เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 158 ประมูล

            “แกร๊ก!”

            “โฮก…”

            มีสองเสียงที่ดังไปทั้งบรรยากาศ เสียงแรกคือเสียงกระดูกที่แตกหัก ส่วนอีกเสียงคือเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

            ทั้งสองเสียงนี้ดังมาจากปีศาจสิงโตเพลิง

            ปีศาจสิงโตเพลิงในขณะนั้นถูกพลังมหาศาลของหลินเฟิงกระแทกหลังจนเกิดรอยแผลและร่างอันใหญ่โตของมันก็คลานอยู่ที่พื้น ในที่สุดกลิ่นอายสีขาวดูเหมือนจะแผ่วเบาลงแต่กลิ่นอายนี้ยังคงมีเปลวเพลิงร้อนระอุแผดเผาอยู่เล็กน้อย

            สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ฝูงชนต่างมึนงง แม้ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงจะทรงพลังมากแต่สัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณขั้นที่ 5 และยังเป็นปีศาจสิงโตเพลิงที่แข็งแกร่งมากแต่ทำไมถึงเปราะบางเช่นนี้?

            แม้แต่หลินเฟิงเองยังต้องตะลึงงัน จากนั้นเขาก็เข้าใจในทันที บนใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มเข้าใจแล้ว มันก็เป็นเพียงการกระทำอันต่ำช้า

            “ขอบคุณเจ้ามากที่มอบสัตว์อสูรปีศาจให้กับข้า”

            หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองไปยังลูกหลานชนชั้นสูงจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ที่อยู่บนอัฒจันทร์มุมปากเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยให้เห็น

            สัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ที่แข็งแกร่งคาดไม่ถึงว่าจะอ่อนแอเช่นนี้ซึ่งมีเพียงคำอธิบายเดียวคือ ลานประลองเชลยได้ทำอะไรสักอย่างกับปีศาจสิงโตเพลิงและเตรียมมอบปีศาจสิงโตเพลิงให้กับมู่ฟ่าน ในตอนนั้นมู่ฟ่านจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่มีความแข็งแกร่งพอๆกับสัตว์อสูรปีศาจที่ทรงพลัง ช่างน่าเกรงขามจนต้องหนาวสะท้าน!

            อย่างไรก็ตามหลังจากที่หลินเฟิงสังหารมู่ฟ่านลง แผนการของพวกเขาจึงยุ่งเหยิงมู่ฟ่านได้เสียชีวิตลง แต่หลินเฟิงกลับได้ปีศาจสิงโตเพลิงไปแทน

            ตอนนี้หลินเฟิงเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ดูแลที่จูงปีศาจสิงโตเพลิงเมื่อครู่นี้ถึงมีแววตาอิจฉาที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง อีกฝ่ายทราบดีว่าสัตว์อสูรปีศาจระดับจิตวิญญาณขั้นที่ 5ตัวนี้จะต้องตกเป็นของหลินเฟิง

            คำขอบคุณนั้นทำให้สีหน้าของชายหนุ่มชนชั้นสูงดูน่าเกลียด หลินเฟิงไม่สงสัยเลยว่าทำไมผู้คนถึงเตือนเขาทว่าปีศาจสิงโตเพลิงกลับมีพฤติกรรมผิดแปลกไป

            เมื่อหลินเฟิงพูดจบเหล่าผู้คนต่างหันไปมองลูกหลานชนชั้นสูงจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ผู้นั้นด้วยแววตาเหยียดหยาม

            ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ช่างไร้ยางอายยิ่ง คาดไม่ถึงว่าจะใช้วิธีที่มีลับลมคมในและพวกเขาก็ได้แต่หลอกลวงเท่านั้น

            ชายหนุ่มชนชั้นสูงจ้องเขม็งไปที่หลินเฟิงด้วยแววตาเย็นชา ก่อนกล่าวว่า “ขอบคุณข้าทำไมกัน? แม้ว่าเจ้าจะเอาชนะปีศาจสิงโตเพลิงได้แต่จากนี้ไปหากจะให้มันติดตามเจ้าไปนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อถึงเวลานั้นหากเจ้าไม่ถูกปีศาจสิงโตเพลิงกลืนกินก็นับว่าดีมากแล้ว”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ มุมปากของหลินเฟิงจึงเผยรอยยิ้มที่น่าสนใจออกมาและกล่าวว่า “วางใจเถอะ สิ่งที่เจ้าพูดมามันจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนถึงแม้ความแข็งแกร่งของข้าจะไม่เทียบเท่าปีศาจสิงโตเพลิงก็ตาม”

            เมื่อพูดจบหลินเฟิงได้มองไปที่ผู้ดูแลและกล่าวว่า “ตอนนี้ไม่ใช่ว่าข้าสามารถจูงมันได้แล้วหรือ?”

            “ย่อมได้” ผู้ดูแลกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่หลินเฟิงก็ไม่ได้คิดอะไรแล้วเขาก็จูงปีศาจสิงโตเพลิงออกจากกรงไป

            หลังจากหลินเฟิงได้สูดอากาศภายนอกกรง แล้วเหลือบมองผู้คนรอบๆลานประลองเชลยผ่านช่องหน้ากาก เขาพลันเผยรอยยิ้มสดใสออกมาและกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ปีศาจสิงโตเพลิง สัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณขั้นที่ 5 สามารถเติบโตจนกลายเป็นระดับสวรรค์ได้นั้นมันจึงมีค่าเป็นอย่างมาก”

            เมื่อฝูงชนได้ยินคำพูดของหลินเฟิงแล้วพวกเขาต่างก็แสดงท่าทีประหลาดใจมีค่า? คาดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนี่จะพูดว่าสัตว์อสูรปีศาจตนนี้มีค่ามากมาย

            หลินเฟิงหมายถึงอะไรกันแน่?

            หลินเฟิงไม่ได้ทำให้ผู้คนต้องรอคอยคำตอบนั้น จึงกล่าวต่อว่า “หากพวกเจ้าชอบปีศาจสิงโตเพลิงแต่ไม่มีโอกาส งั้นมาทำการประมูลกันเถอะ”

            เมื่อหลินเฟิงพูดจบ และเป็นอีกครั้งที่ทำให้ฝูงชนต่างประหลาดใจจนต้องส่ายหน้า

            การประมูล?

            เจ้าเด็กนี่… คาดไม่ถึงว่าจะนำปีศาจสิงโตเพลิงที่มีศักยภาพมหาศาลมาประมูล?

            ในที่สุดฝูงชนก็เข้าใจความหมายของประโยคเมื่อครู่นี้แม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะไม่เทียบเท่าปีศาจสิงโตเพลิง แต่ก็ไม่มีทางที่จะถูกปีศาจสิงโตเพลิงกลืนกินได้เพราะเขาไม่ได้มีเจตนาจะพามันไปตั้งแต่แรกแล้ว

            “เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้ว มันคิดจะทำอะไรกันแน่ นั่นมันปีศาจสิงโตเพลิงนะ!”

            ผู้คนต่างคิดว่าหลินเฟิงต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่นำปีศาจสิงโตเพลิงมาประมูลการกระทำเช่นนี้ถือว่าโง่เขลามากในสายตาพวกเขา

            แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่ได้อะไรกับการที่ปีศาจสิงโตเพลิงอยู่ข้างกายหลินเฟิง

            เฉกเช่นสุภาษิตที่ว่า ‘เมื่อครองสิ่งล้ำค่าอยู่ในมือผู้คนย่อมอิจฉาและคิดแย่งชิง’

            ทว่าพวกเขานั้นไม่ได้มีความแข็งแกร่งเพียงพอ แม้จะมีสมบัติที่ดีที่สุดมากมายแต่ทำได้แค่ดึงดูดความสนใจ นั่นเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมตัวเองจึงไม่มีประโชยน์

            สิ่งที่หลินเฟิงต้องทำในตอนนี้คือ เพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองโดยไม่พึ่งปีศาจสิงโตเพลิงผู้คนจึงต่างคิดร้ายเช่นนั้น และกลับทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตรายหลินเฟิงนั้นยังตื้นเขินเกินไป

            ปีศาจสิงโตเพลิงตัวนี้และหลินเฟิงยังมีจิตใจที่สับสน การทำให้เขาสนใจได้นั้นยากมาก

            จากนั้นหลินเฟิงก็จูงปีศาจสิงโตเพลิงออกจากลานประลองเชลย แล้วมุ่งหน้าไปยังเขตการค้าในทันที

            แต่เหล่าผู้คนจากลานประลองเชลย คาดไม่ถึงว่าจะมีหลายคนที่ติดตามหลินเฟิงไป

            ท่ามกลางพวกเขานั้น บางคนก็อยากตามไปดูเพื่อความสนุก แต่บางคนก็ต้องการประมูลปีศาจสิงโตเพลิงจริงๆ

            อย่างไรก็ตามท่ามกลางฝูงชนก็มีคนไม่น้อยเลยที่มีหินหยวนจำนวนมาก และปีศาจสิงโตเพลิงนั้นมันหาได้ยากมันจึงมีค่ามาก

            หากสามารถฝึกปีศาจสิงโตเพลิงให้เชื่องได้และรอมันเติบโตจนกลายเป็นระดับสวรรค์ เมื่อถึงตอนนั้นมันจะทรงพลังมากและถ้ามันได้อยู่ข้างกายใคร คนผู้นั้นจะดูน่าเกรงขาม

            เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่และมีผู้คนมากมาย เมื่อฝูงชนได้ติดตามหลินเฟิงไปด้วยท่วงท่าการเดินที่สง่างามเมื่อพวกเขาผ่านที่ใดก็ดูราวกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก

            มีหลายคนพูดเกี่ยวกับเรื่องการประมูลปีศาจสิงโตเพลิงจึงทำให้ผู้คนต่างเดินทางมารวมตัวกันที่นี่

            หลินเฟิงพอใจกับผลลัพธ์มาก ในทีแรกเขากลัวว่าจะมีคนน้อยกว่านี้เสียอีก

            สำหรับการประมูลแล้ว คนยิ่งมากการแข่งขันก็ยิ่งสูง ราคาในการประมูลจะผันผวนไปได้มหาศาลถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากในความคิดของหลินเฟิง

            หลังจากเดินมาอีกไม่นาน ลานประมูลอันกว้างใหญ่ก็ได้ปรากฏสู่สายตาของหลินเฟิงภายในลานประมูลแห่งนี้มีศาลาตั้งอยู่หลายพันหลัง

            แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่เท่าลานประลองเชลย แต่ทัศนียภาพของที่นี่กลับดูดีกว่าลานประลองเชลยหลายเท่าตัวผู้คนสามารถนั่งจิบชาอยู่ภายในศาลาขณะที่สายตาจับจ้องไปยังลานเพื่อประมูลสินค้าได้อีกด้วย

            เมื่อหลินเฟิงเห็นลานประมูลตรงหน้าแล้ว รอยยิ้มพลันปรากฏที่มุมปาก ก่อนจะก้าวเข้าไป

            ทว่าเมื่อหลินเฟิงเข้าสู่ลานประมูล ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือกลุ่มคนมากมายที่กำลังขวางทางหลินเฟิงอยู่        

            “เจ้าไม่สมควรครอบครองปีศาจสิงโตเพลิงหรอก!”

            ชายผู้หนึ่งจ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาเยือกเย็น ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            แววตาของหลินเฟิงยังคงสงบนิ่ง และกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “หากข้าเป็นพวกเจ้า ข้าจะไม่ขวางทางและออกไปไกลๆ”

            เมื่อหลายคนที่อยู่ตรงหน้าได้ยินหลินเฟิงกล่าวดังนั้นก็ตกตะลึง จากนั้นพวกเขาก็ปลดปล่อยกลิ่นอายอันเยือกเย็นที่แข็งแกร่งอย่างคาดไม่ถึง

            “ข้าจะให้ 100 หินหยวนระดับกลาง แล้วมอบปีศาจสิงโตเพลิงให้พวกข้าซะ”ชายผู้นั้นกล่าวอีกครั้ง

            “ช่างโง่เขลานัก” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา “ข้าจะนับถึง 3 ถ้าพวกเจ้ายังไม่ไสหัวไป ข้าจะบอกผู้คนที่อยู่ด้านหลังข้าให้ฆ่าพวกเจ้าซะใครจะขายมันต่ำกว่า 200 หินหยวนระดับกลางกัน และหากราคาของมันถูกขายไปในราคาถูกขนาดนั้นพวกเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”

            สิ้นเสียงพูดของหลินเฟิงสีหน้าของผู้คนจึงเปลี่ยนไปทันที แต่ผู้คนด้านหลังหลินเฟิงนั้นเริ่มก้าวออกมาอย่างกระตือรือร้น

            “หนึ่ง!”

            หลินเฟิงเริ่มนับอย่างเย็นชา ในขณะเดียวกันก็มีเสียงฝีเท้าก้าวออกมามากมาย

            “สอง!”

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงไม่มีการตอบสนอง รอยยิ้มเย็นชาราวกับปีศาจค่อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินเฟิง

            ขณะนั้นจิตสังหารได้แพร่กระจายไปทั่ว ผู้คนที่อยู่เบื้องหน้าต่างใจสั่นระรัวและมีสีหน้าบิดเบี้ยวดูน่าเกลียด

            “จงจำข้าไว้ซะ” ชายผู้นั้นขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นชาและถอยร่นไปด้านหลัง

            “เป็นไปตามคาด ช่างเป็นกลุ่มคนที่โง่เขลานัก” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาและพูดต่อว่า“ชีวิตของพวกเจ้า ก่อนจะทำการอะไรก็จงใช้สมองไตร่ตรองก่อนว่าอันไหนควรหรือไม่ควร”

            “ฆ่ามัน ไม่ว่าใครก็ตามที่จะประมูลปีศาจสิงโตเพลิงของข้าด้วย 100 หินหยวนระดับกลาง!” หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่ในน้ำเสียงที่สงบนิ่งกลับทำให้สีหน้าของผู้คนเปลี่ยนไปทันที