อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 109 เกินกำลัง (2)

    ตอนที่ 109


    เหยาซาน ไม่ลังเลที่จะรีดเค้นพลังทั้งหมดออกมาในรูปแบบต่าง ๆทั้งลมปราณ และตบะพลังวิญญาณล้วนแล้วแต่พุ่งทะยานจนถึงขอบเขตสูงสุด ไม่กล้าประเมินศัตรูต่ำเกินไป...จากภาพความทรงจำของโจรร่างผอมทำให้ เหยาซาน ประเมินศัตรูได้เกือบทั้งหมด ทว่าก็มิได้ทำให้เด็กหนุ่มมั่นใจว่าจะชนะได้...

     

    หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวก็ไม่นับเป็นปัญหา แต่ศัตรูมีจำนวนมากกว่านั้นทั้งยังไม่มีศีลธรรมใด ๆ ในการลงมือ ย่อมไม่อาจนำกฎของยุทธภพมาใช้กับเหล่าคนชั่วช้าเหล่านี้ได้...

     

    “อย่าหันมองด้านหลัง มุ่งหน้าตรงหนีไปอย่างเดียว!!” เหยาซาน คอยแผดเสียงย้ำเตือนกับพวกนางอยู่เสมอ ออกจะฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่การไม่เหลือบมองไปยังศัตรูแม้แต่ครั้งเดียวของพวกนางนั้น กลับสร้างสมาธิให้พวกนางจดจ่ออยู่กับพื้นที่ด้านหน้าไม่ไขว้เขวกับเส้นทางที่นางไม่ชำนาญ

     

    คำเตือนนี้ทั้งหมดก็เพื่อให้พวกนางมีสมาธิ ครองสติอยู่กับตนให้มั่นคง...

     

    ความเร็วของสามผู้เยาว์ใช่ว่าจะธรรมดา หากแต่สองโจรมีพื้นฐานลมปราณที่สูงกว่าสำคัญกว่านั้นคือการชำนาญในพื้นที่ ระยะห่างจึงค่อย ๆ หดสั้นลงเรื่อย ๆจนเวลานี้เหลือแต่เพียงระยะหนึ่งร้อยก้าวเท่านั้น!!

     

    ต่างฝ่ายต่างมองเห็นกันได้ถนัดแล้ว...

     

    “จะหนีไปไหน!!พวกเจ้าทั้งหมดต้องตายที่นี่!!” ชายร่างอวบท้วมแผดเสียงกังวานน่าตกใจมากที่รูปร่างของมันมิได้เป็นอุปสรรคต่อความเร็วแม้สักนิด พุ่งทะยานประหนึ่งหมูป่าบ้าคลั่งต้นไม้ใบหญ้าล้วนแหวกออกเป็นทางยาวด้านหลัง

     

    “อีกไม่นานพวกเจ้าจะต้องร้องขอให้พวกเราฆ่าทิ้งเตรียมรับความทุกข์ทรมานอันสยองเกล้าได้เลย!!” ชายร่างผอมดำใบหน้ามีรอยสักกว่าครึ่งใบหน้าเค้นเสียงเย็น ความเร็วของคนผู้นี้ประหนึ่งล่องลอยดุจวิญญาณอาฆาต

     

    ไม่นานสองโจรก็ขนาบข้างซ้ายและขวา กลุ่มของสามผู้เยาว์...ใบหน้าของหญิงสาวก็ยิ่งซีดเผือด เพียงจิตสังหารที่อาบกระจายทั่วชั้นบรรยากาศต่อให้พวกนางไม่หันไปมองก็ยังสัมผัสได้ชัดแจ้งถึงความน่ากลัว...

