายหมื่นตัวที่อยู่ในเมือง ถูกขังรวมพร้อมกับชาวเมืองทั้งหมดแล้ว
“มหาเวทที่ข้าได้รับมาจากท่านจอมมารยังไงล่ะ หัวหน้าแห่งปีศาจทั้งปวง ซาตาน...” เวนเดลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ พลางมองลงมาเบื้องร่างราวกับว่าทุกชีวิตนั้นเป็นมดปลวก “เวทแห่งความมืด มิติที่ตัดขาด ตอนนี้เมืองมาเกียนั้นถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์แล้ว ตัดขาดแม้กระทั่งอากาศที่จะเข้ามาในนี้ ในไม่ช้าพวกแกจะถึงจุดจบ”
“ไม่มีทางถึงจุดจบหรอกค่ะ”
เสียงของเซร่าดังขึ้น พร้อมกับดวงอาทิตย์ทรงกลดปรากฏขึ้นภายในเมืองแห่งนี้ จากเมืองที่เกือบจะมืดมิด ถูกเติมเต็มด้วยแสงตะวันอีกครั้งหนึ่ง
ดวงตาของเซร่าเรืองแสงสีฟ้า วงมหาเวทของเธอเลื่อนระดับเป็นสิบสอง แน่นอนว่ามันไม่ใช่พลังของเธอเพียงคนเดียว แต่เป็นพลังของเพื่อนๆทุกคนในห้อง และพลังของอาจารย์ ที่มอบให้กับเธอ
“ในเวลานี้ มีเพียงมหาเวทของเทพผู้รักษา ที่พอจะต่อกรกับจอมปีศาจได้” อาจารย์ฟิลิปปากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เนื่องจากพลังเวททั้งหมดในตัวเธอ ถูกโอนย้ายไปให้เซร่าแล้ว เช่นเดียวกับโจแอนนา ลูเธอร์ และชิรายูริ
“บทลัดเวทด้วยการดูดกลืนพลังหรือ” เวนเดลินกล่าวพลางหัวเราะ “แล้วยังไงล่ะ มันไม่ใช่พลังของเธอ คงฝืนการต่อต้านจากพลังอยู่สินะ”
ร่างทั้งร่างของเซร่าสั่นเทิ้ม ตอนนี้หัวใจของเธอกำลังเจ็บปวด เพราะฝืนโคจรเวทของทุกคนที่มารวมกันเอาไว้กับตัว ถึงแม้มันจะทำให้เธอมีพลังทัดเทียมกับมหาเวทระดับสิบสองก็ตามที
“นามนั้นคือวิษณุ พระผู้ปกปักรักษาโลกใบนี้” วงมหาเวทของเซร่าเปล่งเสียงโอมออกมาดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอามหาเวทสีม่วงของเวนเดลินสั่นสะเทือนและร้าวจนเกือบจะแตก แต่ทว่าใช่เพียงแค่วงเวทของอีกฝ่ายเท่านั้นที่กำลงจะแตกสลาย ร่างของเซร่าก็เช่นกัน
เธอสำลักเลือดคำโตทันที ที่เอ่ยหยิบยืมพลังจากเทพเจ้า จนเธอไม่อาจเอ่ยท่องบทเวทได้ต่อ
“อย่าฝืนเลยเซร่า เท่านี้ก็พอแล้ว” โจแอนนาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แต่เธอนั้นช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเธอในตอนนี้ได้มอบพลังให้เซร่าไปจนหมดแล้ว
เซร่าเธอพยักหน้ารับ เพราะไม่มีแรงเอ่ยตอบอีกฝ่าย ก่อนที่เธอจะรวมมานาในร่างทั้งหมด เพื่อใช้พลังเวทของตน
อาทิตย์ทรงกลดที่อยู่ท่ามกลางเมืองส่องแสงลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง ก่อนที่จะปรากฏเขาขนาดใหญ่ขึ้นมาจากพื้นดินที่ว่างเปล่า พร้อมกับสายธารสีรุ้งออกมาจากเขาลูกนั้น เมื่อสายน้ำนั้นเคลื่อนผ่านไปหาจอมเวทคนไหน พวกเขาก็จะได้รับพลังฟื้นฟู ส่วนอันเดดและปีศาจจะถูกลดพลังแทน เซร่าไม่ได้เลือกใช้ท่าที่รุนแรงและทรงพลัง แต่เธอเลือกที่จะเพิ่มพลังให้กับทุกๆคน
