คฤหาสน์รับรองของราชวงศ์หมื่นศาสตรา
ได้มีเงาของชายสองคนที่กำลังนั่งดูการแข่งขันรอบที่หนึ่ง ของทั้งสิบการประลองที่เพิ่งจบลงไป เงาของชายสองคนนั้นก็คือ หนานกงอวี้ และ หนานกงหมิง การประลองที่ทั้งสองให้การสนใจมากที่สุดย่อมต้องเป็นการประลองของอูหลินเฟิงและกู่ซือเอิน
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะหาเรื่องผิดคนซะแล้วน้องชาย” หนานกงอวี้หันไปมองน้องชายของตนเอง คนที่หนานกงหมิง นอกจากจะมีสายเลือดตระกูลเนี่ยแล้ว ยังมีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดาทั้งด้านพลังวิญญาณและความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรแต่ละตัวก็มากมายนัก และ ไม่ใช่เพียงแค่อูหลินเฟิงเท่านั้น แต่ว่าสตรีที่น้องชายของตนเองไปลวนลามกลับแข็งแกร่งกว่าน้องชายของเขาเสียอีก
คนหนึ่งคือสายเลือดตระกูลเนี่ย อีกคนคือคนจากตระกูลกู่หนึ่งในสามตระกูลผู้ใช้พิษที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกลมปราณแห่งนี้
“สายเลือดตระกูลเนี่ย? มิน่าล่ะพวกนั้นถึงไม่เกรงกลัวพวกเราเลยแม้แต่น้อย” หนานกงหมิงกล่าว ในเวลานี้เขาดูสุขุมยิ่งนักแตกต่างกับเวลาที่อูหลินเฟิงได้พบเจอที่หน้าสาขาที่ห้าของสถาบันเทพราชันยิ่งนัก ราวกับว่าทั้งสองไม่ใช่คนคนเดียวกัน เหมือนกับว่าการที่หนานกงหมิงไปลวนลามสตรีที่เป็นถึงศิษย์หลักของสถาบันจะเป็นความตั้งใจบางอย่างของตนเอง
“มีระดับลมปราณเพียงระดับหก แต่เมื่อรวมพลังของสัตว์อสูรเข้าสู่ร่างกาย สามารถยกระดับลมปราณให้ถึงชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงได้ แต่หากดูจากพละกำลังและความเร็วอาจจะสามารถต่อสู้กับชนชั้นราชันขั้นกลางได้อย่างสูสี” หนานกงอวี้วิเคราะห์การต่อสู้ของอูหลินเฟิง หนานกงอวี้ก็เคยอ่านข้อมูลของร้อยมังกรทะยานมาก่อน เขาไม่เคยสนใจอูหลินเฟิง แต่เขาสนใจในตัวของกู่ซือเอินที่มีร่างเทพอสูรอมตะมากกว่า ร่างเทพอสูรอมตะจะมอบพละกำลังมหาศาลให้กับเจ้าของร่างทำให้กู่ซือเอินมีพละกำลังและความเร็วมากพอที่จะต่อสู้กับชนชั้นราชันขั้นกลางได้อย่างสูสี แต่ว่าอูหลินเฟิงที่รวมพลังของสัตว์อสูรเข้าสู่ร่างกาย สามารถต่อสู้กับกู่ซือเอินได้อย่างสูสี หมายความว่าในร่างนั้นอูหลินเฟิงย่อมมีพละกำลังเทียบเท่ากับชนชั้นราชันขั้นกลาง
“แต่วิชาที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ คงมีเงื่อนไขจำกัดคือระยะเวลาที่สั้น สามารถนำพละกำลังและลมปราณของสัตว์อสูรมอบให้กับเจ้านายได้แบบนั้น แม้ว่าจะสามารถใช้ลมปราณระดับสูงได้และยังมีปริมาณลมปราณราวกับไร้ขีดจำกัด แต่ว่าร่างกายจะต้องรองรับพลังมหาศาลของสัตว์อสูรทั้งหมด น่าจะคงสภาพร่างนั้นได้เพียงแค่ห้าถึงสิบนาที และอาจจะเป็นไปได้ว่าภายในหนึ่งวัน คงใช้ได้ไม่เกินสองครั้ง หากเกินกว่านั้นอาจจะส่งผลร้ายแรงต่อร่างกายได้” หนานกงหมิง กล่าววิเคราะห์ความสามารถของอูหลินเฟิง การวิเคราะห์ของเขานั้นเฉียบคมยิ่งนัก สามารถวิเคราะห์เงื่อนไขการใช้วิชาอสูรสถิตร่างของอูหลินเฟิงได้ถูกทั้งหมด