     

    พริบตานั้นเอง ที่ชายสักใบหน้าครึ่งหนึ่ง แสยะยิ้มน่าขนลุกโดดทะยานเข้าประชิดเตียซวงซวง ในชั่วพริบตาจากทิศทางด้านขวา บัดนี้ห่างไม่ถึง 3 ก้าวปลายนิ้วจวนจะแตะถึงนาง... หญิงสาวจิตใจพลันหล่นวูบ นางย่อมรู้สึกได้ถึงศัตรูที่ใกล้เข้ามาแต่กระนั้นนางก็ไม่ยอมเหลียวหันมอง ยอมทำตามที่ เหยาซาน สั่งกำชับเพื่อให้ตนจดจ่อกับการหลบหนีเพียงอย่างเดียว....

     

    เหยาซาน ที่เฝ้ามองการเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลัง หดนัยน์ตาแคบ...ก่อนจะยื่นแขนซ้ายออกไประเบิดอำนาจลอบโจมตีจากกำไลซ่อนมรณายิงกระสุนเร้นลับกระแทกเข้ากลางหน้าอกของ ชายสักใบหน้าครึ่งหนึ่ง...

     

    “อ๊ากกกก!!” ชายผู้นั้นแผดเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เสียหลักกระเด็นเกลือกกลิ้งไปตามแนวป่าเมื่อลุกขึ้นมาได้รู้สึกเจ็บปวดจนเปล่งเสียงอื่นออกมาไม่ได้ กลางหน้าอกปรากฏรอยจ้ำสีเขียวจากการบอบช้ำอย่างหนักมุมปากมีโลหิตไหลริน ประหนึ่งว่าถูกตอกลิ่มเข้าใส่กลางหน้าอก ปราณคุ้มกันสั่นสะเทือนไม่หยุด...

     

    หาก เหยาซาน มีพื้นฐานลมปราณสีเขียวขึ้นไปล่ะก็ การโจมตีเมื่อครู่อาจสามารถแสดงอานุภาพถึงขั้นลอบสังหารได้ในพริบตาน่าเสียดายที่พื้นฐานของ เหยาซาน ยังด้อยเกินไป เป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่5 เท่านั้น ลมปราณที่ประจุลงไปในกำไลจึงมีน้อยเกินไปด้วยจึงทำได้เพียงแค่ให้อีกฝ่ายบาดเจ็บบอบช้ำ...

     

    “อย่าหยุดวิ่ง และอย่าหันมองทิศทางอื่น มองตรงไปด้านหน้าเท่านั้น!!ข้าจะคุ้มกันให้พวกเจ้าเอง!!”เหยาซาน แผดเสียงย้ำเตือน สองหญิงสาวได้ยินเช่นนั้นพวกนางต่างกัดฟันด้วยสีหน้าเศร้าสลดที่ตนเองยังอ่อนแอกลายมาเป็นตัวถ่วงของ เหยาซาน ไปอย่างสมบูรณ์จึงยอมปฏิบัติตามแต่โดยดี

     

    ทิศทางด้านซ้าย ชายร่างอวบท้วมพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความดุดัน ดวงตาเปล่งรัศมีแดงฉานน่าสะพรึงกะโหลกศีรษะเต็มไปด้วยอำนาจโจมตีพุ่งชน เป้าหมายหญิงสาว ฉีลู่ชิง... เหยาซานเห็นเช่นนั้นก็พ่นลมหายใจถี่ระรัวขึ้น ดวงตาเจิดจรัสด้วยอำนาจสยบ

     

    เมื่อเห็นว่าชายผู้มีรอยสักครึ่งใบหน้าเสียหลักจนถูกทิ้งระยะห่างไกลออกมาแล้วจึงสามารถปลดกังวลยังทิศทางในด้านขวาได้ เลือกที่จะถลาพุ่งเข้าขึ้นยังด้านซ้ายข้างกายฉีลู่ชิง เหลียวมองผ่านไหล่มายัง ชายร่างอวบท้วมที่พุ่งเข้ามา ก่อนที่ เหยาซาน จะหยุดฝีเท้าในพริบตารีดเค้นลมปราณทั่วร่างยกแขนเป็นรูปกากบาทไขว้ตั้งรับการพุ่งชน...

