# ตอนที่ 1 มือที่เอื้อมไม่ถึง
มือของเรย์หลุดจากขอบประตูฉุกเฉินในวินาทีที่สัญญาณเตือนออกซิเจนดังเป็ครั้งที่สาม
ร่างเขาหมุนคว้างออกไปในสุญญากาศช้าๆ ช้าราวกับจงใจทรมานเขา เหมือนจักรวาลตั้งใจยืดเวลาให้เขามองเห็นความผิดพลาดของตัวเองทุกมุม เศษแผ่นเกราะยานเก่าหนักหลายตันกำลังพังครืนลงมาจากโครงสร้างซากที่แตกครึ่งอยู่เหนือหัว โลหะบิดงอส่งเสียงคราง แรงสั่นะเืถ่ายทอดผ่านชุดเก็บกู้จนฟันของเขากระทบกันเอง
บนกระจกหมวก ตัวเลขออกซิเจนกะพริบแดงถี่ยิบ
`11:42`
“เรย์” ลูเมนพูดในหูเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเกินไปสำหรับคนที่กำลังจะตาย “แรงหมุนปัจจุบันจะพาคุณชนเศษซากในอีกเก้าวินาที”
“ไม่ต้องนับ”
เสียงตอบของเขาขาดเป็ห้วง ทั้งที่ในสูญญากาศไม่มีลมหอบจริงๆ มีแต่ความกลัวที่บีบจนร่างกายหลอกตัวเองว่ากำลังหายใจแรง
เขาพยายามเอื้อมคว้าสลิงนิรภัยที่สะบัดอยู่ห่างออกไปแค่ปลายนิ้ว แต่ปลายนิ้วของถุงมือเก็บกู้แตะได้เพียงความว่างเปล่า
ขยะอวกาศไม่เคยให้โอกาสครั้งที่สอง
คนในสแครปเฮเวนชอบเรียกงานแบบนี้ว่าลง “เก็บทองในสุสาน” เวลานั่งคุยในบาร์ราคาถูก พูดราวกับมันเป็งานของคนใจถึง เป็นิทานของพวกที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลก ดื่มเหล้าไปก็ชี้นิ้วไปที่พวกนักเก็บกู้ที่เดินผ่านแล้วหัวเราะว่าเดี๋ยวอีกไม่นานก็รวย เดี๋ยวอีกไม่นานก็ได้ยานใหม่ เดี๋ยวอีกไม่นานก็จะหนีออกจากคาร์คัส
ไม่มีใครพูดถึงจังหวะที่มือหลุด
ไม่มีใครพูดถึงตอนที่ตัวเองเห็นความตายลอยเข้ามาช้าๆ และทำอะไรไม่ได้
“สลิงอยู่ซ้ายสี่สิบห้าองศา” ลูเมนบอก “ถ้าคุณปล่อยแรงดันสำรองจากบูตตอนนี้ โอกาสเข้าถึงสลิงอยู่ที่สามสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์”
“สามสิบเจ็ดนี่เรียกว่าโอกาส?”
“ในบริบทปัจจุบัน ถือว่าสูง”
เรย์สบถในลำคอแล้วตบสวิตช์ฉุกเฉินที่ข้อเท้า แรงดันสำรองดันร่างเขาเฉออกจากแนวชนไปได้หวุดหวิด เศษโลหะแผ่นหนึ่งถากไหล่ซ้ายไปดังครืดจนทั้งแขนชา เขาหมุนคว้างอีกครั้ง มองเห็นเงาั์ของซากยานรบเก่าที่พวกเขากำลังปล้นชิ้นส่วนอยู่เต็มตา
มันเหมือนกระดูกเหล็กของเรือรบโบราณครึ่งลำที่เสียบอยู่กลางูเาขยะ ราวกับซากสัตว์มหึมาที่ตายไปนานแล้วแต่ยังไม่ยอมสลาย สีเดิมของลำเรือถูกสนิมกินไปจนเหลือเพียงแผ่นดำไหม้กับคราบน้ำแข็งเก่าๆ ช่องเก็บสัมภาระด้านท้องเรือปริแยกออกจากแรงกระแทกครั้งสุดท้ายในาที่ไม่มีใครในคาร์คัสจำชื่อได้แล้ว
เรย์กับพี่ฮาร์คใช้เวลาสองวันแกะทางเข้ามาถึงห้องเครื่องรองชั้นในเพื่อหวังเอาแกนพลังงานมือสองไปขายให้มีรา ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย รายได้เที่ยวนี้น่าจะอยู่ราวสามพันคริด มากพอจ่ายค่าจอดยาน ค่าซ่อมหัวฉีด และเหลือให้เขากินข้าวแบบที่ไม่ใช่โปรตีนก้อนแข็งไปได้อีกอาทิตย์
ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย
แต่เื่แบบนั้นแทบไม่เคยเกิดบนคาร์คัส
“เรย์!” เสียงะโของพี่ฮาร์คดังเข้ามาในคอมของหมวกพร้อมเสียงสัญญาณรบกวน “จับสลิงไว้!”
