วันเวลาผันผ่านเผลอแป็บเดียวซินซิน ก็ได้อายุสามหนาวแล้ว ซ่านซ่านตัวน้อยปีนี้ก็อายุได้เจ็ดขวบ และก็ได้ไปเข้าโรงเรียนที่อยู่ในเขตสีซือ ซึ่งเป็โรงเรียนประถมแห่งเดียวในเขตหมู่บ้านของเขา
ทางด้านอาฮัวเหมยก็ได้แต่งงานไปแล้วเมื่อตอนซินซินอายุได้สองหนาว อาเขยของซินซินทำงานเป็เลขาให้กับพรรคการเมืองในท้องถิ่นชื่อว่าจางหยาง ครั้งแรกที่ซินซินได้เห็นหน้าอาเขยของตัวเองบอกได้เลยว่านี่มันพ่อแกะน้อยอดีตสามีในฝันของเธอชัดชัด
“ซินซินลูกมานั่งทำอะไรอยู่หน้าบ้านคนเดียวค่ะ” แม่เหมยของหนูน้อยเอ่ยถามลูกสาวของตน ฝ่ายซินซินเมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาหาเธอคือผู้เป็แม่เ้าตัวน้อยก็ได้แต่ยิ้มหวานจนตาปิดพร้อมแก้มที่บุ๋มลงไปทั้งสองข้างเล็กๆนั้นก็ได้ปรากฎออกมา
“วาดรูปค่ะ” ซินซินตัวน้อยได้ชูแท่งดินสอในมือพร้อมกับสมุดวาดรูปที่เธอมักจะวาดอะไรต่างๆ ลงไปให้ผู้เป็แม่ได้ดู
“เอาอาหารกลางวันไปให้คุณย่ากับพ่อกันค่ะลูก” ซูเหมยก็พูดชวนลูกสาวของตนขึ้นมา เด็กน้อยเมื่อได้ยินก็ยืนขึ้นบนโต๊ะพร้อมทั้งกางแขนที่สั้นป้อมของตัวเองออกเพื่อให้ผู้เป็แม่อุ้มลงจากโต๊ะ
“จิวจิวไปกับซินซินไหมจ๊ะ” ซินซินหันไปถามเพื่อนผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาั้แ่อยู่บนสวรร์ด้วยกัน ตอนนี้ทุกคนที่บ้านได้รู้จักจิวจิวกันหมดแล้วและต่างก็หลงในความน่ารักของเ้าตัวเล็กนี่กันทุกคนเลย
“ไปฮับ” จิวจิวตอบขึ้นมาพร้อมกับเด้งตัวเองมานอนแปะอยู่บนหัวกลางกลุ่มผมทรงซาลาเปาสองลูกของเพื่อนรักตน
“แม่จ๋า ที่ทุ่งนาน่าจะต้องมีกระต่ายใช่ไหมจ๊ะ เพราะ่นี้เป็หน้าเก็บเกี่ยว หากเราจับได้เรานำมันมาเลี้ยงได้ไหมจ๊ะ”ซินตัวน้อยเอ่ยถามแม่ของตน พร้อมเงยหน้ามองแม่ด้วยดวงตากลมโตฉ่ำน้ำเหมือนลูกแมว
“ได้สิจ๊ะ ถ้าหากบ้านเราเป็คนจับได้ก็จะถือว่าเป็ของบ้านเราไงค่ะลูกสาว หนูอยากมาเลี้ยงเอาไว้ดูเล่นเหรอลูก”ฝ่ายแม่ที่จับมือลูกน้อยอยู่ก็ก้มหน้าลงมามองลูกของตนเช่นเดียวกัน
“เปล่าจ๊ะกระต่ายมันมีลูกเร็วมาก หนูจะเอามาขายจ๊ะ”ฝ่ายลูกสาวก็ตอบผู้เป็แม่อย่างเสียงใส แต่ทางผู้เป็แม่เมื่อได้ฟัง ก็ถึงกับพูดไม่ออกกับความคิดลูกของตนเลยทีเดียว
สองแม่ลูกพากันเดินมาได้สักพักก็ถึงบริเวณทุ่งนาที่แม่สามีและสามีของตนทำงานอยู่ เมื่อสองแม่ลูกหาร่มไม้ใหญ่นั่งได้แล้ว เสียงกริ่งสัญญาณ พักเที่ยงก็ดังขึ้น