     

    ตูม!!

     

    การปะทะดังรุนแรง แขนสองข้างที่ไขว้กันของเด็กหนุ่มรู้สึกด้านชาจนสั่นสะท้านไม่หยุดแต่ก็สามารถหยุดศีรษะที่โหม่งเข้าปะทะของชายร่างอวบท้วมได้... เหยาซาน กัดฟันอีกครั้งก่อนจะยกเข่ากระแทกสวนไปที่ใบหน้าของชายร่างอวบท้วมอย่างรุนแรงนั่นจึงทำให้แรงผลักดันทั้งหมดชะงักงันลง...

     

    เหยาซาน สำรอกโลหิตเล็กน้อยที่มุมปาก การตั้งรับกระบวนท่าศีรษะโหม่งตรงๆ เพื่อปกป้อง ฉีลู่ชิง ก็มิต่างจากการรับแรงปะทะทั้งร่างของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ทำให้ลมปราณภายในปั่นป่วนขึ้นมาไม่น้อย แต่ก็ยังพอกัดฟันวิ่งตามสองหญิงสาวต่อไปไม่ชะงัก...

     

    ชายร่างอวบท้วมหยุดยืนเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ...ท่าศีรษะโหม่งของมัน เต็มไปด้วยอำนาจโจมตีที่ทรงพลังอย่างมาก เคยถล่มได้แม้แต่หินผาจนปี้ป่นแต่กลับถูกหยุดได้ด้วยเด็กหนุ่มชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลางเท่านั้น อีกทั้งยังถูกโจมตีสวนกลับจนโหนกแก้มเปล่งบวมขึ้นมา

     

    “เจ้าเด็กนั่น เป็นใครกัน!! ความแข็งแกร่งระดับนี้ไม่ใช่ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลางแล้ว!!” ชายร่างอวบท้วม เค้นเสียงขึ้นด้วยความเดือดดาล

     

    เป็นจังหวะที่ชายรอยสักครึ่งใบหน้า วิ่งตามมาสมทบจากด้านหลัง...

    “ข้าก็อยากรู้เช่นกัน มันมีทักษะและอาวุธที่แปลกประหลาดมาก!! สู่เอ้อกุ่ย น้องชายของพวกเรา ก็คงถูกมันนี่แหละลงมือสังหาร!!”

     

    ด้วยประสบการณ์ต่อสู้ที่มากมาย ปะทะเพียงครั้งก็มากพอจะรับรู้ความสามารถของศัตรูได้แล้ว...ทั้งสองโจรแม้จะประหลาดใจมากกับความแข็งแกร่งที่เกินสามัญสำนึกของ เหยาซาน แต่ลึกๆ ก็มั่นใจว่าไม่มีทางพ่ายแพ้ โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองร่วมมือกัน...

     

    คิดได้เช่นนั้น ทั้งคู่ก็ทะยานร่างติดตามไปอีกครั้งและครั้งนี้ยังไร้ซึ่งความประมาทเฉกเช่นคราแรก ดึงเอาอาวุธประจำกายออกมาพร้อมการตามล่า...ชายร่างอวบท้วมถือขวานคู่ที่เกรอะกังไปด้วยคราบโลหิตที่ไม่เคยล้างออก ส่วนชายที่มีรอยสักครึ่งใบหน้ามีไม้เท้าหัวกะโหลกที่แผ่ไอความตายมหาศาลออกมา...

     

    แม้ศาสตราของทั้งสองโจรจะมิใช่อาวุธอักขระ แต่ก็เคยประหัตประหารผู้คนมานับร้อยจนแฝงไว้ด้วยอำนาจแห่งความตายที่เข้มข้น...ร่างของทั้งสองโจร มีประกายไอสังหารที่แจ่มชัดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคมกริบไร้ร่องรอยความประมาทใดๆ แผ่พลานุภาพเหนือยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับหน่วยมือปราบเสียอีก...

