ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 55 จงอย่าปฏิเสธน้ำใจของตระกูลพีไรซ์

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 55 จงอย่าปฏิเสธน้ำใจของตระกูลพีไรซ์



            หลังจากตกลงจะพาชายชราและหญิงสาวเดินทางเข้าเมือง B-24 ไปด้วยกัน คาลอสก็ถามชายชราว่าต้องการจะจัดการกับศพของพวกพ้องที่มาด้วยกันหรือเปล่า แต่ชายชราเห็นว่าคงไม่สะดวก หากถึงเมืองเมื่อไหร่เขาจะให้คนมาเก็บศพเหล่าผู้คุ้มกันกลับไปอีกที


            ส่วนร่างของสัตว์อสูรที่นอนตายด้วยฝีมือของคาลอส กลุ่มพ่อค้าก็ช่วยกันชำแหละ เก็บส่วนสำคัญที่มีค่ามีราคาติดเกวียนไปด้วย


            คาลอสเองก็บอกว่าจะยกร่างของสัตว์อสูรให้แก่พ่อค้าไปเลย แต่มีหรือที่พ่อค้าผู้นี้จะกล้ารับ สรุปจึงตกลงกันว่าจะแบ่งผลประโยชน์หลังจากขายได้ เพราะคาลอสก็ยืนยันว่าหากกลุ่มของพ่อค้าเป็นผู้ขนส่งสินค้าและดำเนินการเรื่องการขายก็ควรจะได้รับส่วนแบ่งด้วย นั่นจึงทำให้เกิดเป็นข้อตกลงเช่นนี้ขึ้นมา


            ดารัสได้รับการปฐมพยาบาลจากคนของพ่อค้าเป็นอย่างดี เขาเป็นถึงอเวกระดับหกผู้คนย่อมให้ความยำเกรงเป็นเรื่องปกติ


            “ท่านดารัสโปรดรับสิ่งนี้ไป มันน่าจะช่วยให้ท่านอาการดีขึ้นได้บ้าง”


            หลังจากคาลอสพูดคุยตกลงกับหัวหน้ากองคาราวานเสร็จสิ้น เขาก็เดินมาดูอาการของดารัส เมื่อรู้ว่าโพชั่นรักษาของอีกฝ่ายถูกทำลายไประหว่างการหลบหนีจากปากคำของหญิงสาว ชายหนุ่มจึงส่งมอบโอสถรักษาชนิดเม็ดที่เป็นสินค้าตัวอย่างออกไป


            “นี่คือ?” ชายชรามองสิ่งของที่ตนรับมาด้วยความประหลาดใจ มันเป็นเม็ดยาสีแดงขนาดเล็กเท่าเล็บมือ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ทำให้เลือดลมในร่างไหลเวียนได้สะดวก


            “นี่เป็นสินค้าของตระกูลข้าเอง มันคือโอสถที่ใช้ในการรักษา ความสามารถของมันไม่ต่างไปจากโพชั่นรักษาที่ขายอยู่ในเมืองของท่านเลย” ชายหนุ่มยกยิ้มให้อีกฝ่ายยามเมื่อสาธยายสรรพคุณของโอสถสีแดง


            นี่เป็นผลิตภัณฑ์อันน่าภาคภูมิใจของครอบครัวพีไรซ์ เป็นสินค้าที่แตกต่างจากของในท้องตลาด ทั้งยังมีสรรพคุณที่ยอดเยี่ยม หากไม่โอ้อวดให้ออกมาสักหน่อยก็คงจะคับข้องใจไม่น้อย


            “โอสถรักษา?” ชายชรามองดูเม็ดกลมๆ สีแดงในมือครู่หนึ่งด้วยความสงสัย ก่อนจะโยนมันเข้าปากไป


            เพียงแค่ลิ้นสัมผัส กลิ่นหอมเฉพาะตัวของตัวยาก็กระจายไปทั่วโพรงปาก ชวนผ่อนคลายจิตใจได้ดียิ่ง ก่อนจะละลายกลายเป็นของเหลวไหลลงไปตามลำคอ ความรู้สึกอุ่นๆ เคลื่อนที่ไปตามหลอดอาหาร ก่อนจะแผ่ไปทั่วทั้งร่าง


