ตอนที่30 ภารกิจที่สี่
เมื่อเสิ่นอี้ตัดสินใจซื้อหุ้นในส่วนของจางเจียวชินเรียบร้อยพร้อมกับที่จางเจียวชินและหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์คังเซี๊ยะ
ลุกเดินออกไปจากห้องประชุมตามด้วยหัวหน้าแผนกบุคคลที่ไม่สามารถทนอยู่ต่อไปในห้องประชุมได้อีก
ทั้งนี้หลีจื้อหลินหญิงวัยกลางคนที่เป็หัวหน้าแผนกบุคคลเกรงกลัวว่าเสิ่นอี้จะเปิดเผยความลับในการทุจริตของตนเองแล้วทำให้ต้องติดคุกจึงเลือกที่จะยอมลาออกไปเองดีกว่าต้องสูญเสียทุกอย่างไป
ด้านจ้าวหลางที่เป็หนึ่งในตัวแทนผู้ถือหุ้นเขาลุกเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่สนใจเสิ่นอี้อีก
แต่ถึงอย่างนั้นเสิ่นอี้กลับประกาศในห้องประชุมอย่างไม่กังวลใจโดยเขาคิดที่จะเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับพนักงานทุกคนในรูปแบบของตน
อย่างไรก็ตามข้อเสนอของเสิ่นอี้กลับทำให้จ้าวหลางหันขวับกลับมามองประธานคนใหม่อย่างโมโหมากกว่าเดิม
“ในเมื่อหัวหน้าแผนกที่มีปัญหาออกไปแล้วสำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่หัวหน้าแผนกต่อไป เพื่อรับผิดชอบงานต่อทั้งสามแผนกนั้นผมขอแต่งตั้ง เหอลี่ซือขึ้นเป็หัวหน้าแผนกบุคคล”
“ไป๋จ้านเป็หัวหน้าแผนกบัญชีและหลี่ม่านเอ๋อเป็หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ ไม่ทราบว่ามีใครจะโต้แย้ง หรือมีคนที่เหมาะสมกว่านี้อยากเสนออีกไหม?”
ครั้นเสิ่นอี้เอ่ยชื่อคนที่เล่าตงหมายเหตุบอกไว้ถึงความรู้ความสามารถแต่ถูกคนของทางวันเดอร์กรุปส่งเข้ามาแทรกแซงแล้วกดหัวไว้เพื่อให้คนของวันเดอร์กรุปได้ทำงานในแผนกสำคัญแทน
ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับอย่างยินดีจากหัวหน้าแผนกทั้งหลายที่เข้าร่วมประชุมรวมทั้งผู้จัดการของบริษัทลูกทั้งห้าแห่งทันทีว่า
“ดีแล้วครับท่านประธานผมไม่มีข้อโต้แย้งครับ”
“เหมาะสมแล้วค่ะต่อไปมิราเคิลกรุปคงทำงานได้เต็มที่เสียที”
“เยี่ยมไปเลยครับไม่นึกเลยว่าประธานจะเด็ดขาดแบบนี้”
“นี่สิถึงจะสมกับเป็ประธานรุ่นใหม่ไฟแรง”
“ใช่ ๆ ดีกว่าคนรุ่นใหม่บางคนที่ไม่ได้เื่เสียอีก”
จ้าวหลางหันหน้ากลับมายังห้องประชุมพร้อมกวาดสายตาจ้องมองผู้คนทั้งหลายเหมือนจะกินเืกินเนื้อก่อนสะบัดหน้าเดินหนีออกไปด้วยความโกรธแค้นให้กับเสิ่นอี้และหัวหน้าแผนกหลายคน
บรรยากาศในห้องประชุมพลันคลี่คลายออกไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดแต่ถึงอย่างนั้นกลับมีคำพูดหนึ่งจากเสิ่นอี้ที่ทำให้หัวหน้าแผนกทั้งสิบสองแผนกต้องส่งเสียงโห่ร้องอย่างมีความสุขขึ้นมาว่า
“ต่อไปหากผลประกอบการใน่สิ้นปีเป็ไปด้วยดีผมยินดีปันเงินในส่วนของผม เพื่อจัดสรรโบนัสให้กับพนักงานทุกคนเพิ่ม แต่เดิมพวกคุณได้โบนัสคนละสองเดือนใช่ไหม? หากเพิ่มเป็สักสี่หรือห้าเดือนดีหรือเปล่า?”
