“นี่ฉันเอง…กิจัง”
เสียงสั่นสะอื้นเปล่งออกไปด้วยความหวังราวกับเป็นความปรารถนาของชีวิต
“เอ่อ ฟราน...เหรอ?”
น้ำเสียงอันเฉยชาตอบรับจากปลายสายทำเอาฟรานพูดไม่ออก บทพูด บทความหรือสิ่งที่เตรียมไว้หายไปจากหัวทันที
ทำไมน้ำเสียงเธอถึงเป็นแบบนั้น นั่นมันเป็นเสียงของคนที่กำลังร้องไห้แต่เธอไม่เคยร้องไห้ให้เห็นเลยนะ
“ร้องไห้ทำไม? ใจเย็น ๆ แล้วพักหายใจก่อน” ซึฮากิที่กำลังฝึกและเฝ้าดูคูเปอร์อยู่ต้องเปลี่ยนมาสนใจผู้ที่อยู่ปลายสายแทนปล่อยให้เด็กหนุ่มสู้ต่อด้วยตัวเอง
ทำตัวน่าหมั่นไส้ซะจริงเลย นัตโตะนินทาในใจแต่ใบหน้าของเขากลับยิ้มเยาะออกมาอย่างชัดเจน
“อืม ฉันก็แค่ดีใจไปหน่อยไม่ได้ร้องไห้สักนิด” ขณะที่กล่าวเช่นนั้นเธอก็ยังเช็ดน้ำตาไม่หยุด
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
ตายแล้วเขาเป็นห่วงเราด้วย “ขอบคุณจ๊ะ แล้วทางโน้นเป็นยังไงบ้าง? ลำบากไหม? มีอะไรก็บอกฉันได้เลยนะ”
“ก็...ตอนนี้กำลังพาน้องชายมาฝึกเวทมนตร์อยู่”
“น้องเหรอ ! แนะนำให้รู้จักบ้างสิ”
การพูดคุยที่แสนยาวนานสำหรับนัตโตะแต่มันกลับสั้นเพียงแค่ไม่กี่นาทีสำหรับฟราน ตลอดการสนทนาพวกเขาได้เห็นแต่รอยยิ้มของฟรานที่ให้ความรู้สึกว่าเธอมีความสุขยิ่งกว่าตอนไหน ๆ
“โห ! นี่พวกนายกำลังสร้างเมืองจริง ๆ ใช่ไหม เทียบกับพวกฉันแล้วเหมือนคนละโลกเลย”
“ก็นะ แต่อย่างน้อยพวกเธอก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหาที่นอนที่ไหน...กว่าพวกเราจะหาที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งก็เล่นเอาลำบากแทบแย่”
คูเปอร์โดนซึฮากิปล่อยทิ้งไว้ให้เอาตัวรอดจากกองทัพสเกเลตันด้วยตัวเอง แม้พวกมันจะเลเวลไม่มากแต่ด้วยจำนวนหลายสิบตัวทำให้เขาต้องวิ่งวนไปมาเพื่อซื้อเวลาร่ายเวทมนตร์
“ก็จริง ตั้งแต่ที่นายหนีออกไปจากค่ายก็คงมีแต่ทหารไล่ล่า ถ้าเป็นฉันก็คงจะไม่เป็นอันกินอันนอนแน่ ๆ ขณะที่พวกนายหลบซ่อนหนีหัวซุกหัวซุนแต่พวกฉันกลับได้นอนเตียงอุ่น ๆ มีอาหารพร้อมทุกมื้อ”
“อย่า ๆ เธอไม่ต้องมาพรรณนาอะไรพวกนั้นเลย เรื่องที่มันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปแบบนั้นแหละขอแค่มาตั้งใจกับปัจจุบันดีกว่า”
“พี่กิ ! ช่วยผมด้วย” เสียงคูเปอร์ตะโกนลั่นจนดังผ่านหินสื่อสารทะลุไปหาฟราน
“นั่นเสียงคูเปอร์ที่เล่าให้ฟังใช่ไหม? ดูท่าจะลำบากนะ” ฟรานพูดด้วยความเป็นห่วงเพราะน้ำเสียงที่ผ่านเข้ามานั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและร้อนรนสั่นกลัว
“ไม่เป็นอะไรหรอก ฉันเสริมกำลังให้เขาไปแล้วต่อให้โดนมอนสเตอร์ตีรันฟันแทงก็ไม่เป็นอะไรแน่นอน” ขณะเดียวกันซึฮากิก็ยังเฝ้ามองเห็นท่าทางกระเสือกกระสนของคูเปอร์ที่เหมือนคนใกล้ตายเข้าไปทุกทีกำลังร่ายเวทด้วยมานาอันน้อยนิดโจมตีสเกเลตันทีละตัว
“ฮ่า ๆ ๆ เป็นอย่างนั้นสินะ แล้ว...” เธอเงียบไปเสียก่อนที่จะพูดจบทำเอาซึฮากิรู้สึกค้างคาใจ
“มีอะไร? อยากคุยกับคูเปอร์เหรอ?”
“ไม่ ๆ ให้เขาได้ฝึกไปนั่นแหละแต่ฉันมีเรื่องอยากจะถามน่ะ”
ซึฮากินั่งลงที่โขดหินสูงพลางมองแผ่นหลังชุ่มเหงื่อของคูเปอร์ “ว่ามาเลย”
เธอสูดหายใจเข้าออกตั้งสติให้พร้อมราวกับรู้ว่าสิ่งที่เธอถามอาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้
“กิจัง…จะกลับมาที่นี่ไหม? ถ้าพวกนายต้องการฉันสามารถรับรองให้ได้”
“เหอะ กลับไปแน่นอนและไม่ใช่ในฐานะกบฎแต่จะเป็นคู่ค้าแทน”
“เยี่ยมไปเลยถ้านายจะกลับมาก็บอกฉันได้เลยนะ” ท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นของฟรานทำให้นัตโตะแบะปากมองรู้สึกหงุดหงิดที่ได้เห็น
“อะฮะ จะคุยกันอีกนานไหมเดี๋ยวคนอื่นก็สงสัยหรอก” นัตโตะพูดขัดอารมณ์จนฟรานมองค้อน
“ถ้าอย่างนั้นไว้แค่นี้นะกิจัง ไว้ว่าง ๆ จะติดต่อไปอีกที”
“อืม ตามใจเถอะ”
หลังจากที่วางสายกันและกันเธอก็เอาแต่นั่งยิ้มจนลืมตัวไปว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
“ถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญกลับไปได้” นัตโตะรีบเอาหินสื่อสารคืนทันทีและเดินออกไปไม่สนใจฟรานเลยแม้แต่น้อย
แม้เราจะเลเวลมากกว่าแต่ถ้าลองสู้กันเราก็คงเทียบไม่ติดแน่ ๆ ทั้งความสามารถด้านร่างกาย สมองอีกทั้งยังมีเทคนิคอีกมากมายหรือเราควรจะฝึกอะไรใหม่ ๆ ด้วยเหมือนกันนะ?
เธอเดินกลับที่พักขณะที่ในหัวเอาแต่คิดไปเรื่อยเปื่อยจนเกือบจะชนคนอื่น
ในวันที่กิจังกลับมาเราต้องแข็งแกร่งกว่านี้จะได้ปกป้องหรืออยู่เคียงข้างเขาได้ ถึงมันจะเป็นแค่ความหวังแต่ก็อยากให้เขาจำเราได้สักที...หรือเพราะช่วงเวลาที่เราแยกจากกันทำให้เขากดความรู้สึกตัวเองไว้จนมันลามไปถึงความทรงจำอื่น ๆ ด้วย
“นะนั่นมันท่านผู้กล้า !”
จู่ ๆ ฟรานก็ตรงไปยังเขตอุตสาหกรรมสิ่งอำนวยความสะดวก ด้วยการปรากฏตัวครั้งแรกทำให้คนในเขตตกใจอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“สวัสดีค่ะ !” ฟรานทักทายเสียงดังด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตรพร้อมเข้าหาทุกคน
ด้วยเหรียญพิเศษทำให้เราสามารถเข้าออกได้ทุกเขต แม้ที่แห่งนี้จะกว้างขวางแบ่งเป็นส่วน ๆ ได้มากมายแต่เรามาที่แห่งนี้ก็เผื่อสิ่งเดียว
“ท่านผู้กล้ามีธุระอะไรกับส่วนงานถักทอค่ะ? พวกเรายินดีช่วยเหลือทุกอย่างค่ะ”
อย่างน้อยเราก็ควรฝึกอะไรสักอย่างที่กิจังไม่น่าจะทำเป็น...อย่างการทำเสื้อผ้าหรือเราจะลองไปซ่อมเครื่องยนต์ดีนะ?