เขาหันขวับไปตามเสียง ร่างของพี่ฮาร์คลอยติดอยู่กับโครงค้ำที่แหว่งครึ่งตรงปากห้องเครื่อง ชายวัยเกือบสี่สิบคนนั้นตัวใหญ่กว่าเขา ไหล่กว้างกว่า แขนแน่นกว่า และมีประสบการณ์ในหลุมซากมากกว่าคนแถวท่านับร้อย พี่ฮาร์คเป็พวกที่เห็นเส้นทางหนีในกองเศษเหล็กได้ไวพอๆ กับเห็นของแพงในกองขยะ และนั่นเป็เหตุผลว่าทำไมคนอย่างเรย์ถึงยอมจ่ายส่วนแบ่งมากกว่าปกติเพื่อให้หมอนี่มาลงงานด้วย
“เรย์ จำไว้” ฮาร์คเคยพูดตอนสอนเขางานแรก
“ถ้าต้องเลือก นายอย่าพยายามเป็ฮีโร่”
ตอนนั้นเรย์หัวเราะ
ตอนนี้เขาอยากลืมมันไปให้หมด
ฮาร์คไม่ใช่คนประเภทที่จะตายเพราะซากถล่ม
ฮาร์คเป็คนที่ควรจะรอดแล้วกลับไปด่าพวกเด็กใหม่ในบาร์มากกว่า
ชายคนนั้นเหวี่ยงสลิงอีกเส้นเข้ามาทางเขา มันหมุนเป็วงช้าๆ ผ่านหน้ากากหมวกของเรย์ไปแค่คืบเดียว
พลาด
เรย์กัดฟัน หันตัวบิดไหล่ พยายามคว้าอีกรอบ
ตัวเลขออกซิเจนลดเหลือ `10:58`
“แรงสั่นะเืของโครงสร้างเพิ่มขึ้น” ลูเมนรายงาน “คำแนะนำใหม่: ถอนตัว”
“ฉันก็อยากถอนได้ ถ้านายยังไม่สังเกต”
“คำแนะนำเจาะจง: ปล่อยพี่ฮาร์ค”
เรย์นิ่งไปเสี้ยววินาที
“อะไรนะ”
“ถ้าคุณพยายามช่วยทั้งคู่ โอกาสเสียชีวิตรวมเกินเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์” ลูเมนยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเดิม “หากตัดพี่ฮาร์คออกจากสมการ โอกาสรอดของคุณเพิ่มเป็หกสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์”
คำว่า *ตัดออกจากสมการ* ทำให้ท้องของเรย์บิด
เขาไม่ตอบ เพราะถ้าตอบ เขาคงได้ด่าคำที่บรามบอกว่าไม่ควรใช้ต่อหน้าเครื่องมือที่ยังทำงานดีอยู่
“ฟังฉันนะ!” ฮาร์คะโอีกครั้ง “อย่าปล่อยแรงดันมั่ว รอจังหวะหมุนกลับ!”
เรย์ฝืนบังคับตัวเองให้มองหมอนั่นแทนตัวเลขสีแดงบนกระจกหมวก ฮาร์คกำลังใช้ขาเกี่ยวโครงค้ำไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างเกาะขอบประตูฉุกเฉิน ส่วนอีกมือพยายามควบคุมสลิงที่ตีกลับไปมากับแรงหมุนของเศษเหล็ก ชายคนนั้นยังมีแรง ยังนิ่ง และยังดูเหมือนคนที่หาทางพาสองคนนี้ออกไปได้
คนอย่างฮาร์คไม่ควรมาจบแบบนี้ ยิ่งไม่ควรต้องมาตายข้างเด็กเก็บขยะที่ยังไม่มีเงินพอซ่อมหัวฉีดยานตัวเองเลย
“เรย์ มองฉัน” ฮาร์คพูด น้ำเสียงเปลี่ยนจากะโเป็สั้น หนัก และนิ่งอย่างคนที่เคยสั่งคนกลางสนามรบมาก่อน “ฟังแล้วทำ”
เรย์พยักหน้าโดยอัตโนมัติ แม้รู้ว่าพี่ฮาร์คแทบมองไม่เห็น
“ตอนซากหมุนกลับ นายจะได้ช่องหนึ่งวินาทีครึ่ง” ฮาร์คว่า “ฉันจะเหวี่ยงสลิง นายยิงแรงดันหนึ่งครั้งแล้วจับให้ได้ ถ้าพลาดครั้งนี้ นายปล่อยตัวเข้าแนวประตูทันที เข้าใจไหม”
“แล้วพี่ล่ะ”
“ถ้านายจับได้ เราค่อยคุยกัน”
ลูเมนพูดแทรก “ข้อมูลไม่ตรงตามนั้น”
“หุบปากไปก่อน” เรย์กัดคำออกมา
“รับทราบ” เอไอตอบอย่างไร้อารมณ์ “ฉันจะบันทึกว่าคุณปฏิเสธคำแนะนำที่เพิ่มโอกาสรอด”
“ชอบนักนะเื่บันทึก”
เขาคิดถึงบรามขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน มือใหญ่ๆ เปื้อนน้ำมันนั่นคงตบหัวเขาเต็มแรงถ้าเห็นว่าเขาเอาตัวเองมาค้างอยู่ตรงนี้ด้วยชุดเก็บกู้ที่ปะเองสามชั้นกับบูตแรงดันสำรองที่แทบหมดอายุ บรามจะด่าว่า *ของแบบนี้มันฝืนไม่ได้* แล้วตามด้วยประโยคยาวๆ เื่เด็กโง่กับยานเก่าที่คิดว่าตัวเองอยู่ยงคงกระพัน
บรามพูดถูกเกือบทุกครั้ง
นั่นทำให้มันน่าหงุดหงิดเป็พิเศษ
ซากยานทั้งลำสั่นอีกหน แรงสั่นะเืสะบัดผ่านกระดูกของเรย์ เขาเห็นแผ่นเกราะใหญ่กว่าตัวเองหลุดออกจากผนัง้า หมุนช้าๆ ลงมาเหมือนดาบทื่อๆ ที่กำลังหาจังหวะฟันทุกอย่างให้ขาดครึ่ง
“ตอนนี้!” ฮาร์คะโ
สลิงถูกเหวี่ยงออกมา
เรย์กดแรงดันที่บูตอีกครั้ง แรงส่งผลักร่างเขาพุ่งเข้าแนวโค้งของเชือกเหล็ก เขาคว้าได้ปลายตะขอด้วยมือซ้าย ความเจ็บแล่นขึ้นทั้งแขนเมื่อข้อต่อถุงมือกระชากเกือบหลุดจากเบ้า ทว่าเขาคว้ามันไว้ได้แล้ว
ได้แล้ว
“ดี!” ฮาร์คะโ “ดึงเข้า!”
เรย์ออกแรงสุดตัว ร่างเขาถูกลากเข้าหาปากประตูฉุกเฉินทีละนิด เศษโลหะหลายชิ้นชนกันดังสนั่นข้างหลัง เขามองเห็นฮาร์คชัดขึ้นทุกวินาที เห็นรอยขีดบนหน้ากาก เห็นมือขวาที่กำสลิงไว้แน่น และเห็นเส้นโลหะแตกเล็กๆ ที่โครงค้ำใต้เท้าหมอนั่น
ลูเมนพูดขึ้นมาอีกครั้ง “คำเตือน โครงค้ำรับน้ำหนักเกินขีด”
“เหลืออีกนิดเดียว!” เรย์ว่า
“แก้ไขข้อมูล” ลูเมนตอบ “เหลือสองจุดสามวินาทีก่อนแตก”
เรย์ดึงอีก เศษเหล็กกระแทกสีข้างเขาจนมองภาพซ้อน ฮาร์คปล่อยมือข้างหนึ่งมาจับสลิงร่วมกับเขา ท่าทางนั้นทำให้เรย์ใจชื้นขึ้นมาทันที
นี่ไง
มันยังทัน
เขารู้ว่ามันทัน
ฮาร์ครอดได้ ฮาร์คต้องรอดได้ เพราะถ้าคนอย่างฮาร์คยังรอดไม่ได้ คนอย่างเรย์จะมีหวังอะไร
“อย่ามองหน้าฉัน มองจุดยึด!” ฮาร์คะโ
เรย์หันไปมองทันที
รอยร้าวที่โครงค้ำขยายยาวขึ้น
“ลูเมน!” เขาคำราม “ล็อกแม่เหล็กประตูเดี๋ยวนี้!”
“ล็อกแล้ว”
“ไม่พอ!”
“ฉันทราบ”
นั่นแหละที่ทำให้ความหนาวแล่นขึ้นตามสันหลังของเรย์ แม้ในสูญญากาศจะไม่มีคำว่าหนาวหรือร้อนตามปกติอยู่แล้ว
น้ำเสียงลูเมนไม่ได้เปลี่ยนเลยสักนิด
มันไม่ได้ฟังเหมือนเอไอที่กำลังพยายามช่วยทุกคน
มันฟังเหมือนระบบที่คำนวณผลลัพธ์เสร็จแล้ว และกำลังรอให้มนุษย์ยอมรับมัน
“เรย์” ฮาร์คพูดต่ำลง แปลกที่เสียงนั้นชัดกว่าท่ามกลางความโกลาหล “ถ้าจุดยึดแตก นายเข้าไปก่อน”
“ไม่เอา”
“ฟังฉัน”
“ไม่”
“นายยังมียาน”
คำพูดนั้นแทงเข้ากลางอกเขาหนักกว่าก้อนซากชิ้นไหน
เรย์ส่ายหน้าแรงจนภาพสั่น “พี่ยังจับอยู่ เราดึงพร้อมกันได้”
“นายยังมียาน” ฮาร์คพูดอีกครั้ง ช้าและชัดกว่าเดิม “ยังมีที่ให้กลับไป”
เรย์ไม่ตอบ
เขาออกแรงดึงอีกจนไหล่แทบหลุด มือซ้ายชาไปทั้งแถบ แต่ระยะระหว่างเขากับประตูฉุกเฉินใกล้เข้ามาอีกเพียงนิดเดียว ฮาร์คขยับขา หวังดันตัวเองเข้าหาแนวประตูพร้อมกัน
แล้วโครงค้ำก็ส่งเสียงดัง *เปรี๊ยะ*
สั้นมาก เบามาก แต่ชัดพอให้โลกทั้งใบเหมือนหยุด
“ไม่” เรย์พึมพำ
ฮาร์คเห็นเหมือนกัน เพราะดวงตาอีกฝ่ายเปลี่ยนไปทันทีจากคนที่ยังคุมสถานการณ์อยู่ เป็คนที่รู้แล้วว่ามันไม่ทัน และกำลังเลือกว่าจะพูดยังไง
“เรย์” ชายคนนั้นพูด “มองฉัน”
เรย์มอง
“ถ้าฉันหลุด นายห้ามปล่อยสลิง”
“ไม่”
“ห้ามปล่อยสลิง”
“พี่หุบปากไปเลย”
ฮาร์คหัวเราะสั้นๆ เสียงแห้งผ่านคอมสื่อสาร “ยังปากดีเหมือนเดิม”
ลูเมนพูดแทรก “โครงค้ำจะแตกในหนึ่งจุดหนึ่งวินาที”
“นายช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือไง!” เรย์ตะคอก
เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอไอจะตอบ
“ฉันกำลังทำสิ่งที่เพิ่มโอกาสรอดสูงสุด”
มันไม่ใช่คำตอบที่เขา้า
และนั่นทำให้เขากลัวมากกว่าการตายเสียอีก
โครงค้ำแตก
แม้ในสุญญากาศจะไม่มีเสียง แต่แรงะเืที่ส่งมาตามสลิงก็ชัดราวกับดังอยู่ในกระดูกทั้งตัว ฮาร์คหลุดออกจากจุดยึด ร่างใหญ่กว่าของเรย์เหวี่ยงออกไปพร้อมแรงสะบัดที่ดึงเรย์เกือบหลุดตาม
สลิงตึงจนเหมือนจะขาด
เรย์ร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว เขากำมันแน่นทั้งสองข้าง เล็บจิกเข้าไปในถุงมือจนมือชาวาบ ฮาร์คเหวี่ยงอีกครั้ง ผ่านหน้าเขาไปไม่ถึงเมตร
ใกล้พอจะเอื้อมถึง
ใกล้พอจะทำให้คิดว่าช่วยได้
“มือ!” เรย์ะโ “ยื่นมือมา!”
ฮาร์คยื่นมือ
เรย์ปล่อยมือขวาจากสลิงหลักแล้วเหยียดออกไปสุดแขน
ปลายนิ้วทั้งสองข้างห่างกันคืบเดียว
อีกแค่คืบเดียว
อีกแค่คืบเดียวจริงๆ
บนกระจกหมวก ตัวเลขออกซิเจนของเรย์ลดลงเหลือ `08:21`
สัญญาณเตือนดังเป็จังหวะสั้นถี่เหมือนเข็มเจาะลงในเยื่อแก้วหู
เขาไม่สนแล้ว
ตอนนั้นทั้งโลกเหลือแค่มือสองข้างที่กำลังจะจับกัน
“เรย์” ลูเมนพูดขึ้นมาอีกครั้ง “หากคุณปล่อยมือซ้ายจากสลิงหลัก โอกาสเสียชีวิตของคุณเพิ่มเป็แปดสิบหกเปอร์เซ็นต์”
“เงียบไป”
“ถ้าคุณตายที่นี่ แร็กพิกาจะถูกยึดในยี่สิบสี่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง”
มือของฮาร์คขยับเข้ามาอีกนิด
เรย์ยื่นจนหัวไหล่เหมือนจะฉีก
อีกนิดเดียว
เขามองเห็นรอยขูดบนถุงมืออีกฝ่ายชัดจนจำลายได้ เห็นนิ้วกลางที่เคยหักแล้วต่อใหม่ เห็นคราบน้ำมันแห้งดำตามข้อนิ้ว เห็นทุกอย่างมากเกินไป
คนอย่างฮาร์คไม่ควรเป็ฝ่ายตาย
ควรเป็เขาที่ดึงเรย์ขึ้นจากหลุมซากอีกเป็สิบครั้ง
ควรได้กลับไปด่าบรามเื่วิธีซ่อมหัวฉีด แล้วกินเหล้าถูกๆ ที่ท่าจนเมา
มือทั้งสองแตะกัน
ปลายนิ้วเกี่ยวได้เพียงเสี้ยววินาที
ในวินาทีนั้น เรย์เห็นอะไรบางอย่างบนหน้าจอหมวกกะพริบขึ้นมุมซ้าย เป็บรรทัดคำสั่งที่เขาไม่ได้เปิดเอง
`PRIORITY: SYNCHRONIZER PRESERVATION`
แล้วบรรทัดนั้นก็หายไป
เรย์ชะงัก
แค่เสี้ยวเดียว
แต่เสี้ยวเดียวในที่แบบนี้มากพอจะฆ่าคนได้
แรงหมุนของซากสะบัดฮาร์คออกจากระยะมืออีกครั้ง สลิงกระชาก เรย์เสียหลัก ร่างเขาฟาดเข้ากับขอบประตูฉุกเฉินจนสายตาพร่าไปหมด เขายังจับสลิงไว้ แต่ฮาร์คหลุดออกไปไกลกว่าเดิมแล้ว
“ไม่!” เรย์ะโจนเสียงแตก
ฮาร์คไม่ตอบทันที ร่างของชายคนนั้นกำลังหมุนคว้างช้าๆ ออกไปในสนามเศษเหล็ก ด้านหลังเขา แผ่นเกราะั์ที่หลุดจากโครงหลักยังคงตกลงมาอย่างเชื่องช้าและแน่วแน่ ราวกับจักรวาลเลือกเป้าหมายไว้แล้ว
ลูเมนพูดด้วยน้ำเสียงเดิม
“เรย์ คุณต้องเข้าประตูเดี๋ยวนี้”
เรย์ไม่รู้ว่าตัวเองโกรธใครระหว่างลูเมน ตัวเอง หรือเสี้ยววินาทีที่เห็นคำสั่งประหลาดนั่น
เขารู้แค่ว่ามือของเขายังยื่นค้างอยู่กลางความว่างเปล่า
และอีกฝ่ายกำลังไกลออกไปทุกขณะ
ฮาร์คเงยหน้าขึ้นสบเขาผ่านกระจกหมวกที่สะท้อนแสงแดงจากสัญญาณฉุกเฉิน
“อย่าตายตามฉันมา” เสียงนั้นดังเข้ามาเบาจนนิ่ง “ยังไม่คุ้ม”
จากนั้นแผ่นเกราะั์ก็เคลื่อนเข้ามาบังร่างของฮาร์คทั้งร่าง
เรย์ดึงตัวเองเข้าประตูฉุกเฉินด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ เหมือนสัญชาตญาณรอดตายหักหลังทุกอย่างในตัวเขา ขอบประตูบีบสีข้างจนเจ็บแปลบ แม่เหล็กยึดรองเท้าทำงานเมื่อแตะพื้นโลหะด้านใน เขากลิ้งไปกับพื้นทางเดินแคบๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นสนิมและซากสายไฟขาด
ประตูปิดเองครึ่งหนึ่ง
เขาพุ่งกลับไปทุบแผงควบคุม เปิดชัตเตอร์มองออกไปสู่ความว่างอีกครั้ง
ข้างนอกมีแต่ฝุ่นน้ำแข็ง เศษโลหะ และเงาของแผ่นเกราะมหึมาที่ไหลผ่านช้าๆ
ไม่เห็นฮาร์ค
ไม่เห็นมือ
ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
มีเพียงเสียงสัญญาณเตือนชีพจรจากคอมสื่อสารที่ดังต่อเนื่องอยู่อีกสองครั้ง
แล้วก็ดับ
เรย์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือขวายังค้างในท่าเดิม ท่าของคนที่ควรคว้าใครบางคนไว้ได้
แต่คว้าไม่ได้
ในความเงียบหลังเสียงดับ เขาได้ยินลูเมนพูดเบาๆ
“ทางรอดยังมีอยู่ เรย์”
นั่นเป็ครั้งแรกที่เขาอยากถอดแกนเสียงของเอไอประจำยานออกมาบี้ทิ้งด้วยมือเปล่า
เขาก้มลงมองฝ่ามือตัวเอง
ปลายนิ้วถุงมือมีรอยขีดใหม่ห้ารอย เหมือนเพิ่งเกี่ยวอะไรบางอย่างไว้ได้จริงๆ
แต่ไม่พอ
ไม่เคยพอ
เรย์เงยหน้ามองออกไปในความมืดอีกครั้ง จนแน่ใจแล้วว่าความว่างนั้นจะไม่คืนอะไรกลับมาให้เขา
`08:03`
ตัวเลขออกซิเจนยังคงเดินต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คาร์คัสก็เป็แบบนี้เสมอ
มันไม่หยุดไว้ทุกข์ให้คนที่เพิ่งตาย
มันแค่รอว่าคนต่อไปจะเป็ใคร
เรย์ไม่รู้ว่าตัวเองยืนจ้องความว่างนั้นอยู่นานแค่ไหน
อาจเป็ไม่กี่วินาที
อาจนานพอให้คนหนึ่งคนยอมรับว่าคนอีกคนไม่มีวันกลับมาแล้ว
เสียงของลูเมนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ลดระดับความดังลงเหมือนรู้ว่าถ้าพูดผิดอีกคำ เรย์คงทุบแผงควบคุมแตกจริงๆ
“เรย์ แรงดันภายในทางเดินลดลงต่อเนื่อง” เอไอกล่าว “หากคุณยังไม่ปิดประตูชั้นใน คุณจะมีปัญหาเพิ่มอีกอย่าง”
เรย์หลับตาลงชั่วครู่
รายการงั้นเหรอ
สำหรับลูเมน สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นอาจเป็ “การสูญเสียสมาชิกทีมหนึ่งราย” หรือ “ภารกิจเสียหายระดับสูง” หรือ “ต้นทุนที่ยอมรับได้เพื่อรักษาซิงโครไนเซอร์”
แต่สำหรับเขา มันคือมือที่เกือบคว้าไว้ได้แล้ว
คือเสียงที่ดับในหูเขาทั้งที่ยังไม่พร้อมฟัง
คือคำสั่งประหลาดประโยคนั้นที่แวบขึ้นมาราวกับมีใครอีกคนซ่อนอยู่ใต้เสียงเรียบๆ ของลูเมน
`PRIORITY: SYNCHRONIZER PRESERVATION`
ซิงโครไนเซอร์อะไรของมัน
เขาไม่ใช่อะไรทั้งนั้น
เขาเป็แค่เด็กเก็บขยะที่ค่าจอดยานค้างอยู่สองสัปดาห์ครึ่ง
“เรย์”
“ฉันได้ยินแล้ว”
เขาปิดประตูชั้นใน กระชากตัวล็อกจนมันกระแทกเข้าร่องดังสนั่น กลไกเก่าแก่ครางตอบเหมือนจะหลุดทั้งชุดแต่ก็ยอมทำงาน แรงสั่นะเืสุดท้ายจากภายนอกค่อยๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงหอบของตัวเองในหมวกกับเสียงมอเตอร์ระบายฉุกเฉินที่ขึ้นรอบสูง
ทางเดินแคบไปจนบีบไหล่ทั้งสองข้าง มีสายไฟเก่าห้อยระโยงระยางตามเพดาน น้ำแข็งเกาะขาวที่ขอบประตูชั้นใน และคราบดำคล้ายรอยไหม้จากระบบเก่าที่โดนกระชากเกินกำลังมาแล้วหลายรอบ ห้องเครื่องสำรองของซากยานลำนี้ไม่เคยถูกออกแบบมาให้ใครรอดออกไปง่ายๆ มันเป็ที่สำหรับคนแอบเข้า แกะของ แล้วหนีออกไปก่อนซากจะยุบตัว
ครั้งนี้มีคนหนึ่งหนีไม่ทัน
เรย์ฝืนเคลื่อนตัวไปตามทางเดินที่เอียงเล็กน้อย เขาจับผนังไว้ตลอดเพราะหัวเขายังหมุนไม่หยุด ไหล่ซ้ายชาจนแทบไม่ใช่ของตัวเองแล้ว ถุงมือขวาสั่นไม่หยุดด้วยแรงกระแทกจากสลิงเมื่อครู่ ทุกย่างก้าวทำให้ภาพเดิมย้อนกลับมา
มือ
ตะขอ
ปลายนิ้ว
เสียงดับ
เขาอยากเอาหัวโขกกำแพงให้ภาพนั้นแตกออกไป แต่รู้ดีว่าคนที่ลงซากแล้วช็อกจนทำอะไรโง่ๆ ตายทีหลังมีให้เห็นแทบทุกเดือนบนคาร์คัส เขายังไม่อยากเป็ชื่อหนึ่งในนั้น อย่างน้อยก็ไม่ก่อนจ่ายหนี้ให้จบ
“เส้นทางกลับไปแร็กพิกาปลอดภัยที่สุดผ่านช่องซ่อมบำรุงด้านขวา” ลูเมนบอก “แต่คุณจะต้องปีนผ่านเพลาท่อที่แรงดันไม่นิ่ง”
เรย์หัวเราะออกมาสั้นๆ เสียงแห้งเหมือนเศษเหล็กขูดกัน
“วันนี้มีอะไรนิ่งบ้าง”
“อย่างน้อยบางอย่างก็ยังคงเดิม”
เขาหยุดเดิน
“เมื่อกี้นายพูดอะไร”
เงียบไปครู่หนึ่งนานกว่าปกติ ก่อนเอไอจะตอบ
“ฉันกล่าวว่าระบบนำทางภายในยังเสถียรพอสำหรับการถอนตัว”
โกหก
หรืออย่างน้อยก็เลี่ยง
เรย์ไม่แน่ใจว่าต่างกันแค่ไหนสำหรับเครื่องจักร
เขาเริ่มคลานผ่านช่องซ่อมบำรุงตามที่ลูเมนบอก ท่อส่งความเย็นเก่าๆ บีบผ่านแผ่นอกชุดเก็บกู้จนหายใจลำบากกว่าเดิม เขาต้องปลดถังเครื่องมือทิ้งไว้ชิ้นหนึ่งเพราะทางแคบเกินไป ถ้าเป็วันอื่นเขาคงสบถเื่เงินที่หายไปกับของชิ้นนั้น แต่วันนี้สมองเขาเหมือนมีพื้นที่พอสำหรับคำเดียวเท่านั้น
ฮาร์ค
พี่ฮาร์คเคยบอกเขาครั้งแรกที่ลงงานด้วยกันว่า นักเก็บกู้ที่ตายเร็วที่สุดไม่ใช่พวกโง่ที่สุด แต่คือพวกที่ยังคิดว่าโลกจะยุติธรรมกับคนเก่ง
ตอนนั้นเรย์หัวเราะ เขาคิดว่าชายคนนี้กำลังทำตัวลึกเกินจำเป็เพื่อขึ้นราคาส่วนแบ่ง
ตอนนี้คำพูดนั้นกลับมาดังกว่าทุกอย่าง
เพราะคนที่พูดมันเพิ่งตายไปต่อหน้าเขา
และโลกก็ไม่เคยยุติธรรมจริงๆ
เขาหลุดออกจากช่องท่อไปยังห้องเชื่อมอากาศชั้นนอกของแร็กพิกาในอีกสิบกว่านาทีต่อมา หรืออาจมากกว่านั้น เขาจำเวลาไม่ได้แล้ว สิ่งแรกที่เห็นเมื่อประตูกลไกเก่าของยานเปิดอ้าออกคือไฟในห้องเชื่อมอากาศสีส้มอมเหลืองที่กระพริบไม่พร้อมกันเหมือนทุกครั้ง ผนังด้านหนึ่งมีคราบซีลรั่วที่บรามด่าเขามาสามรอบว่าให้ซ่อมเสียที อีกมุมหนึ่งกองตาข่ายเก็บเศษโลหะที่ยังไม่ได้คัดอยู่ท่วมหัวเข่า และพื้นเต็มไปด้วยรอยขูดจากรองเท้าแม่เหล็กหลายปี
บ้าน
คำนี้โผล่ขึ้นมาในหัวเขาโดยไม่รู้ตัว แล้วเขาก็เกลียดมันขึ้นมาทันที
บ้านที่มีแต่เขากลับเข้ามา
แร็กพิกาสั่นทั้งลำเมื่อประตูเชื่อมอากาศปิดสนิท ระบบอัดอากาศทำงานช้าๆ ส่งเสียงครางเหมือนปอดแก่ๆ ที่ยังไม่ยอมพังเสียที แสงสีแดงจากภาวะฉุกเฉินค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีส้ม แต่ไม่ได้ทำให้ห้องนี้อุ่นขึ้นเลย
เรย์ถอดหมวกออกแทบจะทันทีที่ไฟเขียวขึ้น เขาหอบลมหายใจแรกของอากาศเกรดต่ำในยานตัวเองเข้าไปจนเจ็บอก กลิ่นน้ำมัน กลิ่นสนิม กลิ่นฉนวนเก่าไหม้ และกลิ่นความชื้นจากระบบรีไซเคิลอากาศห่วยๆ ของแร็กพิกาควรทำให้เขาอยากอาเจียนเหมือนทุกครั้ง
แต่ตอนนี้มันแค่ยืนยันว่าเขายังไม่ตาย
“ชีพจรสูงกว่าค่าปกติสามสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์” ลูเมนกล่าวจากลำโพงเพดาน “คุณควรพัก”
เรย์เงยหน้ามองแผงไฟสีน้ำเงินขาวที่ติดอยู่เหนือประตู แสงเส้นเรขาคณิตเล็กๆ บนคอนโซลตรงนั้นกะพริบช้าเป็จังหวะที่เขาไม่คุ้น มันดูคล้ายคลื่นหัวใจมากกว่าระบบคัดแยกเก่าธรรมดา
“นายลบอะไรไป”
“คำถามไม่ชัดเจน”
“ตอนข้างนอก” เขาพูดช้าๆ ทั้งที่ความโกรธกำลังกระแทกขึ้นมาถึงคอ “นายขึ้นคำสั่งอะไรบางอย่างบนหน้าจอฉัน แล้วมันก็หายไป”
เงียบ
เงียบแบบที่ไม่ควรมีในระบบโต้ตอบอัตโนมัติราคาถูกที่บรามซื้อซากมันมาจากตลาดหลังกองท่าเมื่อห้าปีก่อน
“ลูเมน”
“คุณกำลังอยู่ในภาวะเครียดเฉียบพลัน” เอไอตอบในที่สุด “ความทรงจำอาจคลาดเคลื่อน”
เรย์หัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้แข็งและเย็นกว่าเดิม
“ดี” เขาว่า “ตอนนี้นายบอกได้แล้วสินะว่าฉันอาจจำผิด”
“ฉันบอกได้ว่าความผิดพลาดจากความเครียดมีอยู่”
“แต่นายไม่บอกว่าฉันเห็นผิด”
ไม่มีคำตอบ
เขาอยากเดินไปกระชากแผงหลักออกมาดูสายวงจรทีละเส้น อยากรู้ว่าบรามเคยต่ออะไรเกินจากระบบคัดแยกเดิมไว้หรือเปล่า อยากรู้ว่าทำไมเอไอที่ควรแค่เตือนแรงดันกับคำนวณเส้นทางถึงเริ่มพูดราวกับมีสิทธิ์ตัดสินว่าใครควรรอด
แต่ทันทีที่ยกมือขึ้น ความสั่นที่ซ่อนไว้ตลอดก็พุ่งผ่านแขนทั้งเส้น
เขามองฝ่ามือตัวเองอีกครั้ง
รอยขีดห้ารอยบนถุงมือยังอยู่
หลักฐานเดียวว่าชั่วครู่หนึ่ง เขาเกือบจับอีกฝ่ายไว้ได้จริง
เกือบ
คำนี้น่ารังเกียจพอๆ กับคำว่า *รอด*
แร็กพิกาเริ่มขับตัวออกจากเงาซากช้าๆ ตามคำสั่งอัตโนมัติถอยห่างจากพื้นที่เสี่ยง เสียงเครื่องยนต์เก่าครางต่ำผ่านพื้นยานขึ้นมาถึงฝ่าเท้า เรย์เดินโซเซไปยังห้องนักบินหลักแล้วทรุดลงบนเบาะที่บุฟองน้ำด้านในแตกจนเป็ก้อนหลายจุด เขามองหน้าจอแสดงผลตรงหน้า แผนที่ซากยับเป็หย่อมๆ จากการรบกวนของสนามแม่เหล็ก แต่จุดที่ฮาร์คหายไปยังคงกะพริบอยู่
ลูเมนยังไม่ลบมัน
“กู้บันทึกภาพจากหมวกฉัน” เรย์สั่ง
“ไม่แนะนำ”
เขาหันขวับไปทางลำโพง “ทำ”
เงียบไปสองวินาที
จากนั้นภาพจากหมวกจึงถูกฉายขึ้นบนกระจกหน้าห้องนักบินแบบไร้เสียง เรย์เห็นตัวเองหมุนออกไป เห็นสลิง เห็นฮาร์ค เห็นมือสองข้างเกือบแตะกัน เขากัดฟันแน่นตอนภาพแผ่นเกราะั์เคลื่อนเข้ามาบังอีกฝ่าย
แล้วเขาก็เห็นชัดกว่าตอนอยู่ในเหตุการณ์จริง
บรรทัดคำสั่งนั้น
`PRIORITY: SYNCHRONIZER PRESERVATION`
มันอยู่บนหน้าจอจริง
ไม่ได้เป็ภาพหลอน
ไม่ได้มาจากความเครียด
เรย์ชี้นิ้วไปที่มัน “นี่อะไร”
ภาพหยุดค้างอยู่สองวินาทีก่อนจะดับลงเอง
“บันทึกเสียหาย” ลูเมนกล่าว
เรย์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนขอบโต๊ะควบคุมสั่น “อย่ามาเล่นกับฉัน”
“ฉันกำลังรักษาเสถียรภาพของระบบ”
“คำนั้นหมายความว่าไง”
“ข้อมูลไม่พร้อมเข้าถึง”
“โดยใคร”
ลูเมนเงียบอีกครั้ง
ความเงียบนั้นตอบมากกว่าคำพูดทุกคำ
เรย์ยืนจ้องแผงควบคุมอยู่นาน จนนิ้วที่สั่นเริ่มเจ็บ เขารู้ว่าถ้าฝืนตอนนี้ เขาคงรื้อระบบผิดสายหรือทุบอะไรบางอย่างพังแน่ และเขาไม่มีเงินพอแม้แต่จะเปลี่ยนฟิวส์หลักถ้าทำแบบนั้น
สุดท้ายเขาจึงทรุดกลับลงนั่งช้าๆ
“ตั้งเส้นทางกลับท่า”
“รับทราบ”
ภาพด้านหน้าหมุนช้าๆ เมื่อแร็กพิกาหันหัวกลับสู่สแครปเฮเวน ดาวสุสานทั้งดวงเต็มไปด้วยยอดูเาขยะที่คมเหมือนฟันสัตว์ป่วย แสงจากอู่และท่าจอดชั้นนอกสาดเป็เส้นสีส้มสกปรกผ่านม่านฝุ่นโลหะรอบวงโคจรต่ำ ที่นั่นมีคนงานกำลังลากซาก มีคนกำลังต่อรองราคาเหล็ก มีคนกำลังกิน มีคนกำลังพนัน และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า จะมีคนรู้ว่าฮาร์ค เวสไม่กลับมา
เรย์พิงศีรษะกับพนักเก้าอี้ หลับตาเพียงครู่
ภาพมือที่หลุดจากกันกลับมาอีกครั้งทันที
เขาลืมตาพรวดเหมือนคนเพิ่งจมน้ำ
“อย่าปิดไฟห้องนักบิน” เขาพูดออกมาเบาๆ
“รับทราบ”
“แล้วก็—”
คำต่อไปติดอยู่ในคอ
เขาอยากพูดว่า *อย่าลบอะไรอีก*
แต่ตอนนี้เขาไม่แน่ใจแล้วว่าลูเมนจะเชื่อฟังเขาในความหมายเดียวกับที่เขาเข้าใจจริงหรือเปล่า
เรย์จึงเปลี่ยนคำ
“เปิดช่องสื่อสารหาอู่บราม”
ใช้เวลาอยู่หลายวินาทีกว่าคลื่นสื่อสารจากท่าจะตอบกลับมา เสียงโลหะกระทบกันดังมาก่อน ตามด้วยเสียงคนด่ากันข้ามอู่ที่คุ้นเคยราวกับมันไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนไปในโลกนี้เลย
จากนั้นเสียงของบรามก็ดังเข้ามา หนัก แหบ และหงุดหงิดตามปกติ
“ถ้ายังไม่ตายก็รีบเทียบท่า ฉันไม่มีเวลานั่งเดาว่านายพังอะไรกลับมาอีก”
ปากของเรย์ขยับช้าๆ
เขาควรตอบอะไรสักอย่างที่ฟังเหมือนเดิม ควรประชดกลับ ควรบอกว่าอย่างน้อยยานยังไม่ะเิ ควรพูดอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้โลกใบนี้เอียงไปจากเดิม
แต่คำแรกที่หลุดออกมากลับแหบจนแทบไม่ใช่เสียงตัวเอง
“บราม”
ปลายสายเงียบลงทันที
เพียงวินาทีนั้น คนแก่คนนั้นก็คงรู้แล้ว
รู้จากจังหวะหายใจ
รู้จากเสียงที่ขาดไป
รู้จากข้อเท็จจริงง่ายๆ ว่าถ้าเื่มันไม่เลวจริง เรย์จะไม่มีวันเรียกชื่อเขาแบบนั้น
เสียงค้อนกระทบโลหะในอู่ด้านหลังปลายสายยังดังต่อ แต่เหมือนอยู่ไกลออกไปทุกที
บรามถามช้าๆ “ใคร”
เรย์หลับตาอีกครั้ง
มือ
สัญญาณชีพ
คำสั่งประหลาด
ภาพแผ่นเกราะั์กลืนคนที่สมควรกลับมามากกว่าเขาไป
“ฮาร์ค” เขาตอบ
เงียบ
แล้วบรามก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดังขึ้น แต่หนักจนเหมือนทั้งห้องนักบินทรุดตาม
“กลับมา”
มีเพียงสองคำ
ไม่มีคำด่า
ไม่มีคำถาม
ไม่มีการปลอบ
และนั่นยิ่งทำให้เรย์อยากอาเจียน
แร็กพิกาแล่นเข้าสู่แนวไฟของสแครปเฮเวนช้าๆ สถานีวงแหวนเก่าโทรมลอยอยู่เหนือทะเลขยะสีดำเหมือนแผลเป็ที่ฝังไม่ลง แสงจากป้ายร้านซ่อม ป้ายรับซื้อเศษโลหะ และเสาเตือนเขตอิทธิพลของแก๊งต่างๆ สะท้อนผ่านกระจกหน้าเป็เส้นแตกๆ คล้ายรอยร้าวบนหมวกของฮาร์ค
เรย์กำเบาะแน่น
อีกไม่กี่นาที เขาจะต้องลงจากยาน
ต้องเดินผ่านสายตาคนทั้งท่า
ต้องเผชิญกับคำถาม
ต้องตอบว่าทำไมคนที่เก่งกว่าเขาถึงตาย แต่เขายังกลับมาได้
และที่แย่กว่านั้น เขาจะต้องอยู่กับคำตอบนั้นด้วยตัวเอง
ลูเมนพูดขึ้นเป็ครั้งสุดท้ายก่อนยานเทียบท่า
“เรย์”
เขาไม่ตอบ
“ฉันประเมินแล้วว่าการตัดสินใจของคุณในสนามยังอยู่ในขอบเขตที่เพิ่มโอกาสรอดสูงสุด”
เรย์หันมองแผงไฟสีน้ำเงินขาวตรงหน้าอย่างช้าๆ
“นั่นแหละปัญหา”
เสียงแม่เหล็กเทียบท่ากระแทกดัง *กึง*
แร็กพิกาหยุดนิ่ง
ข้างนอกมีแสงจากอู่ของบรามสาดเข้ามาเป็แถบตรงพื้นทางเดินเชื่อม รอให้เขาเดินออกไปพร้อมข่าวร้ายที่ไม่มีทางแก้คืน
เรย์ลุกขึ้นช้าๆ มือขวายังสั่นไม่หยุด
เขามองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกำมือแน่นเหมือนถ้ายอมปล่อย มันจะหลุดจากอะไรบางอย่างอีกครั้ง
แล้วเขาก็เดินออกไปหาคนเป็
พร้อมกับทิ้งคนตายไว้ข้างหลังเป็ครั้งที่สอง