อากาศหนาวเย็นขึ้นถึงเพียงนี้แล้วหรือนี่ หิมะคงจะตกในอีกไม่ช้านี้ บรรยากาศเงียบสงบขึ้น ทุกสิ่งกำลังเตรียมเข้าสู่เวลาความหนาวเหน็บ ั้แ่ครานั้นเหลียนฮวาก็ส่งยาบำรุงไปให้ท่านป้าหญิงบ่อยขึ้นจน นางออกปากเกรงใจ ยามนี้อากาศหนาวมาเยือนไวปานนี้ เรือนใสสงบจะรับความหนาวเย็นเช่นนี้ได้อย่างไรคิดได้เช่นนี้ก็เรียกซู่เย่ ให้ไปเอาเตาอุ่นมือส่งไปให้ แม่ลูกคู่นั้นทันที
“คุณหนูวันนี้ท่านจะไปเรือนใดเ้าคะ”
“วันนี้ไปเรือนเย็นใจของท่านน้า "
หลายวันที่ผ่านมานางไปเรือนเย็นใจบ่อยยิ่ง เพื่อไปกล่อม ท่านน้าให้เห็นถึงความลำบากของ สองแม่ลูกเรือนใสสงบ ความพยายามเกิดผลอย่างแท้จริง ท่านน้าใจอ่อนลงกับพวกเขามากกว่าเดิม จากไม่เคยสนใจตอนนี้กลายเป็ว่ามีความเห็นใจให้มากยิ่งขึ้น ระหว่างนี้ถึงนางจะไม่ได้ไปเยี่ยมทั้งสองคนที่เรือนใสสงบ นางก็ส่งของไปให้ไม่เคยขาดเลยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับพวกเขาได้มากกว่าเดิมยิ่ง
“วันนี้ข้าไปทานข้าวกับท่านน้าเหมือนเดิม"
“เ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะเตรียมสำหรับไว้ที่เรือนเย็นใจ"
ซู่หนิงกล่าวรับคุณหนูของนางแล้วผละออกไปเตรียมการ
เหลียนฮวารู้สึกว่า่เวลาปลายปีเช่นนี้ทำให้นางคิดถึงชีวิตก่อนหน้านี้ยิ่งนัก ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกนั้น แม้ตัวนางจะรู้สึกโดดเดี่ยวเพียงนี้ แต่หากนางกลับไปโลกนั้นได้นางก็คงจะคิดถึงโลกนี้เช่นกัน ยิ่งคิดหาหนทางก็ดูไม่มีทางเลยสักนิด ดวงจิตชายสูงวัยนั้นไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้เขาปรากฎตัวออกมาอีก คงต้องดำเนินเื่จนจบเป็แน่แล้ว คิดแล้วช่างเป็อารมณ์ที่อ่อนไหวยิ่ง เข้ากับบรรยากาศฤดูหนาวยิ่ง คิดได้ดังนั้นนางก็สะบัดหัวไปมา ลุกขึ้นไปยืนสูดอากาศเข้าเต็มปอดที่หน้าต่าง
แต่เพียงครู่เดียว หิมะแรกของฤดูหนาวก็ตกลงมาทันที เหลียนฮวาตื่นเต้นมาก รีบวิ่งออกไปหน้าเรือน เงยหน้าขึ้นดูหิมะ อย่างดีใจ
“หิมะ!! หิมะตกแล้ว "
นางะโออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เซียวซีเหยียนที่มักมานั่งอ่านตำราข้างเรือนของนางก็เงยหน้าขึ้นมองหาต้นเสียงใส รีบหยิบร่มที่พกมาด้วยเดินไปกลางให้นางทันที
“ใยเ้าทำตัวเช่นนี้ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้"
เซียวซีเหยียนเตือนด้วยความเป็ห่วงนางอย่างใจจริง เป็เด็กตัวแค่นี้ไม่หัดดูแลตัวเองเลยสาวใช้ก็ไม่มาดูแลให้ดี เกิดเป็ไข้ไปเล่า
“พี่สี่ท่านมานั่งอ่านตำราที่สวนไผ่ข้างเรือนข้าอีกแล้วหรือ "
