เทีย ตำนานสงคราม

    บทที่2 ตอนที่28 พวกเขาคือเพื่อนข้า

    ตอนที่ 28 พวกเขาคือเพื่อนข้า

    ท้องฟ้าอันมืดมนเพราะหมอกควันจากการเผาไหม้ได้บดบังความสดใสของพระอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน แต่กลุ่มคนผู้มาเยือนก็ยังได้พักผ่อนกันอย่างอภิรมย์พร้อมเสื้อผ้าผืนใหม่โดยเอาไว้ใส่สำหรับการรับประทานอาหารพิเศษกับเจ้าเมืองโดยเฉพาะ

    ลีเดียได้เดินลงมาจากบันไดชั้นบนด้วยชุดสีขาวพร้อมกระโปรงยาวจนถึงข้อเท้าจนทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารต้องหันมาจ้องมองนางอย่างมิอาจละสายตา

    "ห้องพักเป็นอย่างไรบ้าง ฝ่าบาท"

    "ข้าอยู่ได้"

    ลีเดียตอบกลับก่อนจะเริ่มรับประทานอาหารด้วยความสง่างามจนเป็นที่ชื่นชมแก่เจ้าเมืองซึ่งกำลังหยิบช้อนเพื่อตักซุปข้าวโพดจานโปรด

    แล้วทุกคนก็เริ่มรับประทานอาหารอันเลิศรสบนโต๊ะขนาดใหญ่จนไม่เหลือเมนูไหนให้คนรับใช้ต้องนำไปทิ้ง

     

    "กระหม่อมมีเที่ยวเรือในวันพรุ่งนี้ แต่จะสามารถออกเดินทางได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคำตอบของฝ่าบาท" เจ้าเมืองเอ่ยขึ้นเมื่อลีเดียเริ่มวางช้อนพร้อมกับคนรับใช้ที่กำลังนำจานและแก้วน้ำออกจากห้อง

    "เมื่อสิบกว่าปีก่อนทางราชอาณาจักรเคยคว่ำบาตรทางการค้าโดยออกกฎหมายห้ามส่งออกหรือนำเข้าจากอาณาจักรน้ำแข็งเป็นอันขาด หากหัวเมืองใดฝ่าฝืนจะมีโทษทัณฑ์ระดับสามในระยะสี่ปี แต่บิดาของกระหม่อมหาได้กลัวเกรงต่อกฎหมายเหล่านั้นไม่ เมื่อเงินทองอันมากล้นที่เสนอจะซื้ออาวุธและวิทยาการมันช่างหอมหวนชักจูงใจ พวกเราทั้งหลายจึงได้ร่วมค้าขายกับอาณาจักรน้ำแข็งกันมาเนิ่นนานจนถึงเมื่อหนึ่งปีก่อน"

    เจ้าเมืองหยุดการเล่าเรื่องพร้อมกับโบกมือให้สาวรับใช้ไปนำกล่องไม้ที่สลักด้วยอาคมคุมขังซึ่งแสดงถึงบางสิ่งในนั้นมันสำคัญขนาดมิอาจใช้โซ่ตรวนพันธนาการไว้ได้

    "บิดากระหม่อมได้คิดค้นอาวุธที่ทนทานยิ่งกว่าเหล็กกล้าใดๆ เป็นวิทยาการอันสุดโต่งและล้ำหน้าไปอีกหนึ่งพันปีนับจากนี้"

    เจ้าเมืองคลายอาคมที่สลักลงบนกล่องไม้พร้อมกับหยิบผ้าผืนสีดำแล้วนำมันมาวางลงบนโต๊ะอาหาร

    "นี่คือคาร์บอนไฟเบอร์ "

    "ผ้าสีดำนี่นะรึที่เจ้าบอกว่าวิทยาการอีกพันปีข้างหน้าจึงผลิตขึ้นมาได้" ลีเดียเอ่ยขึ้นอย่างสงสัยก่อนจะหยิบผ้าผืนดำขึ้นมาพินิจถึงสรรพคุณตามคำกล่าวอ้าง

    "ภายนอกอาจดูเป็นผืนผ้าธรรมดา แต่หากนำมาขึ้นรูปความแข็งแกร่งของมันก็ไม่แพ้เหล็กกล้าอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ " ลีเดียรับฟังและยังคงพินิจผ้าผืนนี้ด้วยสายตาอันเยือกเย็นก่อนจะนำมันมาคืนให้กับเจ้าเมืองได้อธิบายต่อ

