Age of war

    ตอนที่ 87 อาวุธเคมี

    [ฟอสจีน (Phosgene) ] หรือในอีกชื่อว่า [คาร์บอนิลคลอไรด์ (Carbonyl Chloride) ] มันคือสารเคมีในอุตสาหกรรมที่นำมาพัฒนาเป็นอาวุธสังหารที่โหดร้าย

    นักเคมีชาวฝรั่งเศสภายใต้การนำของ [วิกเตอร์ กริกนาร์ด] ได้นำข้อเสียของคลอรีนมาพัฒนาเป็นอาวุธเคมีที่ร้ายแรง

    ฟอสจีนคือก๊าซไร้สี มันจะถูกนำไปบรรจุภาชนะที่มีความดันสูงในสภาพของเหลว แล้วนำไปพ่นใส่เป้าหมายเพื่อสังหาร

    ฤทธิ์ของมันนั้นจะทำให้เหยื่อระคายเคืองต่อเยื่อบุตา จมูก และคอ อีกทั้งยังทำให้ระบบหายใจล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

    หรือต่อให้รอดชีวิต ก็ต้องพบักับความุทุกข์ทรมานของอาการที่เยื่อปอดถูกทำลายสิ้น

    ไม่ว่าจะเป็นเลือดอุดตันช่วงปอด ความทรมานจากอาการปอดบวม รวมไปถึงอาการติดเชื้อในปอดด้วย

    อาจเรียกได้ว่ามันคืออาวุธที่ชั่วร้ายอย่างหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเลยทีเดียว



    “กูขอท้าสู้ตัวต่อตัวกับเจ้าบานา! ”

    นักรบชาวเอเชียสัญชาติไทยเอยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

    บุรุษผิวคล้ำที่ชาติก่อนคือนักรบจากยุคจากสมัยกรุงสุโขทัยกำลังท้าสู้กับนักรบเผ่ายักษาบานาด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ

    เขาทิ้งปืนในมือที่ไม่คุ้นชินลง แล้วคว้าง้าวออกมาตั้งท่าสู้ด้วยชุดทหารลายพรางสีเทา

    แน่นอนว่านายแดงไม่คิดว่าตนเองจะสามารถเอาชนะบานาได้ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากขอท้าสู้ให้สมศักดิ์ศรีสายเลือดนักรบที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย

    แต่ทว่า…

    “อั๊ก! โอ๊กกก! ”

    นักรบบานากลับล้มตัวลงพร้อมกับอาเจียนออกมาเป็นสายโลหิต

    ไม่เพียงแค่เขา แม้แต่นักรบคนอื่นของฝ่ายยักษาก็อ้วกออกมาเป็นหยาดโลหิตสีแดงฉานเช่นกัน

    “นี่มัน…”

    พิษของฟอสจีนกำลังทำลายพวกเขาจากภายใน

    ปอด ผิวหนัง ระบบกล้ามเนื้อ ล้วนแต่กำลังถูกทำลาย

    คงต้องชมว่าการที่พวกเขาโดนอาวุธเคมีเข้าไป แล้วยังออกแรงวิ่งเผาเมืองมาได้นานขนาดนี้นับว่าเก่งมาก

    ทั่วทั้งเมืองหลวงฮิวซิตี้ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงปืนเริ่มเงียบลงพร้อมกัน ราวกับสงครามที่ผ่านมาคือเรื่องโกหก

    “คุณแดงครับ มีคำสั่งจากศูนย์ใหญ่ให้รอหน่วยพิเศษมาจับตัวพวกมันกลับไปศูนย์วิจัยครับ”

    “เรื่องแบบนี้…”

    ลูกน้องในหน่วยของเขาเอยด้วยร้อยยิ้มที่ได้รับชัยชนะมาอย่างง่ายดาย

    แต่นายแดงรู้สึกทำใจรับกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้

    “นี่คือสงครามของยุคสมัยใหม่เช่นนั้นหรือ? ”

    เขาพึมพำและตั้งคำถามกับตัวเอง

    สงครามที่ไร้ซึ่งเกียรติยศนี้คือการสู้รบของคนยุคสมัยใหม่เช่นนั้นหรือ?

    ไม่ต้องพึ่งฝีมือการรบใด ๆ แล้วหันมาใช้อาวุธเคมีที่น่ากลัวคร่าเอาชีวิตของศัตรูแทน

    นายแดงรู้เรื่องอาวุธเคมีมาก่อนบ้างแล้ว แต่เขาไม่ได้คิดว่ามันจะร้ายแรงถึงขนาดนี้

    เขานึกภาพความร้ายกาจของอาวุธเคมีไม่ออก จนกระทั้งได้มาเห็นด้วยสายตาของตัวเองตรงหน้า

    นายแดงมองไปที่ร่างของบานา

    ยักษาร่างใหญ่ผิวสีเลือดหมูที่พยายามลุกขึ้นอย่างไร้ประโยชน์นั้น กำลังจับจ้องเขาด้วยดวงตาของนักสู้

    แม้นว่ากล้ามเนื้อจะถูกทำลาย ระบบประสาทสั่งการเริ่มพังทลาย แต่หัวใจของเขายังคงต่อสู้อยู่

    “หลีก! ”

    ในตอนนั้นเองที่หน่วยพิเศษมาถึง

    กลุ่มคนสวมชุดป้องกันอาวุธเคมีพร้อมเครื่องช๊อตไฟฟ้าแรงสูงกำลังทยอยลงมาจากรถตู้สีดำที่ทันสมัย

    ท่อโลหะกลมยาวสองเมตรกำลังส่งเสียงลั่นน่ากลัวอยู่ที่ปลายยอดพร้อมประกายไฟฟ้า

    “เหวอ!? ยังขยับได้อีก! ใช้ที่ช๊อตไฟฟ้าใส่แม่งเลย! ”

    กลุ่มคนที่เข้าไปจะใช้เชือกจับบานานั้น ได้ถูกสุดยอดนักรบเผ่ายักษาขวิดเข้าใส่ด้วยเขาบนหัว

    บานาพยายามดิ้นรนต่อต้านอย่างสุดกำลัง

    แต่ก็ทำได้แค่นั้น

    “อ๊ากกกก! ”

    บานาถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช๊อตใส่

    ลูกน้องของเขาก็เช่นกัน

    หัวใจของบานาแทบจะหยุดเต้นไปช่วงหนึ่ง

    ร่างของเขาไหม้เกรียมแล้วสลบลง

    แต่โชคดีที่หัวใจยังคงเต้นอยู่

    หรืออาจเป็นโชคร้ายมากกว่าหากต้องพิจารณาถึงสิ่งที่เขาต้องเจอในหลังจากนี้

    “... ให้ตายสิ แม่ง! ”

    แดงรู้สึกรับไม่ได้จนถึงขั้นโยนง้าวทิ้งลงสู่พื้น

    เขาอยากวิ่งเข้าไปหวดง้าวสะบั้นคอพวกทหารตรงหน้าลงมา แต่ความเป็นทหารได้ห้ามไม่ให้เขาทำเช่นนั้น

    เขามองดูบานาที่ถูกพาไปขึ้นรถในสภาพอันน่าอดสู่พลางคิดดูถูกตัวเองอยู่ในใจ

    สมครามที่ไร้เกียรติยศนี้คืออะไรกัน?

    เขาคิดเช่นนั้น



    ในเวลาเดียวกัน

    “... ไหน? ช่วยพูดให้ฟังอีกทีซิ? ”

    “เออ… ท่านแครอทค่ะ… หน่วยที่ไปเตรียมรบตรงหุบเขา… ถูกโจมตีจนพ่ายแพ้ไปแล้ว… ค่ะ…”

    “แล้วที่ว่าโดนจับตัว? ”

    “ระ… เรื่องจริงค่ะ… หน่วยสอดแนมเห็นมากับตา… ค่ะ”

    “กรี๊ดดดด! ”

    ขุนนางแครอทแผดเสียงร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง

    แรงคุมคามที่ปล่อยออกมาจากร่างเธอทำให้ลูกน้องต่างพากันเผ่นหนีออกห่าง

    “ทำไมพวกมันถึงรู้แผนการของพวกเรา!? ทำไม! หรือว่ามีคนทรยศ! ”

    ขุนนางแครรอทกรีดเสียงราวกับคนบ้า

    ตำแหน่งของขุนนางแครอทนั้นคือแนวป่าแถวตีนเขาทางตอนเหนือของเมืองมนุษย์

    หน้าที่ของเธอคือการคุมพวกมอนสเตอร์ในการบุกโจมตีเมือง

    แต่ตอนนี้แผนการตัดกำลังของพวกเธอได้พังทลายลงไปแล้ว

    ความโกรธที่เข้าครอบงำนั้นทำให้ดวงตาของเธอมืดบอดและไร้ซึ่งประกายแสงสว่างในบันดล

    แครอทระบายความโกรธด้วยการใช้ดาบสองมือติดกระบอกปืนใหญ่ขนาดหนึ่งร้อยมิลลิเมตรฟาดฟันไปทั่วบริเวณ

    ต้นไม้ใบหญ้าโดยรอบถูกทำลายจนสิ้น

    แน่นอนว่าในสายตาคนอื่นนั้นกำลังเข้าใจไปว่าเธอโกรธเพราะแผนการได้พังทลาย

    แต่ความจริงเธอกำลังโกรธตัวเอง

    ‘ทำไมถึงไม่อยู่เคียงข้างบานาในยามที่เขากำลังลำบาก? ’

    เพียงแค่คิด หัวใจของขุนนางยักษาแครอทก็แทบจะระเบิดปริแตกออกมาแล้ว

    “แฮก… แฮก… พวกแก--- จงรีบสั่งให้พวกอสูรกลับมาเดียวนี้... ยกเลิกแผนการทั้งหมด...”

    “คะ… ค่ะท่านแครอท! ”

    แครอทสั่งให้ถอนกำลังทั้งหมดกลับมาหลังจากที่ตั้งสติกลับมาได้

    กองทัพอสูรสงครามของเธอนั้น ปัจจุบันเหลืออยู่ราวหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตัว

    หากรวมกับที่เฝ้าเมืองหลวงก็จะมีเป็นหนึ่งแสนแปดหมื่นตัว

    และคงไม่สามารถเพิ่มจำนวนอสูรมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว เพราะกว่าจะเติบโตพอใช้งานได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบถึงยี่สิบปี

    หรือจะใช้มอนสเตอร์โตเร็วอย่างกระต่ายมีเขากับสไลม์เป็นกองทัพ? เรื่องนั้นคงต้องกลับไปคิดดูในวันหลัง

    แต่ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตกองทัพอสูรเสียก่อน เพราะว่าแผนการมันพังทลายหมดแล้ว

    แครอทที่คิดเช่นนั้นจึงตัดสินใจยุติแผนการบุกทั้งหมดโดยไม่ผ่านความเห็นของขุนนางแอปเปิ้ลที่ในเวลานี้กำลังนั่งดื่มชารอฟังข่าวดีอยู่ในเมืองหลวง

    “ฝากพวกเจ้าพาพวกมันกลับเมืองที ส่วนฉันกับโทเมจะไปช่วยบานาเอง”

    หลังจากส่งสัญญาณถอยทัพเสร็จ เธอก็ปีนขึ้นเจ้ามังกรเกล็ดสีเขียวตัวโปรดของเธอ

    เป้าหมายของเธอคือเมืองหลวงของมนุษย์

    “เออ ท่านแครอทค่ะ!? อย่าวู่--”

    ขุนนางแครอทไม่สนใจคำทัดท้านของลูกน้องแล้วบินทะยานขึ้นท้องฟ้า

    ภายในหัวของเธอตอนนี้มีแต่ขุนนางบานาเท่านั้น

    “ใครที่บังอาจจับบานาไป มันผู้นั้นจักต้องตาย! ”

    สตรีที่อุดมไปด้วยพลังแห่งรัก (ยันเดเระ) กำลังจะไปบุกที่เมืองหลวงของมนุษย์แล้ว



    วันที่ 86 ของเกมส์แห่งสงคราม

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    เมื่อวานนี้มีเรื่องที่น่าตกใจเกิดขึ้นหลายอย่าง

    อย่างแรกคือจำนวนมอนสเตอร์ที่มากอย่างผิดปกติ

    อย่างที่สองคือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของพวกมัน ที่อยู่ ๆ ก็พากันถอยหนีอย่างไม่ทราบสาเหตุ

    และอย่างที่สามคือเหตุการณ์เผ่ายักษ์บุกโจมตีเมืองหลวงฮิวซิตี้

    จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บัญชาการคาดเดา ว่าเผ่ายักษ์คงรวบรวมคนที่รอดชีวิตมาแก้แค้นพวกเราที่ไปทำลายคริสตัลของพวกมัน

    ส่วนฝูงมอนสเตอร์ก็น่าจะเป็นฝีมือของพวกยักษ์นั่นละ

    แต่ฉันว่าพวกเรากำลังมองข้ามบางอย่างอยู่

    ฉันเองก็พูดไม่ถูก แต่เหมือนว่าพวกเราจะมองข้ามบางอย่างที่สำคัญไปจริง ๆ นั่นละ

    “... ช่างเถอะ ตอนนี้ที่สำคัญคือบานาต่างหาก”

    จากข่าวที่กระจายออกมานั้น เห็นว่าพวกเขาสามารถจับเป็นเผ่ายักษ์ผิวสีเลือดหมู มีผมสีส้ม ดวงตาสีทองได้

    คนที่มีหน้าตาลักษณะนั้นคงมีแค่บานาเท่านั้นนั่นละ

    บานาสหายร่วมรบต่างเผ่าของฉัน

    ดังนั้นฉันจึงขอร้องให้แอร์บาสร์ช่วยใช้สิทธิ์ของหัวหน้าหมวดย่อยมาขอเยี่ยมตัวนักโทษ

    แอร์บาสร์บอกว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก” แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ฉันกับแอร์บาสร์กลับมีจดหมายเรียกตัวให้ไปเข้าเยี่ยมบานาได้

    แต่สถานที่เยี่ยมกลับไม่ใช่คุก แต่เป็นศูนย์อาคารวิจัยอาวุธของเมืองแทน

    และนี่คือเหตุผลที่ฉันต้องมานั่งอยู่ ณ ห้องโถงต้อนรับพร้อมกับแอร์บาสร์ต่อหน้านักวิจัยอัจฉริยะชาวญี่ปุ่นของพวกเรา

    “สวัสดีครับ ผม [ยะมะโตะ] หัวหน้าฝ่ายวิจัย ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเอรีส คุณแอร์บาสร์”

    ที่ห้องโถงต้อนรับควบห้องทำงานของยะมะโตะแห่งนี้ มีเพียงแค่ฉัน แอร์บาสร์ กับเขาเพียงสามคนเท่านั้น

    ชุดทหารลายพรางสีเขียวของพวกเรากำลังทำให้ดูแปลกแยกจากชุดวิจัยสีขาวของยะมะโตะ

    ส่วนพื้นที่ต้อนรับควบทำงานแห่งนี้เป็นห้องทรงโดมสูงกว่าห้าเมตรที่โอ่โถง

    มีหุ่นยนต์แขนกลรับใช้จำนวนมากห้อยโยงมาจากผ้าเพดาน ที่พื้นกระเบื้องขาวมีโต๊ะวางรายล้อมรกตา

    แต่ห้องที่ดูวุ่นวายนี้กลับไม่มีเงาของสิ่งมีชีวิตอื่นปรากฏนอกจากพวกเรา

    นี่เขาทำงานและวิจัยอาวุธทั้งหมดด้วยตัวคนเดียวเท่านั้นเองหรือนี่?

    ไม่สิ เหมือนจะเคยได้ยินมาว่าคุณยะมะโตะเป็นคนแปลก ๆ บางทีอาจจะมีลูกน้องทำงานอยู่ที่ส่วนอื่นของตึกมากกว่า

    “ผมได้เห็นผลการรบของพวกคุณแล้ว ช่างเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมากครับ [จาวิส] ช่วยเสริฟชาให้แขกทีสิ”

    ยะมะโตะส่งรอยยิ้มพร้อมสั่งแขนกลให้เสริฟชาเขียวกับพวกเรา

    “เออ ขอบคุณค่ะ”

    ฉันรับถ้วยช้าร้อนที่หอมกรุ่นมาดื่ม

    “คือว่า ก่อนอื่น--”

    “เรื่องของบานาสินะครับ เรามาตัดขั้นตอนที่วุ่นวายแล้วเข้าสู่ประเด็นของการนัดเจอพวกคุณในวันนี้เลยดีกว่า”

    ช่างเป็นชายที่รวบรัดเสียจริง แต่มันก็สะดวกดีเหมือนกัน

    “ตอนนี้นักรบที่พวกท่านเรียกว่า.. เออ..”

    [บานาครับเจ้านาย]

    “ใช่! บานาคนนั้น กำลังถูกทดลองพอดี--- อยู่ในการดูแลของเรา ถ้าอยากไปพบเพื่อพูดคุย กระผมยินดีออกใบทำให้ได้ แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน---”

    เมื่อกี้เขาพูดว่าถูกทดลองใช่ไหม? ฉันไม่ได้หูฟาดไปใช่ไหม?

    ยะมะโตะดีดนิ้วที่มือขวาทีหนึ่ง

    ในตอนนั้นเองที่มีท่อทรงกระบอกใสสองตัวเลื่อนขึ้นมาจากพื้น

    ภายในนั้นมีเสื้อเกราะสีเขียวปรากฏอยู่

    มันทอประกายและมีเกล็ดเหมือนกับผิวของมังกร

    มันมีปีกโปร่งแสงสองคู่เหมือนกับภูติ

    มีหนวดยื่นยาวตรงหัวเหมือนกับมด

    มีหน้ากากที่เต็มไปด้วยขนของเผ่ามนุษย์นก

    และมีมัดกล้ามเหมือนกับเผ่ายักษ์

    สรุปคือเป็นชุดเกราะที่อุจาดตามาก

    ใครมันเป็นคนออกแบบชุดน่าเกลียดตัวนี้ขึ้นมากันยะ?

    แถมชุดเกราะเข้ารูปนั้นยังมีลักษณะของเพศชายและหญิงอย่างละตัว

    อย่าบอกนะว่าเงื่อนไขในการเข้าเยี่ยมบานาคือ---

    “นี่คือชุดเกราะรุ่นใหม่ หากพวกท่านยอมช่วยทดลองสวมใส่เวลาออกรบ ผมจะยอมให้ท่านเข้าเยี่ยมบานาได้”

    ขอไม่ใส่ได้มั้ย?

    “ผมชมการต่อสู้ของพวกท่านแล้ว การวาดลวดลายบนหลังมังกรนั้นช่างงดงามนัก เพราะเช่นนั้นผมถึงได้เลือกพวกคุณครับ”

    ว่าจะถามพอดีเลยว่าทำไมถึงเลือกพวกเรา

    “เอาละ ช่วยมาเป็นฮีโร่ให้ผมทีครับ! ”

    ยะมะโตะพูดเองเออเองเลยวุ้ย

    ว่าแต่เมื่อกี้นี้เขาพูดว่า [ฮีโร่] ใช่ไหม?

    และด้วยเหตุนี้ทั้งฉันกับแอร์บาร์สจึงต้องยอมเป็นหนูทดลองสวมชุดเกราะฮีโร่ (?) อย่างช่วยไม่ได้ไป