STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 6 OverThrow ตอนที่ 7 ก้อยเกี่ยว

    “นี่ฉันเอง…กิจัง”

    เสียงสั่นสะอื้นเปล่งออกไปด้วยความหวังราวกับเป็นความปรารถนาของชีวิต

    “เอ่อ ฟราน...เหรอ?”

    น้ำเสียงอันเฉยชาตอบรับจากปลายสายทำเอาฟรานพูดไม่ออก บทพูด บทความหรือสิ่งที่เตรียมไว้หายไปจากหัวทันที

    ทำไมน้ำเสียงเธอถึงเป็นแบบนั้น นั่นมันเป็นเสียงของคนที่กำลังร้องไห้แต่เธอไม่เคยร้องไห้ให้เห็นเลยนะ

    “ร้องไห้ทำไม? ใจเย็น ๆ แล้วพักหายใจก่อน” ซึฮากิที่กำลังฝึกและเฝ้าดูคูเปอร์อยู่ต้องเปลี่ยนมาสนใจผู้ที่อยู่ปลายสายแทนปล่อยให้เด็กหนุ่มสู้ต่อด้วยตัวเอง

    ทำตัวน่าหมั่นไส้ซะจริงเลย นัตโตะนินทาในใจแต่ใบหน้าของเขากลับยิ้มเยาะออกมาอย่างชัดเจน

    “อืม ฉันก็แค่ดีใจไปหน่อยไม่ได้ร้องไห้สักนิด” ขณะที่กล่าวเช่นนั้นเธอก็ยังเช็ดน้ำตาไม่หยุด

    “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

    ตายแล้วเขาเป็นห่วงเราด้วย “ขอบคุณจ๊ะ แล้วทางโน้นเป็นยังไงบ้าง? ลำบากไหม? มีอะไรก็บอกฉันได้เลยนะ”

    “ก็...ตอนนี้กำลังพาน้องชายมาฝึกเวทมนตร์อยู่”

    “น้องเหรอ ! แนะนำให้รู้จักบ้างสิ”

    การพูดคุยที่แสนยาวนานสำหรับนัตโตะแต่มันกลับสั้นเพียงแค่ไม่กี่นาทีสำหรับฟราน ตลอดการสนทนาพวกเขาได้เห็นแต่รอยยิ้มของฟรานที่ให้ความรู้สึกว่าเธอมีความสุขยิ่งกว่าตอนไหน ๆ 

    “โห ! นี่พวกนายกำลังสร้างเมืองจริง ๆ ใช่ไหม เทียบกับพวกฉันแล้วเหมือนคนละโลกเลย”

    “ก็นะ แต่อย่างน้อยพวกเธอก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหาที่นอนที่ไหน...กว่าพวกเราจะหาที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งก็เล่นเอาลำบากแทบแย่”

    คูเปอร์โดนซึฮากิปล่อยทิ้งไว้ให้เอาตัวรอดจากกองทัพสเกเลตันด้วยตัวเอง แม้พวกมันจะเลเวลไม่มากแต่ด้วยจำนวนหลายสิบตัวทำให้เขาต้องวิ่งวนไปมาเพื่อซื้อเวลาร่ายเวทมนตร์

    “ก็จริง ตั้งแต่ที่นายหนีออกไปจากค่ายก็คงมีแต่ทหารไล่ล่า ถ้าเป็นฉันก็คงจะไม่เป็นอันกินอันนอนแน่ ๆ ขณะที่พวกนายหลบซ่อนหนีหัวซุกหัวซุนแต่พวกฉันกลับได้นอนเตียงอุ่น ๆ มีอาหารพร้อมทุกมื้อ”

    “อย่า ๆ เธอไม่ต้องมาพรรณนาอะไรพวกนั้นเลย เรื่องที่มันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปแบบนั้นแหละขอแค่มาตั้งใจกับปัจจุบันดีกว่า”

    “พี่กิ ! ช่วยผมด้วย” เสียงคูเปอร์ตะโกนลั่นจนดังผ่านหินสื่อสารทะลุไปหาฟราน

    “นั่นเสียงคูเปอร์ที่เล่าให้ฟังใช่ไหม? ดูท่าจะลำบากนะ” ฟรานพูดด้วยความเป็นห่วงเพราะน้ำเสียงที่ผ่านเข้ามานั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและร้อนรนสั่นกลัว