    "สิ่งนี้เองอาณาจักรน้ำแข็งจึงได้เสนอขอซื้อวิทยาการด้วยราคาที่สูงค่ากว่าเงินตรา จนบิดาของกระหม่อมมิได้ชั่งใจเลยว่านี่คือแผนลวงจากปีศาจร้าย.....มันได้สังหารบิดาข้าและช่วงชิงวิทยาการโดยร่วมมือกับเจ้าเมืองอาณาจักรน้ำแข็งแถมยังกักขังน้องชายเพื่อเป็นตัวประกันให้ทำการส่งเสบียงและอาวุธแก่พวกมันอย่างมิขาดสาย " แล้วดวงตาของชายตัวเล็กก็ลุกโชนด้วยความโกรธแค้นพร้อมกับกำหมัดแน่นเมื่อต้องพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

    "กระหม่อมไม่รู้ว่าฝ่าบาทมีธุระอันใดในเมืองแห่งนั้น แต่หากท่านให้คำสัตย์ว่าจะส่งหัวเจ้าเมืองของอาณาจักรน้ำแข็งกลับมา กระหม่อมก็ยินดีที่จะมอบอาวุธและพลทหาร"

    "แล้วน้องชายเจ้าหล่ะ " ลีเดียเห็นความมุ่งมั่นในแววตานั้นอย่างแจ่มชัดหากแต่ความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้นางเริ่มสงสัย

    "กระหม่อมหมดหวังในตัวน้องชายแล้ว พ่ะย่ะค่ะ" แล้วคำตอบนั้นก็มาพร้อมกับความเฉยเมยอย่างน่าแปลกใจเพราะการเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะน้องชายของเขามิใช่หรือ

    "ข้าจะส่งหัวของเจ้าเมืองอาณาจักรน้ำแข็งมาให้ " ซึ่งลีเดียก็ยังตอบรับคำขอนั้นก่อนจะแยกย้ายไปตามห้องพักของแต่ละคน

    เว้นเพียงชายผมขาวที่ไม่สามารถนอนบนเตียงอันนุ่มฟูได้ เขาจึงเดินตรงมายังห้องรับรองแขกเพื่อสูดอากาศให้เต็มปอด

    แต่ต้องมาพบกับลีเดียที่นั่งอยู่ก่อนหน้าด้วยชุดสีขาวตัวเดิมบนเก้าอี้ตัวยาวพร้อมทิวทัศน์ของท้องฟ้าซึ่งถูกปกคลุมด้วยควันไฟจากเตาหลอม

     

    "ไม่นอนพักหน่อยรึ" ลีเดียเอ่ยถามขึ้นทันทีที่ชายผมขาวมานั่งอยู่อีกฟากของเก้าอี้

    "เจ้าก็ไม่นอนนี่"

    "ข้ายังมีแผนต้องคิด " ลีเดียกล่าวด้วยใบหน้าอันเรียบเฉยก่อนจะเอ่ยถามชายผมขาวด้วยความเคร่งเครียด

    "เจ้าจะช่วยเหลือเหล่าเด็กสาวได้อย่างไรถ้าเดินทางไปถึงอาณาจักรของปีศาจ"

    "มิได้โหยหาการฆ่าล้างเผาพันธ์ุก็แสดงว่าเรายังมีหวังเกินกว่าครึ่งแล้วล่ะ"

    "จะมานั่งตรงนี้เพื่อล้อเลียนข้างั้นรึ"

    "เปล่าหรอก ข้าแค่นอนไม่ได้" เมื่อรับฟังลีเดียก็เผยรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าเพราะนางรู้ว่าเขาไม่สามารถหลับตาบนเตียงอันนุ่มสบายแบบนั้นได้

    "เตียงมันนุ่มเกินไปจนกลัวว่าตัวเจ้าจะจมลงไปถึงจุดต่ำสุดงั้นรึ"

    "รู้ดีนักนะ"

    "ก็เหมือนที่เจ้าชอบทำ" ลีเดียกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มอย่างที่เทียต้องหันหน้าไปมองด้วยความไม่พอใจ แต่ความสุขที่นางเผยออกมาระหว่างการสนทนามันก็ทำให้ความเศร้าหมองของชายผมขาวได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

