หน้าหอบัญชาการ
นอกจากทหารค่ายพยัคฆ์ขาวยืนอารักขาผู้บัญชาการกัว ยังมีผู้คุ้มกันของอู๋ฮวนอีกหลายคนยืนอยู่ด้วย ดวงจันทร์ลอยเหนือหัวแล้ว ทว่าเจ้านายที่กำลังหมกตัวอยู่ข้างในไม่มีทีท่าว่าจะออกมาเสียที เมื่อพวกเขาหันกลับไปมองก็พบเงาที่ชวนให้หน้าร้อนวาบ
เงาหนึ่งนั่ง เงาหนึ่งยืน ไม่ต้องเดาให้ยากว่าใครนั่งและใครยืน เป็นผู้บัญชาการกัวที่นั่งและจวิ้นอ๋องที่ยืน เงาของพวกเขาทาบแนบชิด ขณะมีเสียงเล็ดลอดออกมาเบาๆ
“เบาๆหน่อยข้าเจ็บ”เป็นเสียงสตรีที่ครางด้วยความเจ็บปวด ทำเอาคนที่อยู่ข้างนอกถึงกับหูผึ่ง
“พยายามแล้ว แต่แน่นเกินไปหน่อย”ฝ่ายบุรุษกล่าวปลอบ ใบหน้าผู้คุ้มกันทั้งหลายพลันร้อนผ่าว
“อันที่จริงให้ข้าเสียบเองก็ได้”ผู้คุ้มกันไม่เพียงแต่อึ้ง แต่ถึงกับทำกระบี่ร่วง นางช่างกล้าหาญถึงกลับออกปากว่าจะเสียบเอง
“ไม่ได้ ข้าเป็นบุรุษ ข้าต้องเป็นคนเสียบให้เจ้า”จริงด้วย...เรื่องเสียบนั้นต้องเป็นหน้าที่ของบุรุษเท่านั้น
เสียงสนทนาทำให้บางคนนึกถึงท่วงท่าในตำราชุนกง คนหนึ่งยืน คนหนึ่งนั่ง ท่านั้นเป็นท่ายากชั้นครูใช่หรือไม่ บางคนอมยิ้มหน้าแดงเถือกพลางคิดในใจว่า‘จวิ้นอ๋องช่างยอดเยี่ยม’
ในขณะที่ด้านใน อู๋ฮวนเพิ่งจะเสียบปิ่นหยกขาวที่เขามักพกติดตัวเป็นประจำลงบนมวยผมของจางหลินถงได้สำเร็จ เขายืนชื่นชมผลงานตนเองอย่างภาคภูมิใจ“เสียบได้แล้ว”
ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดแทรกเข้ามาว่า“ยินดีด้วยจวิ้นอ๋อง”
จางหลินถงและอู๋ฮวน หันมองสบตากันอยู่พักใหญ่ด้วยความงุนงง คนข้างนอกแสดงความยินดีด้วยเรื่องอันใดกัน หรือว่า...พอนึกขึ้นได้ใบหน้าทั้งคู่แดงก่ำ รีบแยกห่างจากกันทันที
อู๋ฮวนแสร้งเดินไปอีกทาง ในใจเกิดคลื่นประหลาดซับซ้อน คันยุบยิบปนหวานล้ำ ใจหนึ่งอยากให้ผู้คนรู้ทั่วกันว่านางเป็นของเขา กอดก็กอดแล้ว จูบก็ได้จูบแล้ว ที่ลึกลับกว่านั้นก็ได้เห็นได้สัมผัสใกล้ชิดมาแล้ว สำหรับเขา นางคือภรรยาที่ยังไม่ได้แต่ง แต่อีกใจหนึ่งก็กังวลว่านางจะเสียชื่อเสียง เวลานี้นางไม่ใช่แค่เด็กสาวธรรมดา แต่นางคือผู้บัญชาการของค่ายพยัคฆ์ขาว ชายหนุ่มหลับตากำหมัดแน่น นึกอยากออกไปแตะลูกน้องคนละครั้ง เจ้าคนพวกนี้ประสาทหูดีเลิศ แต่สติปัญญาอ่อนหัด คิดเรื่องดีกันไม่ได้เลยใช่หรือไม่
จางหลินถงก้มลงมองกองหนังสืออย่างเคอะเขิน นางก็แค่สตรีคนหนึ่ง ต่อให้ภายนอกนางเข้มแข็ง แต่ในใจยังคงอ่อนไหวอยู่บ้าง โดยเฉพาะกับคนที่นางรู้สึกดีด้วย พลันภาพความใกล้ชิดระหว่างเขาและนางในวันวานผุดขึ้น ทั้งที่น้ำตก ทั้งที่โรงเตี๊ยม และที่จวนจวิ้นอ๋อง นางจำได้ทุกรอยสัมผัส จำได้กระทั่งว่าในตอนนั้นนางรู้สึกอย่างไร ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน ใบหน้าซีดขาวเริ่มแดงก่ำ มีเลือดฝาดบางเบา ใบหน้าร้อนผ่าวเหมือนคนเป็นไข้ ยิ่งคิดถึงยิ่งทำให้นางรู้สึกคอแห้ง ทั่วร่างมีไฟร้อนรุ่มแล่นพล่าน
“แค่กๆ” นางเผลอไอเบาๆ
“อาหลิน” ชายหนุ่มหันกลับไปหาหญิงสาว ยกมือแตะหน้าผากนางโดยสัญชาตญาณ “เจ้าตัวร้อน”
“ไม่มีอะไร” นางถอยห่างเพราะรู้สึกว่าสัมผัสของเขาลวกผิวนางเกินไป“แค่หิวน้ำเท่านั้นเอง”
“แต่เจ้าตัวร้อน ข้าเรียกหมอทหารมาตรวจดีหรือไม่” เขาทักท้วง
“ไม่ต้อง ที่จริงเป็นเพราะปราณโลหิตอัคคี ข้าก็เลยตัวร้อน แช่น้ำก็จะดีขึ้นเอง”นางตอบแล้วนึกขึ้นได้ว่านางควรกลับห้องพักไปแช่น้ำ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายสักครู่ นางกำลังจะผละจากไป อู๋ฮวนรีบเรียกไว้อีก
“อาหลินอย่าแช่น้ำนานเกินไป แล้วก็รีบเข้านอนให้ไวขึ้น ไม่ต้องคิดมากเรื่องพวกนั้น ข้าจะจัดการเอง”
“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารับ หมุนตัวเดินไปที่ประตู
เมื่อเปิดประตูออกมาพบสายตาหลายคู่เฝ้ามอง จางหลินถงแสร้งทำหน้าเรียบเฉย แล้วก้าวผ่านพวกเขาไป ทหารองครักษ์ค่ายพยัคฆ์ขาวรีบก้าวตามผู้เป็นนาย ในขณะที่สายตาผู้คุ้มกันตามหลังนางและยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บนผมของนางมีปิ่นหยกขาวชิ้นโปรดของอู๋ฮวนปักอยู่ การมอบของสำคัญให้กันเช่นนี้สื่อความหมายได้ว่า...พวกเขาเป็นของกันและกันแล้ว
เซินสี่มองปิ่นหยกขาวบนผมจางหลินถงพลางถอนหายใจโล่งอก แม้ในใจยังมีความเศร้าที่ตนเองเกิดมาต่ำต้อย แต่ในความเศร้าก็มีความยินดีผุดแทรก เขาติดตามรับใช้อู๋ฮวนมานาน สิ่งที่เขาต้องการเห็นมากที่สุด ย่อมต้องอยากเห็นเจ้านายมีความสุข เซินสี่ทำใจได้ก็ยิ้มปลาบปลื้ม แต่ใครเลยจะรู้โชคชะตาข้างหน้า เขากำลังยิ้มปลาบปลื้มอยู่ดีๆ พลันร่างของเขาถูกถีบโดยเท้าปริศนา จนหน้าคว่ำลงพื้นอย่างไม่รู้ตัว
ตุบ! ยังไม่ทันหันไปจัดการกับคนบังอาจ ต่อมาร่างผู้คุ้มกันคนอื่นก็ถูกถีบกระเด็นล้มทับเซินสี่ทีละคน บางคนทับส่วนบน บางคนทับส่วนล่าง จนกลางกายของเขากระแทกพื้นอยู่หลายครั้ง
เซินสี่เจ็บปวดจนหน้าดำคล้ำ“โอ้ย! ของข้า ของข้าจะหักแล้ว โอ...”
หลังจากโดนถีบกันคนละที สติเริ่มกลับเข้าร่าง พวกเขาหันมองผู้ลงมือกระทำการอุกอาจแล้วเบิกตากว้าง ที่แท้เป็นจวิ้นอ๋องนี่เอง พวกเขาเสียวหลังวาบ คิดขึ้นมาได้ว่าเสียงของพวกเขาอาจจะดังเกินไป ทำให้แม่นางอาหลินตกใจถึงได้รีบตีจาก
มิน่าเล่าจวิ้นอ๋องถึงได้อารมณ์เสีย ถีบพวกเขาจนกระเด็น ในเวลาแบบนั้นหากถูกขัดจังหวะไม่ว่าใครก็ต้องหงุดหงิด ยิ่งอารมณ์ของสตรีอ่อนไหวง่าย หากตกใจพวกนางย่อมหนีเตลิดเป็นธรรมดา พอตระหนักได้แล้วว่าพวกตนทำผิดอันใด ผู้คุ้มกันทั้งหมดก็รีบลนลานลุกขึ้นยืนเรียงแถวคว้าอาวุธแนบตัวอย่างเป็นระเบียบ
อู๋ฮวนยืนเอามือไพล่หลัง กวาดตามองลูกน้องดวงตาเย็นเยียบ“คนของข้าหูดีจริงๆ”
“ข้าน้อยไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้พูดอันใดเลยขอรับ”เซินสี่ในฐานะพี่ใหญ่ของกลุ่มรีบออกหน้า จากนั้นกลุ่มผู้คุ้มกันทั้งหมดก็พูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า“ข้าน้อยก็ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้พูดอันใดเลยขอรับ”
“จริงหรือ เช่นนั้นเมื่อครู่เป็นเสียงของใคร”อู๋ฮวนกวาดตามองไปที่เฉินอี้น้องเล็กในกลุ่ม คนของเขาทุกคน เหตุใดจะจำเสียงไม่ได้
พอรู้ตัวว่าถูกมองเฉินอี้ก็เริ่มเข่าอ่อน เสียวหลังวาบทำอะไรไม่ถูก ลี่เฉิงรีบเอียงหน้ากระซิบบอกให้รับผิด เฉินอี้จึงก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไปพยายามไม่มองสบตาเจ้านาย เพราะแววตาของจวิ้นอ๋องยามนี้ช่างน่ากลัวนัก เขาจะต้องเดินให้ดีและมีสติให้มาก ทว่าก้าวไปได้เพียงก้าวเดียว ขากลับขัดกันเองจนล้มคะมำหน้าทิ่มอย่างหมดท่า
โครม!
“เจ้าบ้าเอ้ย”พี่ใหญ่ต่างพากันเสียหน้าอย่างรุนแรง เจ้านี่เป็นแบบนี้อีกแล้ว
“นายท่าน...”เฉินอี้หน้าซีดขาว พอหวาดกลัว ขาเป็นต้องพันกันทุกคราวไป นี่เขาเป็นโรคประหลาดอันใดกัน!
อู๋ฮวนที่มีคำตำหนิมากมาย พอได้เห็นสีหน้าลูกน้องที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มแล้วตำหนิไม่ลง ได้แต่กล่าวอย่างจนปัญญาว่า“รีบลุกขึ้น”
“ขอรับ”เฉินอี้รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งหวาดกลัวเจ้านาย ทั้งอับอายขายหน้า ใบหน้าของเขาแดงก่ำ
“ต่อไปอย่าให้อย่าให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก หาไม่ข้าจะปิดหู ปิดตา ปิดปากให้พวกเจ้าเอง”
“ขอรับ”เฉินอี้และผู้คุ้มกันทั้งหมด ก้มหน้าคำนับ ขานรับอย่างสำนึกผิด
“ทางเมืองหลวงมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง”อู๋ฮวนเปลี่ยนเรื่อง
เซินสี่จึงขยับขึ้นไปอีกสองก้าวพลางกล่าวเสียงดังไม่มาก
“คนของนายท่านที่นั่นถูกจับได้หลายคน พวกเขาถูกสอบสวน และได้ยินว่าเวลานี้ฮองเฮาตั้งครรภ์แล้ว อีกทั้งฮ่องเต้พยายามบีบคั้นให้องค์ชายลงมืออย่างเร็วที่สุด แม้แต่แม่นางอาหลินก็ไม่ให้รอดชีวิต เย็นวันนี้เจ้าเมืองไห่ส่งข่าวมาบอกว่า ในเมืองอิงหยางมีคนจากเมืองหลวงมาถึงแล้ว ข้าน้อยเดาว่าพวกเขาต้องเป็นคนขององค์ชายแน่ขอรับ”
อู๋ฮวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คิดไว้แล้วว่าสักวันพวกนั้นต้องมาถึงที่นี่“บอกเจ้าเมืองไห่ให้จับตาดูพวกเขาไว้อย่างใกล้ชิด พรุ่งนี้เช้าไปเชิญองค์รัชทายาท และอู๋อ๋องมาที่นี่ เรามีความจำเป็นต้องประชุมวางแผนรับมือ หากฮ่องเต้รู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่เก็บอิงหยางไว้แน่”
“ขอรับ”
ม้าเร็วนำข่าวสารของสายสืบจากเมืองอิงหยาง เดินทางโดยไม่หยุดพักใช้เวลานานถึงสิบห้าวันก็มาถึงวังหลวง ซ่งตงหยางฟังคำรายงานจากสายลับแล้วยกยิ้มที่มุมปาก คิดเอาไว้ไม่ผิดว่ากลุ่มของอู๋ฮวนต้องหนีไปหลบซ่อนตัวที่เมืองอิงหยาง หลังจากสายข่าวผู้นั้นรายงานจนจบ ซ่งตงหยางก็รีบโบกมือไล่ให้ไปพักผ่อน
“องค์ชายรีบนำเรื่องนี้ขึ้นกราบทูลฮ่องเต้เถอะพ่ะย่ะค่ะ”หลิงฉีออกความเห็น“โดยเฉพาะเรื่องค่ายพยัคฆ์ขาวที่เมืองอิงหยาง หากฮ่องเต้ได้ทราบเรื่องนี้ ต้องมีรับสั่งให้องค์ชายนำกำลังไปปราบปรามแน่ นี่เป็นโอกาสเดียวที่จะสามารถกอบกู้ชื่อเสียงขององค์ชายคืนมาได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งตงหยางได้ฟังที่หลิงฉีแนะนำก็ยิ้มหยัน เขาไม่คิดเหมือนที่หลิงฉีคิด“ข้าต้องกราบทูลแน่ แต่ว่าเรื่องค่ายพยัคฆ์ขาวที่ซ่อนตัวที่นั่น ข้าจะไม่รายงานฮ่องเต้”
หลิงฉีตกใจ “องค์ชายคิดจะอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าอยากได้กองกำลังพยัคฆ์ขาว”ซ่งตงหยางกล่าว ในดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า“มาจนถึงตอนนี้แล้วเจ้ายังคิดอีกหรือว่าข้าจะได้เป็นรัชทายาท เจ้าไม่ได้ยินข่าวหรือ ฮองเฮาตั้งครรภ์แล้ว เด็กนั่นต่างหากที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้ ไม่ใช่เด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยงอย่างข้า”
หลิงฉีเห็นแววตาของผู้เป็นนายก็เกิดสะเทือนใจ เขารู้เรื่องที่ซ่งตงหยางไม่ใช่บุตรชายที่แท้จริงของฮ่องเต้มานานแล้ว แต่ซ่งตงหยางดีกับเขามาก“ได้ยินว่าค่ายพยัคฆ์ขาวที่เมืองอิงหยางมีกำลังทหารหลายพันคน พวกเขาล้วนฟังคำสั่งตระกูลกัวเท่านั้น หากคิดจะครอบครอง ก็ต้องได้ตัวแม่นางอาหลิน แต่ว่าข้างกายนางมีจวิ้นอ๋อง หากจะชิงตัวแม่นางอาหลินคงไม่ง่ายนัก”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาโอกาสสังหารจวิ้นอ๋องให้ได้ พอเขาตาย ข้าจะทำทุกวิธีการให้นางเป็นของข้า เมื่อนางเป็นของข้า กองกำลังของนางก็ย่อมเป็นของข้า หลังจากนั้นก็สังหารทุกคนที่เกี่ยวข้อง อดีตองค์รัชทายาท อู๋อ๋อง อู๋สี่ ตัดหัวพวกมันทุกคนกลับมามอบให้ฮ่องเต้ ส่วนแม่นางอาหลิน แค่หาผู้หญิงสักคนมาสวมรอยเป็นนาง คนตายไปแล้วไม่มีใครแยกออกแน่ วิธีนี้นอกจากข้าจะได้ตัวนาง ได้กองกำลังพยัคฆ์ขาว ข้ายังสามารถกอบกู้ชื่อเสียงคืนมาได้อีกด้วย เจ้าว่าดีหรือไม่”
“องค์ชายช่างเฉลียวฉลาด นี่เป็นแผนที่ดีจริงๆพ่ะย่ะค่ะ”
หลิงฉีนึกไม่ถึงว่าซ่งตงหยางจะคิดแผนการออกได้รวดเร็วขนาดนี้ และเป็นแผนที่ยอดเยี่ยม หากทำสำเร็จไม่เพียงได้กองกำลัง ได้สตรีที่ปรารถนา แต่ยังมีโอกาสเข้าชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทอีกด้วย
ซ่งตงหยางยิ้มกว้างยื่นมือไปหยิบกาน้ำชามารินใส่ถ้วยยกขึ้นจิบแก้กระหายแล้วกล่าวต่อ“ไปเตรียมตัว ข้าจะเข้าพบฮ่องเต้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ที่จวนตระกูลซ่ง
เจิ้งจื่ออี้แอบไปหาโจวซินหรูที่เรือนเล็ก เขาตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะช่วยขับหนอนโลหิตให้นาง แต่หาโอกาสได้ยากเหลือเกิน เนื่องจากระยะหลังมานี้ ซ่งซือฉีมักให้คนจับตามองเขาเป็นพิเศษราวกับรู้เรื่องบางอย่าง เขาจึงต้องเก็บตัวเงียบเพื่อให้อีกฝ่ายคลายระแวงสงสัย และรอโอกาสเหมาะสมช่วงที่ซ่งซือฉีไม่อยู่เรือน จัดการกับคนพวกนั้นแล้วลักลอบไปหาโจวซินหรู
การกระทำเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกประหลาด ราวกับกำลังลักลอบคบชู้ก็ไม่ปาน
การขับหนอนโลหิตกินคนต้องใช้กำลังภายในถึงเจ็ดส่วน เจิ้งจื่ออี้มีวรยุทธ์ มีกำลังภายในที่แข็งแกร่งก็จริง แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ดื่มยาพิษเพื่อฟื้นฟูใบหน้า ทำให้ร่างกายของเขาไม่แข็งแรงเหมือนปกติ เมื่อใช้กำลังภายในมากกว่าครึ่งจึงบาดเจ็บภายในรุนแรง
ต่อมาโจวซินหรูเริ่มเกิดอาการกระอักกระอ่วนคลื่นไส้ สาวใช้ข้างกายเห็นดังนั้นก็รีบคว้ากระโถนมารอรับ ก่อนที่โจวซินหรูจะอาเจียนเอาก้อนเลือดสีดำออกมาจนหมดท้อง ในเวลาเดียวกัน เจิ้งจื่ออี้พ่นโลหิตออกมาคำใหญ่ออกมาเช่นกัน ร่างกายเขาอ่อนยวบ หายใจหอบอย่างรุนแรง
“คุณชาย!”สาวใช้ตกใจที่เห็นเจิ้งจื่ออี้กระอักโลหิต
“ไม่ต้องสนใจข้า ดูแลนางไปเถอะ”เจิ้งจื่ออี้รำคาน เขาไม่ต้องการความสงสารเห็นใจจากใครทั้งสิ้น
หนอนโลหิตที่ฝังในตัวโจวซินหรูออกมาหมดแล้ว ในกระโถนจึงเต็มไปด้วยโลหิตสีดำ ในนั้นมีหนอนตัวเล็กๆสีแดงเป็นจำนวนมาก พวกมันยังไม่ตายและกำลังไต่รอบก้นกระโถน กระเสือกกระสนหาแหล่งอาหารใหม่ โจวซินหรูได้เห็นตัวหนอนแล้วขนลุกซู่ นางกรีดร้องอย่างหวาดผวา
“เอามันไปเผา เผาให้หมด”นางกล่าวพลางมองตาสาวใช้ส่งความนัยบางอย่าง
“เจ้าค่ะ จะรีบนำไปเผาเลยเจ้าค่ะ”สาวใช้คนสนิทรับคำ แล้วยกระโถนคลานออกไป
“มารดาพักผ่อนเถอะ”เจิ้งจื่ออี้กล่าวเพียงสั้นๆ เขายกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปาก ขยับกายลงจากเตียง แต่ไม่ลืมประคองโจวซินหรูให้นอนราบลง ห่มผ้าให้ดูแลอย่างดี ทว่าดวงตาเขาไม่มองนางสักนิด
“จื่ออี้”โจวซินหรูทั้งซาบซึ้ง ทั้งเสียใจ“ลูกไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
“ข้าไม่เป็นไร พักฟื้นไม่กี่วันก็หายแล้ว มารดาแม่พักผ่อนให้ดีเถอะ และต้องดื่มยาบำรุงฟื้นฟูร่างกายต่อเนื่องถึงจะกลับมาเหมือนเดิม หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้มารดาจะคิดได้ ว่าใครที่ควรยุ่งและใครไม่ควรยุ่ง หากมารดาไม่ยอมรามือ หลังจากนี้ข้าจะไม่ช่วยท่านอีก”เจิ้งจื่ออี้ไม่ได้พูดเพื่อข่มขู่ เขาพูดจริงทำจริงเสมอ ที่เขาช่วยมารดาเป็นเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์แม่ลูกที่ให้กำเนิดเขามาเท่านั้น
โจวซินหรูรู้ดีว่าบุตรชายหมายถึงใคร ในใจเกิดโทสะ เนิ่นนานขนาดนี้แล้ว บุตรชายยังไม่ลืมสตรีนางนั้น ทั้งที่รู้ว่าสตรีนางนั้นมีใจคออำมหิต ไร้ยางอายหนีตามบุรุษไปทั่วเมือง นางเก็บสีหน้าไม่พอใจและส่งยิ้มซีดเซียวให้พลางกล่าว
“แม่รู้แล้ว ลูกรีบไปพักผ่อนเถอะ อย่าให้ท่านพ่อผิดสังเกตเล่า”
“เรื่องนั้นข้ารู้ดี”เจิ้งจื่ออี้กล่าวเสียงแข็ง สาวเท้าออกไปจากเรือน คล้อยหลังบุตรชาย โจวซินหรูก็เรียกสาวใช้คนเดิมให้เข้ามาอีกครั้ง
“กระโถนเล่า”
“บ่าวได้นำไปเก็บรักษาตามคำสั่งฮูหยินแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี ใช้เลือดสดเลี้ยงเอาไว้ อย่าให้มันตายเด็ดขาด ข้าเชื่อว่าศัตรูของข้า ต้องย้อนกลับมาหาข้า”นางมั่นใจ“ตราบที่ข้ายังอยู่ นางต้องกลับมาอีกแน่ ถึงเวลานั้นข้าจะเอาคืนให้สาสม”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำ ดวงตาเปล่งประกายวาบขึ้น ฝันไปเถอะนังแก่ ใครกันแน่ที่จะถูกเอาคืนอย่างสาสม!
เจิ้งจื่ออี้แข็งใจเดินกลับมาจนถึงเรือน ตลอดทางเขาเก็บสีหน้าอย่างดีจนไม่มีใครผิดสังเกต จึงไม่มีใครรู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บ เมื่อเข้ามาในเรือนก็สั่งคนข้างนอกว่าห้ามรบกวน ก่อนจะปิดประตูลงดาน ครั้นหันกายเดินไปที่เตียงนอน โลกของเขาก็พลิกคว่ำ ชายหนุ่มหมดสติล้มที่หน้าประตู
“คุณชาย!”คนสนิทข้างกายเจิ้งจื่ออี้ซึ่งหลบอยู่ในมุมลับตา รีบกระโจนออกมา ประคองเจ้านายไปนอนบนเตียง ชายหนุ่มเห็นใบหน้าเจ้านายซีดขาวผิดปกติ จึงตรวจชีพจรด้วยวิชาการแพทย์ที่รู้มาเพียงเล็กน้อย พบว่าเจ้านายของเขากำลังแย่ หากไม่มีรีบช่วยเห็นทีว่าอาจจะประสบกับความตายได้
คิดได้ดังนั้น คนสนิทจึงจับเจิ้งจื่ออี้ให้ลุกขึ้นนั่ง ในขณะที่ตนนั่งซ้อนด้านหลัง และถ่ายพลังภายในไปให้อีกฝ่าย ผ่านไปครึ่งเค่อ สีหน้าเจิ้งจื่ออี้ดีขึ้น เขาได้สติจึงออกปากบอกคนสนิทให้หยุดมือ เมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายจึงถอยห่าง และประคองเจ้านายนอนราบลงบนเตียง
“คุณชายทำอันใดมาหรือขอรับ เหตุใดถึงบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้”
“ข้าใช้พลังภายในขับหนอนโลหิตให้นาง เรื่องวันนี้อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด”เจิ้งจื่ออี้กล่าวกำชับ
“ขอรับ”
“จริงสิ...มีข่าวอะไรบ้าง”
“จะฟังในวัง หรือนอกวังก่อนขอรับ”
“นอกวังมาก่อน”เรื่องนอกวังหมายถึงเรื่องของจางหลินถง หลังจากนางไปจากเมืองหลวง ไม่มีวันใดที่เขาจะไม่ส่งคนออกหาข่าว เขาเพียงอยากรู้ว่านางอยู่ที่ใด สบายดีหรือไม่
“เรื่องนอกวัง คนของเราค้นหาที่อยู่ของนายหญิงและจวิ้นอ๋องพบแล้วขอรับ พวกเขาอยู่ที่เมืองอิงหยาง คนที่ข้าน้อยส่งไปยังได้ยินข่าวลือว่า เมืองอิงหยางตกอยู่ในความคุ้มครองของค่ายพยัคฆ์ขาวด้วยนะขอรับ”
เจิ้งจื่ออี้หันมองหน้าคนสนิทอย่างตกตะลึง หัวใจเต้นระทึก“หมายความว่า...”
“ขอรับ ค่ายพยัคฆ์ขาวยังอยู่ ไม่ได้ล่มสลาย ที่เมืองเตียวฮุยเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่กองกำลังหลักอยู่ที่อิงหยาง เวลานี้นายหญิงขึ้นเป็นผู้บัญชาการแล้ว อีกทั้งชาวเมืองอิงหยางยังยกย่องนายหญิงมากด้วยนะขอรับ”
“ดี ดีแล้ว ข้ากลัวแต่นางจะลำบาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ดี หลังจากนี้จะไม่มีใครรังแกนางได้อีก”เจิ้งจื่ออี้โล่งใจ เขาดีใจที่นางได้รู้ชาติกำเนิดตน ได้กลับบ้านเกิดของนาง เพียงเท่านี้เขาก็ดีหมดห่วงแล้ว
“ข่าวในวังเล่า”
“เวลานี้ในวังเริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้วขอรับ ได้ยินว่าองค์ชายกราบทูลฮ่องเต้ขอกำลังบุกโจมตีอิงหยางแล้ว พวกขุนนางก็เห็นด้วยว่าควรกำราบอิงหยาง ก่อนที่พวกนั้นจะเหิมเกริม นำกำลังลุกขึ้นมาก่อกบฏ คุณชายเราต้องรีบเตือนนายหญิงนะขอรับ”
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ให้ข้าเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที”
“ขอรับ”
“ออกไปเถอะ ข้าจะพักผ่อน”เจิ้งจื่ออี้โบกมือไล่คนแล้วพลิกกายนอนตะแคง ยกมือกุมหน้าอกพลางหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ในขณะที่ร่างกายของเขาเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างหนัก ก็มีใบหน้าของสตรีที่เขาห่วงใยก็ปรากฏขึ้น“ถงเอ๋อร์ ข้าคิดถึงเจ้า”
*****************************************************************************