    “ไม่เป็นอะไรหรอก ฉันเสริมกำลังให้เขาไปแล้วต่อให้โดนมอนสเตอร์ตีรันฟันแทงก็ไม่เป็นอะไรแน่นอน” ขณะเดียวกันซึฮากิก็ยังเฝ้ามองเห็นท่าทางกระเสือกกระสนของคูเปอร์ที่เหมือนคนใกล้ตายเข้าไปทุกทีกำลังร่ายเวทด้วยมานาอันน้อยนิดโจมตีสเกเลตันทีละตัว

    “ฮ่า ๆ ๆ เป็นอย่างนั้นสินะ แล้ว...” เธอเงียบไปเสียก่อนที่จะพูดจบทำเอาซึฮากิรู้สึกค้างคาใจ

    “มีอะไร? อยากคุยกับคูเปอร์เหรอ?”

    “ไม่ ๆ ให้เขาได้ฝึกไปนั่นแหละแต่ฉันมีเรื่องอยากจะถามน่ะ”

    ซึฮากินั่งลงที่โขดหินสูงพลางมองแผ่นหลังชุ่มเหงื่อของคูเปอร์ “ว่ามาเลย”

    เธอสูดหายใจเข้าออกตั้งสติให้พร้อมราวกับรู้ว่าสิ่งที่เธอถามอาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้

    “กิจัง…จะกลับมาที่นี่ไหม? ถ้าพวกนายต้องการฉันสามารถรับรองให้ได้”

    “เหอะ กลับไปแน่นอนและไม่ใช่ในฐานะกบฎแต่จะเป็นคู่ค้าแทน”

    “เยี่ยมไปเลยถ้านายจะกลับมาก็บอกฉันได้เลยนะ” ท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นของฟรานทำให้นัตโตะแบะปากมองรู้สึกหงุดหงิดที่ได้เห็น

    “อะฮะ จะคุยกันอีกนานไหมเดี๋ยวคนอื่นก็สงสัยหรอก” นัตโตะพูดขัดอารมณ์จนฟรานมองค้อน

    “ถ้าอย่างนั้นไว้แค่นี้นะกิจัง ไว้ว่าง ๆ จะติดต่อไปอีกที”

    “อืม ตามใจเถอะ”

    หลังจากที่วางสายกันและกันเธอก็เอาแต่นั่งยิ้มจนลืมตัวไปว่าไม่ได้อยู่คนเดียว

    “ถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญกลับไปได้” นัตโตะรีบเอาหินสื่อสารคืนทันทีและเดินออกไปไม่สนใจฟรานเลยแม้แต่น้อย

    แม้เราจะเลเวลมากกว่าแต่ถ้าลองสู้กันเราก็คงเทียบไม่ติดแน่ ๆ ทั้งความสามารถด้านร่างกาย สมองอีกทั้งยังมีเทคนิคอีกมากมายหรือเราควรจะฝึกอะไรใหม่ ๆ ด้วยเหมือนกันนะ?

    เธอเดินกลับที่พักขณะที่ในหัวเอาแต่คิดไปเรื่อยเปื่อยจนเกือบจะชนคนอื่น

    ในวันที่กิจังกลับมาเราต้องแข็งแกร่งกว่านี้จะได้ปกป้องหรืออยู่เคียงข้างเขาได้ ถึงมันจะเป็นแค่ความหวังแต่ก็อยากให้เขาจำเราได้สักที...หรือเพราะช่วงเวลาที่เราแยกจากกันทำให้เขากดความรู้สึกตัวเองไว้จนมันลามไปถึงความทรงจำอื่น ๆ ด้วย

    “นะนั่นมันท่านผู้กล้า !”

    จู่ ๆ ฟรานก็ตรงไปยังเขตอุตสาหกรรมสิ่งอำนวยความสะดวก ด้วยการปรากฏตัวครั้งแรกทำให้คนในเขตตกใจอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

    “สวัสดีค่ะ !” ฟรานทักทายเสียงดังด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตรพร้อมเข้าหาทุกคน

    ด้วยเหรียญพิเศษทำให้เราสามารถเข้าออกได้ทุกเขต แม้ที่แห่งนี้จะกว้างขวางแบ่งเป็นส่วน ๆ ได้มากมายแต่เรามาที่แห่งนี้ก็เผื่อสิ่งเดียว

    “ท่านผู้กล้ามีธุระอะไรกับส่วนงานถักทอค่ะ? พวกเรายินดีช่วยเหลือทุกอย่างค่ะ”

    อย่างน้อยเราก็ควรฝึกอะไรสักอย่างที่กิจังไม่น่าจะทำเป็น...อย่างการทำเสื้อผ้าหรือเราจะลองไปซ่อมเครื่องยนต์ดีนะ?