“ใช่ ข้ารู้สึกว่าสงบนักที่นั่งอ่านตำราที่นี่ "
“ แล้วซ่งปิงไม่ตามท่านมาด้วยหรือเ้าคะ หิมะพึ่งตกท่านคงอ่านต่อไม่ได้แล้ว รีบมาหลบหิมะในเรือนข้าก่อนเถอะ"
“ข้าให้ซ่งปิงไปดูแลเรือนน่ะ "
เหลียนฮวาจูงมือเขาเข้าไปในเรือนเพื่อความอบอุ่น สาวใช้ข่วยกันอุ่นเรือนให้ร้อนขึ้น เพราะอากาศเย็นขึ้นมากทันทีที่หิมะตกลงมา
“ท่านพี่สี่ข้าให้ซู่เย่ นำเตาอุ่นมือส่งไปให้ท่านกับท่านป้าแล้ว อย่าลืมใช้เสียเล่า"
“ข้าไม่ลืมแน่นอน ขอบใจมาก"
กล่าวจบก็เอามือยี้หัวนางอย่างเอ็นดู เหลียนฮวารีบรินชาร้อนให้เขาเพราะรู้สึกว่ามือเขาเย็นมาก เขาสังเกตเห็นความใส่ใจนี้ของนางแน่นอนจึงยกแก้วชาขึ้นดื่มทันที ทั้งยังมีสายตาอ่อนโยนที่ปรากฎออกมาอย่างอบอุ่น
“ท่านพี่สี่ท่านอ่านตำราอะไรกัน ใยตั้งใจเพียงนี้"
“ข้าอ่านความรู้ทั่วไปน่ะ เ้าคงไม่ชอบเท่าใด"
“แล้วมันเกี่ยวกับอะไรหรือเ้าคะ"
“เกี่ยวกับกลยุทธ์ทางทหารน่ะ "
“ท่านเอามาจากไหนกันเ้าคะ ตำราแบบนี้หายากยิ่ง"
“ท่านแม่ข้ามีเก็บไว้เป็สมบัติที่ท่านแม่ได้จากท่านย่าข้า ตระกูลฝั่งท่านย่าเป็ครอบครัวแม่ทัพน่ะ"
“อ้อ เช่นนั้นพี่สี่ชอบอ่านตำราเล่มนี้เพียงนี้ต่อไปท่านต้องกลายเป็แม่ทัพใหญ่ได้แน่ๆเลยเ้าค่ะ"
“ถ้าเ้า้า ข้าจะทำให้เ้าภูมิใจ"
“ท่านทำได้อยู่แล้วเ้าค่ะ ท่านเก่งออกปานนี้"
เซียวซีเหยียนยอมตอบทุกคำถามที่นางถามไม่สนใจว่าสำคัญมาน้อยเพียงใด ขอแค่ได้คุยกับนางมากขึ้นก็เพียงพอทำให้ใจเขาอบอุ่นขึ้นแล้ว แม้เขาจะเป็คนพูดน้อยต่อหน้าผู้อื่น แต่กับนางไม่ต้องพยายามฝืนก็สนทนาได้อย่างเป็ธรรมชาติยิ่งแล้ว
เหลียนฮวานึกคิดขึ้นมาทันที เซียวซีเหยี่ยนเริ่มสนใจด้านทหารขึ้นแล้ว เขากำลังเป็ไปตามเนื้อเื่ที่วางไว้ต่อไปเขาต้องทำสำเร็จแน่ ต้องเพิ่มความประทับใจ ด่วนจี๋ ถ้าโตมากกว่าจะรู้ว่านางเสแสร้งเพียงใด ความใสวัยเด็กช่วยนางได้มากยิ่งยามนี้
“ พี่สี่ท่านอยากไปเรียนที่สถานศึกษาหรือไม่เล่า ข้าจะขอท่านน้ากับท่านน้าขายให้ท่าน"
“คงจะยากยิ่งหากจะให้ข้าไปเรียนที่นั้น"
“ถ้าไม่ลองขอดูก็ไม่รู้นะเ้าคะ "
เซียวซีเหยียน ก้มลงมองแก้วชาของตนสักครู่ก็เงยหน้ามองเด็กสาว
“ข้าควรทำเช่นไรล่ะ"
“ก็ไปขอตรงๆเลยสิเ้าคะ ข้าไปเป็เพื่อนท่านเอง"