พลันมีเสียงตอบรับจากทั้งผู้จัดการบริษัทลูกและหัวหน้าแผนกทั้งสิบสองแผนกเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงว่า
“ดีค่ะ/ครับ!”
บรรยากาศห้องประชุมเต็มไปด้วยความชื่นมื่นทันทีเหตุเพราะทุกคนไม่คาดคิดว่าประธานคนหนุ่มรุ่นใหม่จะมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับลูกน้องทุกคนโดยไม่ได้คำนึงแต่ผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว
ชายชราถางกั๋ว ผู้เป็หนึ่งในผู้ถือหุ้นสัดส่วนสิบเปอร์เซ็นต์เขานั่งสังเกตท่าทีและความสามารถของประธานคนใหม่อยู่เงียบ ๆ
เมื่อเห็นว่าเสิ่นอี้สามารถจัดการปัญหาได้อย่างเด็ดขาดโดยไม่เกรงใจใครรวมทั้งมีน้ำใจต่อพนักงานในบริษัท ทำให้เขาเอ่ยสนับสนุนความคิดของประธานใหม่อย่างจริงจังว่า
“ดี! หากประธานเสิ่นมีน้ำใจต่อพนักงานอย่างนี้ถึงผมจะมีหุ้นแค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ผมก็ยินดีปันส่วนหนึ่งให้กับพนักงานทุกคนหวังว่าทุกคนจะช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่”
ถางกั๋วคิดว่าวิธีการแสดงความมีน้ำใจต่อพนักงานโดยไม่เน้นการรับแต่ประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเพียงฝ่ายเดียวย่อมทำให้ภาพรวมของบริษัทอยู่รอดและส่งผลให้ผู้ถือหุ้นมีเงินปันผลต่อเนื่องทุกปีเช่นกัน
เมื่อพนักงานทั้งหลายได้ยินคำกล่าวจากถางกั๋วที่สนับสนุนการแสดงน้ำใจอีกคนทำให้พนักงานทั้งหลายต่างพากันกล่าวขอบคุณชายชรากันยกใหญ่ว่า
“ขอบคุณค่ะ/ครับคุณถาง”
หวงซูมี่ผู้ถือหุ้นอีกสิบเปอร์เซ็นต์ซึ่งยังคงนั่งอยู่ในห้องประชุมครั้งแรกเธอคิดที่จะขายหุ้นในส่วนของตนเพราะคิดว่าวันเดอร์กรุปคงเข้ามาซื้อหุ้นต่อในอีกไม่นานทว่าพอได้เห็นการจัดการปัญหาของเสิ่นอี้แล้ว ทำให้เธอเชื่อมั่นในการบริหารของประธานคนใหม่มากขึ้นจึงแสดงน้ำใจด้วยเช่นกันว่า
“ในเมื่อผู้าุโถางแสดงน้ำใจต่อทุกคนไปแล้วหากฉันไม่ให้อีกคน คงไม่เหมาะสมกระมัง ถ้าอย่างนั้นฉันจะสนับสนุนเงินปันผลในส่วนของฉันด้วยอีกคน”
พนักงานและผู้จัดการบริษัทลูกต่างพากันกล่าวขอบคุณเสียงดังอีกครั้งว่า
“ขอบคุณค่ะ/ครับคุณหวง”
เสิ่นอี้ยิ้มน้อยๆ อย่างมีความสุขเพราะมีเสียงราบเรียบของระบบโกลาหลดังขึ้นในจิตใจเขา ซึ่งเขารับรู่ได้ทันทีว่าบทบาทหน้าที่ของการเป็ประธานกำลังจะสิ้นสุดแล้ว