    หลังจากนั้นเธอก็มุ่งหน้าสู่การฝึกฝนสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่ใช่การต่อสู้ อะไรก็ตามที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับกิจังและเพื่อนพ้อง ในเมื่อเธอเพิ่มเลเวลได้ไวกว่าใครก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบฝึกวิชาเวทหรือศาสตร์การต่อสู้เพิ่มและด้วยความตั้งใจของเธอจึงไม่มีใครว่าหรือขัดอะไรเลย

    ขณะเดียวกันที่อาณาจักรนอดก็ได้มีขบวนทหารของจักรพรรดินีเริ่มเดินทางไปยังเมืองยองยองเพื่อซื้อแร่จำนวนมากเอาไปสร้างเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้และอาวุธทั้งหลายในการทำสงคราม

    “มาสิคาร์เตอร์ ฉันให้ที่นั่งแบบพิเศษกับแกเลยนะ” แววตาอันเย่อหยิ่งของจักรพรรดินีมองเด็กหนุ่มราวกับอยากทำให้เขารู้ซึ้งถึงความต่างชั้น ภาพเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยกองทัพทหารหลายร้อยนายที่พร้อมเดินทางไปรับแร่เพียงแค่นั้น หากต้องการทำสงครามเมื่อไรก็คงมีทหารพร้อมรบไม่ต่ำกว่าห้าแสนนายเป็นแน่

    “คุณต้องการอะไรกันแน่? ไหนจะอาหารการกินหรือมีแม้แต่การมีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นการซื้อใจหรืออยากให้ผมยอมแพ้เรื่องพลังเดอะ”

    “ฮึ ๆ ๆ เป็นเด็กที่หัวไวจริง ๆ ถึงแกจะปฏิเสธการแสดงพลังเดอะให้ดูแต่ฉันก็ยังอยากเห็นอยู่ดี แต่ก็เอาเถอะ”

    เส้นทางที่เต็มไปด้วยหิมะและความหนาวเย็นแม้จะเป็นคนในพื้นที่แต่ก็ใช่ว่าจะทนกับอากาศเช่นนี้ได้ จะมีก็แค่แคทเทอรีนเท่านั้นที่ก้าวเท้าออกไปนอกรถเดินเคียงข้างกับม้าสีขาวสูงยาวเข่าดีเหมือนไม่อะไรเกิดขึ้น

    “ออกมาข้างนอกจะดีเหรอคะ?” คนคุมบังเหียนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงและด้วยน้ำเสียงวิธีการพูดทำให้รู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นคนสนิทของแคทเทอรีนหากเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยก็คงไม่กล้าถามเช่นนี้

    “แหม่ ๆ เธอก็เป็นห่วงเกินไป เธอน่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือว่าฉันเป็นใคร” แววตาอันอ่อนโยนกับรอยยิ้มสวยสดส่งให้กับสาวใช้คนสนิทของเธอราวกับเป็นสัญญาณของการขอบคุณ

    “ก็ได้ ๆ ตามใจท่านเถอะ ดิฉันจะไม่รบกวนแล้ว” เสียงถอนหายใจดังไม่เกรงใจผู้ได้ชื่อว่าจักรพรรดินีแต่แคทเทอรีนก็ไม่ได้ว่าอะไรกลับยิ้มเยาะชอบใจเสียด้วยซ้ำ

    การเดินทางของจักรพรรดินีทำให้บ้านเมืองหลาย ๆ แห่งต้องจัดเตรียมการต้อนรับหากเธอผ่านไปราวกับเป็นพิธีธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติแม้จะไม่เต็มใจทำก็ตาม

    “เร็วเข้า ! ท่านจักรพรรดินีกำลังมาคงไม่เกินสามวันแน่ ๆ” หัวหน้าคนเหมืองกำลังปลุกระดมคนงานช่วยกันจัดเตรียมพิธีต้อนรับโดยการจัดการพื้นที่หรือเส้นทางรอบนอกให้แคทเทอรีนเข้ามาได้ง่าย ๆ และยังมีอาหารการกินที่เตรียมไว้อย่างดีอีก

    ทั้งเมืองกำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมโดยที่ไม่ได้สนใจเหมืองหรือภารกิจในกิลด์เลยแม้แต่น้อย พวกเขาต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือยกระดับเมืองให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

    “นี่เป็นงานแรกของพวกเธอ” มาธอนยื่นข้อเสนอให้กับยูกิด้วยใบหน้าตึงเครียดเหมือนกับเดิมพันบางสิ่งบางอย่างไว้

    “ทำอาหารให้กับจักรพรรดินีสินะ มันก็ได้อยู่หรอกแต่ขอเงื่อนไขอีกหนึ่งข้อได้ไหม?”

