บทที่ 5 เริ่มต้นด้วยที่ดินผืนเดียว ยากจนข้นแค้น!
"นี่น่ะหรือเมืองฉู่หยาง?" สยงอู่เหลียงยืนตะลึงอยู่เนิ่นนาน
นับั้แ่จำความได้ สยงเวยได้ส่งสยงอู่เหลียงผู้เป็บุตรชายเพียงคนเดียวไปยังอิ่งโตว ประการแรกเพื่อให้สยงอู่เหลียงได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น
การได้เล่าเรียนร่วมกับรัชทายาทแห่งแคว้นฉู่มีความหมายแฝงที่ไม่ธรรมดา และย่อมทำให้สยงอู่เหลียงกลายเป็คนสนิทที่ได้รับความไว้วางใจของฉู่หวางคนต่อไปอย่างแน่นอน ทั้งนี้เป็เพราะสยงเวยมีหน้ามีตามาก หากเป็ขุนนางทั่วไปการจะส่งบุตรหลานเข้าวังไปเป็เพื่อนร่วมเรียนนั้นยากยิ่งกว่าปีนขึ้น์เสียอีก
ประการที่สองเพื่อให้สยงอู่เหลียงซึ่งจะเป็จวินโหวน้อยในอนาคต ได้ัักับเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงของแคว้นฉู่ในอิ่งโตวให้มากขึ้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสร้างเครือข่ายเส้นสายั้แ่เนิ่น ๆ
ประการที่สามเกรงว่าจะเป็การส่งตัวบุตรชายมาเป็ตัวประกันเพื่อให้ฉู่หวยหวางไว้วางใจ สรุปแล้วไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใด สยงอู่เหลียงก็ไม่ได้กลับมาที่อำเภอฉู่หยางเป็เวลาหลายปีแล้ว
เมืองฉู่หยางที่ปรากฏเบื้องหน้าคือศูนย์กลางของอำเภอฉู่หยางทั้งหมด เป็เมืองขนาดเล็กรูปทรงสี่เหลี่ยม บนประตูเมืองมีป้ายไม้เขียนอักษรฉู่ตัวโตว่า ‘ฉู่หยาง’
ตัวเมืองทั้งหมดสร้างขึ้นจากดินอัด ไม่สามารถเรียกได้ว่าโอ่อ่าสง่างามเลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับกำแพงเมืองอิ่งโตวที่สร้างจากอิฐหินทั้งหมดแล้ว ฉู่หยางดูซอมซ่ออย่างยิ่ง
แม้เมืองจะเล็กทว่าดูสะอาดสะอ้านและเป็ระเบียบ ทหารที่หน้าประตูเมืองกำลังตรวจสอบตัวตนของผู้ที่จะเข้าเมือง ดูแล้วมีระเบียบวินัยไม่เลว!
"ท่านนี้คือคุณชายอู่เหลียงผู้ได้รับมอบที่ดินปกครอง รีบทำความเคารพท่านจวินโหวน้อยเร็วเข้า!" จงหัวะโบอกเหล่าทหารที่หน้าประตู
เหล่าทหารต่างคุกเข่าทำความเคารพ "คำนับท่านเ้าเมืองฉู่หยาง!"
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาแอบชำเลืองมองรถม้าของสยงอู่เหลียงและอดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบกัน "หน้าตาเหมือนกับท่านเ้าเมืองคนก่อนไม่มีผิดเพี้ยนเลย!"
"หวังว่าจะเป็นายท่านที่ดีที่เห็นอกเห็นใจราษฎรนะ..."
"ท่านเ้าเมืองคนก่อนตายอย่างน่าเวทนานัก..." บางคนแอบปาดน้ำตา ดูเหมือนจะยังคงอาลัยรักท่านจวินโหวคนก่อนเป็อย่างมาก
หลังจากซางยางแห่งแคว้นฉินทำการปฏิรูปกฎหมายก็ได้ใช้การตัดศีรษะเพื่อบันทึกความชอบ ด้วยเหตุนี้กองทัพฉินจึงดุร้าย มีนิสัยดูิ่ศพ ตัดศีรษะและเฉือนหูเพื่อนับผลงาน ในศึกตานหยางเหล่าทหารแคว้นฉู่ที่ตายในสนามรบแทบไม่มีใครมีศพสมบูรณ์เลย
ชาวฉู่มีความเคารพยำเกรงในบรรพบุรุษและเทพเ้า อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการที่ใบไม้ร่วงหล่นคืนสู่ราก การตายอย่างสมเกียรติในสนามรบนั้นยอมรับได้ แต่อย่างน้อยศพจะต้องไม่ถูกเหยียดหยาม
ทว่ายามนี้ศพของผู้ล่วงลับกลับต้องตกอยู่ในสภาพศีรษะขาดแยกจากร่าง ซึ่งถือเป็การดูิ่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็อย่างมาก ดังนั้นชาวฉู่จึงมีความแค้นฝังลึกต่อชาวฉินเป็อย่างยิ่ง
หลังจากเข้าเมืองมา สยงอู่เหลียงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พร้อมพบว่าบนถนนแทบไม่มีคนเดินเลย
"เหตุใดถึงได้เงียบเหงาเช่นนี้?" สยงอู่เหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย
"คุณชาย ยามนี้เป็่ฤดูยุ่งของการเพาะปลูกในฤดูร้อน ชาวนาต่างอยู่ในทุ่งนาเพื่อดูแลพืชผล ในเมืองจึงเงียบเหงาเป็ธรรมดาขอรับ" จงหัวอธิบาย
สยงอู่เหลียงพยักหน้าเข้าใจและถามต่อว่า "ตามสถิติปีก่อน ๆ ผลผลิตทางการเกษตรของฉู่หยางต่อปีมีจำนวนเท่าใด? และอัตราภาษีเป็อย่างไร?"
เนื่องจากเกษตรกรรมเป็อุตสาหกรรมหลักเพียงหนึ่งเดียวในยุคนี้ ผลผลิตทางการเกษตรจึงเป็ตัวแทนของรายได้ทั้งหมดในที่ดินปกครอง สยงอู่เหลียงย่อมให้ความสำคัญกับเื่นี้มาก
"เรียนคุณชาย ฉู่หยางมีที่ดินดีเป็ส่วนใหญ่ หนึ่งหมู่สามารถผลิตข้าวฟ่างได้สองถัง อัตราภาษีคือสิบส่วนเก็บสี่ส่วนขอรับ"
สยงอู่เหลียงเบิกตากว้างด้วยความใ ผลผลิตต่อหมู่แค่สองถังเองหรือ? ในยุคนี้ระดับเทคโนโลยีทางการเกษตรต่ำเกินไปจริง ๆ! ก็จริงอยู่
ยามนี้ไม่เพียงการคัดเลือกพันธุ์ข้าวชั้นเลิศจะยังไม่สมบูรณ์ ทว่าเครื่องมือทางการเกษตรก็ล้าหลังอย่างยิ่ง ส่วนแิเื่การใส่ปุ๋ยนั้นแทบจะไม่มีเลย โชคดีที่สยงอู่เหลียงมีความมั่นใจว่าจะสามารถใช้ความรู้ของตนเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้
หลังจากจดบันทึกเื่การปฏิรูปเกษตรกรรมไว้ในใจ สยงอู่เหลียงก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง "อัตราภาษีสิบส่วนเก็บสี่ส่วน? นี่มันสูงเกินไปแล้ว!"
จงหัวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายว่า "ในภาษีสี่ส่วนนี้ สามส่วนต้องส่งเข้าคลังหลวง ส่วนอีกหนึ่งส่วนคือภาษีที่มอบให้ท่านในฐานะเ้าของที่ดินปกครองขอรับ คุณชายอาจยังไม่ทราบ อัตราภาษีของฉู่หยางเราถือว่าต่ำมากแล้ว ในดินแดนแคว้นฉู่ส่วนใหญ่อัตราภาษีอยู่ที่สิบส่วนเก็บห้าส่วน หรือแม้แต่หกส่วนด้วยซ้ำขอรับ ส่วนแคว้นฉินที่ดุร้ายราวกับพยัคฆ์นั้น อัตราภาษีสูงถึงสิบส่วนเก็บเจ็ดส่วนเลยทีเดียว!"
สยงอู่เหลียงพยักหน้าช้า ๆ ในหนังสือ ‘ฮั่นซู*[1]’ ของคนรุ่นหลังมีบันทึกเอาไว้ว่าแคว้นฉินรีดไถอย่างหนักเก็บภาษีเกินกว่าครึ่ง คำว่าเกินกว่าครึ่งคือสามส่วนเก็บสองส่วน เป็อัตราภาษีเกษตรกรรมที่น่าใถึงหกสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์!
ดูเหมือนว่าในยุครณรัฐแคว้นต่าง ๆ จะเก็บภาษีในระดับที่ใกล้เคียงกับรัฐฉินที่โหดร้าย เพราะในยุครณรัฐมีการทำาต่อเนื่องหลายปี ค่าใช้จ่ายของกองทัพและเงินชดเชยให้ทหารที่เสียชีวิตล้วนเป็รายจ่ายจำนวนมหาศาล
เหล่าผู้ปกครองจึงทำได้เพียงเก็บภาษีเกษตรกรรมในอัตราสูงจากชาวนาเพื่อรักษาสมดุลของรายรับรายจ่าย
อัตราภาษีสิบส่วนเก็บสี่ของอำเภอฉู่หยาง ถือว่าเป็การลดหย่อนภาษีที่เบาบางที่สุดในยุคนี้แล้วจริง ๆ ดูเหมือนหาก้าลดภาษีคงต้องรอให้ใต้หล้าสงบลงก่อน!
ตัวอย่างเช่นหลังจากหลิวปัง*[2] สร้างราชวงศ์ฮั่น อัตราภาษีเกษตรกรรมก็เหลือเพียงหนึ่งในสามสิบส่วนเท่านั้น
สยงอู่เหลียงสลัดความคิดที่ไม่เป็จริงออกไป ตอนนี้เขาไม่มีใจจะตรวจตราดินแดนแล้ว "พาข้าไปดูที่คลังสินค้า"
จงหัวชะงัก "คุณชายเดินทางมาไกลและเหนื่อยล้า ไม่กลับไปพักผ่อนที่จวนก่อนหรือขอรับ?"
สยงอู่เหลียงส่ายหน้าเป็สัญญาณให้จงหัวนำทาง จงหัวและเหล่าผู้ติดตามรอบข้างต่างรู้สึกตื่นเต้น นายท่านคนใหม่ของพวกเขาเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พวกคุณชายเ้าสำราญที่วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่นหรือรังแกชาวบ้าน เพิ่งมาถึงที่ดินปกครองก็้าตรวจคลังสินค้า ดูเหมือนว่าตั้งใจจะทำงานจริงจัง
คลังสินค้าของอำเภอฉู่หยางตั้งอยู่ใจกลางเมือง ติดกับจวนเ้าเมืองฉู่หยาง คลังสินค้านี้สร้างจากอิฐสีเขียวทั้งหมด ท่ามกลางบ้านดินอัดสีเหลืองเทาในเมืองฉู่หยางจึงถือว่าโดดเด่นและสะดุดตา
เสมียนผู้ดูแลคลังสินค้าทำความเคารพสยงอู่เหลียงและจงหัว จากนั้นจึงเรียกหลายคนมาช่วยกันผลักประตูคลังที่หนักอึ้งออก ภายในอากาศมีกลิ่นสนิมรุนแรง เห็นได้ชัดว่านอกจากธัญพืชแล้ว ที่นี่นี่ยังมีการเก็บสะสมผลิตภัณฑ์โลหะบางอย่างไว้ด้วย
เสมียนคลังสินค้าค้อมตัวพลางกล่าวว่า "จวินโหวเชิญด้านใน ระวังเท้าด้วยนะขอรับ"
สยงอู่เหลียงเดินเข้าไปในคลังสินค้าโดยมีจงหัวและคนอื่น ๆ ห้อมล้อม ภายในคลังสินค้านี้แทบจะว่างเปล่า บนพื้นสีเทาหม่นมีเมล็ดข้าวและฟางกระจายอยู่ไม่กี่ชิ้น ซึ่งเตือนให้สยงอู่เหลียงรู้ว่าเขาไม่ได้เดินเข้าห้องผิด
จงหัวรีบคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อขอขมา "คุณชาย หลังจากาครั้งใหญ่ระหว่างฉินและฉู่ที่ตานหยาง ทหารประจำเมืองฉู่หยางแปดร้อยนายาเ็ล้มตายเกือบหมด คลังของจวนขัดสนไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยได้ ผู้น้อยจึงถือวิสาสะนำธัญพืชในคลังมาใช้แทนเงินทองเพื่อชดเชยให้แก่ผู้ล่วงลับ... ขอคุณชายโปรดลงอาญาด้วยขอรับ"
สยงอู่เหลียงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะโบกมือ "เ้าทำถูกต้องแล้ว"
หาก้าจะกอบกู้ชื่อเสียงและอำนาจกลับคืนมา สยงอู่เหลียงจะทำลายน้ำใจคนไม่ได้เด็ดขาด ยอมให้คลังว่างเปล่าจนหนูวิ่งพล่านดีกว่าขาดเงินชดเชยให้แก่ทหารที่สละชีพในสนามรบ
"ท่านจวินโหวโปรดสังเกต ในคลังยังคงมีอาวุธอีกสองร้อยกว่าชิ้น และรถศึกสิบสองคันขอรับ" เสมียนคลังนำทุกคนไปยังส่วนลึกของคลังสินค้าพร้อมประสานมือแนะนำ
สยงอู่เหลียงเพ่งมอง อาวุธเบื้องหน้าแทบทั้งหมดเป็อาวุธสำริด ส่วนรถศึกก็มีขึ้นสนิมเขรอะ เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าในใจ แคว้นฉินที่แข็งแกร่งทางทิศตะวันตกเริ่มใช้เครื่องแบบอาวุธเหล็กกันหมดแล้ว
ทว่าที่ดินปกครองของเขายังคงติดอยู่ในยุคสำริด! ส่วนรถศึกสิบสองคันในคลังยิ่งเป็ของเก่าคร่ำครึที่ถูกแทนที่ด้วยการรบแบบทหารราบและทหารม้าไปนานแล้ว
สยงอู่เหลียงถอนหายใจ ตอนนี้เขากล่าวได้ว่ายากจนข้นแค้นจริง ๆ
จงหัวปลอบโยนอยู่ข้าง ๆ "คุณชายอย่าเพิ่งท้อแท้ ขอเพียงรอจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง คลังแห่งนี้จะไม่ว่างเปล่าแน่นอนขอรับ"
สยงอู่เหลียงโบกมือ พึ่งพาการขูดรีดชาวนาแก่ ๆ เ่าั้จะหาเงินและเสบียงได้สักกี่มากน้อย? หาก้าพ้นความยากจนและมั่งคั่ง ต้องสร้างรากฐานและทำอุตสาหกรรม!
ตอนนี้ที่ดินปกครองยากจนข้นแค้นอีกทั้งยังมีศัตรูที่แข็งแกร่งล้อมรอบ หากจะทำตามขั้นตอนเพื่อสร้างเศรษฐกิจแบบตลาดเกรงว่าจะไม่สำเร็จ ทำได้เพียงใช้เศรษฐกิจแบบวางแผน! และต้องเป็เศรษฐกิจแบบวางแผนในยามาด้วย!
หาก้าสร้างอุตสาหกรรมและก่อตั้งโรงงานถ้าไม่มีคนงานย่อมไม่ได้ และสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือเพิ่มระดับผลผลิตทางการเกษตร ขยายการผลิตอาหาร โดยใช้การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อให้ชาวนาหลุดพ้นจากความยุ่งยากในที่ดินและมีเวลาว่างไปทำงานในโรงงาน
เป้าหมายชัดเจน! สิ่งแรกที่สยงอู่เหลียงต้องทำเมื่อมาถึงที่ดินปกครองก็คือการปฏิวัติเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตร!
[1] ฮั่นซู หรือตำราประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นยุคก่อน เป็ตำราประวัติศาสตร์จีนที่เขียนเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 111 มีเนื้อหาครอบคลุมยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก หรือราชวงศ์ฮั่นยุคก่อน ั้แ่จักรพรรดิพระองค์แรกเมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งหวังหมั่งโค่นล้มราชวงศ์ในปี ค.ศ. 23 เขียนโดยปานกู้ ขุนนางของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก โดยได้รับการช่วยเหลือจากน้องสาวอย่างปานเจา
[2] หลิวปัง หรือจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ฮั่น