            บาดแผลตามตัวและบริเวณหลังของชายชรารู้สึกคันยุบยิบเล็กน้อย แผลเล็กๆ ค่อยๆ สมานตัวในทันที กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนเกิดการต่อสู้ ส่วนแผลที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็เหมือนจะรักษาตัวจนเกือบจะหายสนิท เหลือรอยแผลเป็นจางๆ ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า รอยข่วนขนาดใหญ่บริเวณแผ่นหลังเองก็ได้รับการฟื้นฟูจนแทบไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวอีกต่อไป


            “นี่!” ชายชรานามว่าดารัสตกตะลึงเล็กน้อยกับผลลัพธ์ที่ได้ ทั้งความเร็ว และความสามารถในการรักษาไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าโพชั่นรักษาที่เขาเคยใช้มาก่อนเลย เผลอๆ เมื่อเทียบกับโพชั่นรักษาจากหลายๆ แห่ง โอสถรักษาชนิดเม็ดที่ตนกินไปเมื่อครู่ดูเหมือนจะมีคุณภาพอยู่ในระดับสูงทีเดียว


            ต้องรู้ก่อนว่าโพชั่นนั้นแยกแยะระดับของผู้ใช้ ยิ่งผู้ใช้มีความแข็งแกร่งมากเท่าไร ความสามารถของโพชั่นก็จะลดลงมากเท่านั้น นั้นหมายความว่ายิ่งระดับของอเวกสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้โพชั่นระดับที่สูงขึ้นตามความเหมาะสม


            ตัวของดารัสนั้นเป็นอเวกระดับหก หากเป็นโพชั่นรักษาระดับต่ำ อาจช่วยอะไรเขาไม่ได้มาก แต่กับยาเม็ดสีแดงเมื่อครู่...กลับให้ผลในการรักษาที่ดีทีเดียว นี่แสดงให้เห็นว่าโอสถรักษาชนิดเม็ดมีความสามารถในรักษาระดับสูง


            “ข้าจะรีบตอบแทนให้เจ้าเมื่อกลับไปถึงเมือง B-24 ข้าไม่อาจใช้ของของผู้อื่นโดยไม่ตอบแทน” ชายชราประสานมือขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนพูดถึงเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนขึ้นมา


            “ท่านไม่ต้องจริงจังถึงขนาดนั้น นี่เป็นสิ่งที่ตระกูลของข้าผลิตขึ้นเอง อีกอย่างราคาค่างวดของมันก็ไม่ได้แพงไปกว่าโพชั่นระดับต่ำในท้องตลาด ไม่นับเป็นอะไรเลยสำหรับข้า” ชายหนุ่มส่งยิ้มจริงใจกลับไป


            “ราคาไม่ได้แพงไปกว่าโพชั่นระดับต่ำ?” ดวงตาของชายชราเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะกลับสู่สภาพปกติเช่นเดิม


            “อย่างไรข้าก็ต้องจ่าย เป็นทั้งหนี้ชีวิต เป็นทั้งหนี้เงินตรา เจ้ามีนามว่าอะไรเล่า เมื่อถึงเมืองข้าจะได้ตามหาเจ้าถูก” ชายชรายังคงดื้อรั้น นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องตอบกลับไป


            “ข้าชื่อคาลอส มาจากตระกูลพีไรซ์ เป็นเพียงตระกูลจากเมืองขนาดเล็กต่างอาณาเขต ตั้งใจจะขยายการค้าของตระกูลมาที่เมืองแห่งนี้ เพียงแต่มีปัญหาเล็กน้อย ข้าจึงถูกส่งมาดูแลเรื่องราว” คาลอสตอบกลับไปอย่างสบายๆ


            คำพูดของคาลอสทำให้ชายชราจ้องชายหนุ่มเขม็งพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ


            เจ้าบอกว่าอะไรนะ? เป็นเพียงตระกูลขนาดเล็ก? ตระกูลขนาดเล็กมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เป็นถึงอเวกระดับเจ็ดด้วยหรือ?


            สายตาของชายชราบ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือเล็กน้อย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดถ่อมตัวจนเกินไป หรือเป็นอย่างที่พูดจริงๆ หากเป็นจริง ผู้คนในอาณาเขตอื่นเป็นปีศาจหรือไร? เพียงแค่เมืองขนาดเล็กกลับมีอัจฉริยะระดับนี้อยู่ในตระกูล ไม่บ้าไปหน่อยหรือ?