“พลังเกลียวคลื่นเกษียรสมุทร” เซร่ากล่าวอย่างยากลำบาก มีจอมเวทหลายคนเริ่มดื่มน้ำจากสายธารที่เธอสร้างขึ้นเพื่อเสริมพลัง ก่อนที่จะต่อสู้กับเหล่าอันเดดต่อ เวทที่เซร่าใช้นั้น เพิ่มกำลังใจให้กับจอมเวทคนอื่นๆอย่างมาก เพราะมันฟื้นฟูพลัง อีกทั้งยังรักษาอาการบาดเจ็บให้พวกเขา
“โง่จริงๆ” เวนเดลินกล่าวพลางยิ้มเยาะ “ถ้าแกใช้พลังสุทรรศนจักรของเทพผู้รักษา ป่านนี้อาจจะสังหารข้าได้แล้วแท้ๆ”
“เป้าหมายฉันคือทำเพื่อให้ทุกๆคนมีชีวิตรอดค่ะ” เซร่ากล่าว “เพราะคนที่จะมากำจัดคุณ ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเรนเดลและพรรคพวกของเขา”
“งั้นหรือ” เวนเดลินในร่างปีศาจกล่าวพลางยิ้มเยาะ “ถ้าเกิดว่าคนที่แกหวัง ผ่านพวกพ้องของฉันได้ก่อนน่ะนะ”
ตอนนี้เรนเดลมาถึงหน้าเมืองได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่เขาไม่อาจเข้าเมืองได้ ไม่ใช่เพราะเวทเขตแดนตัดขาดของเวนเดลิน แต่เป็นเพราะตัวตนแห่งภัยพิบัติตัวหนึ่งขวางกั้นอยู่
ตัวตนแห่งภัยพิบัติตัวนี้ไม่ใช่จอมเวทในยุคสมัยของเรนเดล มันเก่าแก่กว่านั้นมาก เป็นนักบวชยุคโบราณที่ไว้หนวดและเครายาว ครองจีวรสีขาว เขากำลังจับลูกประคำและพร่ำสวดคาถาที่กลุ่มของเรนเดลนั้นไม่รู้จัก
“เมกุมิ เธอรู้ไหมว่าจอมเวทคนนี้เป็นใคร” เรนเดลเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะจอมเวทเบื้องหน้าของเขานั้นกำลังลอยอยู่บนอากาศ โดยปราศจากการร่ายเวทใดๆ แต่เรนเดลรู้สึกได้ถึงพลังเวทอันมหาศาลจากตัวของคนๆนั้น
“กลียุคได้มาถึงแล้ว” จอมเวทในจีวรขาวคนนั้นกล่าว “พวกเจ้าทั้งหลายจงอย่าขัดขวางโองการของมหาเทพเลย จงยอมรับในชะตาซะ พระองค์ตัดสินแล้ว ว่าโลกใบนี้ต้องถึงจุดจบ”
“นายเองก็นับถือมหาเทพหรือ” เรเดลเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คุณเป็นใครกันแน่”
“ข้าคือนักบวชผู้ภักดีต่อพระเป็นเจ้า ข้าบำเพ็ญเพียรด้วยการเข้าญาณและสวดภาวนา ข้ามิใช่ผู้หยิบยืมอำนาจจากเวทมนตร์เช่นเจ้า จอมเวทเอ๋ย...จงเรียกข้าว่าพราหมณ์”
“พราหมณ์...นักบวชโบราณในสมัยพระเวทแรกเริ่ม” เรนเดลกล่าวทวนคำเรียกของอีกฝ่าย “เพราะเหตุใดตัวตนโบราณที่ล่วงเลยมากว่าห้าพันปีเช่นท่าน จึงปรากฏตัวในเวลานี้”
“ด้วยบัญชาของพระเป็นเจ้า!!” พราหมณ์ผู้นั้นเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง “ข้าจึงฟื้นคืนด้วยพลังของพระองค์ มหาเทพแห่งการทำลายล้างทรงประทานชีวิตใหม่ให้กับข้า โอม นะมะศิวะ!!”
