บรรยากาศภายในบ่อนการพนัน่เวลาสายๆที่คลาคล่ำไปด้วยนักพนันทั้งชายหญิงที่พกเงินมาเล่นเพื่อหวังจะโกยเงินกลับบ้านส่งเสียงดังเซ็งแซ่เช่นเดียวกับสมศักดิ์ชายอายุหกสิบปีที่ติดพนันทุกอย่าง กำลังลุ้นกับไพ่ในมือ
"โถ่เว้ย! เสียอีกแล้ว เงินก็หมดแล้วด้วยเดี๋ยวมาใหม่เว้ย" สมศักดิ์สบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อตาสุดท้ายเขาแพ้จนเงินในกระเป๋าหมด จนต้องรีบเดินออกมาภายในสถานที่แบบนี้ไม่มีใครสักคนที่จะสนใจคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะทุกคนต่างลุ้นกับผลพนันตรงหน้า ชายอายุหกสิบปีคิดหวังจะกลับเข้ามาใหม่เมื่อคิดหนทางหาเงินได้แล้ว
"แม่เก็บโฉนดไว้ตรงไหนวะ"คนที่แพ้พนันกลับมารื้อค้นหาโฉนดที่ดินในตู้เสื้อผ้าเก่าๆภายในบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนสองชั้นในสวนที่เป็มรดกแปลงสุดท้าย
"เฮ้ย เจอแล้ว!"สมศักดิ์พูดออกมาด้วยสีหน้าดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่เมื่อค้นหาโฉนดที่ดินที่มารดาซุกซ่อนเอาไว้จนเจอ
"แม่นะแม่ ซ่อนแค่นี้คิดว่าจะหาไม่เจอเหรอ ฮ่าๆๆๆเอาไปจำนองดีกว่า ขอยืมไปลงทุนก่อนนะแม่ เดี๋ยวจะเอามาคืน"สมศักดิ์ลิงโลดออกมาอย่างดีใจ รีบปิดตู้เสื้อผ้าแล้วออกจากบ้านไปทันทีเป้าหมายที่เขาจะไปคือออฟฟิศของเฮียหนึ่ง เศรษฐีผู้ร่ำรวยที่รับจำนองบ้านและที่ดิน
สำนักงานรับจำนองบ้านและที่ดิน
"มีอะไรมาค้ำประกันครับ"คนของเฮียหนึ่งถามออกมาขณะคัดกรองคนที่มาติดต่อที่ออฟฟิศ
"มีครับ นี่ครับ"สมศักดิ์รีบยื่นโฉนดที่ดินให้ผู้ช่วยของเฮียหนึ่งทันที
เมื่อก้มลงตรวจสอบได้สักพักกวินจึงเอ่ยบอกให้สมศักดิ์เข้าไปในออฟฟิศได้
"เข้าไปคุยกับเฮียได้"
"ครับๆ"ชายสูงวัยยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีเพราะเสร็จจากที่นี่ เขาจะมีเงินไปเล่นไพ่แล้ว
"ที่ดินแปลงนี้สวยดีนี่ ทำไมถึงเอามาจำนอง"ชายหนุ่มที่คนเรียกกันว่าเฮียหนึ่งทั้งที่เขาอายุเพียงสามสิบปีเอ่ยถามชายสูงวัยออกมาด้วยใบหน้าสงสัย
"เอ่อ...พอดีมีธุระต้องใช้เงินครับ จึงขอเอามาจำนองไว้ก่อน"สมศักดิ์เอ่ยออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนักเพราะคิดคำโกหกไม่ทัน
"แล้ว้าเงินเท่าไหร่"ชายหนุ่มสำรวจใบหน้าคนที่นั่งตรงข้ามอีกครั้งอย่างชั่งใจเพราะที่ดินผืนนี้หากประเมิน ตามราคาตลาดจริงๆ คงไม่ต่ำกว่าห้าล้าน
"เฮียให้ได้เท่าไหร่ครับ"สมศักดิ์เอ่ยออกมาอย่างละล่ำละลัก แววตาเป็ประกาย
"ก็ขึ้นอยู่ที่คุณด้วยว่าจะส่งต้นส่งดอกไหวรึเปล่าหากเกินกำลังคุณก็ต้องทำตามข้อตกลงในสัญญา”
“ไหวครับไหว สามล้านก่อนได้มั้ยครับ”
"เซ็นเอกสารให้เรียบร้อยแล้วไปสำนักงานกรมที่ดิน่บ่ายผมจะโอนเงินเข้าบัญชีให้หลังจากทำเื่กับเ้าพนักงานเรียบร้อยแล้ว"ศตวรรษพูดออกมาพร้อมกับจ้องตาชายที่มาติดต่อตรงหน้า
"ครับเฮีย"สมศักดิ์รีบเซ็นเอกสารทันทีเพราะคิดถึงเงินก้อนโตที่จะเอาไปเล่นที่บ่อนใจจะขาดแล้ว
ตลาดสดยามบ่าย
"ยายสมศรีเอาข้าวต้มมัดสักสามสิบบาทหน่อยจ้ะ"ลูกค้าหน้าประจำเอ่ยออกมาอย่างคุ้นเคย
"ได้จ้ะ เดี๋ยวยายแถมให้ด้วยนะ"หญิงสูงวัยพูดออกมาอย่างอารมณ์ดี เพราะวันนี้ขนมที่ทำมาขาย ขายดีมาก หมดไวกว่าปกติ
"หมดแล้วเหรอจ๊ะยายศรีจะได้กลับบ้านแล้วสิ" ยายน้อยร้านดอกไม้สดข้างๆ ทักทาย
"หมดแล้วจ้ะ วันนี้ขายดีจะได้กลับบ้านไปพักสักหน่อย" คนสูงวัยเก็บถาดใส่ขนม เตรียมจะกลับบ้าน
"ไม่รอกิ่งดาวมารับเหรอแล้วจะกลับยังไง สมศักดิ์ไปไหนซะล่ะ" ยายน้อยเอ่ยถามหาลูกชายของยายสมศรีที่ขึ้นชื่อเื่ความี้เี เอาแต่เล่นการพนัน วันๆ ไม่ทำอะไรเป็ชิ้นเป็อันสักอย่างแก่จนอายุหกสิบแล้วยังแบมือขอเงินแม่เหมือนเด็กๆ
"ฉันยังไม่เห็นมันเลยั้แ่เมื่อวานไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน" ยายสมศรีตอบยายน้อยที่กำลังจัดดอกไม้สดอยู่
"รอกิ่งดาวมารับเถอะจากตลาดกลับบ้านมันไกลพอสมควรนะ เดี๋ยวเป็ลมเป็แล้งไปจะลำบาก"
"ไม่เป็ไรหรอกน่าฉันยังแข็งแรงอยู่นะ"
"ตามใจๆเดี๋ยวกิ่งดาวมาฉันจะบอกให้ว่าย่าสมศรีกลับบ้านไปแล้ว"
"ขอบใจนะ ฉันไปล่ะ"ยายสมศรีเก็บของเสร็จก็ออกจากแผงที่ตลาดไปหารถรับจ้างกลับบ้าน
่เย็นคนเริ่มพลุกพล่านยายสมศรีที่เดินออกมารอรถรับจ้างถูกคนเดินชนจนล้มไปบนถนนถาดและตะกร้าใส่ขนมร่วงจากมือกระจัดกระจาย
"โอ๊ย!"รถยนต์คันหรูที่กำลังขับมาต้องเบรกกะทันหัน
เอี๊ยด!ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างกรีดร้องเพราะกลัวกับภาพหวาดเสียวตรงหน้าชายคนขับรถรีบลงมาดูหญิงชราที่ล้มลงไปก่อนที่รถจะถึงตัวด้วยความเป็ห่วง
"ยายครับ ยายเจ็บตรงไหนรึเปล่า?"กวินรีบถามหญิงสูงวัยที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้น
"ยายไม่เป็อะไรหรอกพ่อหนุ่ม พอดีคนเยอะ เลยโดนชนล้ม ขอโทษทีนะ"ยายสมศรีพยายามยันตัวลุกขึ้นยืน เป็จังหวะที่ศตวรรษเปิดกระจกถาม
"เจ็บตรงไหนรึเปล่ากวิน"
"ไม่เป็ไรครับเฮียแต่ผมว่าน่าจะไปส่งยายนะครับ"
"ได้ พามาขึ้นรถเลย"สิ้นเสียงกวินศตวรรษก็ปิดกระจกทันที
"เดี๋ยวผมไปส่งครับยาย"กวินรีบพยุงหญิงสูงวัยไปที่เบาะด้านหลังที่ศตวรรษนั่งอยู่แล้วรีบเก็บถาดขนมที่วางอยู่ตามไปด้วย เมื่อเข้ามานั่งในรถเบาะหลังที่ศตวรรษนั่งอยู่ต่างคนต่างยิ้มให้กัน
"ยายอยู่แถวไหนครับ"กวินถามด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน พลางมองกระจกมองหลังไปด้วย
"ยายอยู่ในสวนถัดจากนี่ไปอีกสองซอยจ้ะ"หญิงสูงวัยคอยบอกทางอย่างคล่องแคล่ว
"ทำไมถึงออกมาคนเดียวครับ"ศตวรรษถามออกมาอย่างสงสัย
"พอดีหลานสาวไปเรียนน่ะเลยต้องออกมาขายขนมคนเดียว"
"แล้วยายชื่ออะไร ขายขนมอะไรบ้าง?"ศตวรรษถามด้วยความอยากรู้เพราะเขาชื่นชอบขนมไทยมากเรียกได้ว่าความชอบของเขาช่างขัดกับหน้าตาซะจริงๆ
"ยายชื่อสมศรีจ้ะ ขนมก็มีหลายอย่างนะทั้งข้าวต้มมัด ขนมใส่ไส้ ขนมชั้น ขนมเปียกปูน ข้าวเหนียวสังขยา ขนมต้มมีหลายอย่างเชียวล่ะ แต่ไม่ได้ทำวันเดียวกันทั้งหมดนะ ทำสลับๆ กันไป" ยายสมศรีเล่าออกมาด้วยใบหน้าที่มีความสุข
"โอ้โหยาย ขยันจังเลยครับ"กวินที่กำลังขับรถอยู่อุทานออกมาอย่างอดทึ่งไม่ได้
"มีหลานสาวช่วยทำด้วยน่ะจ้ะลำพังยายคนเดียวทำไม่ไหวหรอก"
"แล้วหลานอายุเท่าไหร่ครับ"ศตวรรษถามอย่างคนขี้สงสัย ทำไมถึงกล้าปล่อยคนสูงวัยออกมาขายคนเดียวแบบนี้
"หลานสาวอายุยี่สิบสองปีแล้วล่ะกำลังเรียนปริญญาตรี ใกล้จะจบแล้ว" ยายสมศรีใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อพูดถึงหลานสาว
"ถึงแล้วจ้ะ บ้านยายหลังนี้แหละขอบคุณมากนะที่มาส่ง" ยายสมศรีลงจากรถโดยมีกวินตามเอาถาดลงมาส่งด้วยศตวรรษมองเข้าไปเห็นบ้านสองชั้นเก่าๆ แต่บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นจนเมื่อกวินกลับขึ้นมานั่งประจำที่คนขับเขาจึงละสายตาหันกลับมามองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือเหมือนเดิม
"ไปไหนต่อครับเฮีย"
"กลับคอนโด"ศตวรรษพูดโดยไม่ละสายตาจากโทรศัพท์แม้แต่น้อย เพราะมัวแต่อ่านข่าวในสื่อโซเชียล
ที่ตลาดสด
"สวัสดีจ้ะยายน้อย"กิ่งดาวยกมือไหว้หญิงสูงวัยร้านข้างๆ พลางมองหาย่าของตน
"ย่าสมศรีกลับบ้านแล้วเหรอจ๊ะ"
"กลับไปได้สักพักแล้วล่ะ วันนี้ขายดีหมดั้แ่บ่ายแล้ว"
"ขอบคุณจ้ะยาย งั้นกิ่งกลับบ้านก่อนนะคิดถึงย่าแล้ว"กิ่งดาวในชุดนักศึกษาส่งยิ้มหวานให้หญิงสูงวัยแล้วรีบเดินออกจากตลาด
"ไปดีมาดีนะกิ่ง"
"จ้ะยาย"กิจวัตรประจำวันของกิ่งดาวหลานสาวคนเดียวของย่าสมศรีคือหลังจากเลิกเรียนจะต้องแวะรับย่าที่ตลาดเพื่อกลับบ้านด้วยกันทุกวันแต่วันนี้ผู้เป็ย่ากลับก่อนเธอจึงต้องรีบตามกลับโดยด่วนเพราะห่วงผู้เป็ย่ามากๆ
"ย่าจ๋า ทำไมถึงกลับบ้านก่อนไม่รอกิ่งเลย" หญิงสาวทำเสียงตัดพ้อ เมื่อก้าวเข้ามาในครัวเห็นผู้เป็ย่ากำลังทำอาหารเย็นรอ
"ก็จะกลับมาทำกับข้าวรอหนูไงลูก"ผู้เป็ย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเหมือนเช่นเคย
"ไม่ต้องทำหรอกจ้ะย่า เดี๋ยวกิ่งทำเองย่าแก่มากแล้วนะ กิ่งเป็ห่วง"
"ย่ายังแข็งแรงยังอยู่กับกิ่งได้อีกนานนะลูก"
"กิ่งรักย่าที่สุดเลย"กิ่งดาวก้มลงกอดผู้เป็ย่า คนที่เลี้ยงดูเธอมาแทนแม่เพราะหลังจากแม่ของเธอเสียชีวิตลง ย่าก็เป็โลกทั้งใบของเธอ ส่งเสียเลี้ยงดูทุกๆ อย่าง ต่างจากผู้เป็พ่อที่ไม่รับผิดชอบอะไรเลย