“ระบบโกลาหลยินดีกับโอนเนอร์ด้วยที่สามารถจัดการปัญหาเล็กน้อยภายในบริษัทมิราเคิลกรุปได้ภารกิจที่สี่เตรียมพร้อมให้โอนเนอร์ไปทำในอีกห้าชั่วโมงข้างหน้า โอนเนอร์โปรดเตรียมความพร้อมด้วย”
เสิ่นอี้รู้สึกเอะใจขึ้นมาว่าภารกิจที่สี่จากระบบโกลาหลนั้นจะนำพาเขาไปที่ใดจึงเปิดดูรายละเอียดในภาพฮอโลแกรมในหัวทันทีซึ่งทำให้เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ พลางคิดอย่างกังวลใจว่า
‘อะไรกันเนี่ย?! ภารกิจที่สี่จะให้ฉันเอาชนะเ้าถิ่น บนดาวคนเถื่อนตั้งห้าคนนี่มันมากเกินไปแล้ว’
เสิ่นอี้รู้สึกกังวลใจขึ้นมาทันทีแต่ถึงอย่างนั้นเขารู้ดีว่าไม่สามารถปฏิเสธภารกิจจากระบบได้
เขาเริ่มคิดวางแผนไปพร้อมกับให้ผู้จัดการบริษัทลูกกล่าวถึงผลประกอบบางส่วนที่เตรียมมาด้วยโดยเขาต้องแยกประสาทััเพื่อรับรู้ข้อมูลจากสองทาง
เมื่อการประชุมอันน่าเบื่อหน่ายในความรู้สึกของเสิ่นอี้เสร็จสิ้น
เขาผลุนผลันออกจากห้องประชุมโดยมีเพียงการทักทายกับผู้ถือหุ้นและผู้จัดการตามธรรมเนียมเท่านั้นทว่าเขาไม่ยินยอมตอบตกลงเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับประธานคนใหม่แต่อย่างใดเนื่องจากเวลาที่เขาจะเตรียมตัวเหลือน้อยลงทุกที
เสิ่นอี้เรียกเล่าตงและสองพี่น้องแซ่เทาให้เข้าร่วมประชุมยังห้องทำงานเป็การด่วนทั้งนี้เขาจำเป็ต้องมอบหมายงานเร่งด่วนเฉพาะหน้าให้แต่ละคนทำแทนระหว่างที่ไปปฏิบัติภารกิจที่สี่ยังต่างดาวว่า
“เล่าตงคุณติดต่องานกับซินดี้ใน่ที่ผมไม่อยู่นะ ช่วยกันบริหารบริษัทรอผมไปก่อนอะไรที่สามารถตัดสินใจได้.....ก็ให้ตัดสินใจไปเลย ยกเว้นเื่สำคัญหรือร้ายแรงให้รอก่อนหากผมกลับมาแล้ว ผมจะรีบมาสะสางงานที่นี่ต่อให้เอง”
“เอ๋! เ้านายจะไปทำงานที่ไหนหรือคะ?” ซินดี้ถามขึ้นมาด้วยความสงสัยใคร่รู้
เสิ่นอี้ยิ้มลึกลับก่อนตอบลูกน้องอย่างมีเลศนัยโดยเขายังไม่คิดที่จะบอกความลับสำคัญในการมีระบบว่า
“ผมก็ไปทำงานสิงานผมมีหลายอย่างนะ ไม่งั้นจะมีเงินมากมายได้ยังไง ไม่ต้องติดต่อผมหรอกรอผมติดต่อกลับมาเอง
น่าจะไม่เกินเจ็ดวันมั้ง”
เสิ่นอี้บอกเวลาตามที่ระบบแจ้งระยะเวลาสำหรับภารกิจที่สี่ให้เขารับรู้ซึ่งเขาคิดว่าการที่ได้รับทักษะต่อสู้จากระบบ
โกลาหลนั้นเขาไม่น่าที่จะพ่ายแพ้ให้กับเ้าถิ่นต่างโลกง่ายดายเกินไป