การวิเคราะห์ที่เฉียบคมของหนานกงหมิงทำให้ หนานกงอวี้จ้องมองน้องชายของตนเองทันที ทั้งๆ ที่น้องชายของตนเองมีทั้งความสามารถในการต่อสู้และการวิเคราะห์ศัตรู แต่กลับไม่ค่อยแสดงความสามารถของตนเองออกมา มักจะให้เขาผู้เป็นพี่ชายได้รับชื่อเสียงแต่เพียงผู้เดียว
“ยังคิดจะแสดงบทบาทเช่นนี้ต่อไปงั้นหรือ” หนานกงอวี้กล่าวถามน้องชายของตน เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดน้องชายของเขาจะต้องพยายามแสดงเป็นองค์ชายเจ้าสำราญที่ไม่ได้เรื่องด้วย ทั้งๆ ที่หากนับตามความสามารถแล้ว อีกฝ่ายอาจจะมีความสามารถมากกว่าเขาก็ได้
“ก็ข้าไม่ได้อยากเป็นรัชทายาท ไม่อย่างนั้นอิสระในชีวิตข้าได้หายไปหมดพอดี” หนานกงหมิงกล่าว ราวกับว่าหากเขาต้องการตำแหน่งรัชทายาทก็สามารถเป็นของเขาได้
“แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องทำตัวเป็นองค์ชายเจ้าสำราญแบบที่เจ้าพยายามทำอยู่” หนางกงอวี้กล่าว
“ข้ากลับคิดว่าสิ่งนี้ดีเสียอีก ยิ่งข้ามีชื่อเสียงที่ไม่ดีมากเท่าไหร่ ยิ่งห่างไกลจากตำแหน่งรัชทายาทมากเท่านั้น” หนานกงหมิงกล่าว สิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการในชีวิตนี้ก็คือการเป็นรัชทายาทและกลายเป็นองค์จักรพรรดิที่ต้องมาดูแลทั้งทวีป สิ่งนั้นจะทำให้อิสระในชีวิตหายไปแทบหมดสิ้น
ตอนนี้ทั้งสองจ้องไปอย่างหน้าจออีกครั้ง
.
เมื่อการประลองทั้งสิบการประลองได้จบลงเสี่ยวหยูได้ปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง .
“ข้าเสี่ยวหยูกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้างทุกท่าน สนุกสนานกับการประลองหรือเปล่า ก่อนการประลองรอบต่อไปจะเริ่มขึ้น อาจมีผู้ที่กำลังกังวลว่าหากพ่ายแพ้แล้ว อาจไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่แดนเทพรกร้าง แต่ว่าพวกท่านไม่จำเป็นจะต้องห่วง การที่จะได้รับเลือกเข้าสู่แดนเทพรกร้างนั้น ดูจากผลคะแนนโดยรวมของท่านแต่ละคน ไม่ได้วัดจากการแพ้หรือชนะ
มีสิ่งที่ข้าต้องการบอกอีกอย่าง คนที่ลงทะเบียนการประลองย่อมต้อง ลงมาประลองทุกคนแต่ว่าอาจมีบางคนที่จะโดนสุ่มให้ลงประลองมากกว่าหนึ่งรอบ นั่นก็เพราะว่าหากท่านเข้าไปยังแดนเทพรกร้างแล้วล่ะก็ ย่อมไม่อาจเลือกได้ว่าจะสู้เพียงรอบเดียว แต่อาจจะต้องสู้กับศัตรูหลายต่อหลายครั้ง หากพร้อมแล้วการประลองรอบที่สอง เริ่มได้” เสี่ยวหยูกล่าวอธิบายกฎการประลองเพิ่มเติม จากนั้นได้กล่าวเริ่มการประลองรอบที่สอง
..
อัฒจันทร์ส่องนภา ภายในกลุ่มของอูหลินเฟิง นอกจากกู่ซือเอินและอูหลินเฟิงที่เพิ่งประลองกันไป ป้ายของทั้งหมดได้ส่องแสงออกมาพร้อมกับ นำร่างของคนทั้งหมดออกไปจากอัฒจันทร์ส่องนภา
“ดูเหมือนว่าสหายของเรา จะถูกเลือกให้เข้าประลองรอบนี้ทั้งหมด ถ้าแบบนี้ก็…..” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมหันไปมองกู่ซือเอิน จากนั้นก็ได้ล้มตัวลง นอนหนุนตักของกู่ซือเอิน
“นะ นี่เจ้า..” กู่ซือเอินที่โดนอีกฝ่ายนอนหนุนขาตัวเอง ก็สะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ผลักหัวของอูหลินเฟิงออกแต่อย่างใดยอมให้เขานอนอยู่แบบนั้น อูหลินเฟิงสร้างชิกิงามิระดับต่ำออกมาสิบตัว เพื่อให้แต่ละตัวช่วยมองการประลองทั้งสิบและเก็บภาพการประลองทั้งหมดไว้แทนเขา น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ทำเช่นนี้ตั้งแต่การประลองสิบเวทีแรก เขาเองก็ต้องการเก็บข้อมูลของผู้ที่เข้าร่วมการประลองไว้ทั้งหมดเช่นกัน
ทั้งกู่ซือเอินและอูหลินเฟิงต่างจ้องไปยังจอภาพที่แสดงการประลองทั้งสิบเวที สหายของพวกเขาทั้งหมดบางคนเจอศึกหนักยิ่งนัก บางคนได้ต่อสู้กันเอง เรียกได้ว่าในตอนนี้ทั้งสิบการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
“น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว” อูหลินเฟิงกล่าว เมื่อเขาได้มองไปยังลานประลองแต่ละลานประลองนั้น การประลองของสหายเขาทุกคนแทบจะเป็นการประลองที่น่าสนใจแทบทั้งหมด
ลานประลองแรก จงหมิ่น/ เซี่ยชิงเอ๋อร์/เสวี่ยหานเอ๋อร์ ปะทะ อวี้จาง/ เฟิงหยาง /เว่ยเว่ย
ลานประลองที่สาม ไป๋หลันฮวา/ ตงฟางจิ๋ว ปะทะ มุราคามิ มิซากิ / ฟู่อู /กวนซ่างซี
ลานประลองที่ห้า เนี่ยหลุน/เฟิ่งหวงหยางชุน ปะทะ เรย์อิน มาโกะ/เรย์อิน มากิ/หลางหลินหลิน/หนานกงอวี้
ลานประลองที่หก ลี่เจียง ถงต้าเหวย ถิงถิง ปะทะ อูหมินจิง/ หวังชุน/ เยว่ฟง
ลานประลองที่สิบ โอวหยางไป๋หลง มู่หรงเสวี่ย ปะทะ หลางจวิน
รายชื่อบนลานประลองที่สิบกลับเป็นชื่อที่อูหลินเฟิงสะดุดตา เพราะว่ามีทั้งผู้แข็งแกร่งอย่าง หลางจวิน อันดับหนึ่งในร้อยมังกรทะยาน และ คนจากตระกูลโอวหยาง
‘โอวหยางไป๋หลง น้องชายของโอวหยางชิงหลงงั้นหรือ แล้วยังมีมู่หรงเสวี่ยว่าที่ประมุขตระกูลมู่หรง พวกเขาก็เป็นศิษย์ของสถาบันเทพราชันด้วยสินะ’ อูหลินเฟิงคิด เขาสังเกตเห็นว่าทั้งคู่ใส่ชุดของสถาบันเทพราชันแล้วยังเป็นถึงศิษย์หลักอีกด้วย คู่ต่อสู้ของทั้งสองกลับเป็น หลางจวิน
‘ศึกนี้ทั้งสองคนคงไม่อาจเอาชนะได้แน่’ อูหลินเฟิงคิด ต่อให้ทั้งสองคนจะมีทั้งพลังสายเลือดจากมหาตระกูล แต่ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าหลางจวินก็คงไม่อาจเอาชนะได้แน่นอน
.....
ทางฝั่งของลูกศิษย์สถาบันเทพราชันที่กำลังดูอยู่ภายในอัฒจันทร์ส่องนภา
“ดูนั่นสิ ศิษย์พี่อวี้จาง ศิษย์พี่เฟิงหยาง ศิษย์พี่เว่ยเว่ย อยู่กลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครถือว่าโชคร้ายอย่างยิ่ง” เสียงของลูกศิษย์ตัวสูงจากสถาบันเทพราชันได้กล่าวขึ้น อันดับที่หนึ่ง สอง และ สามของสถาบันเทพราชันถึงกลับได้อยู่กลุ่มเดียวกัน แบบนี้ต่อให้เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นมาเจอก็คงไม่อาจเอาชนะได้
“แต่ดูซะก่อน ฝั่งตรงข้ามทั้งสามก็เป็นร้อยมังกรทะยานเช่นเดียวกัน จงหมิ่นอันดับที่เจ็ด เซี่ยชิงเอ๋อร์อันดับที่สิบเก้า เสวี่ยหานเอ๋อร์อันดับที่หกสิบ” เสียงของลูกศิษย์ตัวเตี้ยในสถาบันอีกคนได้กล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปยัง หนังสือที่รวบรวมข้อมูลของร้อยมังกรทะยานในปีนี้
“ถ้าเป็นแบบนั้น...ยังไงก็ต้องแพ้แน่นอนในร้อยมังกรทะยาน ศิษย์พี่อวี้จางอันดับที่สี่ ศิษย์พี่เฟิงหยางอันดับสิบสอง ศิษย์พี่เว่ยเว่ยอันดับสิบหก ทั้งสามคนต่างอยู่ในยี่สิบอันดับแรกทั้งนั้น และยี่สิบอันดับแรกอันดับแรกต่างเป็นชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้ อีกฝั่งแม้จะมียี่สิบอันดับแรกถึงสองคนแต่ว่าอันดับก็ยังต่ำกว่า อันดับของศิษย์พี่ทั้งสามอยู่ดี” เสียงของลูกศิษย์ตัวสูงกล่าวแทรกออกมา เขาคิดว่าไม่ว่าอย่างไรที่ลานประลองแรกก็ฝ่ายของสถาบันเทพราชันก็ต้องได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน
"ตะ..แต่ว่า..อันดับของปีนี้จะสามารถเชื่อได้อย่างนั้นหรอ..เมื่อครู่ข้าเห็นว่าทั้งสามคน เป็นสหายกับนักฝึกสัตว์ที่เพิ่งจะประลองจบไป กับ สตรีที่ใช้พิษ ไม่คิดว่าทั้งสามอาจจะแข็งแกร่งระดับเดียวกันหรอ"ลูกศิษย์อีกคนของสถาบันเทพราชันกล่าว ในตอนแรกเขาคิดที่จะลงพนันข้างศิษย์พี่ทั้งสาม แต่ว่าเรื่องที่เพิ่งเกิดกับอูหลินเฟิงก็ทำให้เขาแทบหมดตัวแล้ว
"เจ้าคิดว่าจะมีคนที่แข็งแกร่งแบบนั้นปรากฏตัวออกมาได้มากขนาดนั้นหรือไง..ยังไงศิษย์พี่ของพวกเราก็ต้องชนะอยู่แล้ว"ลูกศิษย์ตัวสูงกล่าวอย่างมั่นใจ เขากล้านำเงินทั้งหมดเดิมพันกับการประลองครั้งนี้ว่าพวกศิษย์พี่ของเขาจะต้องชนะได้อย่างแน่นอน
..
ณ ลานประลองแรก
“ช่างเลือกคู่ต่อสู้ได้ดีจริงๆ” จงหมิ่นกล่าวพร้อมกลับมองไปยังอวี้จาง ศิษย์สายตรงของชนชั้นเทวะแห่งสถาบันเทพราชัน อันดับที่สี่แห่งร้อยมังกรทะยาน และยังเป็นลูกศิษย์อันดับหนึ่ง ของสถาบันเทพราชันแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่นั้นลูกศิษย์อันดับที่สองและสามอย่างเฟิงหยางและเว่ยเว่ย ก็อยู่อีกฝั่งเช่นเดียวกัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดียิ่งนักเขาจะได้ทำลายความหยิ่งยโสของอีกฝ่ายให้สิ้นซาก
“ข้ากลับอยากต่อสู้กับเจ้ามากกว่า” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวออกมาอย่างเสียดาย หากว่าสามารถแลกเปลี่ยนกันได้นางอยากไปอยู่ฝ่ายที่ต้องต่อสู้กับจงหมิ่นมากกว่า
“ก็ไม่แน่นะเจ้าคะ พิธีกรก็ได้บอกไว้แล้วว่าเราอาจจะได้ประลองมากกว่าหนึ่งรอบ ไม่แน่ว่ารอบต่อไปพวกท่านอาจจะได้ต่อสู้กันเองก็ได้นะเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว
“ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะไม่กังวลใจแม้แต่น้อยที่ต้องเจอกับพวกเรา” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว นางที่มองไปยังอีกฝ่ายเห็นว่าทั้งสามยังไม่แม้แต่จะเตรียมพร้อมในการต่อสู้ สิ่งที่อีกฝ่ายทำราวกับว่ากำลังเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนต่อสู้
"คงกำลังคิดว่าจะส่งใครออกมาจัดการกับพวกเรามั้งเจ้าคะ??"เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว
...
“พวกเจ้าสองคนออกไปสู้ซะ” อวี้จางกล่าวพร้อมกับหลับตาของตนเอง ราวกับว่าตนขี้เกียจที่จะสู้ สิ่งที่เขาทำราวกับว่าทั้งสามคนที่อยู่อีกฝั่งไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย คนที่เขาอยากจะสู้ด้วยย่อมต้องเป็นสามอันดับแรกของร้อยมังกรทะยานที่มีอันดับเหนือกว่าเขา หลางจวิน เนี่ยหลิน และ หนานกงอวี้ นอกจากนั้นคนที่อันดับต่ำกว่าต่างเป็นเพียงมดปลวกที่ไม่จำเป็นจะต้องลงไปสู้ด้วยตนเอง
“เว่ยเว่ย เจ้าออกไปสู้ก่อนดีกว่า เจ้าคนเดียวคงจะสามารถจัดการกับสตรีสองนางนั้นได้ ส่วนข้าจะรับมือกับจงหมิ่นเอง” เฟิงหยางกล่าว แม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงอันดับที่เจ็ดของร้อยมังกรทะยาน แต่เขาก็ไม่คิดว่าตนเองจะพ่ายแพ้ หากว่าเขาสามารถชนะอีกฝ่ายได้อันดับที่เจ็ดนั้น จะกลายเป็นของเขา
“ก็ได้ๆ ข้าจะรีบทำให้จบแล้วกัน” เว่ยเว่ยกล่าว พร้อมกับเดินออกไปข้างหน้า เฟิงหยางและเว่ยเว่ยต่างเดินออกมาคู่กัน สิ่งที่เขาทั้งสองทำราวกับต้องการบอกว่าเพียงแค่สองคนก็สามารถเอาชนะ จงหมิ่น เซี่ยชิงเอ๋อร์ และ เสวี่ยหานเอ๋อร์ได้แล้ว
“ดูถูกกันเสียจริง” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวออกมาอย่างหัวเสีย การกระทำแบบนั้นราวกับว่ากำลังดูถูกนางอยู่ นางเห็นได้ชัดว่าสตรีฝั่งตรงข้ามจ้องมองมายังนางและเสวี่ยหานเอ๋อร์ คงคิดที่จะชนะนางสองคนพร้อมกัน และ คิดจะให้จงหมิ่นสู้กับเฟิงหยาง ถ้าอีกฝ่ายต้องการแบบนั้นนางย่อมไม่ทำตาม
เซี่ยชิงเอ๋อร์คว้าจับไปยังกระบี่หยกขาวที่หลังของตน โคจรลมปราณวายุของตนเองและแก่นแท้แห่งกระบี่ ฟาดฟันรังสีกระบี่ที่มีความรวดเร็วและรุนแรงออกไปหนึ่งเส้นตรงออกไปเฟิงหยางที่กำลังเดินเข้ามา เฟิงหยางที่โดนโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวได้ยกกระบี่ของตนเองออกมา ป้องกันรังสีกระบี่ที่ฟันเข้ามา แต่ว่าเมื่อรังสีกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ปะทะเข้ากับกระบี่ของเฟิงหยาง ดวงตาของเฟิงหยางก็เบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ พลังภายในรังสีกระบี่ขนแรงมากจนเข้าต้องโคจรลมปราณมากมายเพื่อทำลายรังสีกระบี่ลงไป
‘อะไรกัน! รังสีกระบี่นี้รุนแรงมาก!’ เฟิงหยางคิด รังสีกระบี่ที่ถูกส่งออกมาแม้ว่าจะตั้งรับได้ แต่ว่ากว่าที่เขาจะสามารถทำลายรังสีของกระบี่ลงได้ ตัวเขาก็ถูกผลักออกมาเกือบห้าเมตรแล้ว สิ่งนี้ทำให้เฟิงหยางตกใจยิ่งนักเขาไม่คิดว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์จะมีเพลงกระบี่ที่จะรุนแรงถึงเพียงนี้
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เซี่ยชิงเอ๋อร์ยังฟาดฟัน ส่งรังสีกระบี่ที่รุนแรงตรงเข้าไปหาเว่ยเว่ย จนนางต้องใช้หอกของตนเองป้องกันไว้ ทำให้เว่ยเว่ยรู้ได้ทันทีว่าเหตุใดเฟิงหยางถึงถอยออกไปไกล พลังแฝงในรังสีกระบี่นี้รุนแรงมาก แม้ว่าจะสามารถป้องกันไว้ได้แต่ก็ถอยกลับไปถึงเจ็ดเมตรก่อนที่จะทำลายรังสีกระบี่นั้นลงได้
‘เพลงกระบี่นี้รุนแรงยิ่งนัก!!’ เว่ยเว่ย คิดอย่างตกใจนางไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายจะสามารถผลักดันนางออกมาได้เพียงแค่อาศัยรังสีกระบี่ที่มีแก่นแท้แห่งกระบี่แฝงอยู่
“พวกเจ้าทั้งสองเข้ามาพร้อมกัน ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เอง” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวออกมาอย่างท้าทาย ชี้กระบี่ไปยังเฟิงหยางและเว่ยเว่ย คิดจะใช้เพียงเว่ยเว่ยเพื่อต่อสู้กับทั้งนางและเสวี่ยหานเอ๋อร์ ถ้าอีกฝ่ายอยากดูถูกนางมากนักนางก็จะดูถูกอีกฝ่ายกลับคืนไป นางจะใช้เพียงตัวนางคนเดียวเอาชนะอันดับที่สองและสามของสถาบันแห่งนี้
“เข้ามา!!” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวเสียงแข็ง พร้อมกับส่งจิตคุกคามประสานเข้ากับลมปราณวายุ ชี้กระบี่ไปยังคนทั้งสองแม้ว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์จะใช้เพียงแก่นแท้แห่งกระบี่ แต่ว่าความรู้สึกที่ส่งออกมาราวกับว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์คือเทพกระบี่ที่กำลังนำกระบี่ชี้มาทางพวกเขา
..
..
จบตอน