ภายในห้องอาบน้ำส่วนตัวลูกชายคนโตของตระกูลเทนเยียร์ ไอน้ำอุ่นสีขาวลอยอวลไปทั่วห้องที่ประดับด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตา ผมวางผ้าขนสัตว์เนื้อนุ่มลงบนบ่าของเด็กชายตัวน้อยที่นั่งนิ่งราวกับหุ่นสลักบนเก้าอี้ไม้ ซีรินในสภาพที่ตัวเปื้อนดินโคลนดูตัดกับความหรูหราของห้องนี้จนน่าใจหาย
ผมนั่งลงตรงหน้าเขา หยิบผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ค่อย ๆ เช็ดโคลนออกจากแก้มที่มีรอยสีแดงระเรื่อของเขาอย่างเบามือที่สุด ซีรินสะดุ้งเล็กน้อย แววตาสีทองอำพันสั่นระริกด้วยความระแวง
“เจ็บหรือเปล่า?” ผมถามทำลายความเงียบที่แสนอึดอัด
ซีรินไม่ตอบ เขาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็เส้นตรง ดวงตาคู่นั้นมองจ้องมาที่ผมเหมือนกำลังสำรวจว่าพี่ชายคนเดิมที่เขาเคยรู้จักหายไปไหน
ผมมองสบตาสีทองอำพันที่เหมือนกับพ่อของพวกเราอย่างไร้ที่ติ ผิดกับผมที่มีั์ตาสีฟ้าอมเทาประกายเหมือนแม่ ดีเอ็นเอของตระกูลเทนเยียร์สลักชัดบนใบหน้าของผมจนใคร ๆ ต่างก็ยกย่องว่าเป็บุตรแห่งเทนเยียร์ แต่กับซีริน... สีตาที่สวยงามนั้นกลับกลายเป็ตราบาป
ในนิยายไม่ได้บอกไว้ละเอียดนัก แต่ตอนนี้ความทรงจำของร่างเดิมมันไหลย้อนกลับมา ความจริงที่ว่าตระกูลเทนเยียร์้าลูกเพียงคนเดียวเพราะร่างกายของท่านแม่ไม่สู้ดีนัก
การเกิดมาของซีรินคือความผิดพลาดที่เกือบจะคร่าชีวิตเธอ พ่อและแม่ทะเลาะกันเื่เด็กคนนี้มาตลอดจนแปรเปลี่ยนเป็ความเกลียดชังที่ไปลงเด็กเพียงคนเดียว
“ถ้าหิว หรือถ้าเจ็บ... บอกพี่ได้นะซีริน นายไม่ต้องทนไว้คนเดียว” ผมเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย ความรู้สึกห่วงใยจากก้นบึ้งของร่างเดิมปนเปกับความสงสารของผมจนใจกระตุกวูบ
“...ผมทนได้” เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากปากของเด็กชายเป็ประโยคแรก
“ไอ้พวกคนใช้พวกนั้น... ผมด่ามันกลับไปแล้ว ผมไม่ได้ยอมเฉย ๆ”
หัวใจของผมยิ่งปวดหนึบเมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กอายุเท่านี้ควรจะได้อ้อนพี่ชาย ไม่ใช่มาโอ้อวดความอดทนในการถูกรังแก ผมจึงดึงเขาเข้ามากอดเบา ๆ ท่ามกลางสายตาที่แข็งค้างของเขา
“ต่อจากนี้ พี่จะดูแลนายเอง ไม่มีใครหน้าไหนจะทำแบบนั้นกับนายได้อีก”
คืนนั้นผมตั้งใจจะไปส่งซีรินเข้านอน แต่เมื่อเปิดประตูห้องของน้องชาย... ผมถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ห้องที่ควรจะเป็ห้องของนายน้อยกลับเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ เตียงนอนผุพังและมีรอยชื้น สภาพเหมือนไม่เคยมีข้ารับใช้ย่างกรายเข้ามาดูแลเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ผมถอนหายใจยาวด้วยความสมเพชในความเน่าเฟะของบ้านหลังนี้ ก่อนจะหันไปจูงมือซีริน
“มานอนห้องพี่เถอะ ห้องนี้มันนอนไม่ได้”
ซีรินขืนตัวไว้ แววตาเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ
“ทำไมพี่ถึง... ดีกับผม? เราไม่ได้คุยกันมาสามปีแล้วนะ”
“เพราะพี่ตื่นรู้แล้วไง ซีริน”
ผมใช้ทักษะการเลี้ยงน้องสาวจากโลกเดิม งัดไม้ตายออกมาใช้
“ถ้าไม่ไปนอนห้องพี่ พี่จะเหงามากเลยนะ ร่างกายพี่ก็ยังเจ็บอยู่ ถ้าไม่มีคนอยู่ข้าง ๆ เกิดพี่เป็อะไรไปจะทำยังไงล่ะ?”
เจอไม้นี้เข้าไป เด็กชายตาสีทองก็เริ่มลังเล สุดท้ายเขาก็ยอมเดินตามผมไปที่เตียงกว้าง ผมกล่อมเขาด้วยนิทานและเพลงเบา ๆ อย่างใจเย็นจนกระทั่งเด็กชายที่ทำตัวเข้มแข็งมาตลอดค่อย ๆ ผ่อนคลายและหลับไปข้างกายผม
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยการตรวจร่างกายจากหมอประจำตระกูล
“อาการาเ็ภายในยังต้องระวังขอรับท่านซีโร่ ท่านต้องเลี่ยงกิจกรรมหนัก ๆ และกินอาหารเสริมบำรุงเืที่ข้าจัดไว้ให้” หมอเฒ่ากำชับก่อนจะถอยออกไป
หลังจากมื้อเช้าที่เงียบเชียบแต่กลับไม่รู้สึกอึดอัดอย่างที่คิดจบลง
ผมวางช้อนลงพลางสังเกตซีรินที่แอบมองผมเป็ระยะ เด็กชายดูจะยังไม่ชินกับการที่มีพี่ชายมานั่งคุมให้นั่งกินอาหารดี ๆ จนอิ่มท้องแบบนี้
ผมขยับผ้าคลุมไหล่ให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วยสายตาที่เรียบนิ่ง
“เลขาของท่านพ่ออยู่ที่ไหน?”
หญิงสาวอ้ำอึ้ง หน้าซีดลงเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าควรตอบไปตามตรงดีหรือไม่
“เอ่อ... ท่าน เคเรน อยู่ที่ห้องทำงานฝั่งปีกซ้ายค่ะท่านซีโร่ แต่เขาบอกว่า...”
“ขอบใจ” ผมขัดจังหวะพลางลุกขึ้นยืน
แต่ก่อนจะเดินพ้นห้องอาหาร ผมชะงักเท้าแล้วหันกลับมาหาเด็กชายตาสีทองที่นั่งงงอยู่บนเก้าอี้ ผมย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ระดับสายตาอยู่เท่ากัน มือขาวซีดเอื้อมไปจัดปกเสื้อที่ยับย่นของเขาให้เรียบร้อย
“ซีริน พี่มีธุระต้องไปคุยกับเคเรนแป๊บนึง นายไปรอพี่ที่ห้องนอนของพี่ก่อนนะ นั่งเล่นหรือจะนอนพักต่อก็ได้ตามใจนายเลย แต่อย่ากลับไปที่ห้องเก่าเด็ดขาดเข้าใจไหม?”
ซีรินเบิกตากว้างเล็กน้อย “ให้ผม... อยู่ห้องพี่เหรอ?”
“ใช่ ห้องนั้นเป็ที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนายในตอนนี้” ผมตบไหล่เขาเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบางที่มุมปาก
“ไปเถอะ เดี๋ยวพี่รีบตามไป”
ผมมองส่งจนซีรินเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับข้ารับใช้ที่ผมกำชับให้ดูแลอย่างดี (ด้วยสายตาที่บอกว่าถ้ามีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเล็บ พวกแกตายแน่) เมื่อแผ่นหลังของน้องชายลับตาไป รอยยิ้มที่เคยมีก็มลายหายไปทันที เหลือเพียงใบหน้าเรียบเฉยที่เ็าดุจน้ำแข็ง
ผมหมุนตัวมุ่งหน้าไปยังปีกซ้ายของคฤหาสน์ ทุกย่างก้าวที่เดินไปตามโถงทางเดินไม้โอ๊กสลักลายอินทรีสยายปีก ผมกำลังรวบรวมข้อมูลทั้งหมดจากนิยายที่เคยอ่าน
เคเรน...
เลขาผู้เคร่งครัดที่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการกอบกู้ตระกูลที่กำลังผุพังนี้
จนถึงห้องทำงานที่มักจะปิดสนิท เมื่อเปิดประตูเข้าไป กลิ่นของหมึกและกระดาษเก่าๆ ก็เตะจมูก ผมเห็นชายคนหนึ่งในวัย 35 ปี สวมแว่นตาทรงเหลี่ยมสะท้อนแสงไฟ เสื้อผ้าสีเข้มเนี๊ยบจัดทุกกระเบียดนิ้วเขากำลังก้มหน้าก้มตาเขียนเอกสารอย่างเคร่งเครียด
เขานี่แหละ... เคเรน เลขาผู้เปรียบเสมือนมันสมองเื้ัพ่อของผม และเป็ครูส่วนตัวที่เคยเข้มงวดกับผมมากที่สุดในความทรงจำ
“ท่านซีโร่...” เคเรนเงยหน้าขึ้น แววตาภายใต้กรอบแว่นดูประหลาดใจแต่ยังคงนิ่งขรึมตามนิสัย “ท่านฟื้นได้ถูกเวลาจริง ๆ”
“เื่งานศพ... ขอบคุณมากที่จัดการแทนฉันนะเคเรน” ผมกล่าวขณะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเขา
“มันเป็หน้าที่ครับ ร่างของท่านทั้งสองถูกนำไปประกอบพิธีตามยศที่วิหารศักดิ์สิทธิ์และฝังที่สุสานประจำตระกูลแล้ว มีขุนนางและพ่อค้ามาร่วมงานมากมายตามสถานะของเทนเยียร์” เคเรนรายงานด้วยเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความหนักใจ
“แต่ปัญหามันอยู่ต่อจากนี้ครับ...”
ยังไม่ทันที่เคเรนจะพูดจบ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นหน้าห้อง พร้อมกับประตูที่ถูกผลักเข้ามาอย่างถือวิสาสะ
“หลานรัก! ฟื้นขึ้นมาได้เสียทีนะ!”
ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมในชุดขุนนางราคาแพงเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มจอมปลอม เขาคือ ดยุกเออร์วิล ญาติห่าง ๆ ที่จ้องจะฮุบทรัพย์สินของเทนเยียร์มาตลอดในนิยาย สายตาของเขามองสำรวจห้องทำงานเหมือนกำลังประเมินราคา
“ได้ข่าวว่าร่างกายหลานยังไม่แข็งแรงนัก ตระกูลใหญ่อย่างเทนเยียร์จะขาดผู้นำไม่ได้ เออร์วิลคนนี้เลยกะว่าจะมาช่วย... ดูแลทรัพย์สินแทนหลานไปก่อนสักพักดีไหม?”
ผมมองดูพฤติกรรมน่ารังเกียจนั้นด้วยตาทั้งสองของผม ปลายนิ้วเรียวของผมแตะลงบนตราประทับนกอินทรีสีเงินบนโต๊ะ
‘มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ พวกอีแร้งในคราบญาติพวกนี้’
ผมกระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ทำให้แม้แต่เคเรนยังต้องลอบกลืนน้ำลาย “ยินดีที่มาเยือนครับท่านอา... แต่ดูเหมือนท่านจะลืมไปอย่างหนึ่งนะครับ”
ผมหยัดกายขึ้นช้า ๆ แม้จะเจ็บแผลแต่ผมกลับแผ่ออร่าที่เย็นเยียบจนคนทั้งห้องต้องชะงัก
“อินทรีของเทนเยียร์น่ะ... ต่อให้มันาเ็ แต่มันก็ไม่เคยอนุญาตให้ ‘อีแร้ง’ เข้ามาหากินในรังของมัน”