     

    เหยาซาน สัมผัสได้ถึงการติดตามในระลอกที่สองทว่าครั้งนี้เด็กหนุ่มรู้สึกเสียวสันหลังยาวจนถึงต้นคอ แม้ไม่ต้องหันไปมองยังรู้ได้ว่าศัตรูคงไม่ลังเลที่จะใช้พลังทั้งหมดในการสังหารไม่ใช่เพียงแค่การลงมืออย่างระมัดระวังในคราแรกอีกแล้ว...

     

    จนถึงตอนนี้ หาก เหยาซาน นับเฉพาะการสังหารคู่ต่อสู้ที่เป็นมนุษย์และมีฝีมือเหนือกว่าตนเองมาก ๆ น่าจะมีเพียงแค่ 2 ครั้ง นั่นคือการสังหารมือปราบเฉิน ที่หมู่บ้านตะวันอัสดง และการสังหาร หานห้าว บนทะเลทราย...

     

    ทว่าการสังหารทั้งสองเหตุการณ์ มีปัจจัยเอื้อที่มากมายมหาศาล... มือปราบเฉินถูกสังหารได้เพราะความประมาท ผนวกกับกระบี่ราชวงศ์ซึ่งเป็นศาสตราเลิศล้ำลงมือในชั่วพริบตา...ส่วน หานห้าว เกิดจากการปรากฏโดยบังเอิญของ ราชันย์มังกรทมิฬ จนทำให้ใต้หล้าต้องยอมสยบจากนั้นก็อาศัยสุราแห่งหยินเสมือนพิษเข้าเล่นงาน...

     

    กล่าวได้ว่าทั้งสองการต่อสู้ มิใช่การเผชิญหน้าโดยตรง... ครั้งนี้แม้ความแตกต่างของพลังฝีมือ จะไม่อาจเทียบกับสองคราแรก แต่เมื่อมันถูกเปลี่ยนเป็นการเผชิญหน้าอย่างตรงๆ แล้ว ความอันตรายย่อมไม่แตกต่างกัน...

     

    เหยาซาน เห็นแผ่นหลังของหญิงสาวทั้งสอง... กลิ่นอายแห่งความวิตกกังวนแผ่ซ่านออกมาแม้จะไม่เห็นใบหน้าก็รู้สึกได้จากจิตวิญญาณที่สั่นไหวมันทำให้ เหยาซาน ได้แต่กำหมัดแนบแน่น ไหนเลยจะยอมให้พวกนางเข้ามาเสี่ยงในการต่อสู้นี้ได้ด้านหลังโจรร้ายทั้งหมดก็ตรงเข้ามาด้วยความเร็วที่เหนือล้ำ

     

    เด็กหนุ่มจึงสูดหายใจลึกเฮือกใหญ่...

    “ห้ามหันกลับมามอง!!วิ่งไปจนกว่าจะเจอกับ สารถีขับเก๋งเกี้ยวผู้นั้น!!”

     

    สองหญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็ตัวสั่นเทา สัมผัสได้ว่าการคงอยู่ของเหยาซาน ค่อย ๆ เลือนหายไป พวกนางเบิกตากว้างขึ้นในชั่วพริบตา ต่อให้ไม่หันไปมองก็ยังรู้สึกได้ชัดเจนว่าเหยาซาน เสียสละตนเองหยุดยั้งสองโจรที่ติดตาม...

     

    สองหญิงสาว แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาขณะที่วิ่งหลบหนี เวลานี้พวกนางได้แต่เชื่อมั่นในตัวเหยาซาน เท่านั้น และภาวนาให้วิหคพาหนะตัวก่อนหน้านี้ จะวกกลับมาช่วยเหลือเด็กหนุ่มได้ทันท่วงทีถึงจะยังไม่แน่ชัดว่าเพราะอะไร เหยาซาน จึงอยากให้พวกนางไปหาสารถีผู้นั้น คงคาดการณ์ได้เพียงอย่างเดียวนั่นคือจุดพิกัดที่ชัดเจนที่สุดซึ่งศัตรูไม่อาจล่วงรู้พวกนางจึงทำได้เพียงไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุดเท่านั้น...

