เสียงหัวเราะหยาบกระด้างดังขึ้นหน้าประตูเรือนเล็กด้านหลังตระกูลเยี่ยเหยียบย่ำความเงียบยามบ่ายให้ขาดสะบั้น
“ไอ้สวะ!ซ่อนหัวอยู่ข้างในอีกแล้วหรือ”
เยี่ยชงยืนกอดอกอยู่ตรงลานดินด้านหน้าใบหน้าบวมแดงอยู่เล็กน้อยตรงโหนกมือจากการทุบตีเมื่อครู่ก่อนทว่าในความเจ็บนั้นกลับมีความคึกคะนองแฝงอยู่เพราะมันยังไม่เข้าใจว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างของเยี่ยเฉินหานหมายถึงอะไรจริงๆ
คนโง่เขลามักกล้าหาญกว่าคนมีสมอง
เยี่ยหลินยืนข้างกันข้อมือยังมีสีคล้ำอยู่บ้าง แต่มันกลับยิ่งหัวเราะหนักกว่าเดิม
“ดูท่าหลังโดนซ้อมคราวก่อนมันคงได้ใจนิดหน่อย เลยกล้าทำตัวมีพิรุธกับพวกเรา เ้าว่าหรือไม่วันนี้ถ้าลากมันออกมาตรงนี้ แล้วถีบมันคุกเข่ากับพื้นอีกครั้งมันคงจำได้เองว่าใครเป็ใคร”
เสี่ยวอวี้ยืนอยู่หลังประตูไม้มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ นางจำคำสั่งของเยี่ยเฉินหานได้ชัดเจนห้ามแตกตื่น ห้ามปะทะ ห้ามทำให้คนพวกนี้สงสัยว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนไป
แต่การต้องยืนฟังพวกมันพูดจาหยาบช้าอยู่หน้าประตูเรือนเช่นนี้ทำให้เด็กสาวตัวสั่นทั้งโกรธทั้งอัดอั้น
“คุณชายไม่ได้อยู่ที่นี่”นางะโตอบออกไปในที่สุด พยายามทำให้เสียงมั่นคงที่สุด“พวกเ้าอย่ามาก่อเื่อีก!”
เยี่ยชงหัวเราะลั่น“ไม่ได้อยู่? ไอ้สวะนั่นจะมีปัญญาไปที่ไหนถ้าไม่คลานอยู่บนเตียงก็ซ่อนหัวอยู่ในห้อง!”
พูดจบมันก็ยกเท้าถีบประตูทันที
ปัง!
บานประตูไม้เก่าโยกะเืทั้งแผงเสี่ยวอวี้สะดุ้งถอยหนึ่งก้าว หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอกแต่นางยังคงกัดฟันยืนขวางไว้
“ออกไป!”นางะโ “พวกเ้ามีสิทธิ์อะไรบุกเข้ามาที่นี่!”
เยี่ยหลินแค่นเสียง “สิทธิ์ของคนที่เก่งกว่า”
มันเดินเข้ามาใกล้ยื่นมือผลักประตูซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เสี่ยวอวี้ฝืนดันไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มีแต่ร่างเด็กสาวตัวเล็กเช่นนางจะสู้แรงของศิษย์เยาว์ในตระกูลได้อย่างไรบานประตูจึงค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออกทีละน้อย
เยี่ยชงเลียริมฝีปากพลางหัวเราะ“ไม่เห็นมันก็ดี ข้าจะเอาเ้ามาระบายอารมณ์แทนก่อนก็ได้”
ถ้อยคำหยาบช้านั้นทำให้เสี่ยวอวี้หน้าซีดวาบนางถอยหลังไปเองโดยสัญชาตญาณ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกลาน
“พวกเ้าสองคนถ้าอยากเสียมือเสียเท้าให้หนักกว่าเดิมก็เชิญต่อ”
เสียงนั้นไม่ดังนักหากชัดเจนและเย็นสงบจนทำให้เยี่ยชงกับเยี่ยหลินหันควับกลับไปพร้อมกัน
ริมทางหินด้านข้างเรือนมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังก้าวเข้ามาช้า ๆ เสื้อคลุมสีเทาเก่าปลิวเบาไปตามลมใบหน้ายังซีดอยู่บ้าง แต่แววตากลับคมลึกผิดไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยเฉินหานกลับมาแล้ว
เสี่ยวอวี้ที่เห็นเขากลับมาถึงกับเผลอปล่อยลมหายใจยาวออกมาอย่างไม่รู้ตัวความหวาดวิตกเมื่อครู่คลายลงไปครึ่งหนึ่งทันที
เยี่ยชงเห็นเขาปรากฏตัวก็ยิ้มเหี้ยม“ดี! ข้าคิดอยู่พอดีว่าควรซ้อมเ้าให้จำได้อีกรอบ”
เยี่ยเฉินหานเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าวสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอะไร เขาไม่ได้รีบเร่ง ไม่ได้ขู่เข็ญไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองรอยหน้าบวมของเยี่ยชงด้วยซ้ำ
ท่าทีเช่นนั้นยิ่งทำให้คนทั้งสองหงุดหงิดมากขึ้น
“มองอะไร!”เยี่ยหลินตวาด “ครั้งก่อนเ้าคงโชคดีเท่านั้น อย่าคิดว่าร่างสวะเช่นเ้าจะ—”
มันยังพูดไม่จบ เยี่ยเฉินหานก็ยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงให้หยุด
“ถ้าจะลงมือก็ลงมือ”
“แต่จำไว้ให้ดีวันนี้ข้าไม่ว่างเล่นกับพวกเ้านาน”
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับฟังดูดูแคลนจนทั้งสองคนเดือดจัดในทันที
เยี่ยชงเป็คนพุ่งเข้าใส่ก่อนฝ่าเท้ากระแทกพื้นลานดินจนฝุ่นฟุ้ง ร่างของมันทะยานเข้าหาเหมือนเสือป่าตะครุบเหยื่อฝ่ามือรวบพลังปราณก่อกำเนิดขั้นต้นแล้วฟาดลงตรงหัวไหล่ซ้ายของเยี่ยเฉินหาน
ปัง!
เสียงกระแทกดังชัด
เสี่ยวอวี้เผลอสะดุ้งอีกครั้ง
แต่ภาพตรงหน้ากลับไม่เหมือนเมื่อก่อนแม้แต่น้อย
เยี่ยเฉินหานเพียงเซถอยครึ่งก้าวสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยเหมือนเจ็บจริงจากนั้นรีบถอยอีกสองก้าวราวกับไม่กล้าปะทะต่อ
เยี่ยชงหัวเราะลั่นทันที“ฮ่า ๆ เห็นหรือไม่! สุดท้ายมันก็ยังเป็สวะ!”
เยี่ยหลินเองก็หัวเราะตามความระแวงเมื่อครู่สลายหายไปเกือบหมด
มีเพียงเยี่ยชงที่แอบขมวดคิ้วอยู่ชั่ววูบเพราะฝ่ามือที่ฟาดลงไปเมื่อครู่ให้ความรู้สึกแปลกเล็กน้อยมันไม่เหมือนทุบเข้าเนื้อนุ่ม ๆ แบบเดิม หากคล้ายมีชั้นอะไรบางอย่างรองอยู่ข้างในแต่เมื่อเห็นเยี่ยเฉินหานแสร้งเซถอยและสีหน้าเหมือนกำลังอดทนมันก็ไม่ได้ใส่ใจลึกนัก
ในมุมสายตาของเสี่ยวอวี้เด็กสาวกลับเห็นชัดว่าคุณชายของนาง “กำลังแสดง”
ท่าทางเจ็บเมื่อครู่ไม่ได้เกินจริงนักเพราะแรงกระแทกนั้นย่อมทำให้เขาเจ็บอยู่แล้ว ทว่าการถอยและสีหน้าหวาด ๆที่แสดงออกมานั้นมีเจตนาชัดเจนคือไม่้าให้คนพวกนี้รู้ว่าเขาเปลี่ยนไปมากเพียงใด
นางจึงรีบกัดริมฝีปากกลืนความตื่นเต้นทั้งหมดลงไป และพยายามทำหน้าหวาดกลัวต่อไปให้แเี
เยี่ยหลินเองก็พุ่งเข้ามาบ้างคราวนี้ยกเท้าถีบเข้าชายโครงอย่างแรง
ปัง!