ซินดี้ เล่าตงและเทาเซียวต่างมองสบตากันด้วยความงุนงง โดยเฉพาะเทาเซียวที่เคยเห็นสภาพสกปรกโสโครกของเ้านายมาก่อน
เทาเซียวตัดสินใจสอบถามเ้านายด้วยความห่วงใยว่า
“เ้านายครับเ้านายจะกลับมาในสภาพเดิมอีกไหม? ผมจะได้เตรียมตั้งรับได้ทันการณ์”
เสิ่นอี้เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจที่ลูกน้องใส่ใจสอบถามสภาพของตนเขาส่ายหน้าพลางยิ้มน้อย ๆ ก่อนที่จะตอบกลับตามจริงว่า
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากลับมาคราวนี้จะเป็ยังไงแต่ไม่น่าจะย่ำแย่เหมือนเดิมหรอก หากไม่มีใครสงสัยอะไรแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถอะฉันต้องรีบไปเตรียมของใช้ส่วนตัวสักหน่อย”
เสิ่นอี้เห็นว่าแต่ละคนไม่มีคำถามเกี่ยวกับเื่งานเพิ่มเติมแล้วเขาตั้งใจที่จะนำสิ่งของไปมากหน่อย เนื่องจากเขามีกล่องล่องหนที่สามารถบรรจุสิ่งของได้มากถึงสิบช่อง
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้มีหนึ่งช่องที่ไว้ใช้เก็บกระบอกน้ำอมฤตจากดาวผีเสื้อแล้วฉะนั้นยังเหลือที่ว่างอีกเก้าช่องซึ่งเพียงพอสำหรับการนำสิ่งของสำคัญติดตัวไปด้วย
เมื่อจัดการปัญหาของมิราเคิลกรุปเสร็จสิ้นเสิ่นอี้และลูกน้องพากันกลับคฤหาสน์หรูอย่างรวดเร็ว โดยชายหนุ่มตั้งใจที่จะซื้อคฤหาสน์หลังใหม่ที่ใหญ่และโอ่อ่ากว่าเดิม
ทว่าเขารู้สึกสังหรณ์ใจว่าอาจได้รับรางวัลจากระบบโกลาหลเป็คฤหาสน์จึงรีรอที่จะซื้อเองเพราะไม่อยากมีภาระต้องดูแลคฤหาสน์หลายหลังเกินไป
ระหว่างขับรถกลับบ้านเทาเซียวเอ่ยกับเสิ่นอี้ด้วยความห่วงใยว่า
“เ้านายครับ ไปทำงานครั้งนี้ให้ผมไปด้วยดีไหมครับ? อย่างน้อยผมก็พอจะช่วยเื่เล็กน้อยได้อยู่”
“ไม่เป็ไรพวกนายรอรับโทรศัพท์อยู่ที่บ้านนี่แหละ” เสิ่นอี้ตอบกลับอย่างไม่กังวลใจ
อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถบอกสองพี่น้องเกี่ยวกับการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจยังต่างโลกได้จึงเลือกที่จะปิดบังไว้ก่อน
จนกว่าจะถึงเวลาเหมาะสมที่เขาอาจเปิดเผยงานบางอย่างให้สองพี่น้องรับรู้
.********************.
ต่อไปไรต์จะอัปสัปดาห์ละ1-2 ครั้ง ๆ ละหลายตอนเพื่อให้รี้ดได้อ่านอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการติดเหรียญเพียงบางตอนเท่านั้นจ้า