[ฟอสจีน (Phosgene) ] หรือในอีกชื่อว่า [คาร์บอนิลคลอไรด์ (Carbonyl Chloride) ] มันคือสารเคมีในอุตสาหกรรมที่นำมาพัฒนาเป็นอาวุธสังหารที่โหดร้าย
นักเคมีชาวฝรั่งเศสภายใต้การนำของ [วิกเตอร์ กริกนาร์ด] ได้นำข้อเสียของคลอรีนมาพัฒนาเป็นอาวุธเคมีที่ร้ายแรง
ฟอสจีนคือก๊าซไร้สี มันจะถูกนำไปบรรจุภาชนะที่มีความดันสูงในสภาพของเหลว แล้วนำไปพ่นใส่เป้าหมายเพื่อสังหาร
ฤทธิ์ของมันนั้นจะทำให้เหยื่อระคายเคืองต่อเยื่อบุตา จมูก และคอ อีกทั้งยังทำให้ระบบหายใจล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
หรือต่อให้รอดชีวิต ก็ต้องพบักับความุทุกข์ทรมานของอาการที่เยื่อปอดถูกทำลายสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นเลือดอุดตันช่วงปอด ความทรมานจากอาการปอดบวม รวมไปถึงอาการติดเชื้อในปอดด้วย
อาจเรียกได้ว่ามันคืออาวุธที่ชั่วร้ายอย่างหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเลยทีเดียว
“กูขอท้าสู้ตัวต่อตัวกับเจ้าบานา! ”
นักรบชาวเอเชียสัญชาติไทยเอยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
บุรุษผิวคล้ำที่ชาติก่อนคือนักรบจากยุคจากสมัยกรุงสุโขทัยกำลังท้าสู้กับนักรบเผ่ายักษาบานาด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ
เขาทิ้งปืนในมือที่ไม่คุ้นชินลง แล้วคว้าง้าวออกมาตั้งท่าสู้ด้วยชุดทหารลายพรางสีเทา
แน่นอนว่านายแดงไม่คิดว่าตนเองจะสามารถเอาชนะบานาได้ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากขอท้าสู้ให้สมศักดิ์ศรีสายเลือดนักรบที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย
แต่ทว่า…
“อั๊ก! โอ๊กกก! ”
นักรบบานากลับล้มตัวลงพร้อมกับอาเจียนออกมาเป็นสายโลหิต
ไม่เพียงแค่เขา แม้แต่นักรบคนอื่นของฝ่ายยักษาก็อ้วกออกมาเป็นหยาดโลหิตสีแดงฉานเช่นกัน
“นี่มัน…”
พิษของฟอสจีนกำลังทำลายพวกเขาจากภายใน
ปอด ผิวหนัง ระบบกล้ามเนื้อ ล้วนแต่กำลังถูกทำลาย
คงต้องชมว่าการที่พวกเขาโดนอาวุธเคมีเข้าไป แล้วยังออกแรงวิ่งเผาเมืองมาได้นานขนาดนี้นับว่าเก่งมาก
ทั่วทั้งเมืองหลวงฮิวซิตี้ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงปืนเริ่มเงียบลงพร้อมกัน ราวกับสงครามที่ผ่านมาคือเรื่องโกหก
“คุณแดงครับ มีคำสั่งจากศูนย์ใหญ่ให้รอหน่วยพิเศษมาจับตัวพวกมันกลับไปศูนย์วิจัยครับ”
“เรื่องแบบนี้…”
ลูกน้องในหน่วยของเขาเอยด้วยร้อยยิ้มที่ได้รับชัยชนะมาอย่างง่ายดาย
แต่นายแดงรู้สึกทำใจรับกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้
“นี่คือสงครามของยุคสมัยใหม่เช่นนั้นหรือ? ”
เขาพึมพำและตั้งคำถามกับตัวเอง
สงครามที่ไร้ซึ่งเกียรติยศนี้คือการสู้รบของคนยุคสมัยใหม่เช่นนั้นหรือ?
ไม่ต้องพึ่งฝีมือการรบใด ๆ แล้วหันมาใช้อาวุธเคมีที่น่ากลัวคร่าเอาชีวิตของศัตรูแทน
นายแดงรู้เรื่องอาวุธเคมีมาก่อนบ้างแล้ว แต่เขาไม่ได้คิดว่ามันจะร้ายแรงถึงขนาดนี้
เขานึกภาพความร้ายกาจของอาวุธเคมีไม่ออก จนกระทั้งได้มาเห็นด้วยสายตาของตัวเองตรงหน้า
นายแดงมองไปที่ร่างของบานา
ยักษาร่างใหญ่ผิวสีเลือดหมูที่พยายามลุกขึ้นอย่างไร้ประโยชน์นั้น กำลังจับจ้องเขาด้วยดวงตาของนักสู้
แม้นว่ากล้ามเนื้อจะถูกทำลาย ระบบประสาทสั่งการเริ่มพังทลาย แต่หัวใจของเขายังคงต่อสู้อยู่
“หลีก! ”
ในตอนนั้นเองที่หน่วยพิเศษมาถึง
กลุ่มคนสวมชุดป้องกันอาวุธเคมีพร้อมเครื่องช๊อตไฟฟ้าแรงสูงกำลังทยอยลงมาจากรถตู้สีดำที่ทันสมัย
ท่อโลหะกลมยาวสองเมตรกำลังส่งเสียงลั่นน่ากลัวอยู่ที่ปลายยอดพร้อมประกายไฟฟ้า
“เหวอ!? ยังขยับได้อีก! ใช้ที่ช๊อตไฟฟ้าใส่แม่งเลย! ”
กลุ่มคนที่เข้าไปจะใช้เชือกจับบานานั้น ได้ถูกสุดยอดนักรบเผ่ายักษาขวิดเข้าใส่ด้วยเขาบนหัว
บานาพยายามดิ้นรนต่อต้านอย่างสุดกำลัง
แต่ก็ทำได้แค่นั้น
“อ๊ากกกก! ”
บานาถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช๊อตใส่
ลูกน้องของเขาก็เช่นกัน
หัวใจของบานาแทบจะหยุดเต้นไปช่วงหนึ่ง
ร่างของเขาไหม้เกรียมแล้วสลบลง
แต่โชคดีที่หัวใจยังคงเต้นอยู่
หรืออาจเป็นโชคร้ายมากกว่าหากต้องพิจารณาถึงสิ่งที่เขาต้องเจอในหลังจากนี้
“... ให้ตายสิ แม่ง! ”
แดงรู้สึกรับไม่ได้จนถึงขั้นโยนง้าวทิ้งลงสู่พื้น
เขาอยากวิ่งเข้าไปหวดง้าวสะบั้นคอพวกทหารตรงหน้าลงมา แต่ความเป็นทหารได้ห้ามไม่ให้เขาทำเช่นนั้น
เขามองดูบานาที่ถูกพาไปขึ้นรถในสภาพอันน่าอดสู่พลางคิดดูถูกตัวเองอยู่ในใจ
สมครามที่ไร้เกียรติยศนี้คืออะไรกัน?
เขาคิดเช่นนั้น
ในเวลาเดียวกัน
“... ไหน? ช่วยพูดให้ฟังอีกทีซิ? ”
“เออ… ท่านแครอทค่ะ… หน่วยที่ไปเตรียมรบตรงหุบเขา… ถูกโจมตีจนพ่ายแพ้ไปแล้ว… ค่ะ…”
“แล้วที่ว่าโดนจับตัว? ”
“ระ… เรื่องจริงค่ะ… หน่วยสอดแนมเห็นมากับตา… ค่ะ”
“กรี๊ดดดด! ”
ขุนนางแครอทแผดเสียงร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
แรงคุมคามที่ปล่อยออกมาจากร่างเธอทำให้ลูกน้องต่างพากันเผ่นหนีออกห่าง
“ทำไมพวกมันถึงรู้แผนการของพวกเรา!? ทำไม! หรือว่ามีคนทรยศ! ”
ขุนนางแครรอทกรีดเสียงราวกับคนบ้า
ตำแหน่งของขุนนางแครอทนั้นคือแนวป่าแถวตีนเขาทางตอนเหนือของเมืองมนุษย์
หน้าที่ของเธอคือการคุมพวกมอนสเตอร์ในการบุกโจมตีเมือง
แต่ตอนนี้แผนการตัดกำลังของพวกเธอได้พังทลายลงไปแล้ว
ความโกรธที่เข้าครอบงำนั้นทำให้ดวงตาของเธอมืดบอดและไร้ซึ่งประกายแสงสว่างในบันดล
แครอทระบายความโกรธด้วยการใช้ดาบสองมือติดกระบอกปืนใหญ่ขนาดหนึ่งร้อยมิลลิเมตรฟาดฟันไปทั่วบริเวณ
ต้นไม้ใบหญ้าโดยรอบถูกทำลายจนสิ้น
แน่นอนว่าในสายตาคนอื่นนั้นกำลังเข้าใจไปว่าเธอโกรธเพราะแผนการได้พังทลาย
แต่ความจริงเธอกำลังโกรธตัวเอง
‘ทำไมถึงไม่อยู่เคียงข้างบานาในยามที่เขากำลังลำบาก? ’
เพียงแค่คิด หัวใจของขุนนางยักษาแครอทก็แทบจะระเบิดปริแตกออกมาแล้ว
“แฮก… แฮก… พวกแก--- จงรีบสั่งให้พวกอสูรกลับมาเดียวนี้... ยกเลิกแผนการทั้งหมด...”
“คะ… ค่ะท่านแครอท! ”
แครอทสั่งให้ถอนกำลังทั้งหมดกลับมาหลังจากที่ตั้งสติกลับมาได้
กองทัพอสูรสงครามของเธอนั้น ปัจจุบันเหลืออยู่ราวหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตัว
หากรวมกับที่เฝ้าเมืองหลวงก็จะมีเป็นหนึ่งแสนแปดหมื่นตัว
และคงไม่สามารถเพิ่มจำนวนอสูรมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว เพราะกว่าจะเติบโตพอใช้งานได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบถึงยี่สิบปี
หรือจะใช้มอนสเตอร์โตเร็วอย่างกระต่ายมีเขากับสไลม์เป็นกองทัพ? เรื่องนั้นคงต้องกลับไปคิดดูในวันหลัง
แต่ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตกองทัพอสูรเสียก่อน เพราะว่าแผนการมันพังทลายหมดแล้ว
แครอทที่คิดเช่นนั้นจึงตัดสินใจยุติแผนการบุกทั้งหมดโดยไม่ผ่านความเห็นของขุนนางแอปเปิ้ลที่ในเวลานี้กำลังนั่งดื่มชารอฟังข่าวดีอยู่ในเมืองหลวง
“ฝากพวกเจ้าพาพวกมันกลับเมืองที ส่วนฉันกับโทเมจะไปช่วยบานาเอง”
หลังจากส่งสัญญาณถอยทัพเสร็จ เธอก็ปีนขึ้นเจ้ามังกรเกล็ดสีเขียวตัวโปรดของเธอ
เป้าหมายของเธอคือเมืองหลวงของมนุษย์
“เออ ท่านแครอทค่ะ!? อย่าวู่--”
ขุนนางแครอทไม่สนใจคำทัดท้านของลูกน้องแล้วบินทะยานขึ้นท้องฟ้า
ภายในหัวของเธอตอนนี้มีแต่ขุนนางบานาเท่านั้น
“ใครที่บังอาจจับบานาไป มันผู้นั้นจักต้องตาย! ”
สตรีที่อุดมไปด้วยพลังแห่งรัก (ยันเดเระ) กำลังจะไปบุกที่เมืองหลวงของมนุษย์แล้ว
วันที่ 86 ของเกมส์แห่งสงคราม
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
เมื่อวานนี้มีเรื่องที่น่าตกใจเกิดขึ้นหลายอย่าง
อย่างแรกคือจำนวนมอนสเตอร์ที่มากอย่างผิดปกติ
อย่างที่สองคือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของพวกมัน ที่อยู่ ๆ ก็พากันถอยหนีอย่างไม่ทราบสาเหตุ
และอย่างที่สามคือเหตุการณ์เผ่ายักษ์บุกโจมตีเมืองหลวงฮิวซิตี้
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บัญชาการคาดเดา ว่าเผ่ายักษ์คงรวบรวมคนที่รอดชีวิตมาแก้แค้นพวกเราที่ไปทำลายคริสตัลของพวกมัน
ส่วนฝูงมอนสเตอร์ก็น่าจะเป็นฝีมือของพวกยักษ์นั่นละ
แต่ฉันว่าพวกเรากำลังมองข้ามบางอย่างอยู่
ฉันเองก็พูดไม่ถูก แต่เหมือนว่าพวกเราจะมองข้ามบางอย่างที่สำคัญไปจริง ๆ นั่นละ
“... ช่างเถอะ ตอนนี้ที่สำคัญคือบานาต่างหาก”
จากข่าวที่กระจายออกมานั้น เห็นว่าพวกเขาสามารถจับเป็นเผ่ายักษ์ผิวสีเลือดหมู มีผมสีส้ม ดวงตาสีทองได้
คนที่มีหน้าตาลักษณะนั้นคงมีแค่บานาเท่านั้นนั่นละ
บานาสหายร่วมรบต่างเผ่าของฉัน
ดังนั้นฉันจึงขอร้องให้แอร์บาสร์ช่วยใช้สิทธิ์ของหัวหน้าหมวดย่อยมาขอเยี่ยมตัวนักโทษ
แอร์บาสร์บอกว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก” แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ฉันกับแอร์บาสร์กลับมีจดหมายเรียกตัวให้ไปเข้าเยี่ยมบานาได้
แต่สถานที่เยี่ยมกลับไม่ใช่คุก แต่เป็นศูนย์อาคารวิจัยอาวุธของเมืองแทน
และนี่คือเหตุผลที่ฉันต้องมานั่งอยู่ ณ ห้องโถงต้อนรับพร้อมกับแอร์บาสร์ต่อหน้านักวิจัยอัจฉริยะชาวญี่ปุ่นของพวกเรา
“สวัสดีครับ ผม [ยะมะโตะ] หัวหน้าฝ่ายวิจัย ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเอรีส คุณแอร์บาสร์”
ที่ห้องโถงต้อนรับควบห้องทำงานของยะมะโตะแห่งนี้ มีเพียงแค่ฉัน แอร์บาสร์ กับเขาเพียงสามคนเท่านั้น
ชุดทหารลายพรางสีเขียวของพวกเรากำลังทำให้ดูแปลกแยกจากชุดวิจัยสีขาวของยะมะโตะ
ส่วนพื้นที่ต้อนรับควบทำงานแห่งนี้เป็นห้องทรงโดมสูงกว่าห้าเมตรที่โอ่โถง
มีหุ่นยนต์แขนกลรับใช้จำนวนมากห้อยโยงมาจากผ้าเพดาน ที่พื้นกระเบื้องขาวมีโต๊ะวางรายล้อมรกตา
แต่ห้องที่ดูวุ่นวายนี้กลับไม่มีเงาของสิ่งมีชีวิตอื่นปรากฏนอกจากพวกเรา
นี่เขาทำงานและวิจัยอาวุธทั้งหมดด้วยตัวคนเดียวเท่านั้นเองหรือนี่?
ไม่สิ เหมือนจะเคยได้ยินมาว่าคุณยะมะโตะเป็นคนแปลก ๆ บางทีอาจจะมีลูกน้องทำงานอยู่ที่ส่วนอื่นของตึกมากกว่า
“ผมได้เห็นผลการรบของพวกคุณแล้ว ช่างเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมากครับ [จาวิส] ช่วยเสริฟชาให้แขกทีสิ”
ยะมะโตะส่งรอยยิ้มพร้อมสั่งแขนกลให้เสริฟชาเขียวกับพวกเรา
“เออ ขอบคุณค่ะ”
ฉันรับถ้วยช้าร้อนที่หอมกรุ่นมาดื่ม
“คือว่า ก่อนอื่น--”
“เรื่องของบานาสินะครับ เรามาตัดขั้นตอนที่วุ่นวายแล้วเข้าสู่ประเด็นของการนัดเจอพวกคุณในวันนี้เลยดีกว่า”
ช่างเป็นชายที่รวบรัดเสียจริง แต่มันก็สะดวกดีเหมือนกัน
“ตอนนี้นักรบที่พวกท่านเรียกว่า.. เออ..”
[บานาครับเจ้านาย]
“ใช่! บานาคนนั้น กำลังถูกทดลองพอดี--- อยู่ในการดูแลของเรา ถ้าอยากไปพบเพื่อพูดคุย กระผมยินดีออกใบทำให้ได้ แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน---”
เมื่อกี้เขาพูดว่าถูกทดลองใช่ไหม? ฉันไม่ได้หูฟาดไปใช่ไหม?
ยะมะโตะดีดนิ้วที่มือขวาทีหนึ่ง
ในตอนนั้นเองที่มีท่อทรงกระบอกใสสองตัวเลื่อนขึ้นมาจากพื้น
ภายในนั้นมีเสื้อเกราะสีเขียวปรากฏอยู่
มันทอประกายและมีเกล็ดเหมือนกับผิวของมังกร
มันมีปีกโปร่งแสงสองคู่เหมือนกับภูติ
มีหนวดยื่นยาวตรงหัวเหมือนกับมด
มีหน้ากากที่เต็มไปด้วยขนของเผ่ามนุษย์นก
และมีมัดกล้ามเหมือนกับเผ่ายักษ์
สรุปคือเป็นชุดเกราะที่อุจาดตามาก
ใครมันเป็นคนออกแบบชุดน่าเกลียดตัวนี้ขึ้นมากันยะ?
แถมชุดเกราะเข้ารูปนั้นยังมีลักษณะของเพศชายและหญิงอย่างละตัว
อย่าบอกนะว่าเงื่อนไขในการเข้าเยี่ยมบานาคือ---
“นี่คือชุดเกราะรุ่นใหม่ หากพวกท่านยอมช่วยทดลองสวมใส่เวลาออกรบ ผมจะยอมให้ท่านเข้าเยี่ยมบานาได้”
ขอไม่ใส่ได้มั้ย?
“ผมชมการต่อสู้ของพวกท่านแล้ว การวาดลวดลายบนหลังมังกรนั้นช่างงดงามนัก เพราะเช่นนั้นผมถึงได้เลือกพวกคุณครับ”
ว่าจะถามพอดีเลยว่าทำไมถึงเลือกพวกเรา
“เอาละ ช่วยมาเป็นฮีโร่ให้ผมทีครับ! ”
ยะมะโตะพูดเองเออเองเลยวุ้ย
ว่าแต่เมื่อกี้นี้เขาพูดว่า [ฮีโร่] ใช่ไหม?
และด้วยเหตุนี้ทั้งฉันกับแอร์บาร์สจึงต้องยอมเป็นหนูทดลองสวมชุดเกราะฮีโร่ (?) อย่างช่วยไม่ได้ไป