            ชายชราเก็บสายตาสงสัยกลับไป ก่อนจะคิดในใจว่าหลังจากถึงเมืองเขาจะต้องตรวจสอบเรื่องนี้เสียหน่อย


            คาลอสออกมาจากเกวียนเล่มดังกล่าวเพื่อให้ชายชราพักผ่อน ตอนออกมาก็เจอหญิงสาวคนเดิมยืนรออยู่...ดูเหมือนนางจะชื่อว่าซีเลียถ้าเขาจำไม่ผิด ทั้งคู่พยักหน้าให้แก่กันก่อนที่คาลอสจะเดินจากไป หญิงสาวเหลียวมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มรูปงามครู่หนึ่ง ไม่นานก็กลับไปทำภารกิจของตนเองต่อไป


            กองคาราวานเดินทางต่อเนื่อง พักผ่อนกลางพื้นที่รกร้างอยู่หนึ่งคืน ก่อนจะเดินหน้าเต็มกำลังโดยไม่หยุดพัก เพราะเสียเวลาไปมากจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวาน


            ในที่สุดพวกเข้าก็มาถึงเมือง B-24 ในช่วงเย็น ช้ากว่ากำหนดการที่คิดไว้เล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าเดินรอนแรมอยู่ด้านนอกจนถึงมืดค่ำ ไม่เช่นนั้นการเข้าเมืองอาจจะยากขึ้นกว่านี้ ส่วนเรื่องอันตรายน่ะหรือ? ไม่จำเป็นต้องกลัว อย่าลืมว่าขบวนสินค้านี้มีอเวกระดับที่เจ็ดเป็นผู้คุ้มกันเชียวนะ


            กองคาราวานถูกหยุดไว้หน้าประตูเมืองครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าจะต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากหลายอย่าง คาลอสเองก็ต้องให้รายละเอียดหลายๆ อย่างกับทหารประจำการเพราะเป็นคนต่างถิ่นที่เพิ่งมาเมืองแห่งนี้เป็นครั้งแรก


            ทว่า เมื่อดารัสเดินออกมาแล้วแสดงป้ายสัญลักษณ์บางอย่าง เหล่าทหารก็ดูเหมือนจะเคารพอีกฝ่ายหนึ่งมาก การดำเนินการทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยความรวดเร็ว คาลอสแทบไม่โดนซักถามอะไรเลย การตรวจค้นขบวนสินค้าก็ทำอย่างคร่าวๆ เพียงครู่เดียวกลุ่มพ่อค้าก็สามารถเดินทางเข้าเมืองได้โดยสะดวก


            'ดูเหมือนว่าชายชราจะมีอำนาจไม่น้อยในเมืองแห่งนี้' คาลอสคิด


            หลังจากเข้าเมืองได้ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง คาลอสแยกตัวออกมาคนเดียวเพื่อเดินทางไปหาอีริกตามพิกัดที่หัวหน้าตระกูลพีไรซ์ได้บอกเอาไว้


            ขณะนี้คาลอสได้ยืนอยู่ด้านหน้าร้านค้าโทรมๆ แห่งหนึ่ง สภาพภายนอกของมันดูเละเทะอย่างมาก เหมือนมีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นหน้าร้านอย่างไรอย่างนั้น


            เมื่อเดินเข้ามาภายใน สภาพก็ไม่ดีกว่ากันมาก ของหลายอย่างหักพัง แต่ภาพรวมก็ดูเป็นระเบียบดี ดูเหมือนว่าจะมีคนเก็บกวาดความเสียหายทั้งหมดแล้ว


            คาลอสขมวดคิ้วมองภาพโดยรอบด้วยความรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เพราะสถานที่แห่งนี้คือพิกัดที่ตระกูลของเขาเลือกมาตั้งร้านค้าประจำเมือง เหตุใดจึงตกอยู่ในสภาพพังพินาศเช่นนี้ อย่าบอกนะว่านี่เป็นฝีมือของพวกที่มันต้องการจะขัดขวางตระกูลพีไรซ์ของเขา


            คาลอสยืนมองสภาพโดยรอบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมีเงาร่างของบุรุษเดินออกมาจากด้านหลังร้าน


            “โอ้ ในที่สุดท่านก็มาถึง ขออภัยที่ไม่ทันได้ออกไปต้อนรับ ข่าวเรื่องที่ท่านจะมาเพิ่งส่งถึงข้าเมื่อตอนบ่ายนี้เอง ข้าพยายามจัดการทุกอย่างให้มันอยู่ในสภาพดีที่สุดก่อนท่านจะมา” ชายผมสีน้ำตาลรีบกล่าวขอโทษชายหนุ่มทันทีที่พบหน้า


