ณ ตำหนักวิหารสวรรค์
ท้องพระโรงข้างหอตงนวลถูกทำลายฉะนั้นจึงต้องสร้างใหม่ทั้งหมด แต่การจะสร้างตำหนักและท้องพระโรงขึ้นมาใหม่ไม่ได้ใช้ระยะเวลาเพียงสองสามวันเท่านั้นอีกทั้งตอนนี้สงครามทางแถบชายแดนก็เร่งรีบมาก ส่วนเงินของทางกรมคลังยังขัดสนหลายวันก่อนไทเฮาทรงรับสั่งด้วยพระองค์เอง ให้กรมคลังส่งเงินที่จะใช้สร้างตำหนักไปให้ทางราชาไม่เช่นนั้นทุกคนต้องไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ อย่างไรเสียรับสั่งจากไทเฮาก็ยังสำคัญมากฉะนั้นเพียงไม่นานเงินก็ส่งมาจนครบ แต่เมื่อเงินมาถึงกลับถูกราชาปฏิเสธ
ราชามู่ฉางเยียนทรงรับสั่งให้นำเงินทั้งหมดส่งไปยังชายแดนทางตะวันออก
ตอนนี้อันเจิงยืนอยู่ข้างราชามู่ฉางเยียนแล้วทั้งสองคนก็มองไปยังนอกหน้าต่าง
“ไม่ต้องซ่อมแล้ว ปล่อยมันไว้แบบนี้แหละมันสามารถเป็นเครื่องเตือนใจได้ ไม่ว่ากับข้าหรือกับราชาองค์ต่อไปในอนาคต”
ราชามู่ฉางเยียนโบกพระหัตถ์ความหมายคือให้ทุกคนออกไป
“อันเจิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงเชื่อใจเจ้ามากขนาดนี้?” ราชามู่ฉางเยียนตรัสถาม
อันเจิงพยักหน้า “กระหม่อมรู้ดี”
ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระโอษฐ์ “รู้ก็ดีเรื่องนี้ไม่อาจให้คนอื่นรู้เด็ดขาด มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าอาจยังไม่รู้และนี่ก็คือความอัปยศครั้งใหญ่ในวังหลวงตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นเยี่ยนมาฉะนั้นไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้ทุกคนในตำหนักจิงเซี่ยวที่รู้เรื่องนี้ต้องทำตามกฎอย่างเข้มงวด หากใครพูดเรื่องนี้ต้องตายเก้าชั่วโคตร”
ราชามู่ฉางเยียนประทับอยู่บนเก้าอี้หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงตรัสขึ้น “ไทเฮาทรงพระครรภ์แล้ว”
สีหน้าของอันเจิงเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็รู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมา
“หากไทเฮาทรงทำเรื่องที่บังอาจเหมือนเคยข้าอาจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ได้ ในเมื่อตอนนี้พระนางยังทรงมีพระชนมายุไม่มากนัก...แต่ตอนนี้กลับทรงพระครรภ์ฉะนั้นเป้าหมายตอนนี้ก็มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือทรงต้องการแย่งตำแหน่งราชาจากข้าขั้นแรกพระนางทรงต้องการขึ้นปกครองแคว้นเยี่ยนเอง นั่นก็คือการเป็นกษัตริย์หญิงขั้นที่สอง เมื่อพระนางทรงชราแล้วเด็กคนนั้นก็จะเป็นคนสืบทอดบัลลังก์ต่อไป”
อันเจิงยืนนิ่ง และไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
“ฉะนั้นเสี่ยวชีเต้าจึงเป็นอนาคตของแคว้นเยี่ยนเจ้าต้องปกป้องเขาให้ดี ความจริงข้ารู้ว่าตัวเองมีเวลาเหลือไม่มากแล้วหลังจากไทเฮาทรงเตรียมทุกอย่างเสร็จ นั่นคือเวลาที่ข้าต้องตายเริ่มแรกข้าไม่ได้อยากเป็นราชาเลยสักนิด แต่ตอนนี้ข้ากลับต้องแบกรับความรับผิดชอบไว้เพียงคนเดียวส่วนอนาคตก็ต้องเป็นหน้าที่ของเสี่ยวชีเต้าแล้วล่ะ”
อันเจิงส่ายหน้า“เสี่ยวชีเต้ายังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ต่อให้จะรู้แล้วแต่เขาก็อาจไม่ยินยอมเป็นราชาของแคว้นเยี่ยน”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ราชามู่ฉางเยียนจึงตรัสขึ้น“ที่ข้าให้ความสำคัญกับเจ้ามาก นั่นไม่ใช่เพราะเจ้ามีความสามารถแต่อย่างใดแต่ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าและเสี่ยวชีเต้า ไม่ว่าอนาคตเขาจะยอมรับตำแหน่งราชานี้ต่อหรือไม่แต่สิ่งที่ควรทำข้าก็ยังต้องทำอยู่ดี ก่อนหน้านี้เจ้าอาจยังไม่รู้ว่าทำไมข้าต้องรับเด็กเหล่านั้นมาฝึกด้วยตัวเองเจ้าอาจคิดว่าข้าต้องการใช้คนเหล่านั้นมาต่อกรกับไทเฮา? แต่ในความเป็นจริงที่ข้ารับเด็กเหล่านั้นมาฝึก ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเสี่ยวชีเต้าในอนาคตต่างหาก มีเพียงคนที่ฝึกขึ้นมาเองเท่านั้นถึงจะซื่อสัตย์ต่อตระกูลมู่อย่างแท้จริง”
“ในเมื่อ...หากข้าตายแล้วเสี่ยวชีเต้าต้องขึ้นมารับตำแหน่งต่อละก็ ยามนั้นเขาอาจมีอายุยังไม่ถึงสิบขวบเลยด้วยซ้ำ”
“แต่คนเหล่านั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับเจ้าที่ข้าเลื่อนตำแหน่งให้เจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งยังเลื่อนระดับขุนนางให้เจ้าโดยไม่สนใจการคัดค้านของขุนนางและไม่สนว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรต่อเจ้าหรือไม่ นั่นเพราะข้าเป็นคนเห็นแก่ตัวเพียงแค่อยากให้เจ้าเคยชินกับเรื่องที่เกิดขึ้นในราชสำนักแล้วคุ้นเคยกับการรับมือเพื่อต่อกรในมุมมองของขุนนางคนหนึ่ง”
อันเจิงยักไหล่“กระหม่อมอาจทำเช่นนั้นไม่ได้”
ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระโอษฐ์“ด้วยนิสัยของเจ้า ไม่เหมาะจะเป็นขุนนางเลยจริง ๆ”
ทรงมองไปยังอันเจิง“ฉะนั้นตอนนี้เจ้าเข้าใจรึยัง ว่าทำไมข้าถึงให้เจ้าเติบโตทางด้านเจียงหูเช่นกัน?”
“กระหม่อมเข้าใจ”
“ความหวังที่ข้ามีต่อเจ้ามากเกินไปใช่หรือไม่? มอบความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้เจ้าแบกรับไว้ความกดดันที่เจ้ามีมากจริง ๆ”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ ๆ ๆ ฝ่าบาททรงมีเงินก็มอบเงินให้ข้าทรงมีอำนาจก็มอบอำนาจ หากทรงมีสิ่งไหนก็ให้สิ่งนั้น กระหม่อมไม่กดดัน”
“อย่างนั้นข้าจะมอบความกดดันให้เจ้า...จริงด้วยช่วงนี้ข้าให้จูเก๋อเชียวหยุนตรวจชีพจรให้เนี่ยชิงโดยเฉพาะ และจูเก๋อเชียวหยุนบอกว่าไม่มีความผิดปกติอะไรตอนนี้ผู้ช่วยในวังหลวงมีไม่เพียงพอฉะนั้นข้าคิดว่าจะให้เนี่ยชิงเข้ามาอยู่ข้างกายข้า”
อันเจิงพูดขึ้น “หากจูเก๋อเชียวหยุนบอกว่าไม่มีอะไรละก็กระหม่อมอาจคิดมากไปจริง ๆ ก็ได้ เดิมทีคิดว่าหากเจอเนี่ยชิงก็ดีจะได้คุยกันสักหน่อยแต่ก็ไม่เจอกันสักที ข้าไปหาเขาหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยเจอสักครั้งทางด้านสำนักวรยุทธ์ชางตรวจสอบได้ว่าเนี่ยชิงนำตำรากระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วงไปความจริงมันก็เป็นเพียงตำราระดับสีม่วงเท่านั้น ตำราที่อยู่ในระดับสูงแบบนี้ความลับมันไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรแล้ว แต่เจ้าสำนักวรยุทธ์ชางบอกข้าว่าหากมีโอกาสก็ให้เนี่ยชิงคืนตำราเล่มนั้นกลับสำนักวรยุทธ์ชางด้วย”
“ข้าจะสั่งให้เขานำกลับไปคืนเองได้ยินว่า...สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เริ่มรับศิษย์แล้ว?”
อันเจิงพยักหน้า
“รับเด็กที่เหมือนเสี่ยวชีเต้าเยอะหน่อยก็ดีเหมือนกันเริ่มฝึกตั้งแต่ตอนนี้ อนาคตจะได้เป็นผู้ช่วยของเสี่ยวชีเต้า”
อันเจิงขมวดคิ้ว “ที่กระหม่อมรับเด็กเหล่านั้นเข้ามาไม่ได้อยากให้พวกเขารนหาที่ตาย”
“เจ้าไม่อยากให้เด็กเหล่านั้นเป็นตัวช่วยเสี่ยวชีเต้าในอนาคตแต่เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ หากเด็กเหล่านั้นเข้าสำนักอื่นละก็ไม่แน่อาจถูกคนอื่นหลอกใช้ก็ได้? อยู่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเจ้าก็ยังดีอนาคตหากเสี่ยวชีเต้าได้เป็นราชาจริง ๆ และพวกเขาเติบโตมาด้วยกัน อนาคตต้องไปไกลกว่าอยู่สำนักอื่นแน่ๆ”
“กระหม่อมก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี”
“เจ้าจะหลอกข้าสักหน่อยไม่ได้เลยหรือ? อย่างไรเสียข้าก็มีชีวิตอยู่ต่ออีกไม่นานแล้วต่อให้อนาคตเจ้าไม่ทำตามสิ่งที่ข้าต้องการ แต่ข้าก็ไม่อยู่รับรู้แล้วนี่...ตายแล้วก็คือตาย”
“กระหม่อมไม่อยากพูดปด”
“แล้วแต่เจ้าเถอะตอนนี้ก็ให้เด็กเหล่านี้ฝึกฝนไปก่อน อีกหน่อยหากเสี่ยวชีเต้าได้เป็นราชาแล้วค่อยให้พวกเขาเลือกก็ยังไม่สายข้าเหนื่อยแล้ว เจ้าก็มีเรื่องต้องจัดการไม่น้อย ฉะนั้นเจ้ากลับไปเถอะ”
อันเจิงโค้งตัวทูลลา ขณะที่เดินออกจากตำหนักเขาหันกลับมามองแวบหนึ่ง เขามักจะรู้สึกว่ามู่ฉางเยียนเปลี่ยนไปจนดูคล้ายคนแก่อายุหกสิบถึงเจ็ดสิบปีแล้ว
ณ ตำหนักจิงเซี่ยว
ขันทีคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาจากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูดขึ้น “ไทเฮา ทางด้านตำหนักวิหารสวรรค์บอกว่า ตอนนี้ราชาทรงสั่งให้เนี่ยชิงเข้ามาอยู่ข้างกายแล้ว”
ซูไทเฮาที่ดูเกียจคร้านทรงลุกขึ้นมาประทับนั่ง“ไปบอกเจินเสี่ยวเตา บอกว่าโอกาสมาถึงแล้ว”
ในขณะนี้เอง เจินเสี่ยวเตาเดินมาจากด้านนอกจากนั้นก็โค้งตัว “ไทเฮาทรงไม่จำเป็นต้องรับสั่งให้คนอื่นมาบอกกระหม่อม หรือไทเฮาทรงลืมไปแล้วสิ่งที่เนี่ยชิงเห็น กระหม่อมก็เห็นเช่นกัน ไม่เพียงแค่ข่าวนี้ข่าวเดียวเท่านั้น กระหม่อมยังมีข่าวดีอีกหนึ่งอย่าง...ทางด้านเฟิงเสี่ยวหยางเริ่มเคลื่อนไหวแล้วเพราะข้างกายราชาขาดคน ฉะนั้นสำนักไท่ซ่างเต้าจึงจะนำเฟิงเสี่ยวหยางไปลานนักพรตแล้วส่งเข้าตำหนักวิหารสวรรค์เพื่อให้แน่ใจว่าเฟิงเสี่ยวหยางจะได้ตำแหน่งที่มั่นคงสำนักไท่ซ่างเต้าจึงจะเปิดประตูความลับของลานนักพรตแล้วให้เฟิงเสี่ยวหยางเข้าไปบ่มเพาะพลังวัตรด้านในช่วงหนึ่งหากไม่มีเรื่องผิดพลาดละก็ เฟิงเสี่ยวหยางอาจนำของล้ำค่าในสำนักไท่ซ่างเต้ามาได้”
สีพระพักตร์ซูไทเฮาดูดีมากขึ้นทันที“ของชิ้นนั้น สามารถคุ้มครองบุตรข้าให้ปลอดภัย”
เจินเสี่ยวเตาโค้งตัว “กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับไทเฮาล่วงหน้าทุกอย่างจะต้องราบรื่นแน่”
ซูไทเฮาแย้มพระโอษฐ์“เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากเพียงแค่สามารถควบคุมมู่ฉางเยียนและได้ของล้ำค่าในสำนักไท่ซ่างเต้า เพียงเท่านี้ก็ไม่มีอะไรจะหยุดข้าได้แล้ว”
เจินเสี่ยวเตาโค้งตัว “กระหม่อมจะรีบไปเตรียมการเดี๋ยวนี้หากสำเร็จ กระหม่อมอาจเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นเวลานาน อย่างไรขอไทเฮาทรงส่งคนมาคุ้มครองกระหม่อมด้วยเรื่องนี้จะเกิดความผิดพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว”
“เจ้าไปเถอะข้าจะส่งคนไปคุ้มครองเจ้าเอง”
เจินเสี่ยวเตาถอยออกไป ขณะที่หันหลังให้ซูไทเฮาในแววตาของเขาก็ประกายความดุร้ายที่ทำให้คนเห็นแล้วหวาดกลัว ส่วนเจินเสี่ยวเตาก็มองไม่เห็นว่าขณะที่เขากำลังหันหลังนั้นซูไทเฮาที่ทรงดูเบิกบานในตอนแรก ตอนนี้สีพระพักตร์กลับดูหนักอึ้งขึ้นมาทันที และทรงมองไปยังแผ่นหลังของเจินเสี่ยวเตาพร้อมประกายกลิ่นอายสังหารออกมา
จากนั้นผู้อาวุโสชุดดำก็เดินออกมาจากเงามืดแล้วโค้งตัวคารวะซูไทเฮา
ซูไทเฮาตรัสขึ้น “เห็นไพร่คนนี้แล้วรึยัง? เก็บคนคนนี้ไว้อาจก่อให้เกิดหายนะได้หากไม่ใช่เพราะเขามีความสามารถด้านการฝังเข็มที่คนอื่นไม่มีละก็ข้าจะใช้คนแบบนั้นได้อย่างไร เจ้าไปปกป้องเขาอย่างลับ ๆหลังจากที่ควบคุมมู่ฉางเยียนได้แล้ว เจ้าก็จัดการทำให้เขากลายเป็นคนพิการเสีย พิการแบบที่แม้แต่จะเดินลงจากเตียงก็ยังทำไม่ได้แล้วใช้ยามาควบคุมเขาไว้ หากเขาไม่ทำตามคำสั่งก็ต้องตาย”
ผู้อาวุโสพยักหน้า“กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ซูไทเฮายื่นพระหัตถ์ไปโอบผู้อาวุโสจากด้านหลัง“เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องพึ่งเจ้า วิธีการฝังเข็มที่เจินเสี่ยวเตาใช้อาจฝึกได้ระหว่างที่ปกป้องเขา เจ้าก็ลอบฝึกวิธีการฝังเข็มจากเขาไปในตัวด้วยหากรู้ว่าจะควบคุมมันอย่างไรแล้วก็กำจัดเขาได้เลยในแววตาของคนคนนี้มีความดุร้ายซ่อนอยู่ เขาไม่เหมือนหลี่ชางหลี่”
เมื่อพูดถึงหลี่ชางหลี่สีหน้าของผู้อาวุโสก็เปลี่ยนไปทันที “ไทเฮายังทรงลืมเขาไม่ได้จริง ๆ หากข้าเดาไม่ผิดหากหลี่ชางหลี่สามารถทำให้ไทเฮาทรงมีโอรสได้ กระหม่อมก็คงไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว”
ซูไทเฮาทรงกอดเอวผู้อาวุโสจากด้านหลัง“นี่เจ้าหึงรึ? อายุขนาดนี้แล้วยังมีความน่ารักซ่อนอยู่มากเช่นนี้ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจจริง ๆ เด็กหนุ่มพวกนั้นมีดีแค่ภายนอกส่วนหลี่ชางหลี่ก็แค่เก่งเรื่องการใช้ปากและลิ้น แต่พวกเขาจะสู้เจ้าได้อย่างไร?หลายปีมานี้ข้าเปลี่ยนคนมามากเท่าไหร่แล้ว มีเพียงคนเดียวที่เปลี่ยนไม่ได้ก็คือเจ้าเจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าข้าคิดอย่างไร? อีกอย่าง ที่ข้าเอาเด็กหนุ่มเหล่านั้นเข้ามามากก็เพื่อปกปิดความลับของเจ้าเมื่อข้าให้กำเนิดบุตรในครรภ์แล้ว ตอนนั้นก็จะไม่มีใครรู้ว่าเป็นบุตรของเจ้า”
ผู้อาวุโสถอนหายใจ“แต่ข้ายังรู้สึกว่า...อยากให้ทุกคนรู้ว่าเด็กคนนี้คือบุตรของท่านและข้า”
ซูไทเฮาใช้พระหัตถ์ลูบตัวของผู้อาวุโสจากด้านหลัง“เจ้าวางใจเถอะ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เมื่อเวลานั้นมาถึง ผู้ที่จะมาสืบทอดปกครองแคว้นเยี่ยนนี้ไม่ใช่บุตรของเราทั้งสองคนหรือ? หากตอนนี้ทำให้คนอื่นรู้เกรงว่าจะนำหายนะมาสู่บุตรของเราเสียเปล่า ๆ รอเมื่อเขาโตแล้วเจ้าและข้าสามารถปกป้องเขาได้ เราจะไม่มีทางให้ใครมาทำร้ายเขา เมื่อถึงตอนนั้นเราจะมอบแคว้นเยี่ยนให้เขาปกครองเอง”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งผู้อาวุโสจึงพูดขึ้น “อย่างไรใจข้าก็อยู่ในมือท่าน ท่านรู้ว่าข้าหนีท่านไม่พ้น”
ซูไทเฮาตรัสเสียงเบา“เจ้าก็น่าจะรู้ดี...ใจข้าไม่ได้อยู่ในมือเจ้าหรืออย่างไร? คนเหล่านั้น ไม่ว่าจะมีรูปร่างดีหรือหน้าตาหล่อเหลามากแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครเทียบเจ้าได้เลยสักนิด มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ทำให้ข้ามีชีวิตต่อจนถึงทุกวันนี้...”
ผู้อาวุโสราวกับรู้สึกได้ถึงอาการยั่วยวนที่มาจากด้านหลังเขาจึงหันกลับไปกอดซูไทเฮา “ตอนนี้ทรงพระครรภ์อยู่ ยังคิดเรื่องเช่นนี้ไม่ได้”
“อืม...”
ซูไทเฮาทรงขานรับพลางแสดงท่าทีไม่สบพระอารมณ์“ข้ารู้แล้ว...นี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้ วุ่นวายจริง ๆ ทำเบา ๆหน่อยก็ไม่ได้เลยหรือ?”
ผู้อาวุโสถอนหายใจแล้วถอดเสื้อผ้าของซูไทเฮาออกทั้งหมด