นางส่งสายตามั่นคงหนักแน่นยิ่งส่งไปให้เขาพลันรับรู้ถึงความรู้สึกแรงกล้าว่านางต้องให้เขาไปเรียนให้ได้ เขาก็รู้สึกตื้นตันใจนัก เพื่อเขาแล้วนางพยายามหาสิ่งที่ดีแก่เขาเสมอ ความจริงใจนี้ของนางข้าขอจดจำไว้ในใจ นางช่างจิตใจดียิ่งนัก หากแต่เหลียนฮวายามนี้คำนวนระดับความประทับใจของเซียวซีเหยียนต่อนางตอนนี้คงก็มีเพิ่มขึ้นแน่นอน สังเกตได้จากรอยยิ้มบางนั้น นางช่างมีจิติญญาของการบริการเอาใจลูกค้าถึงเพียงนี้ ช่างเหมาะจะไปเป็พนักงานขายยิ่ง สร้างความประทับใจต่อเขาเช่นนี้ไปเรื่อยสักวันก็เห็นผล รอยยิ้มอย่างเช่นพนักงานขายสินค้า ปรากฎขึ้นบนใบหน้านางทันที
“พี่สี่วันนี้ไปเรือนเย็นใจกับข้านะเ้าคะ ข้าจะพาท่านไปขออนุญาตท่านน้า กับ ท่านน้าเขย"
“เ้าคิดแผนการใดไว้แล้วใช่หรือไม่ ถึงขั้นจะให้ข้าไปพบพวกเขา"
“เป็ท่านที่มองข้าออกที่สุด ข้าจะให้ท่านแสดงความสามารถให้ท่านน้าและท่านน้าเขยเห็นเ้าค่ะ พี่สี่ท่านเก่งด้านใดเป็พิเศษหรือไม่ อ่าน เขียน กลอน ความรู้ทางการทหาร เื่ราวใดๆ ท่านก็น่าจะเก่งอยู่แล้ว เพราะมีท่านป้าหญิงคอยสั่งสอน"
เหลียนฮวาเอ่ยอย่างลืมตัว ตามข้อมูลที่นางอ่านมา สร้างความประหลาดใจให้เซียวซีเหยียนยิ่งที่น่ารู้เื่เขามากขนาดนี้ ยามแรกก็สงสัยแต่พอมองย้อนกลับมาคงเป็เพราะนางใส่ใจเขาถึงเพียงนี้ คิดแทนเขาไปเสียทุกอย่าง สังเกตเขามากเพียงใดถึงรู้เื่ของเขามากขนาดนี้ ความใส่ใจนี้ทำให้ความอบอุ่นสายหนึ่งก่อเกิดขึ้นกลางใจเขาอีกครา
“เ้ารู้เื่ข้ามากยิ่ง"
เหลียนฮวา สะดุ้งทันที พึ่งนึกได้ว่าตนพูดมากเกินไป จึงเอ่ยออกไปเสียงเบายิ่ง
“ก็เพราะเป็พี่สี่ไงเ้าคะ"
เพราะเขาจะช่วยทำให้นางมีอนาคตที่สดใสอย่างไร ถ้านางไม่รีบส่งเสริมตอนนี้ยังไงเขาก็ต้องไปถึงจุดนั้นได้ ขอแค่เป็ส่วนหนึ่งในการผลักดันจะเป็ไรไป เหลียนฮวาไม่อาจหยุดความคิดที่จะมีเอี่ยวในการส่งเสริมเขาได้ต้องช่วยให้มาก ผลตอบรับจะยิ่งมาก หากเซียวซีเหยียนรับรู้ความในใจของนางคงกระอักเืตายไปเสียแล้ว
“ขอบใจเ้า "
ยามนี้เขามองนางดั่งคนสำคัญยิ่ง มิอาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดถึงมีคนจิตใจเช่นนางมาอยู่รอบตัวเขา ความรู้สึกของเขาคือ นางสำคัญเหมือนมารดาเขายิ่ง คล้ายคนในครอบครัวที่สนิทชิดเชื้อที่สุดไปแล้ว
“พี่สี่วันนี้ข้าจะไปเรือนเย็นใจ เพื่อบอกเื่นี้ ท่านรออยู่ที่เรือนข้าก่อนสักพัก หากข้ากล่าวเสร็จจะให้คนมาเชิญท่านไปแสดงความสามรถที่เรือนเย็นใจ ท่านพี่เห็นว่าดีหรือไม่"
“ตามเ้าว่า"
“งั้นตามนี้ งั้นข้าจะไปเรือนท่านน้าก่อนแล้ว ท่านรอสาวใช้ข้ามาเรียกนะเ้าคะ"
เซียวซีเหยียนพยักหน้ารับ มองนางเดินออกไปนอกเรือนพร้อมสาวใช้ที่กลางร่มให้กลางหิมะโปรยปราย ภาพนี้ช่างงดงามยากจะละสายตา พลันคิดว่าตนโชคดียิ่งที่เขาได้เป็คนที่นางห่วงใย