            คนคนนี้คืออีริก ผู้ติดตามคนสนิทของแคนซัส ตอนที่เขาเดินออกมาจากด้านหลังร้าน คาลอสก็เห็นสภาพของอีกฝ่ายชัดถนัดตา รอยช้ำเป็นจ้ำๆ กระจายอยู่ทั่วใบหน้าและแขนของอีกฝ่าย


            ชายหนุ่มที่เพิ่งมาใหม่จ้องอีกฝ่ายค้างอยู่อย่างนั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่มือที่อยู่ข้างลำตัวกลับกำแน่นจนเส้นเลือดโป่งขึ้นมาถึงแขน


            “เจ้าอยู่ในสภาพนี้เพราะพวกมันอย่างนั้นหรือ?” คาลอสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตา


            “ทำไมเจ้าไม่ใช้โอสถรักษา?” หลังจากคิดบางอย่างได้ คาลอสก็ถามอีกฝ่ายออกไปทันที


            พวกเขามาทำธุรกิจเพื่อขายโอสถรักษาชนิดเม็ดซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของตระกูล มีผลในการรักษาที่ยอดเยี่ยม แน่นอนว่าคนของเขาต้องมีโอสถติดตัวเป็นปกติ แล้วเหตุใดจึงไม่ใช้?


            “คือ...พวกมัน...พวกมันแย่งชิงสินค้าของพวกเราไปเกือบหมด ตอนนี้คนงานของเราก็ทยอยลาออกไปจนหมดแล้ว เหลือข้าตัวคนเดียวที่เฝ้าร้านแห่งนี้ ข้าไม่สามารถสู้พวกมันได้จริงๆ...โอสถรักษาที่แอบซ่อนเอาไว้เหลืออยู่เพียงสองขวดเท่านั้น ข้า...ข้าไม่กล้าใช้มันอย่างสุรุ่ยสุร่าย” อีริกกล่าวตอบคาลอสด้วยเสียงตะกุกตะกัก


            โอสถรักษาชนิดเม็ดเป็นสินค้าของตระกูลพีไรซ์ พวกมันมีเอาไว้ซื้อขาย ในฐานะคนของตระกูลพีไรซ์ ตัวของเขาจะกล้านำสินค้าที่แทบไม่มีเหลือในคลังมาใช้เพื่อตนเองได้อย่างไร


            “ใช้มันซะ” คาลอสกล่าวออกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่เด็ดขาด การที่คนของตระกูลพีไรซ์อยู่ในสภาพอนาถเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้สมาชิกตระกูลอย่างเขาพึงพอใจแม้แต่น้อย ตระกูลของเขาไม่ได้ใจดำ คนที่ภักดีต่อตระกูลสมควรได้รับการดูแลที่ดี


            รังสีกดดันที่ส่งมาจากคาลอสทำให้อีริกเหงื่อตก ในที่สุดก็ยอมหยิบโอสถสีแดงขึ้นมากินหนึ่งหนึ่งเม็ด เพียงไม่นาน รอยฟกช้ำต่างๆ บนร่างของเขาก็ค่อยๆ หายไป


            คาลอสพยักหน้าอย่างพึงพอใจเมื่อได้เห็น ก่อนจะพูดว่า “ทีหลังหากบาดเจ็บ ให้ใช้มันซะ อย่าได้เสียดายของ ตระกูลพีไรซ์ใจดีกับคนของตนเสมอ การที่เจ้าไม่ยอมรับน้ำใจของตระกูลพีไรซ์นับเป็นการดูหมิ่นเกียรติของท่านพี่แคนซัส”


            อีริกที่ฟังคำพูดของคาลอสถึงกับสะอึก ก่อนจะประสานมือขออภัยที่ตนทำเรื่องผิดพลาดลงไป


            “เอาล่ะ ช่างมันเถอะ ตอนนี้ข้าอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังโดยละเอียดที” คาลอสส่งเสียงลอดผ่านไรฟันออกมา เมื่อคิดถึงสภาพร้านที่เกิดขึ้น ภายในใจของเขาก็คุกรุ่น ความโกรธ ความไม่พอใจค่อยๆ ปะทุขึ้นมา ทำได้แค่พยายามระงับอารมณ์เอาไว้เท่านั้น


            อีริกพยักหน้าเข้าใจก่อนทั้งคู่จะเดินไปหาเก้าอี้ที่ยังไม่พัง ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก จนถึงปัจจุบัน



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน