กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ

    กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ_51_ถนนสีทองอร่ามที่ทอดยาว

    เหล่ามนุษย์ปุถุชนมิได้รู้ตื้นลึกหนาบาง พวกมันจึงคิดว่าเป็นปีศาจปรากฏกายออกมา เรื่องจึงได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ อู่ อวี้ กลายเป็นบุคคลผู้น่าสะพรึงกลัว ส่วน ฮ่าวเทียน และ โย่ว หลิงจี ต่างรู้ดีว่า อู่ อวี้ ไม่ใช่ปีศาจแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่ความสามารถบางอย่างที่ทำให้พวกมันถึงกับรู้สึกประหลาดใจ

    “คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีความสามารถเช่นนี้อยู่ การที่เจ้าแปลงกายกลายเป็นสัตว์เยี่ยงนี้ก็ดีเหมือนกัน บางทีรสชาติเจ้าอาจจะน่าลิ้มลองยิ่งขึ้น” โย่ว หลิงจี หาได้เกรงกลัวแต่อย่างใด ภายใต้การโจมตีต่อเนื่องของนาง ปลุกความบ้าคลั่งของวิญญาณชั่วร้ายที่หิวกระหายให้เพิ่มพูนทวีคูณความแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

    บู้มม!

    เซียนวานรไร้ผู้ต้านสะบัดมือควงพลองพิชิตมารอย่างคล่องแคล่วเสมือนดั่งกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ยามปกติ อู่ อวี้ มักรู้สึกว่าพลองพิชิตมารจะค่อนข้างหนัก แต่ในยามเข้าสู่ร่างเซียนวานรจำแลงแล้ว มันกลับใช้งานได้อย่างถนัดมือยิ่ง

    ฟู่ววว!

    ด้วยการควงพลองพิชิตมารที่คล่องแคล่วว่องไวเช่นนี้ ทำให้เกิดลมพายุหมุนอันบ้าคลั่งก่อตัวขึ้น จากนั้น อู่ อวี้ ก็ได้พุ่งจู่โจมใส่เหล่าวิญญาณชั่วร้ายอย่างบ้าคลั่ง กระทั่งพื้นพสุธาในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรยังเกิดรอยปริแตกลุกลามไปทั่ว

    “พินาศไปซะ!”

    ด้วยความรุนแรงจากการโจมตีของวานรสีทอง ทำให้เหล่าบรรดาวิญญาณชั่วร้ายแผดเสียงหวีดร้องโหยหวนออกมาอย่างทุรนทุราย ไร้ซึ่งโอกาสโต้ตอบ ขณะที่ อู่ อวี้ เหวี่ยงพลองกวาดไปกว่าร้อยครั้งอย่างลื่นไหล พวกมันก็ได้แต่ประสบชะตากรรมกลายเป็นกองเนื้อเน่าฟอนเฟะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีกต่อไป

    “ร่างเซียนวานรจำแลงนี่มันบ้าระห่ำดีแท้!”

    เมื่อกำจัดเหล่าวิญญาณชั่วร้ายจนหมด อู่ อวี้ ก็ตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่า ร่างเซียนจำแลงมันคือเซียนที่เข้ามาประทับร่างอย่างแท้จริง ถึงแม้จะยังไม่สามารถสำแดงพลังที่แท้จริงออกมาได้ก็ตาม เพียงแค่นี้ก็พอที่จะกำจัดวิญญาณชั่วร้ายเหล่านี้ให้พินาศ

    “โย่ว หลิงจี!”

    เมื่อเหล่าวิญญาณชั่วร้ายถูกกำจัดไปหมดสิ้น อู่ อวี้ ก็ได้จ้องไปยัง โย่ว หลิงจี ด้วยแววตาดุร้ายที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

    แต่ใครจะนึกว่า โย่ว หลิงจี กลับยิ้มหยันออกมา ขณะเดียวกัน อู่ อวี้ ที่ยืนอยู่ไกลออกไป ก็พลันรู้สึกได้ถึงลมที่เย็นยะเยือกราวกับความหนาวเหน็บนี้กำลังกัดเซาะเจาะทะลวงเข้าไปถึงกระดูก เมื่อเขาหันมองกลับไป ก็พลันพบกับหญิงสาวที่ใบหน้าขาวซีดราวกับคนสิ้นอายุขัย จากนั้นนางก็ได้พุ่งเข้าใส่ อู่ อวี้ ฉับพลัน กระนั้น นางไม่ได้พุ่งชน อู่ อวี้ ตรงๆ ทว่ากลับไม่มีการปะทะเกิดขึ้น เพราะอยู่ดีๆ นางก็ได้หายลับไปอย่างน่าพิศวง

    “ฮ่าๆ ๆ!! เสิ่น อู่เต้า เจ้าตายแน่” เมื่อได้เห็นฉากที่เกิดขึ้นนี้ โย่ว หลิงจี ก็ได้หัวเราะจนกุมท้อง แม้ว่าเสียงของนางจะไพเราะราวกับเสียงของนางเซียนสวรรค์ แต่สีหน้าของนางกลับน่าเกลียดอัปลักษณ์

    บู้มม!

    อู่ อวี้ ได้ดีดฝ่าเท้าพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วหมายมุ่งจะสังหาร โย่ว หลิงจี ให้สิ้นท่า แต่ขณะนั้น สภาวะจิตใจของเขากลับเกิดการสั่นคลอนขึ้นราวกับแผ่นดินไหวสะท้านสะเทือน ดูเหมือนว่าในตอนนี้ ร่างกายของเขานั้นได้มีสิ่งแปลกปลอมเล็ดลอดเข้ามา ซึ่งมันน่ากลัวเป็นอย่างมาก เพราะเจ้าสิ่งนี้มีผลกระทบต่อจิตใจของเขาพอสมควร

    “เสิ่น อู่เต้า~เสิ่น อู่เต้า~”

    เสียงน่ากลัวดังกึกก้องอยู่ในจิตใจ มันเป็นเสียงของเด็กผู้หญิงที่กำลังร้องไห้และร้องเรียกชื่อของ เสิ่น อู่เต้า อยู่ จากนั้น อู่ อวี้ ก็พบว่าโลกที่อยู่เบื้องหน้าของเขานั้น กลายเป็นทะเลเลือดที่มีกองศพสูงพะเนินเป็นภูเขา

    “ไสหัวออกไป!”

    เขารู้ว่าจะต้องมีวิญญาณชั่วร้ายเข้ามาสิงในร่างกายของเขาเพื่อพยายามที่จะควบคุมร่างกาย

    อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าวิญญาณชั่วร้ายนี้ เมื่อเข้ามาแล้วมันจะทำอะไรได้บ้าง โลกใบนี้กว้างใหญ่ไร้พรมแดน ซ้ำความรู้เขายังมีแค่ยอดปลายภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าจะขับไล่วิญญาณร้ายตนนี้ออกจากร่างกายเขาได้เช่นไร

    “ข้าตายอย่างทุกข์ทนทรมาน....ฮือ~~ ฮือ~~” เสียงอันสั่นเครือของเด็กสาวที่มีใบหน้าซีดเซียว ยังคงดังกึกก้องอยู่ในหูของเขาอย่างต่อเนื่อง

    หากดูจากโลกภายนอก จะได้เห็นวานรสีทองตัวใหญ่ยักษ์กำลังกุมศีรษะและคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความทุกข์ทรมานหลังจากที่ถูกวิญญาณร้ายเข้ามาสิงสู่ในร่าง ขณะนั้นเอง วานรสีทองตนนี้ก็ได้ลุกขึ้นคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว พร้อมกับพุ่งเข้าใส่ โย่ว หลิงจี หมายจะสังหารให้สิ้น แต่กระนั้น ขาของ อู่ อวี้ ก็ได้หยุดชะงักลงราวกับกำลังต่อสู้ยื้อแย่งร่างกายกับสิ่งที่มองไม่เห็น ส่วนพลองพิชิตมารที่ถืออยู่ในมือก็ได้ฟาดเข้าใส่ร่างกายของตนเองอย่างจัง

    “อู่...”

    อู่หยู ที่อยู่ในรถม้านั้น เมื่อได้เห็นฉากเช่นนี้แล้ว นางก็ได้หลั่งน้ำตาแห่งความปวดร้าว

    นางมิอาจจะกระทั่งเอ่ยนามของ อู่ อวี้ ออกมา

    จิ่ว ซื่อจุน ได้มองมายัง อู่หยู ด้วยสายตาอันเย็นเฉียบ พร้อมกล่าวว่า “เจ้าน่าจะห่วงตัวเองก่อน อู่หยู การที่สามารถทำให้ชาวสวรรค์ (ซ่างเซียน) มาตกหลุมรักเจ้าได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พวกสมุนของข้าทั้งแปดต่างก็ให้ความสนใจในตัวเจ้า ฉะนั้นเจ้าจักต้องปรนนิบัติพวกเราเป็นพิเศษอย่าได้ขาดตกบกพร่อง”

    เมื่อกล่าวจบ มันก็ได้ระเบิดเสียงหัวเราะที่ป่าเถื่อน

    อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางสายตาของเหล่าฝูงชน โย่ว หลิงจี ก็ได้หัวเราะออกมาและกล่าวว่า “เอาล่ะ ข้าคร้านจะเล่นกับเจ้าแล้ว”

    ถึงยังไงแล้วความสามารถของนางก็ยังสูงกว่า อู่ อวี้ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในเวลานี้นางก็ได้สะบัดมือออกไป เคล็ดธวัชวิญญาณก็ได้ม้วนกลับขึ้นไปบนธง จากนั้นมันก็ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นหอกยาว และ โย่ว หลิงจี ก็ได้โยนหอกยาวนี้มุ่งไปยังทิศทางของ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว

    “เสิ่น อู่เต้า ไม่รอดแน่” จิ่ว ซื่อจุนได้หัวเราะขึ้นมาอย่างเสียงดัง ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นชาวสวรรค์ (ซ่างเซียน) เช่นเดียวกัน แต่มันก็แค่คนกำลังจะตายผู้หนึ่ง ไยต้องแสดงความเคารพนับถือ และยิ่งได้เห็น อู่หยู มีสีหน้าต่อสู้แข็งขืนเช่นนี้ ยิ่งทำให้มันรู้สึกรื่นรมย์ไปกับการแสดงนี้

    ในเวลานี้ โย่ว หลิงจี ได้ปลดปล่อยวิชาแห่งเต๋าออกมา จากนั้นนางก็ได้กวาดนิ้วไปยังเคล็ดธวัชวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ทุกๆ ครั้งที่กรายนิ้วออกไป จะปรากฏงูสีดำออกมาพันรอบเคล็ดธวัชวิญญาณ หลังจากที่กวาดไปจนครบสิบรอบแล้ว อสรพิษสีดำทมิฬทั้งสิบก็ได้แผ่แม่เบี้ยออกมาพร้อมกับแลบลิ้นขู่ฟอฟอด จนเผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคม

    “ลองเจอกับเคล็ดวิชาที่สามของท่านอาจารย์ข้าหน่อย หอกสิบอสรพิษกลืนวิญญาณ”

    เคล็ดวิชาของ เจ็ดปีศาจทะเลแดง นั้นถือได้ว่าเลื่องชื่อเป็นอย่างมาก เมื่อประมาณร้อยปีก่อน มีเหล่าศิษย์สาวกมากมายจากหลายสำนักได้ตายเพราะ เคล็ดวิชา หอกสิบอสรพิษกลืนวิญญาณ มาร่วมพันคนเป็นอย่างน้อย! ด้วยความชั่วร้ายน่ากลัวและน่ากลัวเช่นนี้ มันจึงเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เซียนเจ็ดทะเลแดง’

    โย่ว หลิงจี พร้อมทั้งภูตผีวิญญาณชั่วร้ายต่างพุ่งไปยัง อู่ อวี้ ด้วยความเร็วสูง ซึ่งเคล็ดธวัชวิญญาณที่ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นหอกยาวนั้น ก็กำลังพุ่งไปหมายจะเจาะทะลวงดวงใจเพื่อปลิดชีพ ส่วนทางด้าน อู่ อวี้ ก็ยังคงถูกวิญญาณชั่วร้ายแทรกแซงร่างกายอยู่

    หือ!

    ตอนที่ อู่ อวี้ กำลังดิ้นรนต่อสู้กับวิญญาณร้ายที่พยายามจะควบคุมร่างเขาอยู่นั้น ดวงตาของเขาก็เหลือบไปเห็น โย่ว หลิงจี ที่พุ่งโจมตีมายังเขาด้วยความเร็วสูงพร้อมกับ วิชาเต๋า อันทรงพลัง

    หอกสิบอสรพิษกลืนวิญญาณที่เลื่อยพันรอบ ธวัชวิญญาณ อยู่นั้น มันได้แยกเขี้ยวออกมาอย่างน่ายำเกรง!

    “หากข้าถูกมันโจมตี ข้าคงได้ไปเยือนปรโลกเป็นแน่”

    อู่ อวี้ รู้สึกได้ถึงภัยคุกคามในทันที

    ที่นี่คือ อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ไม่ใช่ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ ไม่มีใครสามารถยื่นมือมาช่วยเขาได้!

    มันถึงกับทำให้กลั้นหายใจไปชั่วขณะ!

    “พี่หญิง...”

    ในยามนี้ อู่หยู กำลังร่ำร้องอย่างทนทุกข์ทรมาน เมื่อเห็นช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของตน

    ยามที่คราวตายมาเยือน ทุกสิ่งบนโลกต่างเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง มันช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจนไม่สามารถเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูด

    ความจริง เมื่อ อู่ อวี้ ได้ตกลงมายังจุดที่น่าหดหู่เช่นนี้ มันกลับทำให้เขารู้สึกเงียบสงบ ทั้งๆ ที่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาเฝ้าแสวงหาความรู้สึกนี้มาตลอด แต่กลับไม่สามารถหาความสงบอันแท้จริงได้ และเมื่อเขาเตรียมใจเพื่อเข้าสู่การต่อสู้นี้ เขากลับได้พบความสงบอย่างแท้จริง

    เห็นๆ อยู่ว่าตอนนี้มีทั้งวิญญาณชั่วร้ายหมายจ้องจะควบคุมร่างกาย ยังมี โย่ว หลิงจี ที่มุ่งหมายเอาชีวิต ยังมีสายตาของเหล่าผู้คนจาก นครหลวงเย่วอู่ ที่มองมาด้วยความหวาดกลัว แถมยังมีเสียงดังมากมายที่เข้ามารบกวน

    “หนทางแห่งเซียน”

    ที่ด้านหลัง โย่ว หลิงจี อู่ อวี้ ได้พบกับถนนสีทองเหลืองอร่ามที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟทอดยาวออกไป

    นี่ไม่ใช่ภาพลวงตาที่วิญญาณชั่วร้ายใช้หลอกตัวเอง

    “เอาเลยสิ! คว้ามันไว้สิ! อู่ อวี้!!”

    เมื่อได้พบพานกับประสบการณ์แห่งความตาย ก่อบันดาลให้เกิดความสงบขึ้นมาภายในจิตใจ ภายใต้ห้วงแห่งความเป็นความตายเช่นนี้ ทำให้เซียนวานรที่อยู่ภายในร่างกายถูกยกระดับขึ้นมาอีกขั้น!

    เลือดภายในกายพลุ่งพล่านแล่นไปทั่ว!

    ราวกับมีคนเอ่ยถามปัญหาขึ้นมาในจิตใจ

    “อู่ อวี้ หนทางแห่งเซียนอันกว้างใหญ่ ที่มีอุปสรรคนานานับไม่ถ้วน เจ้าคิดว่าอะไรคือสำคัญที่สุด?”

    หากเป็นช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ รู้ดีว่าสิ่งที่เขาต้องการจะพูดออกไปมากที่สุดนั่นคือ “ความกล้าหาญ”

    ความกล้าหาญที่พร้อมจะฟันฝ่าสิ่งต่างๆ!

    ความกล้าหาญที่จะยืนหยัดลุกขึ้น!

    ความกล้าหาญต่อการเผชิญหน้าและฟาดฟันมวลปีศาจ!

    การฝ่าฟันเส้นทางแห่งการฝึกตนที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและรายล้อมด้วยภยันตรายนั้น จำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญบดขยี้ทุกสิ่ง!!

    แล้วความกล้าหาญนั้นจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดูดซับพลังงานจากสวรรค์และโลก จากนั้นมันจะแตกหน่อแล้วกลายเป็นผลิตผลที่งดงาม

    ฟู้มมมม!

    เซียนวานรภายในร่างกายได้เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ราวกับในร่างเหมือนมีอะไรที่จะแตกหักพังทลายลง

    แต่ที่จริงแล้ว เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ล้วนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มีเพียง โย่ว หลิงจี หอกสิบอสรพิษกลืนวิญญาณ และธวัชวิญญาณ เพียงเท่านั้น

    “เป็นข้าเอง!”

    ในตอนนี้อู่ อวี้จึงรู้แล้วว่า ที่เขาได้รู้สึกขึ้นมานั้นคือเซียนวานรภายในร่างนั่นเอง!

    “ข้า อู่ อวี้ เผชิญเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย....”

    “การฝึกฝนที่สามารถพลิกสวรรค์ สยบปฐพี ได้ จะต้องดูดซับพลังงานจากสวรรค์ และ ปฐพี เพื่อนำมาเป็นพลัง เป็นไปได้ว่าห้วงแห่งความเป็นความตาย ก็เป็นเช่นนั้น”

    “ผู้ชนะ จะสามารถรื่นเริงไปบนเส้นทางแห่งตนได้!”

    “ส่วนผู้แพ้ จะกลายเป็นเถ้าธุลี และสิ้นมลายหายไป!”

    “ข้าจะไม่ยอมเป็นเถ้าธุลี แต่จักขอกลายเป็นราชาวานรผู้ไร้เทียมทาน เป็นผู้มีอำนาจเหนือสวรรค์ทั้งปวง!”

    เลือดที่เดือดพล่านในกายและจิตใจอันแข็งแกร่งที่ไม่ย่อท้อนี้ มันทำให้ทั่วทั้งร่างกายของวานรสีทองตนนี้ได้เกิดความร้อนวิ่งพลุ่งพล่านไปทั่ว

    “อู่หยู ข้าลั่นวาจาไปแล้วว่าจะต้องปกป้องท่านให้ได้”

    “แล้วข้า อู่ อวี้ จะยอมให้พวกปีศาจชั่วร้ายนี้ทำให้ท่านแปดเปื้อนมลทินได้อย่างไร!”

    หากว่าตายไป ข้าจะต้องรู้สึกเสียใจไปตลอดการเป็นแน่แท้!!

    ด้วยจิตใจที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงที่ร้อนระอุนี้ อู่ อวี้ ก็ได้คำรามก้องกังวาน

    “โย่ว หลิงจี!!!!!!”

    ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็กระชับพลองพิชิตมารขึ้นมาอยู่ในมืออย่างห้าวหาญ

    “แล้วยังไง?” โย่ว หลิงจี แสยะยิ้มขึ้น นั่นเพราะ หอกสิบอสรพิษกลืนวิญญาณ ที่พุ่งจู่โจมไปนั้นไม่ได้ถูกหยุดแต่อย่างใด และเป้าหมายของมันก็คือหน้าอกของ อู่ อวี้ นั่นเอง

    “ข้าต้องกำจัดเจ้าให้สิ้นซาก!!”

    ขณะที่ อู่ อวี้ ตะโกนออกมา มัดแขนอันใหญ่โตของเขาก็เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมา

    หนึ่งพลอง ฟาดกระหน่ำ!!

    นี่ก็คือพลังของ ‘พลองเทวะทะลวงจิต’ !

    ในขั้นนี้คือการนำวิญญาณ เลือดเนื้อ และพลองพิชิตมาร ผสานสามสิ่งนี้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียว

    ด้วยการกวัดแกว่งพลองออกไปในครานี้ มันคือพลังที่เหนือขึ้นไปอีกระดับ

    เมื่อเข้าสู่ขั้นนี้แล้ว กระทั่งชีวิตของ อู่ อวี้ ก็ยังเกิดการผกผันแปรเปลี่ยน

    ราวกับว่าเขาได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่สามารถเอื้อมแตะถึง ครั้นเมื่อยามที่กวัดแกว่งพลอง จักเสมือนว่าเขาสามารถทลายดวงจันทร์ สะบั้นดวงอาทิตย์ ได้ในคราเดียว

    นี่ก็คือ ขั้น ‘พลองเทวะทะลวงจิต’ อย่างแท้จริง!!

    ในขั้นนี้มันได้ทำให้ อู่ อวี้ สามารถดูดซับพลังจากสวรรค์ และ ปฐพี ได้อย่างมหาศาล ก่อให้ เลือดเนื้อ จิตวิญญาณ ผสานกลายเป็นหนึ่งจนเข้าสู่ขอบเขตที่มนุษย์ไม่สามารถข้ามมาถึง มันคือขอบเขตของสละร่าง ‘ทะลวงจิต’ ระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 10!!

    ซึ่งพลองที่กวัดแกว่งฟาดฟันออกไปนี้ มันมีพลังวัตรถึง 1หมื่น อาชาศึก!

    การกวัดแกว่งออกไปครานี้ มันได้ทำให้ทั้งนครเย่วอู่ ต่างพากันตื่นตะลึงกันถ้วนหน้า

    ในยามที่แสงของดวงตะวันสาดส่องมาจากฝากฝั่งทะเลตะวันออก

    ยามนั้นเป็นยามที่ โย่ว หลิงจี จะได้กลายเป็นภูตผีอย่างสมบูรณ์!

    การกวัดแกว่งพลองในขั้น พลองเทวะทะลวงจิต ครั้งนี้ เป้าหมายของเขาคือการฟาดลงไปยังกลางศีรษะของ โย่ว หลิงจี

    ขณะที่พลองฟาดไปยังหัวของ โย่ว หลิงจี นั้น หอกสิบอสรพิษกลืนกิน ก็ได้เจาะทะลวงผ่าหน้าอกของ อู่ อวี้ ไป แต่ในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้สำเร็จ ‘กายาเพชรอมตะ’ ขั้นต้นได้สำเร็จทันท่วงที

    นอกจากนี้ อู่ อวี้ ก็ยังอยู่ในร่างเซียนวานร ทำให้ร่างกายของเขายิ่งทวีคูณความแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ซ้ำร้าย ธวัชวิญญาณ ไม่ใช่ศาสตราแห่งเต๋าประเภทหอกสุดโต่ง ทำให้เวลาที่มันใช้เจาะทะลวงร่างกายของ อู่ อวี้ ค่อนข้างนานพอสมควร

    แต่เมื่อพลอง ‘เทวะทะลวงจิต’ ถูกใช้ออก มันก็ได้ฟาดลงไปยังหัวของ โย่ว หลิงจี อย่างจัง

    โพล๊ะ!!

    เพียงชั่วพริบตา โย่ว หลิงจี ก็ได้ตายจากไปในทันที กระทั่งโอกาสจะเปล่งเสียงออกมาก็ยังไม่มี ร่างนางบัดนี้ร่วงตกมายังเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ โดยปราศจากซึ่งลมหายใจ

    ปัง!! เสียงดังสนั่นเมื่อ ธวัชวิญญาณ ได้ร่วงลงสู่พื้น

    ส่วนเหล่าวิญญาณชั่วร้ายทั้งหลายที่ถูก เคล็ดธวัชวิญญาณ เรียกมานั้น ต่างก็พากันค่อยๆ เลือนหายไป

    โฮ๊กกกกกกก!!

    เมฆาน้อยใหญ่ต่างหลีกทางให้แก่พระอาทิตย์ วานรยักษ์สีทองตนนี้ก็ได้คำรามกึกก้อง เพื่อระบายความอัดอั้นภายในใจ พลองพิชิตมารที่ตนกำลังถืออยู่นั้นก็ได้ทุบลงบนพื้นอย่างรุนแรง ทันทีที่พื้นเริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ อู่ อวี้ ก็ได้กระโจนพุ่งไปยังด้านหน้าจนออกสู่นอกกำแพงเมืองของนครเย่วอู่ อย่างรวดเร็ว จนทำให้คนทั้งนครเย่วอู่ถึงกับสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนบนพื้นดิน

    โย่ว จีหลิง ตายแล้ว!!

    โฮกกกกกกก!

    ร่างเซียนวานรที่คลุ้มคลั่ง บัดนี้สามารถระบายความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดที่อัดอั้นภายในจิตใจออกไปหมดด้วยการกวัดแกว่งพลองเพียงหนึ่ง ทำให้ อู่ อวี้ สามารถกลับสู่ร่างมนุษย์ได้อีกครา

    โชคดีที่ช่วงกลายร่างเป็นเซียนวานรนั้น ส่วนหัวของเขาไม่ค่อยได้รับผลกระทบอะไรมาก ทำให้หน้ากากวานรยังคงสภาพเดิม และตัวตนของเขายังไม่ถูกเปิดเผยออกมา

    ซึ่งเมื่อเขากลับสู่ร่างมนุษย์แล้ว เขาก็ได้กลับเข้าไปยังนครเย่วอู่อีกครั้ง

    ทั้ง จิ่ว ซื่อจุน อู่หยู ฮ่าวเทียน ซีเฟย และคนอื่นๆ ในนคร เย่วอู่ ที่มากกว่าแสนคนนั้น กำลังจับจ้องมายังเขาเพียงผู้เดียว

    คล้ายกับเรื่องกลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ ที่คุณอ่าน

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 5206
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984