ยามนี้เหลียนฮวา นั่งอยู่บนโต๊ะกลมของเรือนเย็นใจพร้อมฮูหยินใหญ่ และนายท่านของจวนโหวแห่งนี้ ทั้งยังมีเซียวเซี่ยหลานที่ปรากฎตัวที่เรือนแห่งนี้วันนี้ด้วย
“เหลียนฮวา เ้ามาทานข้าวกับท่านพ่อ ท่านแม่บ่อย จนข้าต้องตามมาบ้างเสียแล้ว"
“พี่ใหญ่ ท่านก็มาบ่อยๆสิเ้าคะ อาหารเรือนนี้อร่อยยิ่งนัก"
“เ้าน่ะ กินอาหารอร่อยไปหมด แต่ทำไมกินน้อยยิ่งนัก กินเพิ่มสักถ้วยดีหรือไม่"
“ท่านน้าชาย ข้าตัวเล็กยิ่ง จะยัดเข้าไปหมดได้ยังไงไหว ข้าขอเพิ่มข้าวให้ท่านน้าชายดีหรือไม่ ท่านจะได้มีกำลังมากขึ้น"
“เ้าน่ะช่างเจรจาพาทียิ่งใครพูดกับเ้า ต้องฟังเสียงเ้าร่ายยาวเกินผู้ใด"
“ท่านพี่ นางก็เป็เด็กเช่นนี้แหละ ั้แ่พักฟื้นจนตอนนี้ ช่างพูดช่างจา เบิกบานใจได้ทุกวี่วัน "
ฮูหยินใหญ่กล่าวพลาง คีบอาหารส่งให้สามีตน
“ท่านน้า เ้าคะ ข้าจิตใจดีขึ้นด้วยนะเ้าคะ เป็เด็กดีมากขึ้นด้วย "
“จริงงั้นรึ เ้ารู้ตัวเ้าด้วยรึว่าจิตใจดีขึ้น ข้ายังไม่เคยเห็นใครเขากล่าวถึงตนเองเช่นนี้เองเลย เ้าเปิดหูเปิดตาข้ายิ่งนัก"
นายท่านใหญ่หรือท่านโหว ประจำจวนเอ่ยปากหยอกเด็กสาวคนเดียวในเรือนนี้
“ท่านนน้าชาย ข้าจิตใจดียิ่งนั้นเพราะ พี่สี่ช่วยเปลี่ยนแปลงข้านะเ้าคะ เขาช่วยเตือนสติข้าให้รู้ความและเห็นใจผู้อื่นยิ่งขึ้น ข้าอยากตอบแทนเขาให้มากเ้าค่ะ"
“หืม เื่นี้เขาช่วยเ้าอย่างไรกัน"
ทุกคนในเรือนยกเว้นฮูหยินใหญ่ ล้วนแปลกใจกับที่เหลียนฮวากล่าวถึง เซียวซีเหยียน ออกมาทั้งยังพูดราวกับเซียวซีเหยียนมีพระคุณช่วยเหลือนางในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
“พี่สี่ นั้นดูเ็านัก แต่แท้จริงเขาจิตใจอ่อนโยนดียิ่งเขาปฎิบัติต่อข้าเหมือนคนในครอบครัวเสมอทั้งที่เมื่อก่อนข้าใช้วาจาร้ายทำร้ายจิตใจเขา ทั้งบางครั้งก็สร้างความเดือดร้อนเล็กๆน้อยๆให้แก่เขา ทั้งที่เขาควรไม่ชอบหน้าข้ายิ่งเพราะดูแล้วเมื่อก่อนข้าร้ายกาจยิ่งนัก เพราะความไม่รู้ความของข้า แต่พี่สี่ยังมาช่วยเหลือข้าหลายครั้ง ทำให้ข้าพบว่าบนโลกนี้ยังมีคนจิตใจดีเช่นพี่สี่อยู่ ข้าเลยตาสว่างเห็นความจริงในข้อนี้ ทำให้ข้าอยากเป็คนจิตใจดีเช่นเขา ข้าอยากตอบแทนเขาด้วยการมอบสิ่งดีๆให้เขาเ้าค่ะ ท่านน้าชาย"
“ช่างเป็เด็กดีคนนึงเลยเชียว คงเป็เด็กจิตใจดีคนหนึ่ง เพียงแต่สีหน้าเฉยชา ทำให้คนไม่อยากสนทนาด้วยเท่านั้น”
ฮูหยินใหญ่รีบช่วยพูดต่อทันที เพราะในใจก็นึกเห็นใจเซียวซีเหยียนขึ้นมาบ้างแล้ว ยิ่งหลานสาวออกปากพยายามช่วยสร้างภาพจำดีๆให้เขาก็ ไม่ได้ขัดขวางอันใด
“เ้าก็เห็นว่าดีเช่นเดียวกันรึ ข้าคิดแล้ว ถ้าเป็เด็กจิตใจดีมีคุณธรรมเช่นนี้ ก็ควรส่งเสริมเช่นกัน ช่วยเหลือเหลียนฮวาจนนางเอ่ยปากถึงเพียงนี้ สงสัยคงจะจริงอย่างนางว่า"
“เหลียนฮวานางบอกข้าเื่ของคุณชายสี่ให้ข้าฟังจนข้าก็รู้สึกว่าเด็กคนนั้นคงจิตใจดีอย่างที่นางเล่ามา แต่เพราะจวนเราไม่อาจดูแลพวกเขาให้ดีได้จึงทำได้เพียงเริ่มช่วยเหลือเล็กๆน้อยให้กับพวกเขาเท่านั้น ท่านพี่ ท่านเห็นเป็อย่างไรถ้าจะส่งเขาไปเรียนที่สถานศึกษากับคุณชายตระกูลเซียวคนอื่น”
“หืม ส่งเขาไปเรียนสถานศึกษารึ เขาอ่านเขียนได้มากน้อยเพียงใดกัน เมื่อก่อนยามท่านแม่ดูแลจวน นางมิได้สนใจใยดีส่งเสริมเด็กคนนั้นจนตอนนี้ข้าก็มิใคร่จะพบหน้าเขาเท่าใด นึกว่าเลี้ยงไว้ในจวนตามมีตามเกิดไปเสียแล้ว "
“พี่สี่เก่งมากเลยเ้าค่ะ ท่านน้าชาย ท่านป้าหญิงสั่งสอนดูแลเขาดียิ่ง อ่านออกเขียนได้จนข้ายังทึ่งไปเลย เกือบจะขอร้องให้เขาเป็อาจารย์สอนหนังสือข้าแล้วเชียว"
“ฮาฮ่าฮ่า เ้าน่ะ ชอบพูดอะไรเกิดจริงอยู่เรื่อย น้าคนนี้ของเ้าไม่อาจทำให้จวนเสื่อมเสียได้ ถ้าเขามีความรู้ความสามารถจริงข้าก็ต้องขอดูก่อนว่าเพียงพอให้เขาไปร่ำเรียนที่สถานศึกษาหรือไม่"
“เช่นนั้น ให้ข้าเรียกพี่สี่มาให้ท่านทดสอบความรู้ของเขาดีหรือไม่เ้าคะ "
“จะดีหรือน้องพี่ จะไม่ให้เขาเตรียมตัวใดๆเลยรึ"
“ดีสิเ้าคะพี่ใหญ่ เรียกอย่างกระทันหัน ท่านน้าชายจะได้รู้ความสามารถและไหวพริบของเขาเช่นกัน จริงหรือไม่เ้าคะท่านน้า"
“เ้านี่คิดอะไรรอบครอบเชียวเหลียนฮวา คิดเกินอายุนัก ฮาฮ่าฮ่า"
เซียวกวานอี๋ ผู้เป็นายท่านคนนี้ เห็นหลานสาวตนช่างมั่นใจในตัว เซียวซีเหยียนนัก ก็ชักอยากรู้แล้วว่าหลานที่ไม่ค่อยได้สนใจคนนี้จะมีความสามารถจริงดังนางว่าหรือไม่
“ดี งั้นไปเรียกตัวเขามา ข้าจะลองพิจารณาเขาดูสักครา"
“เ้าค่ะท่านน้า ซู่หนิง เ้าไปตามพี่สี่ให้ข้าที เ้ารู้ดีว่าเขาอยู่ที่ใด เข้าใจหรือไม่"
“เ้าค่ะ คุณหนู"
ซู่หนิง รีบรับคำแล้วเดินออกจากเรือนเย็นใจไปตามเซียวซีเหยียนที่เรือนคุณหนูตนเองทันที
เพียงไม่นาน เซียวซีเหยียนก็ปรากฎตัวต่อหน้าครอบครัว ท่านโหวตระกูลเซียว ปกติเขาก็ไม่ได้พูดคุยกับคนเหล่านี้มากอยู่แล้ว เมื่อปรากฎตัวต่อหน้าจึงมีเพียงสีหน้าเฉยชา ราวก็คนแปลกหน้าให้เท่านั้น
“พี่สี่ ท่านรีบคาราวะท่านน้า ทั้ง 2 เร็ว "
เ้านี่ยืนทึ่มทื่ออยู่ได้ ข้าอุส่าพูดชื่นชมเขาว่ามีจิตใจอ่อนโยน ยังไม่รู้ตัวอีก นางรีบจ้องมองไปที่หน้าของเขาเขม็งทันที เซียวซีเหยียนนึกขันในใจเมื่อมองสายตาจ้องเขม็งของนาง พลางคิดว่า หากนาง้าเช่นนี้ก็ได้เขาจะทำตัวนอบน้อมพวกเขาเพื่อสิ่งที่นางพยายามทำเพื่อเขา
“ข้าขอคาราวะ ท่านโหว และ ฮูหยินใหญ่ขอรับ "
“อืม เ้ากับแม่เ้าสบายดีหรือไม่"
“สบายดีขอรับ "
หลายปีมานี้ไม่เคยมีสักครั้งที่ท่านโหวผู้นี้จะสนใจใยดีเขากับมารดา คงเป็นางที่กล่าวสิ่งใดให้นายท่านคนนี้จนทำให้สนใจในตัวเขาขึ้นมาก รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนักที่นางพยายามช่วยเขา
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ที่ข้าเรียกเ้ามาวันนี้เพียงแค่อยากประเมินความสามารถเ้าเสียหน่อย เ้ายินดีหรือไม่"
“ยินดีขอรับ "
“เอาล่ะ เช่นนั้นก็ดี เ้าตามข้าเข้าไปยังห้องหนังสือ เซี่ยหลานเ้าไปกับพ่อด้วย"
“ท่านน้า ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่เ้าคะ"
“เ้าน่ะ ไม่ต้องห่วงพี่สี่เ้าให้มากเกินไป ปล่อยให้น้าชายเ้าจัดการเองเสีย ส่วนเ้าตามน้ามานี่"
“ก็ได้เ้าค่ะ ท่านน้า"
ท่านโหว พาหลานชายและบุตรชายตนเองเดินเข้าห้องหนังสือตนไป สร้างความกังวลใจแก่เหลียนฮวามากนัก ทำอย่างไรได้เล่า นิสัยของเซียวซีเหยียนพูดน้อย หน้าตาก็เฉยชายิ่ง เขาจะมีมนุษย์ส้มพันธ์ดีกับผู้อื่นได้อย่างไร แต่ช่างเถอะอย่างไรเขาก็มีความรู้ความสามารถนี่คือเื่จริง ไม่อย่างนั้นวันหน้าจะเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้นได้หรือ คิดได้ดังนี้จิตใจที่กังวลก็พลันสงบลงอย่างรวดเร็ว แล้วจึงเดินตามน้าสาวตนไปนั่งรอหน้าเรือน
ยามอยู่ต่อหน้าเซียวกวานอี๋ ผู้เป็ท่านโหวของจวน หรือ ผู้เป็ท่านน้าชายของเขา เซียวซีเหยียนนิ่งสงบและเยือกเย็นยิ่งนัก นายใหญ่เ้าของจวนสังเกตท่วงท่า อากัปกิริยาของเขาแทบจะทุกอย่างล้วนแสดงออกมาได้ดีเยี่ยงคุณชายตระกูลใหญ่
“เหลียนฮวากล่าวว่าเ้านั้นมีความรู้ ความสามารถยิ่ง จึงอยากให้เ้าไปเรียนที่สถานศึกษาเช่นเดียวคุณชายคนอื่นๆในจวน เ้า้าหรือไม่"
เซียวซีเหยียนนิ่งเงียนครู่หนึ่ง แล้วจึงพยักหน้าตอบรับ
“้าขอรับ "
“เช่นนั้นก็ดี งั้นเ้าควรแสดงให้ข้าเห็นว่าเ้านั้นคู่ควรที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้ เซี่ยหลานนำพู่กันและกระดาษไปให้เขา "
เซียวเซี่ยหลานนำของมาจัดวางไว้หน้าโต๊ะฝั่งเซียวซีเหยียนด้วยความเรียบร้อย เพราะ้าทดสอบหลานชายคนนี้ นายท่านใหญ่จึงไม่ให้คนรับใช้เข้ามาในห้อง หากเขาไม่มีดีอย่างที่ว่า จะได้ไม่มีคนดูแคลนว่าจวนโหวเลี้ยงคุณชายคนนึงให้ไร้ความรู้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใส่ใจเซียวซีเหยียนนักแต่ชื่อเสียงของจวนก็จะให้เสียสักนิดคงมิได้
“เ้าจงแสดงความสามารถของเ้าออกมาเสีย เพื่อการตัดสินใจของข้าจะได้กระจ่างมากยิ่งขึ้น"
นายใหญ่ตระกูลเซียว กล่าวขึ้นทันทีหลังจากนั้นก็หยิบพู่กันฝั่งตนขึ้นมาแล้วตวัดฟูกันขึ้นลงครู่หนึ่งแล้วยื่นกระดาษนั้นส่งให้ เซียวซีเหยียน ลายมือของท่านโหวตระกูลเซียวสวยงามตามแบบฉบับตระกูลใหญ่ยิ่ง
พบพาน แล้วพรากจาก มิพบเจอ มิเสียใจ
คำเพียงสั้นๆไม่กี่คำแต่ช่างมีความหมายมหาศาลถูกยื่นเข้ามาตรงหน้าเซียวซีเหยียนได้ดูชัดถนัดตา เขาจึงตวัดพู่กันขึ้นลงครู่หนึ่งลงบนกระดาษฝั่งตนเอง
หากมิพบ ก็มิรู้ว่าเสียใจเป็เช่นใด แค่ได้พบก็เพียงพอให้สุขใจ
สองพ่อลูกในห้องหนังสือ ยืนมองตัวอักษรของเซียวซีเหยียนด้วยความชื่นชม ทั้งท่วงทาการตวัดพู่กัน ลายมือของเขา และความหมายของตัวอักษรนั้น ช่างทำให้คนอดที่จะรู้สึกชื่นชมไม่ได้ เขาถูกพี่สาวตนเลี้ยงมาดีถึงเพียงนี้เชียวรึ
เซียวกวานอี๋หยิบ แผ่นกระดาษของเซียวซี่เหยียนขึ้นมาดูอีกครั้ง แล้วจ้องมองคำในนั้นแล้วนึกย้อนถึงผู้หญิงนางหนึ่งที่เขารักสุดหัวใจั้แ่เขายังเป็เด็กหนุ่มแรกรัก แต่นางได้จากเขาไปแล้วั้แ่นั้นมาก็มิมีคราใด ทำให้เขากล้านึกย้อนถึงนางอีก เพราะนึกถึงทีไรเขามักจะเ็ปเหลือเกิน หากมิพบ ก็มิรู้ว่าเสียใจเป็เช่นใด แค่ได้พบก็เพียงพอ…ให้สุขใจ ข้าคิดถึงนางเหลือเกิน เื่นี้เหมือนจุดอ่อนในใจของเขายิ่ง
“ท่านพ่อ ท่านเป็อันใดไปเหตุใดถึงมีสีหน้าเช่นนี้ได้"
“ข้าเพียงคิดถึงเื่อื่นน่ะ เ้าเห็นควรว่าอย่างไร น้องเ้าคนนี้ถือว่ามีความรู้ลึกซึ้งเฉกเช่นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์"
“ข้าก็เห็นเช่นท่านพ่อ เช่นนั้นก็ให้เขาได้ศึกษายังสถานศึกษาดีหรือไม่"
“งั้นก็ทำตามนั้น เ้าไปบอกมารดาเ้ากับพ่อบ้านใหญ่ให้เตรียมการสำหรับเื่นี้ได้แล้ว"
“ขอรับ ท่านพ่อ"
เซียวเซี่ยหลานรับคำบิดาก็เหลือบมองดูเซียวซีเหยียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนแปลงไป ปกติเขามักเห็นน้องชายคนนี้ตีสีหน้าเฉยชา มิสนใจสิ่งใด พูดด้วยก็ไม่พูดด้วย นิ่งเงียบเสียรู้สึกเย็นะเื แต่หารู้ไม่ เขาเก็บซ่อนตัวตนของเขาได้อย่างมิดชิดจนทำให้เขาคนนี้รู้สึกว่าต้องมองน้องชายคนนี้เสียใหม่แล้ว คิดได้ดังนั้นก็เดินออกจากออกไป
ในห้องหนังสือพลันเงียบไปชั่วครู่หนึ่งเซียวกวานอี๋จ้องมองใบหน้าสงบเฉยชาของหลานชายคนนี้อย่างค้นหา
“เ้าน่ะ เหตุใดจึงคิดว่า แค่ได้เพียง…พบเจอ…ก็สุขใจ กันล่ะ "
เซียวกวานอี๋ กล่าวกับ เซียวซีเหยียนด้วยน้ำเสียงแ่เบา ทั้งยังจ้องมองไปบนดวงหน้าของเขาเพื่อรอคำตอบ
“ข้าเพียงคิดเช่นนั้นขอรับ"
“เหตุใดเ้าถึงคิดเช่นนั้นกัน"
เมื่อเห็นว่าคนถามอยากทราบคำตอบมากคงเพราะอยากทดสอบเขาต่อสินะ เขาจึงอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างชัดแจ้งในความคิดของตนเสีย
“ข้าพบคนผู้หนึ่งที่ทำให้ข้ามีความสุขได้ แล้วข้าจะมิ้าพบเจอคนผู้นั้นได้อย่างไร ถึงแม้ในสักวันจะต้องพรากจากกัน แต่อย่างน้อยคนผู้นั้นก็ทำให้่เวลาหนึ่งในชีวิตนี้ของข้ามีความสุขแล้ว "
เซียวซีเหยียน กล่าวสิ่งที่ตนเองเขียนลงไปในกระดาษให้ท่านโหวท่านนี้ฟัง ซึ่งการตอบคำถามเขาครั้งนี้ คนผู้นั้นที่เขาหมายถึงก็คือ เหลียนฮวา อย่างมิต้องสงสัย เขา้าแสดงให้ท่านโหวผู้นี้ได้เห็นถึงความสามารถในตัวเขาเพื่อความพยายามของเหลียนฮวาจะได้เป็ผล จึงอธิบายได้อย่างเป็ธรรมชาติยิ่ง
“เช่นนั้นรึ "
เซียวกวานอี๋ นั่งนิ่งเงียบไปจ้องกระดาษที่เซียวซีเหยียนเขียนครู่หนึ่งก็ เงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวกับหลานชายตรงหน้า
“เ้ามีความรู้ความสามารถนั้น ข้ารับรู้แล้ว ต่อไปก็ไปร่ำเรียนวิชายังสถานศึกษาเสีย ขาดเหลือสิ่งใดก็แจ้งต่อท่านน้าหญิงของเ้า
“ขอรับ"
“มารดาเ้า เลี้ยงเ้าได้ดียิ่ง ต่อไปก็เป็กำลังช่วยค้ำจุนจวนโหวแห่งนี้ อย่าได้นอกลู่นอกทางเป็อันขาด เ้าออกไปได้แล้ว ข้าจะพักผ่อนสักครู่"
“ขอรับ ข้าขอตัวลา"
กล่าวจบก็เดินออกจากห้องหนังสือไปอย่างสงบ
การทดสอบเซียวซีเหยียนมิได้ยากเย็น เพียงแค่้าดูความสามารถของเขาเท่านั้น แต่ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคนมีความรู้ความสามารถอยู่ก่อนแล้ว ถ้ามีความรู้ก็ผ่าน ถ้าไม่มีก็เพียงแค่ไม่ผ่าน ทุกอย่างง่ายดายยิ่ง ถือได้ว่าพี่หญิงคนนั้นของเขาเลี้ยงดูบุตรชายผู้นี้ของตนได้ออกมาเป็อย่างดีเลยทีเดียว คิดได้เท่านี้สายตาก็ตกไปอยู่บนกระดาษที่มีข้อความของเซียวซีเหยียนอีกคราจ้องมองได้สักพักก็พานคิดไปถึงรักแรกในหัวใจของเขาที่แม้แต่ศพนางก็ไม่รู้ได้ว่าอยู่ที่ใด ถ้ามิใช่มารดาของเขากีดกันเช่นนั้นเขาคงได้ครองคู่กับนางเป็แน่แท้แล้ว เพียงคิดได้ถึงตรงนี้ หน้าตาของนายท่านใหญ่จวนโหวจากอายุ 40 ต้นๆก็พลันแก่ขึ้นหลายปี
—————————————————
ตอนนี้อีบุ๊คเื่ย้ำรัก กาลนี้เ้าเป็ของข้าผู้เดียวเล่ม1 ออกแล้วนะคะ ซื้อได้จากทางนี้เลยค่ะ
https://www.mebmarket.com//index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNjU5MTk5MSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjE3OTUxNCI7fQ&page_no=1