หลังจากนั้นเธอก็มุ่งหน้าสู่การฝึกฝนสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่ใช่การต่อสู้ อะไรก็ตามที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับกิจังและเพื่อนพ้อง ในเมื่อเธอเพิ่มเลเวลได้ไวกว่าใครก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบฝึกวิชาเวทหรือศาสตร์การต่อสู้เพิ่มและด้วยความตั้งใจของเธอจึงไม่มีใครว่าหรือขัดอะไรเลย
ขณะเดียวกันที่อาณาจักรนอดก็ได้มีขบวนทหารของจักรพรรดินีเริ่มเดินทางไปยังเมืองยองยองเพื่อซื้อแร่จำนวนมากเอาไปสร้างเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้และอาวุธทั้งหลายในการทำสงคราม
“มาสิคาร์เตอร์ ฉันให้ที่นั่งแบบพิเศษกับแกเลยนะ” แววตาอันเย่อหยิ่งของจักรพรรดินีมองเด็กหนุ่มราวกับอยากทำให้เขารู้ซึ้งถึงความต่างชั้น ภาพเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยกองทัพทหารหลายร้อยนายที่พร้อมเดินทางไปรับแร่เพียงแค่นั้น หากต้องการทำสงครามเมื่อไรก็คงมีทหารพร้อมรบไม่ต่ำกว่าห้าแสนนายเป็นแน่
“คุณต้องการอะไรกันแน่? ไหนจะอาหารการกินหรือมีแม้แต่การมีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นการซื้อใจหรืออยากให้ผมยอมแพ้เรื่องพลังเดอะ”
“ฮึ ๆ ๆ เป็นเด็กที่หัวไวจริง ๆ ถึงแกจะปฏิเสธการแสดงพลังเดอะให้ดูแต่ฉันก็ยังอยากเห็นอยู่ดี แต่ก็เอาเถอะ”
เส้นทางที่เต็มไปด้วยหิมะและความหนาวเย็นแม้จะเป็นคนในพื้นที่แต่ก็ใช่ว่าจะทนกับอากาศเช่นนี้ได้ จะมีก็แค่แคทเทอรีนเท่านั้นที่ก้าวเท้าออกไปนอกรถเดินเคียงข้างกับม้าสีขาวสูงยาวเข่าดีเหมือนไม่อะไรเกิดขึ้น
“ออกมาข้างนอกจะดีเหรอคะ?” คนคุมบังเหียนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงและด้วยน้ำเสียงวิธีการพูดทำให้รู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นคนสนิทของแคทเทอรีนหากเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยก็คงไม่กล้าถามเช่นนี้
“แหม่ ๆ เธอก็เป็นห่วงเกินไป เธอน่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือว่าฉันเป็นใคร” แววตาอันอ่อนโยนกับรอยยิ้มสวยสดส่งให้กับสาวใช้คนสนิทของเธอราวกับเป็นสัญญาณของการขอบคุณ
“ก็ได้ ๆ ตามใจท่านเถอะ ดิฉันจะไม่รบกวนแล้ว” เสียงถอนหายใจดังไม่เกรงใจผู้ได้ชื่อว่าจักรพรรดินีแต่แคทเทอรีนก็ไม่ได้ว่าอะไรกลับยิ้มเยาะชอบใจเสียด้วยซ้ำ
การเดินทางของจักรพรรดินีทำให้บ้านเมืองหลาย ๆ แห่งต้องจัดเตรียมการต้อนรับหากเธอผ่านไปราวกับเป็นพิธีธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติแม้จะไม่เต็มใจทำก็ตาม
“เร็วเข้า ! ท่านจักรพรรดินีกำลังมาคงไม่เกินสามวันแน่ ๆ” หัวหน้าคนเหมืองกำลังปลุกระดมคนงานช่วยกันจัดเตรียมพิธีต้อนรับโดยการจัดการพื้นที่หรือเส้นทางรอบนอกให้แคทเทอรีนเข้ามาได้ง่าย ๆ และยังมีอาหารการกินที่เตรียมไว้อย่างดีอีก
ทั้งเมืองกำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมโดยที่ไม่ได้สนใจเหมืองหรือภารกิจในกิลด์เลยแม้แต่น้อย พวกเขาต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือยกระดับเมืองให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
“นี่เป็นงานแรกของพวกเธอ” มาธอนยื่นข้อเสนอให้กับยูกิด้วยใบหน้าตึงเครียดเหมือนกับเดิมพันบางสิ่งบางอย่างไว้
“ทำอาหารให้กับจักรพรรดินีสินะ มันก็ได้อยู่หรอกแต่ขอเงื่อนไขอีกหนึ่งข้อได้ไหม?”