    “ว่ามาได้เลย ต่อให้ขอเพิ่มเงินทางเราก็ยินดีจ่าย”

    “อืม...ข้าอยากจะให้เก็บเป็นความลับทั้งเรื่องตัวข้าและพรรคพวกของข้า หากทางนั้นถามก็ตอบไปว่าเป็นพ่อครัวลึกลับก็ได้”

    “นี่เธอต้องการแบบนั้นจริง ๆ เหรอ? หากเธอได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดินีเงินที่ได้มันเทียบกันไม่ติดเลยนะแถมยังเป็นที่น่านับถือจากผู้คนด้วย” ท่าทางไม่สบายใจของมาธอนกำลังถามย้ำแล้วย้ำอีก

    “ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากเป็นของใครทั้งนั้นต่อให้เขาจะร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม ข้าอยากจะเป็นอิสระอยากทำอาหารอะไรก็ได้ตามที่ข้าต้องการ”

    “อุดมการณ์ช่างแน่วแน่เสียจริง ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันก็จะไม่เซ่าซี้แล้ว” พวกเขาทั้งสองจับกันเป็นสัญญาณของการตกลงร่วมมือกัน

    ขณะเดียวกันที่เทือกเขาหิมะไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตมีเพียงกระแสลมแรงกับหิมะสีขาว ที่นั่นมีหนุ่มสาวสองคนเดินลาดตระเวนไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จุดหมายอีกทั้งอาหารที่เตรียมมาก็ร่อยหรอไปทุกที

    “เมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้านล่ะ?” เซนขมวดคิ้วจ้องมองออกไปผ่านสายลมที่พัดพาหิมะมากมายมาบดบังวิสัยทัศน์

    “ฉันก็ไม่รู้ แถมตอนนั้นเราก็ไม่ถามกิก่อนว่าเราต้องกลับไปรวมตัวกันเมื่อไหร่”

    ทันใดนั้นก็มีเสียงโหยหวนลอยมาตามลมราวกับเป็นเสียงของหญิงสาวกำลังร่ำไห้ถึงใครบางคน

    “ให้ตายสิเสียงนั่นมันมาอีกแล้ว หรือเราจะเริ่มประสาทหลอนกันหมดแล้วนะ?”

    “ไม่หรอกมั้ง อย่างน้อยฉันก็ไม่น่าเป็นแบบนั้น” คานะตอบกลับทันที

    เสียงอันโหยหวนนั้นค่อย ๆ เบาลงจนเงียบไปแต่มันกลับทำให้พวกเธอสงสัยยิ่งกว่าเดิมจนต้องตามหาที่มาของเสียง

    “จะอะไรก็ช่างแต่ขออย่าเป็นผีก็พอ” ขณะที่เซนกล่าวเช่นนั้นเขาก็ยังหันซ้ายขวาระวังตัวเสมอ

    "หรือมันจะเป็นเสียงลมเฉย ๆ เพราะถ้าเป็นคนก็ไม่น่าตามเราไปทุกทีอย่างนี้"

    เส้นทางที่พวกเธอมุ่งไปต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยทั้งเป้าหมายและตนเองแม้มันจะดูอันตรายแค่ไหนก็ตามแต่ด้วยสัญชาตญาณที่ผ่านมาเมื่อพวกเขาเข้าใกล้อันตรายเท่าไรก็ยิ่งพัฒนาความแข็งแกร่งไปได้เท่านั้น

    “นายบอกว่าอยากออกแรงใช่ไหม?” สายตายียวนกลอกมองหน้าเซน

    “เหอะ ๆ มาถึงขนาดนี้ก็คงต้องไปต่อแล้วแหละ”

    เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยฝูงมอนสเตอร์สี่ขาที่มีขนสีขาวดั่งหิมะที่ปกคลุมพื้นดิน พวกมันกระโจนเข้าจู่โจมทันทีที่ได้เห็นราวกับต้องการกัดกินเนื้อมนุษย์ตรงหน้าให้ได้

    “ก็มาสิวะ !”

    แสงจากเปลวเพลิงลุกโหมเผาทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นแม้แต่กองหิมะก็ละลายหายไปเหลือเพียงพื้นดินสีน้ำตาล อุ้งมือที่ใหญ่ยิ่งกว่าใบหน้าของเซนกับกรงเล็บอันคมกริบเหวี่ยงเข้ามาด้วยความรวดเร็วแต่เขาก็สร้างกำแพงไฟขึ้นมาล้อมรอบดันพวกมันให้ถอยไป

    มอนสเตอร์ที่คุ้นชินกับอากาศหนาวเย็นพอได้มาเจอกับเวทไฟของเซนมันก็เหมือนเวทที่ชนะทางพวกมัน แต่หากถ้ำนี้เป็นดันเจี้ยนจริง ๆ แสดงว่ามันต้องมีราชา

    “ฉันจะคอยระวังหลังให้ นายจะได้ออกแรงได้เต็มที่” คานะตะโกนส่งสัญญาณพร้อมกับยกคันธนูคู่กายขึ้นมา

    แววตาอันมั่นคงจ้องมองไปยังมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่กำลังอ้อมเข้ามาด้านหลังของเซนเหมือนกับมีสติปัญญาวางแผนไว้แต่ก็ต้องพลาดท่าเพราะลูกศรเวทมนตร์ของคานะยิงเข้าหัวจัง ๆ

    “สามตัวทางขวา อีกห้าตัวทางซ้าย !” คานะเป็นคนบอกตำแหน่งที่ชัดเจนให้กับเซนด้วยความสามารถในการใช้ธนูหรือปืนทำให้สายตาเธอเฉียบคมเป็นอย่างยิ่ง

    “ขอบใจ !” เซนยิ้มเยาะกระโดดข้ามกำแพงไฟไปในทิศทางที่คานะบอกพร้อมกับสร้างดาบเพลิงสีชาดขนาดใหญ่พุ่งปักพื้นส่งคลื่นกระแทกออกไปรอบ ๆ

    “จงเผาพวกมันซะเพลิงจากนรกหกชั้นวิมานสวรรค์ตระการตามหานครอ้อมล้อมด้วยเพลิงบรรลัยกัลป์”

    ขณะที่เซนร่ายเวทอยู่ท่ามกลางสนามรบแต่มันกลับทำให้คานะกุมขมับกับการสาธยายร่ายเวทยาว ๆ ที่เธอไม่เคยได้ยินแทนที่จะใช้เวทมนตร์ธรรมดาจัดการ

    “ไปเลย ! เพลิงนรกโหยหวน” หลังจากที่ยืนร่ายอยู่นานในที่สุดเขาก็ใช้เวทมนตร์เสียทีแถมที่ใช้มันก็เป็นเวทเพลิงปกติที่เคยใช้แท้ ๆ แต่อย่างน้อยมันก็พุ่งทะลวงร่างที่เต็มไปด้วยขนหนา ๆ ราวเป็นตุ๊กตายัดนุ่นได้

    “ช่างสวยงามจริง ๆ” ขณะเดียวกันมอนสเตอร์ตัวอื่น ๆ ก็พุ่งเข้ามาตวัดเล็บใช้อุ้งมือตะปบแยกเขี้ยวฟัดตะลุมบอนกันจนหิมะกระจุยกระจาย

    “ถึงจะไม่รู้ว่าพวกมันเลเวลเท่าไหร่แต่จากประสบการณ์แล้วก็คง...สี่”

    มีดสั้นที่ห่อหุ้มด้วยมานาสีชาดตัดผ่านขนและกล้ามเนื้อของมอนสเตอร์เหล่านั้นได้ การเคลื่อนไหลของพวกมันดูเหมือนจะรวดเร็วแต่กลับเชื่องช้าจนมองได้ทันสำหรับเซนทั้งจิตสังหาร จังหวะการก้าวเท้าหรือแม้แต่สายตาที่กำลังจ้องมองคอหรือหัวอยู่

    “รีบจัดการแล้วเข้าไปต่อเถอะ” คานะคอยยิงลูกศรเข้ามาสมทบช่วยให้เซนมีพื้นที่สู้มากขึ้น

    “แม่นสุด ๆ ไปเลยคานะ !” เขายังคงเหวี่ยงดาบตัดผ่ามอนสเตอร์ที่พุ่งเข้ามา

    ช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาทีพวกเขาก็สามารถกำจัดมอนสเตอร์หลายสิบตัวไปได้โดยยังไม่เหนื่อยเลยสักนิดเหมือนเป็นแค่การอบอุ่นร่างกาย

    เส้นทางลึกลงไปในดันเจี้ยนท่ามกลางหิมะหนาปกคลุมพวกเขาไม่กลัวว่าภายในนั้นจะมีอะไรรออยู่แต่ก็จะมุ่งหน้าต่อไป