“จุณพ่อ จุณย่าทางนี้จ่ะ” ซินซินรีบะโ โบกไม้โบกมือเรียกผู้เป็พ่อและย่าของตนทันที พ่อและย่ารีบเดินมาหาหลานตัวน้อยที่แสนฉลาดและรู้ความเกินเด็กทั่วไปของตนอย่างเร่งรีบ
“พ่อจ๋าข้าว ย่าจ๋าจินข้าว” ซินซินพูดออกมา ในบางครั้งซินซินก็สามารถพูดได้ชัดแต่ในบางครั้งก็ไม่สามารถพูดได้ชัดเหมือนอย่างตอนนี้ แต่ทุกคนก็เข้าใจที่เธอสื่อสารดังนั้นก็ช่างมันเถอะโตมากกว่านี้ก็ดีขึ้นเองแหละ
หลังจากแม่และลูกชายล้างมือจากน้ำที่ซูเหมยส่งมาให้แล้วก็พากันลูบหัวน้อยๆของลูกและหลานรักของตนโดยหลีกเลี่ยงเ้าจิวจิวที่กำลังนอนพึ่งพุงน้อยๆของมันอยู่
พวกเขาทั้งครอบครัวรู้สึกภูมิใจในตัวลูกทั้งสองของเขามากโดยเฉพาะลูกสาวตัวน้อยคนนี้เพราะซินซินไม่เคยงอแงเลยั้แ่เกิดมา แถมยังรู้ความมากกว่าเด็กวัยเดียวกันเป็อย่างมาก รวมทั้งยังรวมถึงเื่ความเป็อยู่ในบ้านด้วย
ต่างก็ได้อาศัยสิ่งของที่ซินซินเสกออกมาจากความว่างเปล่าทั้งสิ้นทั้งๆที่ตอนนี้ซินซินก็อายุได้สามหนาวแล้วสิ่งของที่เสกออกมาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดจนเขาและภรรยารวมทั้งผู้เป็แม่ก็กังวลใจว่าสิ่งเหล่านี้จะมีผลอะไรกับร่างกายของลูกสาวตัวน้อยที่แสนจะน่ารักนี่หรือไม่
พวกเขาก็ได้แต่รอและเฝ้ามองอย่างระมัดระวังหากลูกเขามีอะไรผิดปกติก็จะได้รีบพาไปหาหมอ แต่พวกเขาก็ได้รู้สึกโล่งใจเมื่อตอนที่ซินซินอายุได้หนึ่งหนาว ลูกสาวของเขาก็พูดขึ้นมา เขาถึงได้รู้ว่าลูกสาวเขารู้ถึงความกังวลใจนี้มาโดยตลอดแต่ตอนนั้นยังเป็เด็กทารกจึงไม่สามารถบอกได้
พอพูดได้ลูกสาวของเขาก็ได้พูดถึงคำตอบของเื่นี้ขึ้นมาก่อนแทนที่จะเรียกแม่เรียกพ่อก่อนเหมือนเด็กคนอื่นๆ เขาก็คิดว่าลูกสาวเขาต้องเป็เทพธิดามาเกิดจริงๆ เป็แน่ทั้งเขาและครอบครัวต่างก็ได้คุกเข่าอยู่ที่พื้นและก็ทำความเคารพไปยัง์เบื้องบนที่ยอมให้เทพธิดามาเกิดเป็ลูกของเขา
“ป๋อจ๋า จะต่าย จ๊ะหนูอยากเลี้ยงกระต่าย” ซินซินพยายามเรียกพ่อของตนหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เห็นพ่อของตนตอบตัวเองสักที จึงได้ใช้แขนสั้นๆป้อมๆของตนมาเขย่าแขนที่มีแต่กล้ามเนื้อของพ่อตนอีกแรง
“ห๊ะ! ละลูกว่าอะไรนะครับ” ผู้เป็พ่อถามลูกขึ้นมาด้วยเสียงไม่แน่ใจ ฝ่ายเ้าตัวน้อยตอนนี้ก็ไดอมลมจนแก้มป่องไปแล้วยกมือกอดอกมองพ่อของตนด้วยอาการงอน พ่อที่เห็นลูกของตนเหมือนจะงอนตนไปแล้วก็เริ่มที่จะร้อนรน
ทางด้านผู้เป็แม่และย่าที่มองเห็นภาพนี้ก็ได้แต่อมยิ้มกับการช่างกลั่นแกล้งของลูกและหลานสาวของตน คนในครอบครัวต่างก็ดูออกกันทั้งนั้นว่าเ้าตัวเล็กคนนี้ชอบแกล้งผู้เป็พ่อและพี่ชายเป็ที่สุด ก็คงจะมีแต่สองคนนี้เท่านั้นแหละที่มองไม่เห็น
“กระต่าย หนูอยากได้กระต่ายจ๊ะป๋อจ๋า” ซินซินพยายามพูดออกเสียงให้ช้าลงและค่อยๆเอ่ยอย่างชัดๆ เมื่อผู้เป็พ่อได้ฟังก็ไม่อยากขัดความปราถนาของลูกสาวตัวน้อย แต่กระต่ายมันปราดเปรียวมากและมันจะอยู่นิ่งๆ ให้เขาจับได้อย่างไรกัน
“พ่อจะพยายามนะลูก หากพ่อเห็นมันและมันยอมให้พ่อจับพ่อก็จะจับมันมาให้หนู” ผู้เป็พ่อพูดขึ้นอย่างกลางๆ ออกมาเพราะเขาก็ไม่อยากให้ลูกสาวของเขาผิดหวังเช่นกัน
“ได้แน่นอนจ๊ะ”ซินตัวน้อยกล่าวขึ้นพร้อมยืดอกน้อยๆของตนด้วยความมั่นใจ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสามคนเห็นต่างก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความเอ็นดูเ้าตัวน้อยนี้เป็อย่างมาก
เมื่อสัญญาณกริ่งเริ่มงานดังขึ้น พ่อและย่าก็เดินลงไปทำงานในแปลงนาต่อทันทีตอนนี้ย่าเย่วจินอายุ สี่สิบสองปีแล้วแต่รูปร่างและใบหน้ายังคงเหมือนคนอายุแค่สามสิบกว่าๆ เท่านั้นถึงแม้ว่าจะทำงานในทุ่งนาก็ไม่ได้มีผลอะไรมากระทบความงามของผู้เป็ย่าตนได้เลย
ทางด้านแม่และลูกสาวก็ต่างพากันจูงมือกันเดินกลับบ้าน หากถามว่าทำไมแม่ถึงไม่ขี่จักรยานออกมา ทั้งๆที่ก็มีจอดอยู่ถึงสองคัน นั่นก็เพราะจักรยานมันสูงเกินไปแม่กลัวว่าตอนที่แม่ขี่ซินซินอาจจะพลัดตกลงมาได้ และอีกอย่างแปลงนาก็อยู่ไม่ไกลการเดินก็เหมือนเป็การออกกำลังกายไปในตัว
เมื่อเดินเข้าบ้านมาเรียบร้อยแม่ก็พาลูกสาวที่ตาปรือแทบจะปิดอยู่ร่อมร่อ มาล้างมือล้างเท้าและเช็ดให้แห้งแล้วหลังจากนั้นก็พาเ้าตัวน้อยเข้านอนกลางวัน
หน้านี้เริ่มที่จะเข้าหน้าฝนแล้วอากาศจึงไม่ร้อนเท่าใดนัก ซินซินตัวน้อยจึงหลับสบาย ตอนนี้ที่บ้านก็มีไฟฟ้าเข้ามาแล้วเช่นกัน ซินซินเองก็ได้เอาเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ออกมาอย่างมากมายและได้เคยให้อากับพ่อของตนเอาไปขายมาหลายอย่างแล้วด้วย
ทางด้านฮัวเหมยที่แต่งงานออกไปก็ต้องไปอาศัยอยู่กับสามีที่บ้านในเมืองสีซือ ทำให้ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยนักแต่มาที ก็มักจะมาคุยเล่นแต่กับเ้าตัวน้อยนี้อย่างเดียว ทั้งสองอาหลานต่างก็สนิทกันมาก ดูอย่างตอนที่ฮัวเหมยแต่งงานซินซินก็นำสินเดิม ที่ควรจะมีก็นำมาให้อาของตนอย่างมากมายรวมทั้งพัดลมและตู้เย็นด้วย
จนคนที่มาในงานแต่งนั้นไม่กล้าที่จะดูถูกฮัวเหมยอีกเลยว่าเป็แค่ลูกชาวนา ถึงแม้ว่าตัวฮัวเหมยเองจะทำงานเป็ถึงรองผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในเหมืองก็ตาม
เมื่อฮัวเหมยได้รู้ความจริงเื่หลานของตนอีกคนก็ได้แต่ตกตะลึงและคิดว่าตนจะต้องปกป้องหลานเทพธิดาน้อยของตนจากคนที่คิดไม่ดีให้จงได้ สาเหตุที่ฮัวเหมยตัดสินใจแต่งงานกับจางหยางก็เพราะนอกจากที่เขาเป็ผู้ชายที่ดีแล้ว
เธอเองก็้าอำนาจของเขา เพื่อที่จะได้นำมาปกป้องคนในครอบครัวของเธอได้ ถึงใครเขาจะพูดว่าลูกสาวแต่งงานไปแล้วก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไปก็ตาม แต่สำหรับครอบครัวเธอไม่ใช่อย่างนั้นจะมีใครกันที่สามารถมอบสินเดิมให้กับลูกสาวได้เหมือนอย่างบ้านของเธอ
ซูเหมยก็ได้แต่นั่งระลึกถึงความหลังขึ้นมา แล้วก็เย็บเสื้อที่ตัดค้างเอาไว้ให้ลูกชายของตนไปด้วย ส่วนของลูกสาวนั้นเธอเย็บเสร็จหมดแล้ว จนต้องแก้ก็หลายรอบเพราะลูกสาวของเธอโตเร็วมากกินก็เก่ง เผลอแป็บๆ กระดุมเสื้อกระเด็นหลุดบ้าง กางเกงคับบ้าง
เ้าตัวเองก็ไม่ได้เคยสงสัยในตัวเองเลยว่ากินจนตัวกลมแทบจะกลิ้งได้อยู่แล้ว ซูเหมยได้มองลูกสาวตัวเองที่ตอนนี้กำลังหลับพร้อมกับเกาพุงและน้ำลายไหลยืดออกมาด้วย เธอจึงได้แต่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำลายเ้าตัวน้อยเพียงเท่านั้น
“แม่ครัับ ผมกลับมาแล้วครับ” ซ่านซ่าน ะโเรียกผู้เป็แม่อยู่หน้าบ้านเพราะเขารู้ว่าแม่่ต้องอยู่กับน้องแค่สองคนเป็แน่
แอ๊ด เสียงเปิดประตูจากด้านในดังขึ้น “ปีจายมาแย้ว” แต่เสียงที่พูดขึ้นมาต้อนรับเขาคือน้องน้อยผู้น่ารัก “ทำไมวันนี้น้องตื่นเร็วจังครับ” ซ่านซ่านก็ถามน้องสาวของตนด้วยความแปลกใจ
“น้องจะไปจับกระต่าย” ซินซินพยายามพูดขึ้นชัดๆ ผู้เป็แม่ที่ยืนอยู่ด้วยต่างก็ฟังสองพี่น้องที่สนทนากันด้วยความเอ็นดู
“เข้าบ้านก่อนลูก หนูมีการบ้านหรือเปล่าครับ” ผู้เป็แม่ถามลูกชายของตน
“มีครับแม่เดี๋ยวผมจะรีบทำให้เสร็จเพื่อที่จะได้พาน้องไปที่ทุ่งนา แม่ไปทำกับข้าวเถอะครัับเดี๋ยวผมดูน้องเอง” ซ่านซ่านก็บอกกับผู้เป็แม่ พร้อมกับจูงมือน้องของตนไปยังห้องของเขาเอง
ฝ่ายผู้เป็น้องก็เชื่อฟังพี่ชายจับจูงไปก็ไป เมื่อมาถึงห้องพี่ชายก็หยิบการบ้านของตนขึ้นมาวางบนโต๊ะ “น้องนั่งรอพี่ก่อนนะ พี่จะรีบทำการบ้านให้เสร็จแล้วเดี๋ยวเราไปจับกระต่ายกัน” ฝ่ายพี่ชายพูดขึ้น
“ใจแล้ว” น้องสาวก็ตอบรับคำพร้อมกับหยิบอุปกรณ์วาดรูปของตนออกมาวาดรูประหว่างรอพี่ชายทำการบ้าน ทั้งสองพี่น้องต่างก็จมอยู่กับในโลกของตนเอง
“พี่ทำการบ้านเสร็จแล้วครับ เราจะไปกันเลยไหมตอนนี้พ่อและย่าน่าจะไม่เลิกงาน” ซ่านซ่านพูดขึ้นขณะที่เก็บการบ้านที่ทำเสร็จแล้วลงกระเป๋านักเรียนของตน ที่น้องสาวนำออกมาให้ตอนที่เขาเริ่มไปโรงเรียน
“ไปกันจ๊ะ” ซินซินก็เก็บอุปกรณ์ของตนเข้ามิติไปแล้ว เงยหน้าตอบพี่ชายพร้อมส่งรอยยิ้มหวานให้ด้วย
สองพี่น้องได้เดินจูงมือกันมาหาผู้เป็แม่ในครัวแล้วผู้เป็พี่ชายก็เป็ขออนุญาติแม่ตัวเองออกมา
“แม่ครับผมพาน้องไปทุ่งนานะครับ เดี๋ยวผมกับน้องจะกลับมาพร้อมย่ากับพ่อ” ซ่าน ซ่านพูดขอกับผู้เป็แม่
“พาน้องเดินไปดีๆนะลูกอย่าทิ้งน้องไปไหนเด็ดขาดเข้าใจไหมครับ” ผู้แม่กล่าวย้ำถึงแม้จะรู้ว่าลูกสาวของตนฉลาดก็ตามแต่ก็ยังเป็เพียงเด็กเท่านั้น
“ครับ/ค่ะ หนูจะไม่ดื้อด้วย” พี่ชายและน้องสาวตอบรับขึ้นมาพร้อมกัน และเ้าตัวน้อยก็เอ่ยสำทับออกมาอีกครั้งเพื่อว่าแม่จะได้มั่นใจ
เมื่อมาถึงทุ่งนา ก็มองไปที่พ่อและย่า เห็นทั้งสองต่างก็ทำงานกันอย่างขมักเขม่น แล้วเสียงกริ่งเลิกงานก็ดังขึ้น เมื่อได้ยินเสียงนี้ทุกคนที่อยู่ในทุ่่งก็เริ่มทยอยพากันออกมา แต่่ยกเว้นพ่อและย่าที่ตอนนี้กำลังมองจ้องกระต่ายสองตัวที่อยู่ต่อหน้าตน
กระต่ายเหมือนจะยืนรอเขาและแม่ให้เดินเข้าไปจับมันอย่างเชิญชวนว่า มาจับฉันสิ มาจับฉัน เมื่อพ่อและย่าเห็นแบบนั้นจึงได้จับมันขึ้นมาทันทีและมันทั้งสองตัวก็ไม่หนีซะด้วยเขากับแม่ได้นำกระต่ายมาผูกเชือกที่ขากระต่ายทั้งสองตัว
แล้วก็นำไปใส่ไว้ในตะกร้าแล้วเอาเศษหญ้ามาคลุมปิดไว้อีกชั้น เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็เพิ่งจะเห็นว่าลูกน้อยของตนมายืนรอตนอยู่ ฝ่ายพ่อก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ากระต่ายสองตัวนี้คงเป็ฝีมือของลูกสาวตัวน้อยเป็แน่