“ว่ามาได้เลย ต่อให้ขอเพิ่มเงินทางเราก็ยินดีจ่าย”
“อืม...ข้าอยากจะให้เก็บเป็นความลับทั้งเรื่องตัวข้าและพรรคพวกของข้า หากทางนั้นถามก็ตอบไปว่าเป็นพ่อครัวลึกลับก็ได้”
“นี่เธอต้องการแบบนั้นจริง ๆ เหรอ? หากเธอได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดินีเงินที่ได้มันเทียบกันไม่ติดเลยนะแถมยังเป็นที่น่านับถือจากผู้คนด้วย” ท่าทางไม่สบายใจของมาธอนกำลังถามย้ำแล้วย้ำอีก
“ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากเป็นของใครทั้งนั้นต่อให้เขาจะร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม ข้าอยากจะเป็นอิสระอยากทำอาหารอะไรก็ได้ตามที่ข้าต้องการ”
“อุดมการณ์ช่างแน่วแน่เสียจริง ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันก็จะไม่เซ่าซี้แล้ว” พวกเขาทั้งสองจับกันเป็นสัญญาณของการตกลงร่วมมือกัน
ขณะเดียวกันที่เทือกเขาหิมะไร้วี่แววสิ่งมีชีวิตมีเพียงกระแสลมแรงกับหิมะสีขาว ที่นั่นมีหนุ่มสาวสองคนเดินลาดตระเวนไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จุดหมายอีกทั้งอาหารที่เตรียมมาก็ร่อยหรอไปทุกที
“เมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้านล่ะ?” เซนขมวดคิ้วจ้องมองออกไปผ่านสายลมที่พัดพาหิมะมากมายมาบดบังวิสัยทัศน์
“ฉันก็ไม่รู้ แถมตอนนั้นเราก็ไม่ถามกิก่อนว่าเราต้องกลับไปรวมตัวกันเมื่อไหร่”
ทันใดนั้นก็มีเสียงโหยหวนลอยมาตามลมราวกับเป็นเสียงของหญิงสาวกำลังร่ำไห้ถึงใครบางคน
“ให้ตายสิเสียงนั่นมันมาอีกแล้ว หรือเราจะเริ่มประสาทหลอนกันหมดแล้วนะ?”
“ไม่หรอกมั้ง อย่างน้อยฉันก็ไม่น่าเป็นแบบนั้น” คานะตอบกลับทันที
เสียงอันโหยหวนนั้นค่อย ๆ เบาลงจนเงียบไปแต่มันกลับทำให้พวกเธอสงสัยยิ่งกว่าเดิมจนต้องตามหาที่มาของเสียง
“จะอะไรก็ช่างแต่ขออย่าเป็นผีก็พอ” ขณะที่เซนกล่าวเช่นนั้นเขาก็ยังหันซ้ายขวาระวังตัวเสมอ
"หรือมันจะเป็นเสียงลมเฉย ๆ เพราะถ้าเป็นคนก็ไม่น่าตามเราไปทุกทีอย่างนี้"
เส้นทางที่พวกเธอมุ่งไปต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยทั้งเป้าหมายและตนเองแม้มันจะดูอันตรายแค่ไหนก็ตามแต่ด้วยสัญชาตญาณที่ผ่านมาเมื่อพวกเขาเข้าใกล้อันตรายเท่าไรก็ยิ่งพัฒนาความแข็งแกร่งไปได้เท่านั้น
“นายบอกว่าอยากออกแรงใช่ไหม?” สายตายียวนกลอกมองหน้าเซน
“เหอะ ๆ มาถึงขนาดนี้ก็คงต้องไปต่อแล้วแหละ”
เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยฝูงมอนสเตอร์สี่ขาที่มีขนสีขาวดั่งหิมะที่ปกคลุมพื้นดิน พวกมันกระโจนเข้าจู่โจมทันทีที่ได้เห็นราวกับต้องการกัดกินเนื้อมนุษย์ตรงหน้าให้ได้
“ก็มาสิวะ !”