    “นายจัดการทางซ้าย”

    “ตามนั้น” มีดสั้นที่ห่อหุ้มด้วยมานาแปรเปลี่ยนเป็นดาบขนาดใหญ่ใช้ความเร็วจากการวิ่งเข้าจู่โจมด้วยการตวัดฟาดเพียงครั้งเดียวก็ฆ่ามอนสเตอร์ประเภทหมาป่าไปได้ทันทีไม่เหมือนกับคานะที่เธอต้องยิงลูกศรเวทมนตร์ใส่ทีละตัว

    ไม่รู้ว่าเพราะพวกเขาเข้ามาลึกหรือใช้มานาไปมากจนเหนื่อยแต่เสียงโหยหวนของหญิงสาวค่อย ๆ ดังขึ้นจนแน่ใจว่าไม่ได้หูฝาดไปเอง

    ช่วย...ด้วย เสียงที่ยังดังก้องอยู่ภายในหัวของพวกเขากำลังเชื้อเชิญเข้าไปยังสถานที่อันตรายอย่างส่วนลึกของดันเจี้ยนที่ไม่รู้จัก

    “คิดว่าใครเป็นคนเรียกพวกเรา?” คานะเอ่ยถามขณะที่ยังใช้สายตาอันเฉียบคมสอดส่องไปทั่ว

    “ผีแน่ ๆ” คบเพลิงที่ใช้มีดสั้นของเซนทำขึ้นมาส่องสว่างได้แค่ไม่กี่สิบเมตรแต่มันก็มากพอให้คานะเห็นศัตรู

    พวกนาย...มาจริง ๆ สิ...นะ คำร้องขอที่เหมือนกำลังร่ำไห้ดังขึ้นไม่นานกำแพงในดันเจี้ยนก็เกิดการสั่นไหวเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของมัน

    เส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกำแพงดันเจี้ยนค่อย ๆ นำพาพวกเขาเข้าไปยังส่วนลึกของที่แห่งนี้ สถานที่แปลกตาราวกับได้อยู่ในสรวงสวรรค์มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้รื่นรมย์กับสายธารสีใส

    “ผีแน่ ๆ”

    “ผีบ้านเอ็งสิจะทำอย่างนี้ได้” คานะชกเบา ๆ ที่แขนหยอกล้อ

    แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัยแต่พวกเขาก็รู้สึกดีเพราะมันอบอุ่นมากกว่าข้างนอกเหมือนได้กลับไปอยู่ที่บ้านแต่ไม่นานนักก็มีเสาสีขาวปรากฏตรงหน้าแพร่ออร่ามานาออกมาจำนวนมหาศาลแม้จะไม่มีเวทตรวจจับก็รู้สึกได้

    “ยินดีต้อนรับท่านทั้งสอง” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นชัดที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาจากร่างของหญิงสาวที่ก้าวเท้าออกมาจากเสาสีขาวพร้อมด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างดีใจสุดชีวิต

    ในคืนวันนั้นซึฮากิและคูเปอร์ได้กลับไปสมทบกับพวกสเตล่าที่ห้องพัก ได้กินอาหารเติมพลังกันจนสุขสันต์แต่โต๊ะอาหารดันไร้วี่แววของเซนและคานะ

    “พวกเขายังไม่กลับมาอีกเหรอ? หวังว่าพวกเขาจะไม่หลงทางเอานะ” สเตล่าเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

    แม้ซึฮากิจะทำนิ่งเฉยแต่ลึก ๆ ภายในใจเขาก็ยังเป็นห่วงเพื่อน ๆ เช่นกันจากใบหน้าอมทุกข์เหม่อคิดอะไรสักอย่าง

    “พวกเขาน่าจะเจอบางสิ่งที่อยู่บนเขา ถึงเซนจะเป็นพวกบ้า ๆ แต่เขาก็หัวไวในบางเรื่องอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้”

    “นั่นชมสินะ” สเตล่าพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเหลือบไปเห็นแววตานักรบจากคูเปอร์ที่เหมือนผ่านสมรภูมิรบมาอย่างยากลำบาก

    “ผมขออีก” คูเปอร์ยกชามที่ว่างเปล่าให้กับยูกิหลังจากซัดไปรวดเดียวหมด

    “โฮะโฮ เจ้าหนุ่มนี่โตไวจริง ๆ” ยูกิยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้เห็นคนกินอาหารของตนได้เอร็ดอร่อยเช่นนี้

    “มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า พวกเธอคงได้ข้อมูลอะไรมาบ้างใช่ไหม?”

    “แน่นอน อีกไม่กี่วันทางเมืองจะเริ่มขายแร่ให้กับจักรพรรดินี ฉันคิดว่าพวกเราควรถอยไปก่อนที่พวกทหารจะมา”

    ซึฮากิคิดวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งทำเอาพวกเธอลุ้นไปด้วยว่าเขาจะตัดสินใจไปในทิศทางไหนแต่สุดท้ายเขาก็เอ่ยออกมาว่า “เราจะรอเซนก่อนแล้วค่อยไปจากที่นี่ ฉันไม่อยากให้พวกเราคาดกันอีกแล้ว”

    อย่างนี้เองสินะ ถึงกิจะเป็นพวกหน้าตายพูดจาห้วน ๆ แต่จริง ๆ เขาก็รักพวกพ้องเหมือนกัน จู่ ๆ สเตล่าก็ยิ้มปลื้มปีติมองซึฮากิตาไม่กะพริบ

    “ฉันจะพาคูเปอร์ไปฝึกต่อส่วนพวกเธอจะไปหาที่ฝึกก็ได้หรือจะพักผ่อนรอพวกเขากลับมาก็ได้เหมือนกัน”

    “เอ่อ...ยังมีอีกเรื่อง” สเตล่าพูดขัดขึ้นมาเสียก่อนที่จะแยกย้ายกันนอน

    “หา? มีเรื่องอะไรอีก”

    ขณะที่สเตล่ากำลังจะพูดยูกิเข้ามาขวางและเผชิญหน้ากับซึฮากิด้วยตัวเอง “พวกเราได้ทำสัญญากับทางกิลด์ซึ่งข้าต้องทำอาหารให้แก่จักรพรรดินีในวันที่เธอมาที่นี่”

    สเตล่าจ้องมองแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของซึฮากิแต่แทนที่จะโกรธเพราะทำอะไรไม่ปรึกษาเขากลับยิ้มอย่างมีเลศนัยออกมาไม่รู้ตัว

    “ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องเริ่มแผนใหม่ ยูกินายมั่นใจในการทำอาหารใช่ไหม?”

    “ฮึ ๆ ของมันแน่อยู่แล้ว” รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจหยักไหล่ไปด้วยขณะที่เอ่ยเช่นนั้น

    “ตอนแรกคิดไว้สองแบบคือหนึ่งวางยาพิษในอาหารและสองคือทำอาหารให้อร่อย หลังจากคิดไต่ตรองดูแล้วฉันจึงเลือกข้อสอง”

    “ทำอาหารให้อร่อย...แล้วทำไมถึงไม่วางยาพิษไปเลยล่ะ? ถ้าทำแบบนั้นเราก็จะจัดการหัวหน้าของพวกมันได้เลยนะ”

    “มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก คิดว่าระดับจักรพรรดินีจะเดินทางไปไหนมาไหนโดยไม่มีคนตรวจสอบตรวจจับเหรอ ของทุกชิ้นหรืออาหารทุกอย่างจะต้องมีคนตรวจสอบแล้วหรือไม่ก็เป็นตัวจักรพรรดินีเองที่มีความสามารถเหล่านั้น”

    “อืม...พอคิดตามแล้วมันก็จริงแต่สำหรับนายแผนคงไม่ได้จบแค่ทำอาหารอร่อย ๆ สินะ ” สเตล่ายังคงถามด้วยความสงสัย

    “อืม ฉันต้องการจะสร้างสิ่งที่มีน้ำหนักในการต่อรองอย่างเช่นอาหารของยูกิที่สามารถเพิ่มสเตตัสได้ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้อีกแล้วและหากจักรพรรดินีได้ลิ้มรสชาติของสุดยอดอาหารเธอก็คงจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็จะมีอาวุธไว้ต่อรองเพิ่มขึ้น”

    อาหารที่เพิ่มสเตตัสได้ไม่ว่ายังไงเธอต้องอยากได้มันแน่ ๆ มันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกองกำลังรบได้อย่างแน่นอน นั่นเป็นเหตุผลที่เธอจะไม่ยอมรามือจากอาหารของยูกิ

    เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมหารือพวกเขาก็ได้ไปพักผ่อน วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็ได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้ไว้เผื่อในกรณีที่จักรพรรดินีเจอตัว คูเปอร์ที่ตอนแรกใช้เวทมนตร์ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่ตอนนี้เขาสามารถวิ่งไปด้วยร่ายเวทไปด้วยได้แล้วอีกทั้งความแม่นยังเพิ่มมากขึ้นจนซึฮากิไม่ต้องค่อยเฝ้าดูเสียด้วยซ้ำ