เรนเดลใช้กระแสเวทของเขาตรวจสอบพราหมณ์ตรงหน้า เขาพบว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่มนุษย์แล้ว หากแต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในฐานะของตัวตนแห่งภัยพิบัติ เมื่อพิจารณาให้ดีๆ ร่างของเขายังมีบางส่วนฟื้นคืนไม่หมด ผิวหนังตามเนื้อตัวมีคราบของขี้เถ้าและไฟเผา บ่งบอกให้รู้ว่าแม้ร่างที่ถูกแผดเผาไปแล้ว ก็อาจมีโอกาสฟื้นคืนขึ้นมาได้อีกครั้งในยุคนี้
“เมกุมิ เราเจอของหนักให้แล้ว” เรนเดลกล่าวพลงกัดฟันแน่น เมกุมิพยักหน้าตอบรับ แม้แต่เรียวจิ นิโคลัส โคโตโนฮะ รวมถงฟรังซัวร์และไอรินก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
“จะชนะได้มั้ยนะ” เมกุมิกล่าวพลางใช้ความคิด “สมณพราหมณ์ผู้มีพลังเวทในตัวเอง พลังที่ใช้ผ่านพระเป็นเจ้าโดยตรง โดยไม่ต้องมีการร่ายพิธีกรรมใดๆแบบเรา”
“”ไม่ลองก็ไม่รู้ เรนเดลกล่าวก่อนจะยิงลูกบอลสีดำเข้าไปตรงหน้า แต่ทว่าพลังของเขาที่ใช้โจมตีไปนั้น กลับกลายเป็นดอกไม้ และร่วงลงสู่พื้น
“ข้านับถือพระเป็นเจ้า และสวดภาวนา” พราหมณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ก่อนจะเริ่มสวดมนตร์ของเขาต่อไป “พลังใดๆก็ตามหากมาจากคัมภีร์พระเวท ย่อมมิอาจทำอันตรายใดๆกับข้าได้”
เมกุมีกยิ้มทันที เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนที่มหาเวทรูปกางเขนของเธอจะปรากฏเหนือหัวพราหมณ์คนนั้น และยิงลำแสงใส่เขาโดยตรง
“โอ้ย อะไรกันนี่” พราหมณ์กล่าวร้องโอดโอย ก่อนจะร่วงลงสู่พื้น “มีเวทมนตร์ที่ทำอันตรายต่อข้าได้ด้วยหรือ”
“เพราะโลกใบนี้หลากหลายยังไงล่ะคะ” เมกุมิกล่าว “ความเชื่อ ปรัชญา แนวทางในการดำเนินชีวิต หรือแม้แต่เวทมนตร์ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างและความหลากหลาย”
“หากโลกนี้ถูกกำหนดไว้ว่าต้องสูญสิ้น เหตุใดจึงยังมีคนลุกขึ้นสู้ และใครเล่าที่เป็นคนกำหนด” เรนเดลกล่าวกับเป้าหมายตรงหน้า ที่บัดนี้เหมือนเขาเริ่มจะลังเลในความเชื่อของตนเอง “มนุษย์ทุกคน มีชีวิตได้ก็เพราะตัวเองเลือกที่จะเชื่อ และเลือกที่จะทำ รวมถึงเลือกที่จะลุกขึ้นสู้กับโชคชะตา...มีแต่คนตายไปแล้วเท่านั้นแหละ ที่ยอมรับอะไรก็ได้ที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา”
“เจ้าอาจจะถูกก็ได้ พ่อหนุ่ม” พราหมณ์คนนั้นกล่าว “แต่ข้าเองก็มีความเชื่อของข้า โลกใบนี้จบสิ้นแล้ว และข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เพื่อเป็นสักขีพยาน...เจ้าจะไม่มีวันช่วยโลกใบนี้ได้อย่างเด็ดขาด”
คลื่นมานาถูกพุ่งเข้าหาเรนเดลอย่างจัง มันไร้ซึ่งแสงและสีใดๆ เมกุมินั้นเอาตัวเข้าขวาง ก่อนจะกางโล่กางเขนศักดิ์สิทธิต้านทานเอาไว้ให้
“เรนเดลคะ ตรงนี้ฉันรับมือเองค่ะ คุณหาวิธีเจาะกำแพงเวทเข้าไปเถอะ”
“ฝากด้วยนะ”เรนเดลกล่าวก่อนจะผละตัวออกไปทันที ทำเอาพราหมณ์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เรนเดลซึ่งกำลังหลบหนี
“ข้าจะสาปเจ้า ด้วยอำนาจ...เฮ้ย!!”
เปลวเพลิงสีแดงส้มเฉียดเขาไปอย่างหวุดหวิด ทำให้เวทสาปแช่งชะงักลงทันที เขารับรู้ได้ถึงความร้อนแรงของเปลวเพลิงและความเจ็บปวด
“ทำไมเพลิงของพระสุริยะเทพถึงทำร้ายข้า” พราหมณ์กล่าวด้วยความสงสัย ก่อนจะมองไปที่เจ้าของพลัง โคโตโนฮะนั่นเอง ผมและดวงตาของเธอในตอนนี้กลายเป็นสีแดงเพลิงเรียบร้อยแล้ว
“ขอโทษด้วยนะ...นี่ไม่ใช่พลังของพระเวทค่ะ แต่เป็นพลังของมิโกะศักดิ์สิทธิ” โคโตโนฮะตอบอีกฝ่ายให้เข้าใจ “ผู้บูชามหาเทพีแห่งสุริยะ อามาเทราสึ ที่มีอำนาจทัดเทียมกับมหาเทพของท่านยังไงล่ะคะ”
“ไอ้พวกนอกรีต!!” พราหมณ์คนนั้นกล่าวอย่างกราดเกรี้ยว ก่อนจะเริ่มชี้นิ้วใส่พวกเมกุมิและโคโตโนฮะ แน่นอนว่าพวกเธอทั้งสองหลบคาถาแช่งของพราหมณ์กันจ้าละหวั่น พร้อมกับตอบโต้ไปด้วย
“โชคดีจริงๆน้า ที่มีเวทนอกพระเวทอยู่” เรนเดลกล่าวด้วยความโล่งใจ ขณะที่เขากำลังหาจุดอ่อนของเขตแดนปิดตายตรงหน้า ซึ่งกั้นทั้งเมืองเอาไว้
“ฉันว่าฉันเจอแล้ว” นิโคลัสกล่าวพลางชี้ไปที่หลุมเล็กๆ เขาเริ่มร่ายเวทปลดผนึกทันที แต่ทว่ากลับมีหมัดจากบุคคลหนึ่งทะลุจุดอ่อนของผนึกนั้น และซัดใส่นิโคลัสจังๆ
“ไอ้บ้าเอ้ย ใครวะ” นิโคลัสฉุนเฉียวกับหมัดปริศนาตรงหน้า ก่อนที่ร่างของใครบางคนจะออกมาจากจุดอ่อนนั้น
“ใจเย็นก่อนเถิดโยม” ชายหนุ่มหัวโล้นร่างกายบึกบึนคนหนึ่งเดินออกมาจากวงเวทนั้น การแต่งกายของเขาบ่งบอกว่าเป็นพระ แต่ท่าทางน่าจะเป็นพระบู๊จากวัดชื่อดังแห่งหนึ่ง เพราะเขาตั้งท่าต่อสู้กับนิโคลัสทันที ด้วยรูปแบบของศิลปะการต่อสู้
“อาตมาจะส่งโยมไปสู่สวรรค์เอง อามิตพุทธ”
“จะส่งฉันไปสวรรค์หรือ” นิโคลัสทวนคำของอีกฝ่าย “ก็สวยสิ...ฉันจะเล่นกับแกก็แล้วกัน”
“งั้นฝากด้วยนะ” เรนเดลกับเรียวจิกล่าวพลางถอนใจ “คนเฝ้าเขตแดนคัดมาแต่หัวกะทิสินะ ท่าทาง”
เสียงปะทะกันด้วยหมัดและเท้า รวมถึงกระบองเหล็กและดาบดังสนั่นหวั่นไหว ดูเหมือนว่านิโคลัสจะพอต้านทานกับนักบวชรูปนั้นได้ จนกระทั่งเรียวจิหันหลังไปสังเกตุว่านิโคลัสกำลังเริ่มเสียปรียบ เพราะอีกฝ่ายเคลื่อนไหวเร็วกว่า และมีพลังการโจมตีประชิดที่รุนแรงกว่า