แสงจากเปลวเพลิงลุกโหมเผาทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นแม้แต่กองหิมะก็ละลายหายไปเหลือเพียงพื้นดินสีน้ำตาล อุ้งมือที่ใหญ่ยิ่งกว่าใบหน้าของเซนกับกรงเล็บอันคมกริบเหวี่ยงเข้ามาด้วยความรวดเร็วแต่เขาก็สร้างกำแพงไฟขึ้นมาล้อมรอบดันพวกมันให้ถอยไป
มอนสเตอร์ที่คุ้นชินกับอากาศหนาวเย็นพอได้มาเจอกับเวทไฟของเซนมันก็เหมือนเวทที่ชนะทางพวกมัน แต่หากถ้ำนี้เป็นดันเจี้ยนจริง ๆ แสดงว่ามันต้องมีราชา
“ฉันจะคอยระวังหลังให้ นายจะได้ออกแรงได้เต็มที่” คานะตะโกนส่งสัญญาณพร้อมกับยกคันธนูคู่กายขึ้นมา
แววตาอันมั่นคงจ้องมองไปยังมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่กำลังอ้อมเข้ามาด้านหลังของเซนเหมือนกับมีสติปัญญาวางแผนไว้แต่ก็ต้องพลาดท่าเพราะลูกศรเวทมนตร์ของคานะยิงเข้าหัวจัง ๆ
“สามตัวทางขวา อีกห้าตัวทางซ้าย !” คานะเป็นคนบอกตำแหน่งที่ชัดเจนให้กับเซนด้วยความสามารถในการใช้ธนูหรือปืนทำให้สายตาเธอเฉียบคมเป็นอย่างยิ่ง
“ขอบใจ !” เซนยิ้มเยาะกระโดดข้ามกำแพงไฟไปในทิศทางที่คานะบอกพร้อมกับสร้างดาบเพลิงสีชาดขนาดใหญ่พุ่งปักพื้นส่งคลื่นกระแทกออกไปรอบ ๆ
“จงเผาพวกมันซะเพลิงจากนรกหกชั้นวิมานสวรรค์ตระการตามหานครอ้อมล้อมด้วยเพลิงบรรลัยกัลป์”
ขณะที่เซนร่ายเวทอยู่ท่ามกลางสนามรบแต่มันกลับทำให้คานะกุมขมับกับการสาธยายร่ายเวทยาว ๆ ที่เธอไม่เคยได้ยินแทนที่จะใช้เวทมนตร์ธรรมดาจัดการ
“ไปเลย ! เพลิงนรกโหยหวน” หลังจากที่ยืนร่ายอยู่นานในที่สุดเขาก็ใช้เวทมนตร์เสียทีแถมที่ใช้มันก็เป็นเวทเพลิงปกติที่เคยใช้แท้ ๆ แต่อย่างน้อยมันก็พุ่งทะลวงร่างที่เต็มไปด้วยขนหนา ๆ ราวเป็นตุ๊กตายัดนุ่นได้
“ช่างสวยงามจริง ๆ” ขณะเดียวกันมอนสเตอร์ตัวอื่น ๆ ก็พุ่งเข้ามาตวัดเล็บใช้อุ้งมือตะปบแยกเขี้ยวฟัดตะลุมบอนกันจนหิมะกระจุยกระจาย
“ถึงจะไม่รู้ว่าพวกมันเลเวลเท่าไหร่แต่จากประสบการณ์แล้วก็คง...สี่”
มีดสั้นที่ห่อหุ้มด้วยมานาสีชาดตัดผ่านขนและกล้ามเนื้อของมอนสเตอร์เหล่านั้นได้ การเคลื่อนไหลของพวกมันดูเหมือนจะรวดเร็วแต่กลับเชื่องช้าจนมองได้ทันสำหรับเซนทั้งจิตสังหาร จังหวะการก้าวเท้าหรือแม้แต่สายตาที่กำลังจ้องมองคอหรือหัวอยู่
“รีบจัดการแล้วเข้าไปต่อเถอะ” คานะคอยยิงลูกศรเข้ามาสมทบช่วยให้เซนมีพื้นที่สู้มากขึ้น
“แม่นสุด ๆ ไปเลยคานะ !” เขายังคงเหวี่ยงดาบตัดผ่ามอนสเตอร์ที่พุ่งเข้ามา
ช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาทีพวกเขาก็สามารถกำจัดมอนสเตอร์หลายสิบตัวไปได้โดยยังไม่เหนื่อยเลยสักนิดเหมือนเป็นแค่การอบอุ่นร่างกาย
เส้นทางลึกลงไปในดันเจี้ยนท่ามกลางหิมะหนาปกคลุมพวกเขาไม่กลัวว่าภายในนั้นจะมีอะไรรออยู่แต่ก็จะมุ่งหน้าต่อไป
“นายจัดการทางซ้าย”
“ตามนั้น” มีดสั้นที่ห่อหุ้มด้วยมานาแปรเปลี่ยนเป็นดาบขนาดใหญ่ใช้ความเร็วจากการวิ่งเข้าจู่โจมด้วยการตวัดฟาดเพียงครั้งเดียวก็ฆ่ามอนสเตอร์ประเภทหมาป่าไปได้ทันทีไม่เหมือนกับคานะที่เธอต้องยิงลูกศรเวทมนตร์ใส่ทีละตัว
ไม่รู้ว่าเพราะพวกเขาเข้ามาลึกหรือใช้มานาไปมากจนเหนื่อยแต่เสียงโหยหวนของหญิงสาวค่อย ๆ ดังขึ้นจนแน่ใจว่าไม่ได้หูฝาดไปเอง
ช่วย...ด้วย เสียงที่ยังดังก้องอยู่ภายในหัวของพวกเขากำลังเชื้อเชิญเข้าไปยังสถานที่อันตรายอย่างส่วนลึกของดันเจี้ยนที่ไม่รู้จัก
“คิดว่าใครเป็นคนเรียกพวกเรา?” คานะเอ่ยถามขณะที่ยังใช้สายตาอันเฉียบคมสอดส่องไปทั่ว
“ผีแน่ ๆ” คบเพลิงที่ใช้มีดสั้นของเซนทำขึ้นมาส่องสว่างได้แค่ไม่กี่สิบเมตรแต่มันก็มากพอให้คานะเห็นศัตรู
พวกนาย...มาจริง ๆ สิ...นะ คำร้องขอที่เหมือนกำลังร่ำไห้ดังขึ้นไม่นานกำแพงในดันเจี้ยนก็เกิดการสั่นไหวเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของมัน
เส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกำแพงดันเจี้ยนค่อย ๆ นำพาพวกเขาเข้าไปยังส่วนลึกของที่แห่งนี้ สถานที่แปลกตาราวกับได้อยู่ในสรวงสวรรค์มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้รื่นรมย์กับสายธารสีใส
“ผีแน่ ๆ”
“ผีบ้านเอ็งสิจะทำอย่างนี้ได้” คานะชกเบา ๆ ที่แขนหยอกล้อ
แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัยแต่พวกเขาก็รู้สึกดีเพราะมันอบอุ่นมากกว่าข้างนอกเหมือนได้กลับไปอยู่ที่บ้านแต่ไม่นานนักก็มีเสาสีขาวปรากฏตรงหน้าแพร่ออร่ามานาออกมาจำนวนมหาศาลแม้จะไม่มีเวทตรวจจับก็รู้สึกได้
“ยินดีต้อนรับท่านทั้งสอง” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นชัดที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาจากร่างของหญิงสาวที่ก้าวเท้าออกมาจากเสาสีขาวพร้อมด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างดีใจสุดชีวิต
ในคืนวันนั้นซึฮากิและคูเปอร์ได้กลับไปสมทบกับพวกสเตล่าที่ห้องพัก ได้กินอาหารเติมพลังกันจนสุขสันต์แต่โต๊ะอาหารดันไร้วี่แววของเซนและคานะ
“พวกเขายังไม่กลับมาอีกเหรอ? หวังว่าพวกเขาจะไม่หลงทางเอานะ” สเตล่าเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
แม้ซึฮากิจะทำนิ่งเฉยแต่ลึก ๆ ภายในใจเขาก็ยังเป็นห่วงเพื่อน ๆ เช่นกันจากใบหน้าอมทุกข์เหม่อคิดอะไรสักอย่าง
“พวกเขาน่าจะเจอบางสิ่งที่อยู่บนเขา ถึงเซนจะเป็นพวกบ้า ๆ แต่เขาก็หัวไวในบางเรื่องอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้”
“นั่นชมสินะ” สเตล่าพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเหลือบไปเห็นแววตานักรบจากคูเปอร์ที่เหมือนผ่านสมรภูมิรบมาอย่างยากลำบาก
“ผมขออีก” คูเปอร์ยกชามที่ว่างเปล่าให้กับยูกิหลังจากซัดไปรวดเดียวหมด
“โฮะโฮ เจ้าหนุ่มนี่โตไวจริง ๆ” ยูกิยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้เห็นคนกินอาหารของตนได้เอร็ดอร่อยเช่นนี้
“มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า พวกเธอคงได้ข้อมูลอะไรมาบ้างใช่ไหม?”
“แน่นอน อีกไม่กี่วันทางเมืองจะเริ่มขายแร่ให้กับจักรพรรดินี ฉันคิดว่าพวกเราควรถอยไปก่อนที่พวกทหารจะมา”
ซึฮากิคิดวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งทำเอาพวกเธอลุ้นไปด้วยว่าเขาจะตัดสินใจไปในทิศทางไหนแต่สุดท้ายเขาก็เอ่ยออกมาว่า “เราจะรอเซนก่อนแล้วค่อยไปจากที่นี่ ฉันไม่อยากให้พวกเราคาดกันอีกแล้ว”
อย่างนี้เองสินะ ถึงกิจะเป็นพวกหน้าตายพูดจาห้วน ๆ แต่จริง ๆ เขาก็รักพวกพ้องเหมือนกัน จู่ ๆ สเตล่าก็ยิ้มปลื้มปีติมองซึฮากิตาไม่กะพริบ
“ฉันจะพาคูเปอร์ไปฝึกต่อส่วนพวกเธอจะไปหาที่ฝึกก็ได้หรือจะพักผ่อนรอพวกเขากลับมาก็ได้เหมือนกัน”
“เอ่อ...ยังมีอีกเรื่อง” สเตล่าพูดขัดขึ้นมาเสียก่อนที่จะแยกย้ายกันนอน
“หา? มีเรื่องอะไรอีก”
ขณะที่สเตล่ากำลังจะพูดยูกิเข้ามาขวางและเผชิญหน้ากับซึฮากิด้วยตัวเอง “พวกเราได้ทำสัญญากับทางกิลด์ซึ่งข้าต้องทำอาหารให้แก่จักรพรรดินีในวันที่เธอมาที่นี่”
สเตล่าจ้องมองแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของซึฮากิแต่แทนที่จะโกรธเพราะทำอะไรไม่ปรึกษาเขากลับยิ้มอย่างมีเลศนัยออกมาไม่รู้ตัว
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องเริ่มแผนใหม่ ยูกินายมั่นใจในการทำอาหารใช่ไหม?”
“ฮึ ๆ ของมันแน่อยู่แล้ว” รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจหยักไหล่ไปด้วยขณะที่เอ่ยเช่นนั้น
“ตอนแรกคิดไว้สองแบบคือหนึ่งวางยาพิษในอาหารและสองคือทำอาหารให้อร่อย หลังจากคิดไต่ตรองดูแล้วฉันจึงเลือกข้อสอง”
“ทำอาหารให้อร่อย...แล้วทำไมถึงไม่วางยาพิษไปเลยล่ะ? ถ้าทำแบบนั้นเราก็จะจัดการหัวหน้าของพวกมันได้เลยนะ”
“มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก คิดว่าระดับจักรพรรดินีจะเดินทางไปไหนมาไหนโดยไม่มีคนตรวจสอบตรวจจับเหรอ ของทุกชิ้นหรืออาหารทุกอย่างจะต้องมีคนตรวจสอบแล้วหรือไม่ก็เป็นตัวจักรพรรดินีเองที่มีความสามารถเหล่านั้น”
“อืม...พอคิดตามแล้วมันก็จริงแต่สำหรับนายแผนคงไม่ได้จบแค่ทำอาหารอร่อย ๆ สินะ ” สเตล่ายังคงถามด้วยความสงสัย
“อืม ฉันต้องการจะสร้างสิ่งที่มีน้ำหนักในการต่อรองอย่างเช่นอาหารของยูกิที่สามารถเพิ่มสเตตัสได้ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้อีกแล้วและหากจักรพรรดินีได้ลิ้มรสชาติของสุดยอดอาหารเธอก็คงจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็จะมีอาวุธไว้ต่อรองเพิ่มขึ้น”
อาหารที่เพิ่มสเตตัสได้ไม่ว่ายังไงเธอต้องอยากได้มันแน่ ๆ มันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกองกำลังรบได้อย่างแน่นอน นั่นเป็นเหตุผลที่เธอจะไม่ยอมรามือจากอาหารของยูกิ
เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมหารือพวกเขาก็ได้ไปพักผ่อน วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็ได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้ไว้เผื่อในกรณีที่จักรพรรดินีเจอตัว คูเปอร์ที่ตอนแรกใช้เวทมนตร์ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่ตอนนี้เขาสามารถวิ่งไปด้วยร่ายเวทไปด้วยได้แล้วอีกทั้งความแม่นยังเพิ่มมากขึ้นจนซึฮากิไม่ต้องค่อยเฝ้าดูเสียด้วยซ้ำ
25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2576
เวลาได้ล่วงเลยมาหลายวันจนกระทั่งขบวนทหารเดินทางมาถึงเมืองยองยอง ที่ทางเข้าเมืองเต็มไปด้วยผู้คนรอยินดีต้อนรับกับของขวัญของฝากมากมายส่งให้กับแคทเทอรีน
“ยอดเยี่ยม ๆ การต้อนรับดูดีกว่ารอบก่อนเยอะเลย” เธอก้าวเท้าลงจากรถม้าสร้างความสั่นเกรงให้กับชาวเมืองเพียงแค่ได้เห็น
“เชิญด้านในเลยครับท่าน พวกเราเตรียมมื้ออาหารพิเศษไว้สำหรับการมาของท่านโดยเฉพาะ”
แคทเทอรีนและสาวใช้คนสนิทเข้าไปในร้านอาหารของกิลด์ที่จัดตกแต่งไว้สวยงามต่างกันราวฟ้ากับเหวกับก่อนหน้านี้
“ผมขอส่งต่อข้อความที่พ่อครัวฝากไว้นะครับ” ขณะเดียวกันอาหารก็มาเสิร์ฟถึงโต๊ะลักษณะแปลกตาเพราะมีการก่อไฟไว้ด้านล่างของหม้อ
“เมนูนี้มีชื่อว่าหม้อไฟหยางประกอบไปด้วยน้ำซุปรสเผ็ดเปรี้ยวและเนื้อของแพะภูเขา ปลาหนวดและไก่หยก ทั้งหมดล้วนเป็นวัตถุดิบที่สดและดีที่สุดที่เรามีรวมกับเครื่องเทศสมุนไพรหลากหลายที่เป็นสูตรลับของพ่อครัว”
“โฮ...” เมื่อเธอได้ชิมน้ำซุปสีส้มแดงเข้าไปก็นั่งนิ่งไปครู่หนึ่งอ้าปากหายใจแทน
“นี่มันอะไรกันเนี่ย?” เธอตักของอย่างอื่นชิมไปทุกอย่างแม้แต่กระทั่งข้าวเปล่าที่วางอยู่ตรงหน้าทุกสิ่งทุกอย่างมันกลมกล่อมมากเสียจนหาจานที่อร่อยที่สุดไม่ได้ หากเป็นไปได้ก็อยากจะบอกว่าทุกอย่างอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาแต่ก็ต้องรักษาภาพพจน์ของตัวเองไว้
“แม้แต่เนื้อแพะภูเขาที่ว่ากลิ่นแรงก็ยังทำให้ไม่มีกลิ่นได้...ไปตามพ่อครัวที่ทำมาเดี๋ยวนี้ !”
“เสียใจด้วยครับ ทางพ่อครัวได้ฝากข้อความไว้ว่าเขาไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนตอนนี้แต่หากท่านต้องการจริง ๆ และถึงเวลาอันสมควรเขาจะไปหาถึงที่เอง” มาธอนตอบกลับโดยไม่มีท่าทีสั่นกลัวเหมือนกับชาวเมืองคนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ใบหน้าของแคทเทอรีนกำลังขมวดคิ้วหงุดหงิด
“เหอะ ช่างเถอะ” เธอและสาวใช้ร่วมโต๊ะอาหารกันอย่างมีความสุขโดยเฉพาะเมื่อตักซุปรวมกับข้าวเปล่าก็ยิ่งทำให้มันอร่อยยิ่งขึ้นเรียกความอยากอาหารของเธอได้เป็นอย่างดี
“จริงสิช่วงนี้เป็นช่วงที่ดันเจี้ยนนั้นจะแพร่ขยายเสียงคร่ำครวญ แล้วทำไมถึงเงียบเฉียบอย่างนี้”
“พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันครับเพราะหิมะบนภูเขาหนามากจึงไม่มีใครกล้าไปตรวจสอบ” มาธอนตอบกลับทันที
“หรือว่าจะมีใครเข้าไปในดันเจี้ยนซะแล้ว” เธอค่อย ๆ ฉีกยิ้มและหัวเราะในลำคอ
“ใครที่เข้าไปก็ขอให้โชคดีแล้วกันนะ...กับดันเจี้ยนบททดสอบน่ะ”