บทที่ 138 เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย
มู่เซวียนจำได้ว่านางบอกกล่าวฐานะของตนเองกับฉินชูไปแล้ว บัดนี้ฉินชูจึงเอ่ยถึงราชวงศ์ดาราเหมันต์ เห็นได้ชัดว่าเขารู้เรื่องความบาดหมางระหว่างราชวงศ์ดาราเหมันต์และตำหนักจันทราเงิน
“คนของราชวงศ์ดาราเหมันต์ไม่ได้ดีเท่าไร อย่าได้ตอบตกลงการสู่ขอของพวกเขา” เมื่อเห็นมู่เซวียนไม่กล่าวอะไร ฉินชูจึงเอ่ยปากกล่าว
“เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ?” มู่เซวียนเอ่ยถาม
ฉินชูหันกลับมามองมู่เซวียน จากนั้นจึงส่ายหน้า “ไม่ค่อยรู้จัก แต่ไม่ชอบ”
“ไม่ค่อยรู้จัก... เจ้าตัดสินเรื่องต่างๆ ด้วยความชอบหรือ?” มู่เซวียนรู้สึกผิดคาด นางเคยพบคนประหลาดมาก่อน แต่คนเยี่ยงฉินชู นางไม่เคยพบมาก่อน
“ไม่ถือเป็นการตัดสินเรื่องต่างๆ ด้วยความชอบ แต่ตัดสินด้วยความรู้สึก เจ้าไม่เชื่อก็แล้วแต่เจ้า” ฉินชูแก้ไขคำพูดของมู่เซวียนให้ถูกต้อง ราชวงศ์ดาราเหมันต์ก่อศึกสงครามกับแคว้นหนานเหยียน ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องความถูกผิดของสงคราม เขาเพียงแค่ไม่ชอบ นี่เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง
มู่เซวียนรู้สึกกล่าวอะไรไม่ออก ฉินชูไม่คิดจะสนทนาดีๆ กับนางเลย อะไรคือไม่เชื่อก็แล้วแต่ มีคนบ้าที่ไหนคุยกับผู้อื่นเช่นนี้?
มู่เซวียนไม่กล่าวอะไร ฉินชูจึงขับเกวียนสัตว์อสูรเดินทางต่อไป
เดินทางถึงช่วงกลางคืน ฉินชูก็จอดเกวียน และล่ากวางป่ามาหนึ่งตัว เขานำขาสองข้างมาย่าง ส่วนที่เหลือก็ป้อนให้พยัคฆ์ดำ
หลังจากย่างขากวางเสร็จ ฉินชูนำขาข้างหนึ่งไปให้มู่เซวียน ตัวเองกินอีกหนึ่งข้าง จากนั้นจึงรินสุราให้ตัวเองหนึ่งถ้วย
“พวกเรามาคุยกันดีๆ เถอะ! เจ้าช่วยข้าไว้ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องรู้ชื่อของเจ้า” มู่เซวียนกล่าว
“ไม่ได้ลำบากอะไร เจ้าไม่จำเป็นต้องจดจำไว้ในใจ” ฉินชูดื่มสุราหนึ่งคำก่อนกล่าว
มู่เซวียนกล่าวอะไรไม่ออก ในบรรดาคนทั้งหมดที่นางเคยพบมา ฉินชูเป็นคนแรกที่ไม่ยอมฟังอะไรเลย ไม่ว่าจะพูดดีหรือพูดไม่ดีก็ไม่ได้ผล ฐานะก็ไร้ประโยชน์ นางคิดไม่ออกเลยว่ามีเจ้าทึ่มหัวรั้นเยี่ยงฉินชูโผล่มาได้อย่างไร
หลังฉินชูกินเนื้อขากวางไปจำนวนหนึ่ง ดื่มสุราไปกึ่งไห เขาจึงชักกระบี่เทพบูรพาออกมา และเริ่มฝึกเพลงกระบี่พื้นฐาน
เมื่อเห็นเพลงกระบี่ของฉินชู มู่เซวียนก็ส่งเสียงเย็นในลำคอด้วยความดูแคลน เพลงกระบี่พื้นฐาน เหมือนว่าผู้ฝึกตนที่เข้าสู่ขั้นสองก็ไม่มีผู้ใดฝึกแล้ว แต่นี่ฉินชูกลับฝึกอย่างเพลิดเพลิน
ฝึกฝนอยู่พักหนึ่ง ฉินชูจึงนำฟูกออกมาเริ่มนั่งสมาธิ
มู่เซวียนกลับเข้าไปในเกวียนนั่งสมาธิฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ เพราะฉินชูให้นางกินโอสถถอนพิษ นางจึงยังยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่ได้รักษาอย่างทันท่วงที สารพิษจึงสร้างความเสียหายต่อร่างกายเป็นอย่างมาก นางเข้าใจได้ ฉินชูคำนึงถึงเรื่องความต่างชายหญิง คงไม่อยากให้มีปัญหายุ่งยากตามมา
เวลาผ่านไปสองวัน อาการบาดเจ็บของมู่เซวียนดีขึ้นมากแล้ว แต่นางไม่ได้บอก และไม่คิดจะจากไป นางจะรอดูว่าฉินชูจะทำอะไรกันแน่ หรือจะเดินทางไปตลอด?
มู่เซวียนไม่ไป ฉินชูก็ไม่ได้กล่าวอะไร ช่วงกลางวันระหว่างที่อสูรเคลื่อนที่ เขานั่งสมาธิอยู่ในเกวียน กลางคืนก็ให้มู่เซวียนพักในเกวียน ส่วนเขาออกไปนั่งสมาธิข้างนอก เขาไม่เสียเวลาฝึกฝนแม้แต่น้อย
วันนี้ช่วงเช้าหลังจากล้างหน้าเสร็จ ฉินชูก็เคลื่อนไปข้างหน้าต่อ ระหว่างเคลื่อนที่ฉินชูหันมองมู่เซวียน “เจ้าฟื้นฟูจนดีขึ้นมากแล้วกระมัง เมื่อไหร่จะลงเสียที?”
“เหตุใดเจ้าถึงต้องไล่ข้าด้วย? ในเมื่อข้าไม่ได้รบกวนอะไรเจ้า เจ้าพาข้าไปด้วยก็พอแล้ว” มู่เซวียนกล่าว
“เจ้าแน่ใจหรือว่าไปทางเดียวกัน? เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ากำลังจะไปที่ใด ยังกล้าตามอีกหรือ ข้านับถือเจ้านัก ไม่กลัวว่าข้าจะนำตัวเจ้าไปขายให้ราชวงศ์ดาราเหมันต์หรืออย่างไร ศิษย์คนที่เจ็ดแห่งเจ้าตำหนักจันทราเงิน ราชวงศ์ดาราเหมันต์คงสนอกสนใจในตัวเจ้ามากทีเดียว” ฉินชูมองมู่เซวียนพร้อมกล่าว
“เจ้าไม่ทำแน่ เจ้าตัดสินเรื่องต่างๆ จากความรู้สึกไม่ใช่หรือ ข้าก็จะลองตัดสินจากความรู้สึกดูสักหน” มู่เซวียนกล่าว นางไม่ค่อยรู้สึกกังวลอย่างแท้จริง ในยามที่นางได้รับบาดเจ็บไร้ซึ่งกำลังต่อสู้ ฉินชูก็ไม่ได้ทำอะไรนาง บัดนี้ยิ่งไม่มีทาง นอกจากนั้น ยามนี้เส้นทางที่ฉินชูกำลังมุ่งหน้าไปก็ไม่ใช่ราชสำนักดาราเหมันต์ กลับอยู่ค่อนข้างใกล้พื้นที่ใจกลางของตำหนักจันทราเงิน
ฉินชูไม่ได้กล่าวอะไร เขานำแผนที่ออกมาดูครู่หนึ่งก่อนเก็บ “อีกสองวัน จะเข้าใกล้ภูเขาจันทราเงิน ถึงเวลาเจ้าก็กลับไปได้แล้ว”
มู่เซวียนรู้สึกคับข้องใจนัก ทั้งที่ฉินชูรู้ว่านางเป็นคนของตำหนักจันทราเงิน ทั้งยังรู้ฐานะของนาง จะไม่มีความสงสัยใคร่รู้แม้แต่น้อยเชียวหรือ หากเอาใจทำให้นางพอใจ เช่นนั้นย่อมได้รับผลประโยชน์มากมายไม่ใช่หรือ
“ความจริงข้าไม่อยากกลับตำหนักจันทราเงิน หากกลับไป ก็ต้องไปยังเรือนแยกแห่งหนึ่งของข้าเอง เพื่อแอบซ่อนตัว ในยามนี้ข้าไม่อาจปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนได้เลย” มู่เซวียนกล่าวเสียงเบา
“เจ้าเป็นศิษย์คนที่เจ็ดของเจ้าตำหนักจันทราเงิน... ราชวงศ์ดาราเหมันต์สู่ขอกับตำหนักจันทราเงิน หรือเป้าหมายคือเจ้า ยามนี้ที่เจ้าออกมาคือคิดจะหนี? ไม่…ไม่ใช่ว่าตำหนักจันทราเงินปฏิเสธไปแล้วหรือ?” ฉินชูไม่ค่อยเข้าใจนัก
“ระหว่างนั้นมีเรื่องบางอย่าง ในตำหนักจันทราเงินมีคนยินยอมเกี่ยวดอง แน่นอนว่าอาจารย์ของข้าไม่เห็นด้วย เพื่อไม่ให้อาจารย์ของข้าต้องลำบากใจ ข้าจึงหนีออกมา แต่การท่องยุทธภพนั้นไม่ง่าย มีคนต่ำช้าเลวทรามอยู่มากมาย” มู่เซวียนกล่าว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเรือนแยกของเจ้าอยู่ที่ใด หากเป็นทางผ่าน ข้าจะส่งเจ้าไปยังเรือนแยก แล้วค่อยไปจัดการธุระของข้า” ฉินชูกล่าว
“เจ้าไปตามเส้นทางของเจ้าก็พอ เมื่อถึงคราวที่ข้าควรจะลง ข้าจะลงเอง” มู่เซวียนกล่าวกับฉินชู
ฉินชูไม่ได้กล่าวอะไรอีก เขาไม่ชอบความยุ่งยาก หากการช่วยเหลือมู่เซวียนไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เขาก็ไม่ถือสาที่จะช่วย
“ที่เจ้าไม่บอกชื่อของตัวเอง เพราะมีศัตรูใช่หรือไม่ ไม่อยากถูกล่าสังหารหรือ?” เมื่อเห็นฉินชูไม่กล่าวอะไร มู่เซวียนจึงหาหัวข้อสนทนา
“ถือว่าใช่! แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยสำคัญนัก” ฉินชูกล่าว
เมื่อได้ฟังวาจาของฉินชู มู่เซวียนกลับไม่ยินยอม “อะไรคือไม่สำคัญ? เจ้าช่วยข้าไว้หนหนึ่ง สำหรับข้าเป็นเรื่องสำคัญมาก ข้าต้องรู้ว่าเจ้าเป็นใคร”
ฉินชูไม่กล่าวอะไรอีก เขาไม่อยากพูดเรื่องตัวเองมากนัก เพราะหากราชวงศ์ดาราเหมันต์รู้เข้า เช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมา
“เจ้ายังคงไม่เชื่อข้า หากเชื่อ เจ้าก็ควรบอกข้า!” มู่เซวียนมองฉินชูพร้อมกล่าว
หลังจากมู่เซวียนกล่าวจบ ก็พบว่าฉินชูนิ่งเงียบไปอีกครั้ง พยัคฆ์ดำยามว่างยังรู้จักส่งเสียงคำรามบ้าง แต่ยามฉินชูไม่อยากกล่าว ก็จะไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย นางไม่อาจทำอะไรได้เลย
เกวียนยังคงเคลื่อนที่ต่อไป เกวียนไม่ใหญ่นัก ฉินชูและมู่เซวียนสองคนนั่งเยื้องอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกฝ่าย ฉินชูฝึกฝนอย่างสงบ แต่ภายในใจมู่เซวียนไม่อาจสงบลงได้ นางอยากรู้ว่าฉินชูเป็นผู้ใด ไม่อยากแยกจากกับคนที่เคยช่วยตัวเองไว้ แล้วไม่ได้พบกันอีก
หลังจากเดินทางต่ออีกหนึ่งวัน ฉินชูหันมองมู่เซวียน “ด้านหน้าคือเมืองซินเยว่ของตำหนักจันทราเงิน หลังจากถึงเมืองซินเยว่ เจ้าก็ลงไปเถอะ น่าจะไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย”
“เจ้ายังจะเดินทางมุ่งหน้าต่อไปใช่หรือไม่?” มู่เซวียนหันหมองฉินชู
“ใช่ ข้ายังต้องมุ่งหน้าต่อไป” ฉินชูพยักหน้า
“บอกข้าว่าเจ้าชื่ออะไร มาจากที่ใด ข้าก็จะลง มิเช่นนั้นเจ้าไปถึงที่ใด ข้าก็จะตามถึงที่นั่นด้วย” มู่เซวียนมองฉินชูพร้อมกล่าว
ฉินชูมองมู่เซวียนด้วยความรู้สึกจนใจ ต่อให้ไล่ก็ไม่ไปเช่นนั้นหรือ
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง คิดว่าใกล้แยกจากกันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ก็ไม่ใช่อาณาเขตของราชวงศ์ดาราเหมันต์ ฉินชูจึงกล่าว “ข้าชื่อฉินชู มาจากที่ใดนั้นไม่สำคัญ”
“ฉินชู... เป็นชื่อที่ดี ข้าจะเลี้ยงสุราเจ้าหนึ่งมื้อ จากนั้นค่อยส่งเจ้าออกไป” มู่เซวียนตัดสินใจ เมื่อได้รู้ชื่อ นางไม่เชื่อว่าตัวเองจะหาฉินชูไม่พบอีก
เมื่อเห็นมู่เซวียนกล่าวเช่นนี้ ฉินชูจึงไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งคู่เข้าไปในเมืองซินเยว่ ก่อนจะจอดเกวียน แล้วเข้าไปในภัตตาคารแห่งหนึ่ง
ดื่มสุราไปสองถ้วย ในจังหวะที่ฉินชูกำลังจะไป ด้านนอกภัตตาคารพลันมีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัว ล้วนแต่สวมใส่ชุดสีขาวผ่องดุจแสงจันทร์
“คุณหนูเจ็ด กลับไปกับพวกเราเถอะ ผู้เฒ่าเสว่ยุติการเก็บตัวฝึกฝนแล้ว จะจัดการความเห็นต่างระหว่างเจ้าตำหนักกับผู้อาวุโสใหญ่เอง!” สตรีที่เป็นหัวหน้ากล่าว
“ผู้เฒ่าเสว่ออกมาแล้ว... ได้ ข้าจะกลับไปพร้อมพวกท่าน” มู่เซวียนลุกขึ้นยืน
“เด็กๆ จับตัวเขาไว้!” สตรีที่เป็นหัวหน้าชี้นิ้วไปทางฉินชู
ให้ตายเถอะ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย ฉินชูแอบสบถอยู่ในใจ…