วันนี้ขุนนางในท้องพระโรงต่างลอบส่งสายตาหากันด้วยความตื่นตะลึงทันที
เมื่อยามที่ฮ่องเต้และเหล่าองค์ชายได้เวลาเสด็จมายังท้องพระโรง พระหัตถ์ซ้ายของฮ่องเต้ทรงจูงมือเด็กชายคนหนึ่งที่อายุไม่น่าเกินสิบปีมาด้วย พวกเขาต่างเร่งขบคิดว่าเด็กที่ว่านี้เป็ใคร
บ้างก็ว่าในวังหลังอาจมีองค์ชายพระองค์เล็กถูกซ่อนเอาไว้ วันนี้ฮ่องเต้จึงนำมาเปิดตัว
แต่เด็กคนนี้ดูตัวเล็กมาก ทว่าใบหน้าก็ดูคุ้นเคย ไม่แน่ใจว่าเกิดจากครรภ์ของพระสนมคนไหน
ยังไม่ทันที่เหล่าขุนนางเฒ่าจะคาดเดาได้ว่ามารดาของเด็กชายเป็ใคร
ฮ่องเต้ก็ทรงเฉลยพวกเขาทันทีที่เดินถึงบัลลังก์ั
"นี่คือองค์ชายห้าจวินหลิงหยางชุน ที่พวกเ้าคงรู้ดีว่าบุตรของเจิ้นนั้นมีปัญหาเื่ของสุขภาพ จึงไม่ค่อยได้ออกมาเผยโฉมให้พวกเ้าได้เห็น ปีนี้องค์ชายห้ามีอายุ 13 ปีแล้ว ต่อจากนี้คงได้ติดตามเจิ้นและองค์ชายอีกสี่คนบ่อยขึ้น เอาล่ะ เจิ้นจะเริ่มการประชุมของวันนี้แล้ว"
หลังจากแนะนำบุตรชายคนที่ห้าให้เหล่าขุนนางได้รู้จักแล้ว มือใหญ่ก็ส่งบุตรชายคนเล็กให้เสี่ยวซวนกับเสี่ยวเฉิงพาอีกฝ่ายไปนั่งยังโต๊ะทำงานที่อยู่ต่ำกว่าบัลลังก์ัทางฝั่งซ้ายมือของเขา ส่วนเสี่ยวหย่งกับเสี่ยวเหยียนจะนั่งทางฝั่งขวามือ
เหล่าขุนนางรีบรวบรวมสติของตัวเองกลับมา พวกเขามีความประหลาดใจในรูปลักษณ์ขององค์ชายห้าที่เติบโตช้ากว่าวัยอันควร แม้พวกเขาจะรู้
ข่าวสารจากในวังถึงสุขภาพที่ไม่ค่อยดีของอีกฝ่ายมาบ้าง แต่ไม่คาดคิดว่าปัญหาสุขภาพนี้จะส่งผลร้ายแรงจนทำให้ร่างกายเติบโตช้าไปหลายปีถึงเพียงนี้
ความคับข้องใจตลอดหลายปีของพวกเขาที่ไม่เคยได้เห็นองค์ชายองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์หลานหลิงในที่สุดก็ได้ไขกระจ่าง ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยสืบหาข้อมูลขององค์ชายห้าจากทั้งตระกูลหยางและคนในวังหลวง
แต่ไม่มีผู้ใดปริปากหลุดออกมาสักคนเดียว
ขุนนางเฒ่าบางคนที่สนิทกับเสนาบดีกรมยุติธรรมหยางติงถงรู้สึกสงสารอีกฝ่าย ที่มีวาสนาสามารถส่งบุตรสาวเข้าวังหลวงได้เป็พระสนมยศสูงถึงเสียนเฟย แต่กลับให้กำเนิดองค์ชายเช่นนี้ออกมา แล้วอย่างนี้ ตระกูลหยางจะสามารถอาศัยบารมีของหลายชายตัวเองเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตระกูลหยางได้อย่างไร ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก
ขุนนางบางคนที่เคยติดอิจฉาอีกฝ่ายก็เอ่ยเยาะเย้ยเสนาบดีหยางในใจ ถึงความโชคร้ายของตระกูลหยาง
เสนาบดีหยางไม่สนใจสายตาหลากหลายความรู้สีกที่ส่งมาทางตน ใบหน้าที่มีร่องรอยแห่งกาลเวลายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม ฝ่ามือหนาภายใต้แขนเสื้อกำแน่นเพื่อระงับรอยยิ้มของเขาไม่ให้เผยออกมาเวลานี้
ั้แ่ที่ลูกสาวของเขาให้กำเนิดองค์ชายห้า เขาและฮูหยินไม่ได้พบเจอกับทั้งคู่อีกเลย มีเพียงการเรียกพบของฝ่าา เพื่อให้เขาได้เข้าใจสถานการณ์ของลูกสาวและหลานชายของตัวเอง หัวใจของคนเป็บิดาและตารู้สึกปวดใจกับโชคชะตาที่น่าสงสารของทั้งคู่
ทว่าโชคดีที่ฮ่องเต้ทรงไม่ละทิ้งบุตรสาวของเขาและเืเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
ทรงเน้นย้ำให้เขาและฮูหยินมั่นใจว่าจะให้หมอหลวงให้การรักษาทั้งสองคนเป็อย่างดี
เสนาบดีหยางรับใช้ฮ่องเต้พระองค์นี้มาั้แ่ยังเป็เพียงองค์รัชทายาท ความไว้ใจและเชื่อมั่นในการกระทำของฮ่องเต้พระองค์นี้เขาทูลเกล้าไว้เหนือหัว และเชื่อว่าฮ่องเต้จะรักษาสัจจะของตัวเองได้เป็อย่างดี
ลูกสาวและหลานชายของเขาจะได้รับการรักษาและมีความเป็อยู่ที่ดีแน่นอน
ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาจึงทำได้เพียงคำนึงถึงและเป็ห่วงบุตรสาวและหลานชายเท่านั้น
ยังดีที่บุตรสาวยังคอยส่งจดหมายให้พวกเขาทุกเดือน จึงช่วยคลายความคิดถึงและได้รับรู้ความเป็อยู่ของทั้งคู่ไม่ขาดหาย
ร่างเล็กของจวินหลิงหยางชุนถูกพี่สี่ขึ้นอุ้มนั่งบนตั่งกว้าง (อีกแล้ว) ที่น่าจะถูกสับเปลี่ยนกับเก้าอี้ประทับที่ใช้ประจำของพี่สามกับพี่สี่เพื่อเขาโดยเฉพาะ
จากนั้นเขาก็ถูกพี่สี่กับพี่สามนั่งขนาบข้าง โต๊ะกว้างด้านหน้ามีผ้าคลุมประดับรูปัสี่เล็บคลุมทับ ทำให้เขาไม่ต้องระวังว่าจะมีใครแอบเห็นขาสั้นๆ ของเขาผ่านทางช่องว่างใต้โต๊ะ
บรรยากาศในท้องพระโรงแห่งนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเขาที่เป็คนจากในยุคปัจจุบัน ที่จะได้เห็นภาพแบบนี้ผ่านทางภาพยนตร์หรือซีรีส์เท่านั้น แต่สิ่งที่ทุกคนรู้ดีคือภาพพวกนั้นคือการแสดงที่นักแสดงต้องสวมบทบาทตามบทที่ได้รับ
ทว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขาตอนนี้คือ ฮ่องเต้และราชวงศ์ตัวจริง ขุนนางทั้งหลายก็เป็ขุนนางตัวจริง
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดัน การพูดคุยแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับชาวเมืองถูกยกขึ้นมาพูด โดยขุนนางที่เกี่ยวข้อง
พี่ชายทั้งสี่คนของเขาก็สลัดภาพพี่ชายขี้เห่อออกจากตัวจนหมด
เขาเห็นแต่ความนิ่งขรึม ความจริงจัง และความสามารถในการตอบโต้ขุนนาง การเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดของทุกคนก็ได้แต่นึกทึ่งในใจ
ดวงตากลมโตลอบมองบิดาของตัวเองที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ัที่แสนน่าเกรงขามซึ่งเป็ตำแหน่งสูงสุดของผู้ครองแคว้น สลับกับพี่ชายทั้งสี่คน ทำให้เขารู้สึกเคารพนับถือและประทับใจในบทบาทของผู้ปกครองที่ดีของทั้งห้าคนเพิ่มพูนขึ้นในอก
ร่างเล็กนั่งนิ่ง ไม่ยุกยิกตัวไปมาเพื่อสร้างความรำคาญให้กับพี่ชายทั้งสองคนที่นั่งขนาบข้างเขา
แต่หลังจากอดทนนั่งนิ่งอยู่นาน เขาก็เริ่มเบื่อหน่ายกับการที่ต้องนั่งเฉยๆ แบบนี้ เสียงพูดคุยและปรึกษาเื่งานตรงหน้าของทั้งสองฝ่าย เขาไม่ได้ให้ความสนใจมาก
เพราะด้วยตำแหน่งและสุขภาพของเขาในสายตาทุกคน ไม่มีใครมาคาดหวังกับเขามากนักหรอก
ดวงตาดำขลับเปลี่ยนความสนใจเป็มองสำรวจการก่อสร้างและการตกแต่งอันวิจิตรหรูหราแสนประณีตในท้องพระโรงแห่งนี้แทน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกทึ่งกับความรู้ในการก่อสร้างและออกแบบทั้งที่ไม่มีเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเหมือนในยุคปัจจุบัน
คนในยุคนี้ช่างมีความสามารถเป็เลิศเสียจริง
พอมองของตกแต่งจนเบื่อ เขาก็ก้มลงมองขุนนางที่ยืนเรียงกันยังพื้นต่างระดับด้านล่างบ้าง
ดวงตาคู่โตซุกซนแอบสำรวจขุนนางแต่ละคนพร้อมคาดเดาตำแหน่งของอีกฝ่ายไปด้วยเพื่อให้รู้สึกมีอะไรทำแก้เบื่อ
จนกระทั่งเมื่อเขาเผลอประสานสายตากับขุนนางคนหนึ่งแล้วอีกฝ่ายส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูกลับมาให้เขา
ร่างเล็กก็อดสะดุ้งน้อยๆ ไม่ได้ เขาหลุบตาลงด้วยความเขินอายเมื่อถูกอีกฝ่ายจับได้
ทำไมเขาถึงรู้สึกแปลกๆ กับสายตาของขุนนางคนนี้กันนะ
สายตาเอ็นดูของอีกฝ่ายทำให้เขาสงสัยว่าองค์ชายห้าคนก่อนรู้จักกับขุนนางผู้นี้รึเปล่า
แต่ในความทรงจำที่เขาได้รับสืบทอดมาไม่มีอีกฝ่ายในนั้นเลยนี่สิ
แปลกจัง
คนตัวเล็กตัดสินใจแอบลอบมองชายคนนั้นอีกครั้ง โชคดีที่คราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้จ้องเขากลับ
แต่มองกี่ครั้ง เขาก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าคนคนนี้เกี่ยวข้องกับองค์ชายห้ายังไง
เมื่อคิดเยอะจนปวดหัวแล้วยังคิดไม่ออก เขาจึงตัดสินใจปล่อยวางเื่นี้ลง แล้วลองตั้งใจฟังเื่ประชุมตรงหน้าแทน โดยคิดเสียว่ากำลังดูหนังเื่หนึ่งอยู่
หลังจากตั้งใจจดอยู่สักพัก สมาธิของเขาก็เริ่มหลุดลอยเพราะความง่วงเข้ามาแทนที่ น้ำเสียงราบเรียบของขุนนางไม่ต่างจากบทสวดขับกล่อมเขา นอกจากนี้อาหารมื้อกลางวันและขนมทานเล่นที่ถูกป้อนจนอิ่มหนำ ก็ช่วยส่งเสริมให้เขาอยากนอนมากขึ้น
จวินหลิงหยางชุนอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังสนใจเื่ที่ขุนนางพูดตรงหน้า ค่อยๆ เอนร่างเล็กของเขาจนในที่สุดก็สามารถเอนกายนอนลงบนตั้งกว้างที่ยังเหลือพื้นที่อีกมากได้อย่างสบายใจ โดยใช้โต๊ะตัวใหญ่ด้านหน้าบดบังการกระทำของตัวเอง
เขาเกือบหลุดร้องเสียงดังออกมาเมื่อถูกพี่สามขยับตัวให้หัวของเขาอยู่บนตักกว้าง ส่วนขาของเขาก็ถูกพี่สี่จับพาดบนตักของตัวเอง ทั้งที่ใบหน้าของทั้งสองยังคงนิ่งเรียบมองตรงไปยังขุนนางเบื้องล่าง
พวกท่านทั้งสองคนช่างมีความสามารถจริงๆ งานก็ทำ แต่ยังแบ่งสมาธิมาสนใจเขาได้อีก
จวินหลิงหยางชุนเอ่ยชื่นชมทั้งสองในใจ ก่อนที่จะยกมือเล็กปิดปากของตัวเองที่หาวออกมา
เมื่อได้ท่านอนที่สบายเช่นนี้ พร้อมกับมีมืออุ่นๆ ของพี่สามลูบผมของเขาเล่น
ใช้เวลาไม่นานเขาก็หลับสนิททันที
ท่ามกลางการประชุมขุนนางที่แสนเคร่งเครียด ได้มีองค์ชายห้าบรรทมพาดตักขององค์ชายสามและองค์ชายสี่อย่างมีความสุขไร้ความกังวลใดๆ
หลังเวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยามในที่สุดการประชุมครั้งนี้ก็จบลง
เมื่อจวินหลิงจางเสวียนกล่าวจบการประชุมและรับการถวายความเคารพจากขุนนางทั้งหมด อีกฝ่ายต้องรอให้ฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์เสด็จออกจากท้องพระโรงเสียก่อนจึงจะสามารถแยกย้ายกลับจวนของตัวเอง
ร่างสูงลุกขึ้นจากบัลลังก์ัแล้วก้าวลงบันไดด้านล่าง ดวงตาสีเข้มหันไปมองยังด้านซ้ายมือก็ใที่ไม่เจอบุตรชายคนที่ห้านั่งอยู่ ก่อนที่จะโล่งอกเมื่อบุตรชายคนที่สามอุ้มอีกฝ่ายที่กำลังหลับใหลขึ้นแนบอก
คนเป็บิดาพยักหน้าให้เหล่าบุตรชายก่อนเดินนำออกจากท้องพระโรง
ในขณะที่เดินผ่านเสนาบดีหยาง เขาได้เอ่ยเรียกให้อีกฝ่ายเข้าพบหลังประชุมเป็การส่วนตัว
เวลานี้คงเป็เื่ดีที่ให้ตาหลานได้เจอกันและทำความรู้จักกันเสียทีหลังจากผ่านไปกว่าสิบปี
Talk : สวัสดีวันหยุดค่ะ