    "อย่าหวังพึ่งในตัวข้ามากนักเลยเจ้าหญิง ข้ามิได้ฉลาดพอจะวางแผนเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์หรอกนะ"

    "งั้นเจ้าก็พาพวกเรามาตาย"

    "อาจจะเป็นเช่นนั้น "

    เทียกล่าวออกมาสั้นๆ พร้อมดวงตาอันเศร้าหมองซึ่งกำลังจ้องมองไปยังท้องฟ้าสีดำ ช่างเป็นภาพที่ทำให้ลีเดียไม่อยากจะเบือนหน้าหนีจากชายผู้นี้ไปอีก

    "เหตุใดเจ้าถึงต้องแยแสคนในเมืองทราซินเวียขนาดนั้น"

    "นั่นมันคำถามของข้านะเจ้าหญิง "

    "ไม่ นั่นแหละที่ข้าต้องถาม เพราะคนเหล่านั้นคือประชาชนของข้า แล้วเหตุใดเจ้าต้องคอยห่วงใยเมื่อตัวเจ้ามิใช่มนุษย์" เทียรับฟังและหยุดคิดลงครู่หนึ่ง

     

    "เพราะคนเหล่านั้นคือเพื่อนข้า"

    "หึ เพื่อนงั้นรึมนุษย์กับตัวประหลาด "

    "เจ้ากับข้าก็ไม่ต่างกันมากนักหรอกลีเดีย เราทั้งเคียดแค้นและมุ่งร้ายต่อสิ่งที่ตนเกลียดแล้วผลสุดท้ายเจ้าจะรู้ว่าทุกอย่างมันเสียเปล่า"

    "จะดูแคลนสิ่งที่ข้าทำมาทั้งชีวิต...."

    "ข้าไม่คิดจะดูแคลนใครทั้งนั้น แต่เพราะเข้าใจในความรู้สึกของเจ้า "

    ลีเดียจ้องมองชายผมขาวในขณะที่มือทั้งสองกำลังบีบรัดเก้าอี้ตัวยาวด้วยความรู้สึกอันแปลกประหลาด ก่อนเทียจะขยับเข้ามาใกล้พร้อมท่าทางที่เคร่งขรึมเกินกว่านางจะต้านรับ

    "อย่าให้ชีวิตเจ้าต้องจมปลักกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ลีเดีย เจ้ายังมีเส้นทางที่ต้องก้าวไป ปล่อยวางภาระเหล่านั้นแล้วเดินออกมาเสียเถอะ "

    "อย่ามาพูดบ้าๆ ขืนหัวหน้าข้าปล่อยวางจริงๆ ก็ตกงานกันหมดน่ะซี่ "

    แล้วน้ำเสียงอันแข็งกร้าวก็ดังออกมาจากด้านหลังจึงทำให้ทั้งสองต้องหันไปมองอย่างรวดเร็ว

    "หัวหน้าขอตังค์ซื้อเหล้าหน่อย"

    "ไปนอนเฟดดี้"

    "มีเวลาตั้งเยอะน่ะหัวหน้า ข้าขอจิบสักหน่อยเดี๋ยวจะรีบเข้านอนเลย"

    "พรุ่งนี้ต้องทำงานต่อ ไปนอนซะ" ลีเดียยังยืนยันเสียงแข็งจนเฟดดี้เริ่มเหนื่อยใจก่อนเขาจะเดินกลับไปด้วยความผิดหวัง ชายผมขาวจึงแอบโยนเหรียญทองให้กับคนตัวใหญ่ได้นำไปใช้หาความสุขอย่างเต็มที่

    "โอ้ขอบใจมานะเจ้าหนุ่ม ฮี่ฮี่"

    แล้วเฟดดี้ก็เดินจากไปพร้อมกับผิวปากอย่างสบายอารมณ์จนลีเดียต้องหันมาค้อนใส่เทียที่ทำตามอำเภอใจ แต่มันก็ช่วยให้ทั้งสองได้นั่งพูดคุยกันอีกพักใหญ่โดยไม่มีผู้ใดคิดจะลุกหนีจากเก้าอี้ตัวนี้

     

     


     

    คล้ายกับเรื่องเทีย ตำนานสงคราม ที่คุณอ่าน