“พลังนี่มันอะไรกัน” นิโคลัสกล่าวเสียงสั่น สองมือของเขาที่ถือดาบใหญ่สั่นกราว “ไม่ได้ร่ายเวทเลยแม้แต่น้อย แต่ทุกๆการโจมตีนั้นรุนแรงพอๆกับเวทระดับสี่ขึ้นไปตลอด”
“หืม” พระนักสู้ส่งเสียงแปลกใจ ที่เห็นเรียวจิมายืนข้างนิโคลัส ก่อนที่เขาจะเรียกดาบคาตานะขึ้นมาเพื่อสู้กับตน
“โทษทีนะพวก” เรียวจิกล่าว “แต่งานนี้พวกฉันต้องคว่ำนายให้ได้ คงไม่คิดจะตัวๆกับนายหรอก”
“ก็ตามใจเลยโยม” พระนักสู้กล่าว “ยิ่งเยอะยิ่งดี อาตมาจะได้ส่งไปสวรรค์พร้อมๆกันเลยทีเดียว”
“คราวนี้พุทธวัชรยานสินะ” เรนเดลกล่าวก่อนจะมองทั้งสองสู้กับพระนักบู๊ “สาเหตุคืออะไรกันแน่ ทำไมพลังของภัยพิบัติจึงฟื้นคืนชีวิตให้กับตัวตนที่สูญหายไปหลายพันปีแล้ว แต่กลับไม่ฟื้นคืนเหตุผลให้กับพวกเขา...”
“หนูอาร์กัสหรือเปล่าจ๊ะ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้น จนเรนเดลต้องหันไปมอง สองมือของเขาสั่นเทิ้ม เพราะเขาเจอคนที่ไม่คิดว่าจะเจอเลยแม้แต่น้อย
“พี่เซร่า...” เรนเดลเอ่ยเสียงค่อย เพราะเบื้องหน้าของเขาเป็นหญิงสาวผมสีฟ้ายาว ในชุดคลุมจอมเวทสีขาว เธอคือเซร่า พี่สาวของเขาในชาติที่แล้วนั่นเอง
เธอเหมือนคนปกติทุกอย่าง ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือผิวของเธอขาวซีดราวกับคนที่ตายไปแล้ว และเส้นเลือดสีม่วงดำที่ขึ้นตามร่างกายเต็มไปหมด
“ใช่จริงๆด้วยสินะ...พี่กะไว้แล้วล่ะ ว่าต้องเป็นเธอ น้องชายของฉัน พี่รู้เรื่องทุกอย่างแล้ว”
เรนเดลกำลังเผชิญหน้ากับพี่สาวของเขาในชาติที่แล้ว และเขามั่นใจว่าเป็นเธอจริงๆ ถึงแม้เรนเดลจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร อีกฝ่ายถึงรู้ว่าเขาเป็นน้อง ทั้งๆที่เขาไม่เคยบอกเธอเลย
“เอาล่ะ น้องชายของฉัน...มาเล่นเกมสังหารกันเถอะ พี่หิวมากๆเลยล่ะ หิวจนอยากจะกลืนกินเธอทั้งตัวเชียว”