     

    “กลับมาให้ได้นะ... เหยาซาน” หญิงสาวทั้งสองกล่าวถ้อยคำเดียวกัน

     

    เหยาซาน ใบหน้าเคร่งขรึม ยืนมั่นคงเฝ้ารอการมาของสองโจรร้าย...ซึ่งเมื่อมาถึงตำแหน่งป่าหินที่กว้างขวางระดับหนึ่ง สองโจรก็พลันกดหัวคิ้วต่ำลง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าเผชิญหน้าจริงๆ หันมองรอบข้างก็รับรู้ได้ว่านี้ไม่ใช่แผนการล่อลวงอันใด ทั้งสองก็เผยสีหน้าเย็นชา...

     

    “เป็นสุภาพบุรุษงั้นสินะ ยอมเสียสละเพื่อให้พวกนางหนีไป...ข้าล่ะเกลียดคนเช่นนี้ที่สุด!!” ชายร่างอวบท้วมเค้นเสียงพร้อมกับรังสีฆ่าฟันที่รุนแรง

     

    ชายผู้มีรอยสักครึ่งใบหน้า ก็ยังปรากฏเส้นโลหิตปูดบวม ภาพของน้องชายที่ตายอย่างอนาถยังคงตราตรึงอยู่ในหัว...“เจ้ากล้าสังหารหนึ่งในพวกเรา 7 พี่น้องตระกูลสู่ ต่อให้เจ้ากลายเป็นศพก็จะต้องมาคอยรับใช้ตระกูลสู่!!”

     

    เหยาซาน แผดเสียงหัวเราะอย่างไม่กริ่งเกรง...

    ก่อนจะดึงเอากระบี่สีแดงออกมาจากแหวนมิติ...

     

    “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! รับใช้ตระกูลสู่(หนู)งั้นหรือ?! พวกเจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย...แมวสวรรค์ แห่งสำนักสายลมประจิมอย่างข้า วันนี้ก็มาเพื่อล่าหนู 7 ตัว บนเขาหมิงซาน!!”

     

    ………………………………………

     

    ที่ราบตีนเขา...

     

    สารถี ผู้นั้นยังคงหลับตานั่งขัดสมาธิ เฝ้าเก๋งเกี้ยวอย่างสงบเรียบร้อย...จู่ ๆ ก็พลันลืมตาตื่นขึ้นมา มองทอดยาวไปยังทิศตะวันออก กลิ่นอายแห่งความตายปนเปกับกลิ่นคละคลุ้งเหม็นเน่าของซากศพโชยลอยมาแต่ไกล...

     

    ก่อนจะพบว่า สมาชิก 2 คน ของกลุ่มโจร ยามนี้กำลังนั่งอยู่บนวัวเทียมเกวียนขนาดใหญ่ที่ด้านหลังเกวียนเต็มไปด้วยซากศพของคนนับสิบจากหมู่บ้านในละแวกนี้... หน้าที่ของทั้งสองคือรวบรวบศพชาวบ้านเพื่อนำไปไว้บนยอดเขา...

     

    ทั้งสองเห็นเก๋งเกี้ยวสะดุดตา ก็พลันหดนัยน์ตาแคบ เผยแววตาที่เปี่ยมไอสังหารตลบอบอวลมาพร้อมๆ กับกลิ่นศพ... ทว่าสายตาของ สารถี ผู้นั้นยังคงแน่นิ่ง อยู่ในท่าขัดสมาธิมิได้แสดงเจตจำนงที่จะเคลื่อนไหวขยับร่าง...

     

    สองโจรร้าย กระโจนขึ้นจากหลังวัวในพริบตา...ทั้งสองไม่พูดพร่ามทำเพลง เห็นก็ทราบได้ทันทีว่า สารถีผู้นี้ คือผู้ที่มาส่งคนเพื่อบุกรุกเขาหมิงซานของพวกตนดังนั้นไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปล่อยให้มีชีวิตรอด...

     

    “คิดบุกเขาหมิงซาน รนหาที่ตาย!!”

     

    รังสีฆ่าฟันของทั้งสองรุนแรงจนบรรยากาศโดยรอยบิดเบือน... พลังฝีมือของสองคนนี้เหนือล้ำยิ่งกว่า 2 คนที่กำลังเผชิญหน้ากับ เหยาซาน เวลานี้เสียอีก...มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับความไว้วางใจ ถูกส่งออกไปด้านนอกเพื่อเค้นฆ่าสังหารโดยเฉพาะ...

     

    สารถีกดหัวคิ้วต่ำลง แววตาใต้หมวกฟางคมกริบยิ่งกว่ากระบี่ ทอดถอนหายใจออกมา...

    “ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับภารกิจของศิษย์สำนัก...แต่ในเมื่อปรากฏคนชั่วช้าเช่นนี้เบื้องหน้า ก็ยากที่จะปล่อยไว้... ซ้ำยังเป็นอันตรายต่อเหล่าผู้เยาว์มากเกินไปอีกด้วย”

     

    สารถี ผู้นั้นยกฝ่ามือขึ้นแผ่วเบาในท่านั่ง มิได้ขยับร่างมากไปกว่านั้น...รอบกายเกิดชั้นบรรยากาศสะท้านสะเทือนพร่ามัว... จากใบหน้าที่ดูคล้ายคนอายุ 40 ปีบัดนี้ได้บังเกิดร่องรอยความชราขึ้นมาเป็นจำนวนมาก พื้นฐานลมปราณลมปราณสีเขียวที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงอำนาจลมปราณที่สะกดไว้ยามนี้จึงเกิดการระเบิดรัศมีพลังที่แท้จริง ยกระดับที่เพิ่มพูนนับร้อยนับพันเท่าในฉับพลัน...

     

    หาก เหยาซาน อยู่ที่นี่ ก็คงสามารถบ่งชี้ตัวตนคนผู้นี้ได้ทันทีเพราะมีภาพวาดเสมือนของคนผู้นี้ ปรากฏในสำนักสายลมเหนือ...รองเจ้าสำนักสายลมประจิมอีกผู้หนึ่ง ตำแหน่งเท่าเทียมกับ เตียมู่หยง...

     

    เป่ยเตียวหุย...

     

    ชั่วพริบตานั้นเองพื้นที่โดยรอบเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง!! ชั้นบรรยากาศหนักอึ้งฉับพลันกดทับลงมาจากความว่างเปล่า!! สองโจรร้ายที่พุ่งเข้ามา ทั้งที่เวลานี้ยังห่างจากร่างของ เป่ยเตียวหุย กว่าหนึ่งร้อยก้าวแต่ทว่ากลับถูกอำนาจสะกดที่สั่นสะท้านฟ้าดินกดลงบนร่างของพวกมัน สำรอกโลหิตจากปากพร้อมคุกเข่าลงมิอาจลุกยืน...

     

    เมื่อเหลือบมองยังเบื้องหน้า ก็รู้สึกราวกับร่างของ เป่ยเตียวหุย ใหญ่โตราวกับภูเขา!! แน่นอนว่ามันเกิดจากอำนาจแห่งความหวาดกลัวที่ยอมสยบต่อยอดฝีมือที่สามารถสังหารพวกมันได้ เพียงแค่การสะบัดมือ เพียงแค่สายตาที่จดจ้องยังทำให้สองโจรไม่อาจลุกยืนขึ้นมาได้อีก...

     

    “บะ...บ้าน่า!! ลมปราณจิตราชันย์!! ยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ ลมปราณสีส้มขั้นกลางงั้นหรือ!!”

     

    ..................................................

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน