ทันทีที่ชิงกังเหยียบย่างเข้าสู่หุบเขากิ่งหลิวสีเขียวมรกตงดงามราวกับหยกสลักก็พุ่งฉวัดเฉวียนแหวกอากาศก่อนจะร่อนลงหยุดตรงหน้าเขาอย่างช้าๆ
“ท่านเทพต้นไม้...”
ชิงกังจ้องมองกิ่งก้านนั้นด้วยแววตาที่สั่นไหวและซับซ้อนราวกับกำลังหวนนึกถึงเรื่องราวบางอย่าง
ทว่าทันใดนั้น...
‘กร๊อบ!’
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นพร้อมกับหยดน้ำบำรุงชีวิตที่อัดแน่นด้วยพลังมหาศาลหยดหนึ่งค่อยๆหลั่งไหลออกมาจากรอยหักนั้น
“จงดื่มมันเสียแล้วตามเจ้าสามเข้าไปฝึกฝนพลังในถ้ำลับ”
‘ถ้ำลับ’ เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกลานกว้างใต้ดินและถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เขตหวงห้ามที่มนุษย์ทั้งสามซึ่งนำโดยชิงกังไม่ได้รับอนุญาตให้ล่วงล้ำเข้าไป
จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่รู้กันเลยว่าภายในถ้ำลับแห่งนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร
แต่ทุกครั้งที่เหล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์ก้าวเท้าออกมาจากถ้ำลับกลิ่นอายพลังของพวกมันจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือพลังวิญญาณภายในกายของพวกมันยังดูบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นอีกหลายส่วน
“ผม... คู่ควรที่จะได้รับมันจริงๆเหรอครับ?”
ชิงกังจ้องมองหยาดน้ำบำรุงชีวิตที่เขาเฝ้าโหยหามาเนิ่นนานด้วยความตะลึงงันเขาไม่ได้รีบร้อนรับมันไป ทว่ากลับเอ่ยถามด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันและสับสน
“แน่นอน... นี่คือรางวัลสำหรับเจ้า”
อวี๋จื่ออวี๋ทอดสายตามองชิงกังอย่างลึกล้ำพลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ข้าเชื่อมั่นในสายตาของตนเองเสมอเพราะฉะนั้น... เจ้าจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวังใช่ไหม?”
‘กึก!’
ชิงกังขบกรามแน่นจนเกิดเสียงกำหมัดทั้งสองข้าง มือสั่นเทา พลางพยักหน้าอย่างหนักแน่นก่อนจะเอ่ยปฏิญาณว่า
“ไม่มีทางครับผมจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน!”
เมื่อสิ้นคำสายตาของชิงกังก็ทอดมองไปยังร่างต้นของอวี๋จื่ออวี๋ที่เร้นกายอยู่ในม่านหมอกหนาทึบพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้นว่า
“ผมเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งท่านเทพต้นไม้จะต้องยิ่งใหญ่เกรียงไกรจนบดบังได้แม้กระทั่งผืนแผ่นดินนี้และเป็นเสาหลักค้ำจุนโลกใบนี้ไว้ทั้งใบ”
“และตัวผม...ยินดีจะติดตามท่านไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
......
หลังจากให้คำมั่นสัญญาอีกรอบชิงกังก็รับน้ำบำรุงชีวิตมาครอบครอง
ครู่หนึ่งเขาเหลือบไปเห็นเสือขาวที่เดินออกมาจากความมืดมิดด้วยร่างที่มหึมาประดุจขุนเขาขนาดย่อมชิงกังพยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าตามมันไปอย่างเงียบเชียบ
ทว่าในวินาทีนั้นชิงกังกลับไม่ทันได้สังเกตเลยว่ามีสายตาอีกสองคู่ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนกำลังจับจ้องมองเขาอยู่จากระยะไกล
“ชิงกัง... นี่นายคิดอะไรอยู่กันแน่?”
เมื่อเห็นชิงกังมุ่งหน้าเข้าสู่‘ถ้ำลับ’ เฉียนฉินก็ดูเหมือนจะตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้
“เฮ้อ...”
เหลิ่งเฟิงลอบถอนหายใจออกมาแผ่วเบาทว่าไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาให้ดีจะพบว่าสายตาของเหลิ่งเฟิงยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เสื้อหนังอสูรที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดบนตัวของชิงกังอยู่ครู่หนึ่ง
“ในที่สุด...นายก็ตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้จริงๆ สินะ”
หัวใจของเหลิ่งเฟิงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยายเขาได้แต่ทอดถอนใจอย่างจนปัญญาก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินลึกเข้าไปในความมืดมิดของยามราตรี
......
ท่ามกลางความสงัดแห่งยามค่ำคืน
อวี๋จื่ออวี๋ทอดสายตามองไปยังทิศทางที่เป็นสนามรบเมื่อครู่อย่างลึกล้ำ
ด้วยความเร็วในการจัดการของพวกมนุษย์กว่าจะตรวจพบว่าหน่วยลาดตระเวนสูญหายไป อย่างน้อยย่อมต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองวัน
ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งถึงสองวันนี้อวี๋จื่ออวี๋เพียงแค่ต้องจัดวางตำแหน่งของอสูรหมอกให้เข้าที่สร้างภาพมายาแห่งม่านหมอกหนาที่ดูลึกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสัตว์ร้ายที่ซ่อนเร้นและทำให้อันตรายนั้นดูสมจริงจนถึงแก่ชีวิตก็เพียงพอแล้ว
ส่วนเรื่องอื่นยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
การกินข้าวต้องกินทีละคำการดื่มน้ำย่อมต้องจิบทีละอึก
ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในยามนี้เขายังไม่สามารถผลักดันให้ขุนเขาแห่งหมอกกลายเป็น ‘เขตหวงห้าม’โดยสมบูรณ์ได้ในทันที
เพราะหากไร้ซึ่งการเข้ามาทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าของมนุษย์ในช่วงแรกเริ่มอวี๋จื่ออวี๋จะสามารถรังสรรค์ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวให้ขจรขจายไปในภายหลังได้อย่างไร?
ท้ายที่สุดแล้วหากมันยังไม่ได้ดูน่าเกรงขามเท่ากับเขตหวงห้ามที่แท้จริงอวี๋จื่ออวี๋ย่อมต้องอาศัยการผลักดันไปทีละก้าวอย่างใจเย็นเช่นนี้
บางที...เมื่อถึงวันที่มนุษย์เริ่มตระหนักถึงความจริงอวี๋จื่ออวี๋อาจจะสามารถกำหนดให้พื้นที่ของตนเองกลายเป็น‘เขตหวงห้าม’ ที่มีตัวตนเพียงหนึ่งเดียวได้แล้ว
อวี๋จื่ออวี๋คลี่ยิ้มแผ่วเบาพร้อมกับความคาดหวังต่ออนาคตที่เพิ่มพูนขึ้นในใจ
ในขณะนั้นเองราวกับจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้อวี๋จื่ออวี๋เบนสายตาไปตรวจสอบหน้าต่างแผงสถานะของตนเอง
ข้อมูลส่วนใหญ่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อไม่กี่วันก่อนนักทว่าเรื่องที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจคือ มีความสามารถใหม่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่าง
ใช่แล้ว... มันคือความสามารถใหม่
และยังเป็นความสามารถการโจมตีระยะไกลที่หาได้ยากยิ่งนั่นคือ‘มีดบินใบหลิว’
อาจจะเป็นเพราะมันสอดคล้องกับความคิดของอวี๋จื่ออวี๋ก่อนหน้านี้ที่ต้องการจะ‘ยิงดาวเทียมที่ลอยคว้างอยู่ในอวกาศให้พังพินาศ’
และด้วยสัญชาตญาณแห่งการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตผนวกกับการชี้นำที่แม่นยำของระบบความสามารถการโจมตีระยะไกลอันยอดเยี่ยมนี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้น
[มีดบินใบหลิว -ใช้พลังวิญญาณของตนเองเข้าหล่อเลี้ยงใบหลิวและค่อยๆ ขัดเกลาชำระมันยิ่งขัดเกลาจนบริสุทธิ์เท่าใด พลังวิญญาณยิ่งโปร่งใสเพียงใดอานุภาพและระยะการจู่โจมของมีดบินใบหลิวก็จะยิ่งไกลและรุนแรงขึ้นเท่านั้น]
จะว่าไปแล้ว...
นี่ดูเหมือนจะเป็นความสามารถที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย
“ขัดเกลาชำระอย่างนั้นรึ?”
อวี๋จื่ออวี๋รำพึงกับตนเองเบาๆพลางหวนนึกถึงคำกล่าวอันเลื่องชื่อจากโลกเก่าที่ว่า ‘มีดบินของเสี่ยวหลี่มิเคยพลาดพลั้ง [*]’
ไม่รู้เหมือนกันว่าใบหลิวนี้ของเขาหลังจากผ่านการขัดเกลาอย่างหนักหน่วงแล้วจะมีอานุภาพความแม่นยำใกล้เคียงเทพเจ้าเช่นนั้นหรือไม่
เมื่อความคิดแล่นผ่านเข้ามาอวี๋จื่ออวี๋ก็ถือโอกาสในช่วงเวลาอันเงียบสงัดของค่ำคืนนี้ลองทำการทดสอบดูเสียหน่อย
เขาเด็ดใบหลิวออกมาใบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะเริ่มเดินเครื่องปลุกเร้าพลังวิญญาณอันมหาศาลภายในกาย
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายพลันบังเกิดขึ้น
เพียงแค่สิ้นเสียง‘เปรี้ยง’ ใบหลิวใบนั้นก็ถูกพลังวิญญาณอันหนักหน่วงสั่นสะเทือนจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา
“มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดจริงๆ ด้วยสินะ”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำในใจทว่าเขากลับยิ่งทวีความคาดหวังมากขึ้นไปอีก
ความสามารถที่ยิ่งมีความซับซ้อนและฝึกฝนได้ยากย่อมคู่ควรแก่การเฝ้ารอคอยความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
ซ้ำอวี๋จื่ออวี๋ยังหมายมั่นจะใช้ใบหลิวเพียงใบเดียวสอยดาวเทียมให้ร่วงหล่นไม่ใช่หรือ?
หากมันสำเร็จง่ายดายเกินไปคงจะขาดอรรถรสและความน่าสนใจไปเสียสิ้น
......
ราตรีกาลดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ
ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วสารทิศราวกับมีผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิทมาห่อหุ้มไว้จนไม่สามารถมองเห็นได้แม้แต่ปลายนิ้วตนเอง
ทว่าในวินาทีนั้นแสงสว่างวาบหนึ่งพลันพาดผ่านความมืดต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่ไกลออกไปถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วนเผยรอยตัดที่เรียบเนียนละเอียดดุจผิวกระจก
และในยามนี้ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าในส่วนลึกของหน้าผาที่ตั้งอยู่เบื้องหลังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นมีใบหลิวใบหนึ่งกำลังสั่นไหวแผ่วเบา
ใบหลิวใบนี้บางเฉียบราวกับคมมีดที่ลับคมมาอย่างดีและแฝงไปด้วยประกายแหลมคมที่น่าพรั่นพรึง
ทว่าใบหลิวทั้งใบกลับมีความโปร่งใสประดุจแก้วใสที่มองทะลุได้และมีกระแสแสงระยิบระยับไหลเวียนอยู่ภายในมิต่างจากอัญมณี
“ระยะสิบกิโลเมตร...ทะลวงต้นไม้ใหญ่พร้อมกับฝังลึกลงไปในผนังหินได้ถึงเก้านิ้ว”
ด้วยการแผ่ขยายขอบเขตการรับรู้ผ่านม่านหมอกอวี๋จื่ออวี๋จึงสามารถประเมินผลการทดสอบขั้นแรกของมีดบินใบหลิวได้อย่างแม่นยำ
“อืม...”
อวี๋จื่ออวี๋เม้มปากเข้าหากันเล็กน้อยไม่รู้ว่าตนควรจะรู้สึกยินดีหรือผิดหวังดี
ยินดีนั้นแน่นอนอยู่แล้วเพราะอานุภาพของมันนับว่าร้ายกาจเกินคาด
การที่สามารถเจาะทะลุผนังหินได้ถึงเก้านิ้วจากระยะไกลถึงสิบกิโลเมตรย่อมเพียงพอที่จะฉีกกระชากแผ่นเหล็กกล้าของมนุษย์ให้ขาดกระจุยได้ไม่ยากเย็น
ทว่าที่น่าผิดหวัง...กลับเป็นเรื่องระยะการโจมตีของมันนี่เอง
ระยะสิบกิโลเมตร จะว่ายาวก็ไม่ใช่จะว่าสั้นก็ไม่เชิง
หากจะกล่าวว่ายาวคงเป็นเพราะกิ่งก้านของเขานั้นแม้จะยืดออกไปได้ไกลที่สุดด้วยผลของพรสวรรค์ประจำตัวก็ยังทำได้เพียงหลักร้อยเมตรเท่านั้น
ทว่าหากจะกล่าวว่าสั้นอาจจะเป็นเพราะรากของเขาที่ชอนไชอยู่ใต้ผืนดินนั้นแผ่ขยายออกไปได้ไกลนับสิบกิโลเมตรแล้ว
ในอาณาเขตรัศมีการยิงของมีดบินใบหลิวนี้อวี๋จื่ออวี๋ยังสามารถใช้รากไม้ปลดปล่อยพลังโจมตีออกมาได้รุนแรงกว่าเดิมถึงสิบเท่าหรืออาจจะร้อยเท่าเสียด้วยซ้ำ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือความสามารถในการโจมตีระยะไกลนี้ กลับดูไม่ค่อยจะได้ผลลัพธ์สมชื่อเท่าใดนัก
เพราะในเมื่อมันอยู่ในระยะการโจมตีที่อวี๋จื่ออวี๋สามารถเอื้อมถึงได้เองอยู่แล้วจะเรียกว่า ‘การโจมตีระยะไกล’ ได้อย่างไรกัน?
อวี๋จื่ออวี๋อดไม่ได้ที่จะเกิดความคลางแคลงใจขึ้นมาเล็กน้อย
ทำได้เพียงสรุปว่าด้วยอานุภาพของเหมืองหินวิญญาณและพรสวรรค์การจำแลงมังกรของรากไม้หลักที่หยั่งลึกลงไปในใต้พิภพอย่างต่อเนื่องและใช้สรรพสิ่งเป็นสารอาหาร...ทำให้ความเร็วในการเติบโตของรากไม้นั้นเหนือล้ำข้ามขีดจำกัดของระดับพลังไปไกลโข
แน่นอนว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็มองความสามารถ ‘มีดบินใบหลิว’ นี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
เขาจดจำได้ดีว่าความสามารถนี้ยังคงอยู่ในเลเวลหนึ่งเท่านั้นและยังไม่เคยลืมว่ามันจำเป็นต้องผ่านการ ‘ขัดเกลาชำระ’อย่างหนักหน่วง...
และมีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งว่ามันจะเป็นการขัดเกลาชำระในระยะยาว
คล้ายกับเคล็ดวิชา‘เลี้ยงกระบี่’ ในตำนานที่ยามปกติจะเก็บงำซ่อนเร้นไม่ยอมปรากฏ ทว่ายามใดที่ถูกชักออกมาย่อมสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งพิภพอย่างไม่ต้องสงสัย
เชิงอรรถ
[*] มีดบินของเสี่ยวหลี่มิเคยพลาดพลั้ง เปรียบเทียบความไร้เทียมทานของใบหลิวกับมีดบินของลี้คิมฮวงจากนวนิยายของโกวเล้ง ฉบับแปลไทยชื่อเรื่องว่ามีดบินกรีดฟ้า