เยี่ยเฉินหานปล่อยให้แรงนั้นปะทะเข้าเต็มๆ จากนั้นก็กระอักลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งพลางใช้แรงถอยไปอีกสองก้าวจนหลังเกือบชนเสาเรือน
“คุณชาย!” เสี่ยวอวี้ร้องออกมาพอดีท่าทางตื่นใของนางสมจริงจนแม้แต่เยี่ยชงยังยิ่งได้ใจ
เยี่ยเฉินหานหันไปทางเสี่ยวอวี้อย่างรวดเร็วราวกับไม่อยากให้เด็กสาวเข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อนจะกัดฟันหันกลับมามองคนทั้งสอง
“พอแล้ว...ข้าไม่ได้ไปหาเื่พวกเ้าแล้วยังคิดจะเอาอย่างไรอีก”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอดกลั้นและโกรธแค้นแบบคนไร้ทางสู้
เยี่ยชงได้ยินเช่นนั้นยิ่งหัวเราะ“ใช่! นั่นแหละน้ำเสียงของสวะที่ข้าคุ้นเคย!”
มันก้าวเข้ามาอีกครั้งคราวนี้ไม่ได้ใช้ปราณมากเท่าเดิม เพียงตบหน้าฉาดใหญ่หนึ่งที
เพียะ!
เสียงนั้นก้องชัดไปทั่วลาน
ใบหน้าของเยี่ยเฉินหานหันไปตามแรงตบมุมปากมีเืซึมบาง ๆ ออกมา แต่ขณะเดียวกันเขาก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าผิวหน้าบริเวณนั้นไม่ได้ฉีกแยกเหมือนเดิมอีกแล้วความร้อนจากกระบวนหลอมโลหิตที่ฝังอยู่ในเส้นเืค่อย ๆซึมไปยังบริเวณที่ถูกกระแทก ดูดซับแรงะเืบางส่วนไว้เงียบ ๆ
และที่สำคัญยิ่งกว่าคือเขาได้ยินเสียงกระดูกนิ้วของเยี่ยชงลั่นเบา ๆ
เยี่ยชงเองกะพริบตาถี่ ๆเพราะรู้สึกแปลบที่โคนนิ้วเล็กน้อยแต่ความสะใจกับภาพของเยี่ยเฉินหานที่มีเืมุมปากกลับทำให้มันเพิกเฉยต่อความผิดปกตินั้นไป
“จำเอาไว้!”มันตวาด “ต่อให้เ้าไปยกกฎตระกูลมาขู่หวงกวนได้ ต่อหน้าพลังเ้ายังเป็หมูหมาที่พวกข้าจะตีกี่ครั้งก็ได้!”
เยี่ยเฉินหานใช้หลังมือเช็ดเืตรงมุมปากช้าๆ ก่อนเงยหน้าขึ้น สีหน้าคล้ายทั้งอับอายทั้งเจ็บแค้น แต่กลับไม่กล้าสวนเต็มที่
“แล้วแต่พวกเ้า...”เขาพูดเสียงต่ำ “แต่อย่าทำให้เสี่ยวอวี้เดือดร้อน”
คำพูดนั้นทำให้เยี่ยหลินหัวเราะจนตัวงอ“ดูมันสิ! ตัวเองยังเอาไม่รอด ยังคิดปกป้องสาวใช้อีก!”
มันเอื้อมมือจะคว้าแขนเสี่ยวอวี้จริงๆ ทว่าเยี่ยเฉินหานกลับก้าวเข้ามาขวางกลางอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดมาก
ปึก!
มือของเยี่ยหลินกระแทกเข้ากับไหล่ขวาของเขาแทน
คราวนี้แรงกระแทกทำให้เยี่ยเฉินหานต้องกลั้นลมหายใจอยู่ชั่ววูบเพราะจุดนั้นยังมีรอยช้ำเก่าค้างอยู่ แต่ในเวลาเดียวกันเขากลับััได้ว่าพลังสะท้อนจากร่างกายเริ่มชัดขึ้นกว่าเดิมอีกนิดจนเยี่ยหลินต้องชักมือกลับอย่างงงงัน
“ไอ้บ้า...”มันสบถเบา ๆ รู้สึกแปลบไปถึงข้อมือ
เยี่ยเฉินหานยังคงรักษาสีหน้าของคนถูกกดขี่เอาไว้เขาไม่สวนกลับ ไม่แม้แต่จะใช้มือผลักทั้งเพียงหอบหายใจแรงและยืนบังเสี่ยวอวี้อยู่ตรงนั้น
ภาพนั้นยิ่งทำให้เยี่ยชงกับเยี่ยหลินคิดว่าอีกฝ่ายยังคงเป็เหยื่อคนเดิมเพียงแต่ร่างกาย “ทนมือทนเท้าขึ้น” อย่างน่าประหลาด
เยี่ยชงจึงหัวเราะเยาะอีกครั้ง“ดูเหมือน่นี้เ้าจะหนังเหนียวขึ้นจริง ๆ นะ ดีเหมือนกันอย่างน้อยเวลาซ้อมก็สนุกกว่าก่อน ได้ยินไหมเยี่ยหลินสวะนี่เริ่มทนมือนานขึ้นกว่าเดิมแล้ว”
เยี่ยหลินหัวเราะรับ “ใช่ข้าก็กำลังคิดแบบนั้น เมื่อก่อนแค่สองสามหมัดก็นอนดิ้นแล้วเดี๋ยวนี้ถีบตั้งหลายทีถึงยังยืนอยู่ ฮ่า ๆ”
ทั้งสองหัวเราะอย่างชอบใจราวกับพบของเล่นชิ้นใหม่
เยี่ยเฉินหานฟังคำพูดนั้นโดยไม่แสดงอะไรออกมาแต่ในใจกลับนิ่งลึก
นี่คือสิ่งที่เขา้า
ให้พวกมันรู้สึกแค่“แปลกนิดหน่อย”
รู้สึกว่าเขาทนขึ้น
รู้สึกว่าซ้อมได้นานขึ้น
แต่ไม่มากพอจะระวังตัว
เมื่อคนโง่เริ่มชินกับความผิดปกติ
มันจะหยุดตั้งคำถามกับสิ่งนั้น
และนั่นยิ่งดีต่อเขา
เยี่ยชงเตะเข้าอีกหนึ่งครั้งแบบส่งๆ แล้วแค่นเสียง “วันนี้พอแค่นี้ก่อน ข้าจะเก็บแรงไว้พรุ่งนี้”
มันชี้หน้าด้วยท่าทางโอหัง“จำไว้ ถ้าเ้ายังกล้าทำตัวเหมือนเช้านี้อีก ข้าจะซ้อมเ้าให้คลานไปทั้งเดือน”
พูดจบมันก็หันหลังจากไปเยี่ยหลินหัวเราะตามไปติด ๆส่วนเสี่ยวอวี้เพิ่งกล้าขยับเข้ามาพยุงเยี่ยเฉินหานเมื่อทั้งสองพ้นลานเรือนไปแล้ว
“คุณชายท่าน...”
เยี่ยเฉินหานยกมือห้ามเบาๆ เขาไม่ได้อ่อนแรงถึงขั้นต้องให้พยุง เพียงแต่ยังคงแสร้งไอเบา ๆสองสามครั้งจนมั่นใจว่าคนทั้งสองลับสายตาแล้ว จึงค่อยผ่อนลมหายใจยาวออกมา
ความเจ็บแน่นบริเวณชายโครงและหัวไหล่มีอยู่จริง
แก้มด้านซ้ายแสบชัด
แต่เมื่อเทียบกับคราวก่อน ๆ แล้ว มันลดลงมากกว่าครึ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือโลหิตในร่างกำลังเดือดอุ่นอย่างสม่ำเสมอราวกับทุกแรงกระแทกเมื่อครู่ได้ช่วยเร่งกระบวนหลอมโลหิตให้เข้มข้นขึ้นอีกขั้น
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆหลับตาลงชั่วครู่ ใช้จิตสังเกตการเปลี่ยนแปลงภายในร่าง
ตรงบริเวณที่ถูกถีบซ้ำ ๆกล้ามเนื้อกลับแน่นขึ้นเล็กน้อย
ตรงจุดที่โดนตบ หน้าไม่ได้ช้ำแตกเหมือนเมื่อก่อน
กระแสอุ่นใต้ตันเถียนยิ่งหมุนเร็วขึ้นอีกนิด
เขาจึงแค่นหัวเราะเบา ๆ
“ดี”
เสี่ยวอวี้มองเขาอย่างตื่นตระหนกปนไม่เข้าใจ“คุณชาย ยังดีอีกหรือเ้าคะ พวกมันเล่นงานท่านถึงเพียงนี้...”
เยี่ยเฉินหานลืมตาแล้วกล่าวช้า ๆ
“ยิ่งพวกมันลงมือมากกายาข้าก็ยิ่งถูกหลอมเร็วขึ้น”
เสี่ยวอวี้นิ่งค้าง
เขาจึงอธิบายต่อเล็กน้อยให้พอนางเข้าใจ“ตอนนี้กายาข้ายังอยู่เพียงขั้นต้น แรงกระแทกจากภายนอกที่ไม่เกินขีดจำกัดจะกระตุ้นโลหิตและกล้ามเนื้อให้ปรับตัวเร็วขึ้น”
“ดังนั้นต่อจากนี้ไม่ว่าพวกมันจะมาทุบตีอีกกี่ครั้ง เ้าก็อย่าหวาดกลัวเกินไป”
เด็กสาวเม้มปากแน่นแม้จะยังไม่ชินกับความคิดเช่นนี้ แต่นางก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
เยี่ยเฉินหานหมุนไหล่ช้าๆ สลายความตึงที่หลงเหลือ ก่อนเดินกลับเข้าไปในห้องเขาไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปเปล่า ๆ เมื่อมีโอกาสเช่นนี้ เขาย่อมใช้ต่อทันที
บนโต๊ะยังมีขวดยาสามขวดที่เขาจะนำไปขายคงเหลืออยู่อีกชุดหนึ่ง
ส่วนชุดแรกนั้นบัดนี้ได้เปลี่ยนมือเป็สมุนไพรหายากจำนวนหนึ่งแล้ว
หลังออกจากสำนักประมูลเมฆาเขียวก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เพียงขายโอสถเท่านั้นแต่ยังเจรจาขอแลกเปลี่ยนบางอย่างโดยตรงกับผู้ดูแลระดับสูงของหอประมูลชายชราผู้นั้นแม้จะระวังตัวและพยายามเก็บอาการดีเพียงใดทว่าความตื่นตะลึงต่อโอสถบริสุทธิ์สิบส่วนก็ปิดไม่มิด
เยี่ยเฉินหานจงใจไม่ขายหมดในคราวเดียวเขาเพียงปล่อยของระดับต้นออกไปเล็กน้อยเพื่อให้เกิดคลื่นแต่ไม่ถึงกับกระแทกทั้งเมืองในทันที
การทำเช่นนี้มีประโยชน์หลายอย่าง
อย่างแรกเขาจะได้ราคาสูงโดยไม่ถูกคนมองเป็คนโง่ที่โยนของล้ำค่าลงมาตลาดแบบไร้ราคา
อย่างที่สอง เขาจะค่อย ๆ ปลูกความสงสัยให้สำนักประมูลอยากรักษาความสัมพันธ์กับเขา
อย่างที่สามเขาจะสามารถใช้ชื่อเสียงที่ยังไม่ชัดเจนนี้เดินต่อไปสู่การปลอมตัวขั้นลึกกว่าเดิม
สำนักประมูลเมฆาเขียวในวันนี้ยังเรียกเขาเพียง“ท่านนักปรุงโอสถผู้ไม่เปิดเผยนาม”
แต่หากเขาปล่อยโอสถระดับสูงขึ้นอีกครั้งสองครั้งชื่อนั้นย่อมเปลี่ยน
จาก “นักปรุงโอสถลึกลับ”
ไปสู่ “ผู้ปรุงโอสถเร้นกาย”
แล้วในวันหนึ่ง...มันจะไหลไปเองสู่ชื่อที่เขา้า
หมอเทวดาลึกลับ
เยี่ยเฉินหานนั่งลงที่โต๊ะปลดผ้าคลุมเก่าและหน้ากากออกก่อนหยิบถุงสมุนไพรที่ได้จากการแลกเปลี่ยนออกมาตรวจอีกครั้งด้านในมีของอยู่ห้าชนิด
รากกระดูกหินสามท่อน
ใบหญ้าเขียวแก้วสิบใบ
เกสรเย็นมุกขาวหนึ่งห่อเล็ก
ผงดินแดงชำระโลหิตหนึ่งถุง
และแก่นผลเพลิงอ่อนอีกสองลูก
ของเหล่านี้เพียงพอให้เขาหลอมโลหิตรอบที่สองและเริ่มแตะกระบวนชำระผิวได้เล็กน้อย
“ยังขาดอีกมาก...แต่ก็เร็วกว่าออกไปหาด้วยตัวเองหลายเท่า”
เขาพึมพำเบา ๆ
เงินและทรัพยากรจะยังเป็ปัญหาอีกนาน
ยิ่งเขาฝึกกายาสูงขึ้นเท่าไรสิ่งที่ต้องใช้ยิ่งแพงและหายากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า
แต่เส้นทางได้เปิดออกแล้ว
ตราบใดที่เขายังปรุงโอสถได้
ตราบใดที่คนทั้งเมืองยังมีคนาเ็ มีคน้าฟื้นพลังมีคนอยากทะลุชีพจร
เงินก็จะไหลเข้ามาหาเขาเอง
เสี่ยวอวี้ยืนดูเขาจัดสมุนไพรอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าถามขึ้น
“คุณชาย...ข้าขอถามได้หรือไม่เ้าคะ”
“ว่ามา”
“ต่อไปท่านจะออกไปขายโอสถบ่อยขึ้นหรือเ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานตอบโดยไม่เงยหน้า“อืม”
“แล้วถ้า...สำนักประมูลสงสัยท่านล่ะเ้าคะ”
เขาหยุดมือเล็กน้อยก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างเย็นจาง
“ยิ่งพวกมันสงสัยยิ่งดี”
เสี่ยวอวี้เอียงศีรษะอย่างงุนงง
เยี่ยเฉินหานจึงกล่าวต่อ“คนที่มีค่าแต่ไม่ยอมเปิดเผยตัว ยิ่งทำให้ผู้อื่นอยากรักษาไว้พวกมันจะไม่ผลีผลามล่วงเกินข้า จนกว่าจะมั่นใจว่าคุ้มค่าพอ”
“และระหว่างที่พวกมันยังไม่มั่นใจ...ข้าก็จะใช้มันกอบโกยทุกอย่างที่้าก่อน”
คำตอบนั้นทำให้เสี่ยวอวี้นิ่งไปอีกครั้ง
ทุกครั้งที่นางคิดว่าตนเริ่มตามความคิดของเขาทัน
คุณชายของนางก็มักพูดอะไรที่ลึกกว่านั้นออกมาเสมอ
เยี่ยเฉินหานมองปฏิกิริยาของนางแล้วไม่ได้อธิบายเพิ่มเขายื่นสมุนไพรชุดหนึ่งให้นางแทน
“คืนนี้ข้าจะเริ่มปรับโลหิตให้เ้า”
เสี่ยวอวี้สะดุ้งทันที“คืนนี้เลยหรือเ้าคะ”
“อืมของที่มีพอสำหรับขั้นแรก”
“แต่ว่า...ข้ายังไม่ได้เตรียมใจเลย...”
เยี่ยเฉินหานเหลือบมองนางครั้งหนึ่ง“ตอนข้าถูกคนทุบตี เ้าก็ไม่ได้มีเวลาตั้งตัวเช่นกัน”
เสี่ยวอวี้อ้าปากค้างก่อนจะก้มหน้าหงอย ๆ “เ้าค่ะ...”
ทว่าภายใต้ความงอยนั้นกลับมีความตื่นเต้นและคาดหวังแทรกอยู่ชัดเจน
เยี่ยเฉินหานลอบถอนใจเบาๆ
เขาไม่ใช่คนอ่อนโยนโดยธรรมชาติโดยเฉพาะหลังผ่านการหักหลังในอดีตชาติ ความไว้ใจของเขายิ่งน้อยลงกว่าเดิมหลายเท่าแต่เมื่อมองเด็กสาวตรงหน้าที่แม้ถูกดูถูกเหยียดหยามก็ยังยืนอยู่ข้างเขาไม่ไปไหนเขากลับรู้สึกชัดว่าการปล่อยให้นางถูกบดขยี้อยู่ในตระกูลเช่นนี้ต่อไปเป็เื่ที่เขาไม่ยอมรับ
ไม่ใช่เพราะสงสารอย่างเดียว
แต่เพราะคนที่มีค่าจริง
ไม่ควรถูกกลบฝังไว้ใต้กองโคลนของคนโง่
ดังนั้น เขาจะเปลี่ยนนาง
เปลี่ยนทั้งรากฐาน
เปลี่ยนทั้งรูปลักษณ์
เปลี่ยนทั้งโชคชะตา
จากเด็กกำพร้าผู้คนดูแคลน
ไปสู่หญิงงามที่แม้คนทั้งเมืองยังไม่กล้าดูิ่
จากสาวใช้ตัวเล็ก ๆ
ไปสู่เงาคมที่ยืนข้างกายเขาได้อย่างสง่างาม
ทว่าเื่นั้นต้องใช้เวลา
ตอนนี้เขาต้องจัดการเื่ตรงหน้าก่อน
เยี่ยเฉินหานเปิดขวดยาหนึ่งขวดเทโอสถฟื้นโลหิตออกมาหนึ่งเม็ดแล้วโยนเข้าปากโดยไม่ลังเลก่อนหลับตาให้ฤทธิ์ยาละลายลงไปในร่างอย่างช้า ๆ พลังอุ่นจากโอสถบริสุทธิ์สิบส่วนแผ่ซ่านออกมาอย่างนุ่มนวลช่วยกดอาการบอบช้ำจากการโดนรุมทำร้ายเมื่อครู่ลงอย่างรวดเร็ว
เพียงลมหายใจไม่ถึงสิบคราความเจ็บแปลบตรงชายโครงก็ลดลงไปมากกว่าครึ่ง
เสี่ยวอวี้เห็นเช่นนั้นถึงกับตาโต
ต่อให้ไม่รู้เื่โอสถมากนักนางก็ยังััได้ถึงความมหัศจรรย์ของยานี้
“คุณชาย...ยาของท่าน...”นางกระซิบเบา ๆ “ถ้าคนอื่นได้เห็นคงต้องตกตะลึงแน่”
เยี่ยเฉินหานลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วกล่าวเพียงเรียบ ๆ
“ดังนั้นพวกมันถึงต้องไม่ได้เห็น”
แสงแดดนอกหน้าต่างค่อย ๆเลื่อนต่ำลงช้า ๆ เงาของชายคาเรือนยาวขึ้นทีละนิด ยามบ่ายที่ควรสงบกลับถูกเติมด้วยกลิ่นยาที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ และความรู้สึกกดดันบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
ภายในเรือนเล็กเก่าหลังนี้
คนหนึ่งกำลังเริ่มลับเขี้ยวเล็บ
อีกคนกำลังเริ่มได้รับโอกาสเปลี่ยนชะตา
ส่วนภายนอก
คนทั้งตระกูลยังเชื่อว่าพวกเขาเป็เพียง
สวะ...กับสาวใช้อัปลักษณ์
เยี่ยเฉินหานมองไปนอกหน้าต่างอีกครั้งดวงตาสะท้อนแสงท้ายบ่ายราวกับแผ่นน้ำแข็งที่มีเพลิงซ่อนอยู่ข้างใน
คำพูดของเยี่ยชงเมื่อครู่ยังลอยอยู่ในหู
“เดี๋ยวนี้เ้าทนมือนานขึ้นกว่าเดิมแล้ว”
เขายิ้มบางอย่างเย็นเฉียบ
ใช่
ต่อจากนี้ เขาจะยิ่งทนได้มากขึ้น
ทนมือ
ทนเท้า
ทนการเหยียบย่ำ
จนกระทั่งวันหนึ่ง
คนที่เคยหัวเราะจะพบว่า
สิ่งที่พวกมันเรียกว่าความสนุก
แท้จริงแล้วคือการช่วยหลอมสัตว์ร้ายขึ้นมาด้วยมือตนเอง
และเมื่อถึงวันที่เขาไม่จำเป็ต้องแสร้งเจ็บอีกต่อไป
ทั้งตระกูลเยี่ย
ทั้งเมืองชิงเยวี่ย
จะได้รู้พร้อมกันว่า
สวะที่พวกมันเคยใช้เป็ของเล่น
แท้จริงแล้วกำลังกลายเป็ฝันร้ายที่ไม่มีใครหยุดได้อีกต่อไป
เขาค่อย ๆปิดตาลงอีกครั้ง พร้อมเสียงสมุนไพรเดือดปุดในหม้อและเสียงลมหายใจของเสี่ยวอวี้ที่นั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ อย่างตั้งใจ
เรือนเล็กหลังนี้ยังดูเงียบและต่ำต้อยเหมือนเดิม
แต่หากมีผู้ใดมองเห็นสายธารโชคชะตา
ย่อมรู้ได้ทันทีว่า
จากวันนี้ไป
ฟ้าของโลกต่ำกำลังเริ่มเปลี่ยนสีอย่างช้า ๆ แล้ว