    25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2576

    เวลาได้ล่วงเลยมาหลายวันจนกระทั่งขบวนทหารเดินทางมาถึงเมืองยองยอง ที่ทางเข้าเมืองเต็มไปด้วยผู้คนรอยินดีต้อนรับกับของขวัญของฝากมากมายส่งให้กับแคทเทอรีน

    “ยอดเยี่ยม ๆ การต้อนรับดูดีกว่ารอบก่อนเยอะเลย” เธอก้าวเท้าลงจากรถม้าสร้างความสั่นเกรงให้กับชาวเมืองเพียงแค่ได้เห็น

    “เชิญด้านในเลยครับท่าน พวกเราเตรียมมื้ออาหารพิเศษไว้สำหรับการมาของท่านโดยเฉพาะ”

    แคทเทอรีนและสาวใช้คนสนิทเข้าไปในร้านอาหารของกิลด์ที่จัดตกแต่งไว้สวยงามต่างกันราวฟ้ากับเหวกับก่อนหน้านี้

    “ผมขอส่งต่อข้อความที่พ่อครัวฝากไว้นะครับ” ขณะเดียวกันอาหารก็มาเสิร์ฟถึงโต๊ะลักษณะแปลกตาเพราะมีการก่อไฟไว้ด้านล่างของหม้อ

    “เมนูนี้มีชื่อว่าหม้อไฟหยางประกอบไปด้วยน้ำซุปรสเผ็ดเปรี้ยวและเนื้อของแพะภูเขา ปลาหนวดและไก่หยก ทั้งหมดล้วนเป็นวัตถุดิบที่สดและดีที่สุดที่เรามีรวมกับเครื่องเทศสมุนไพรหลากหลายที่เป็นสูตรลับของพ่อครัว”

    “โฮ...” เมื่อเธอได้ชิมน้ำซุปสีส้มแดงเข้าไปก็นั่งนิ่งไปครู่หนึ่งอ้าปากหายใจแทน

    “นี่มันอะไรกันเนี่ย?” เธอตักของอย่างอื่นชิมไปทุกอย่างแม้แต่กระทั่งข้าวเปล่าที่วางอยู่ตรงหน้าทุกสิ่งทุกอย่างมันกลมกล่อมมากเสียจนหาจานที่อร่อยที่สุดไม่ได้ หากเป็นไปได้ก็อยากจะบอกว่าทุกอย่างอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาแต่ก็ต้องรักษาภาพพจน์ของตัวเองไว้

    “แม้แต่เนื้อแพะภูเขาที่ว่ากลิ่นแรงก็ยังทำให้ไม่มีกลิ่นได้...ไปตามพ่อครัวที่ทำมาเดี๋ยวนี้ !”

    “เสียใจด้วยครับ ทางพ่อครัวได้ฝากข้อความไว้ว่าเขาไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนตอนนี้แต่หากท่านต้องการจริง ๆ และถึงเวลาอันสมควรเขาจะไปหาถึงที่เอง” มาธอนตอบกลับโดยไม่มีท่าทีสั่นกลัวเหมือนกับชาวเมืองคนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ใบหน้าของแคทเทอรีนกำลังขมวดคิ้วหงุดหงิด

    “เหอะ ช่างเถอะ” เธอและสาวใช้ร่วมโต๊ะอาหารกันอย่างมีความสุขโดยเฉพาะเมื่อตักซุปรวมกับข้าวเปล่าก็ยิ่งทำให้มันอร่อยยิ่งขึ้นเรียกความอยากอาหารของเธอได้เป็นอย่างดี

    “จริงสิช่วงนี้เป็นช่วงที่ดันเจี้ยนนั้นจะแพร่ขยายเสียงคร่ำครวญ แล้วทำไมถึงเงียบเฉียบอย่างนี้”

    “พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันครับเพราะหิมะบนภูเขาหนามากจึงไม่มีใครกล้าไปตรวจสอบ” มาธอนตอบกลับทันที

    “หรือว่าจะมีใครเข้าไปในดันเจี้ยนซะแล้ว” เธอค่อย ๆ ฉีกยิ้มและหัวเราะในลำคอ

    “ใครที่เข้าไปก็ขอให้โชคดีแล้วกันนะ...กับดันเจี้ยนบททดสอบน่ะ”



    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน