เมื่อเงาร่างของสองแม่ลูกตระกูลไป๋เดินพ้นประตูโถงใหญ่ไปพร้อมกับกัวเทียนอวี้ บรรยากาศอันอบอุ่นและเปี่ยมด้วยเมตตาภายในห้องก็พลันมลายหายไปในพริบตา กัวฉงเฟิง ที่เคยวางท่าเป็วิญญูชนผู้เที่ยงธรรมกลับแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าขนลุก สายตาแหลมคมดุจเหยี่ยวของเขาลดต่ำลง จ้องมองไปที่แผ่นหลังนวลเนียนและสะโพกผึ่งผายของไป๋หย่งชิงที่ส่ายไหวไปตามจังหวะก้าวเดิน
แววตาของเขามิได้มีความเศร้าโศกเสียใจให้แก่สหายรักแม้แต่น้อย แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยความหื่นกระหายและราคะอันแรงกล้า ลำคอของเขาขยับขึ้นลงราวกับคนกระหายน้ำ ยามที่เขานึกถึงผิวพรรณขาวผ่องและกลิ่นอายความสูงศักดิ์ของฮูหยินผู้เลื่องชื่อ แววตาที่จ้องมองนางนั้นดุดันและหิวโหยไม่ต่างจากอสูรกายเถากูกู่ที่เคยย่ำวีนางมาแล้วแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกัน กัวเทียนอวี้ ก็นำพาคนทั้งสองเดินผ่านส่วนต่างๆ ของสำนักเจิ้นเหว่ย สองแม่ลูกมองดูศิษย์นับร้อยที่ฝึกปรืออย่างขะมักเขม้นและโกดังเก็บสินค้าที่จัดวางอย่างเป็ระเบียบด้วยความทึ่ง
“สำนักเจิ้นเหว่ยช่างสมกับเป็อันดับหนึ่งในแดนใต้จริงๆ ทั้งระเบียบวินัยและบารมีของผู้คน ช่างหาที่ใดเปรียบได้ยากนัก” ไป๋หย่งชิงกล่าวชื่นชมด้วยใจจริง
กัวเทียนอวี้ยิ้มอย่างถ่อมตน “ท่านผู้าุโกล่าวชมเชยเกินไปแล้ว นี่เป็เพียงเื่ปกติของสำนักคุ้มกันภัยทั่วไปเท่านั้นเองครับ”
แม้ปากจะบอกว่าธรรมดา แต่รอยยิ้มของเขากลับดูมั่นใจและสง่างามจนหย่งชิงต้องกล่าวเสริมถึงความเปี้ยมเลิศในการจัดการ เทียนอวี้เพียงแต่รับฟังด้วยรอยยิ้มละมุนก่อนจะนำทางลึกเข้าไปจนถึงส่วนหลังสุดของพื้นที่สำนัก
ที่แห่งนั้นคือ “เรือนบุปผาโปรย” เรือนไม้หลังงามที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ล้อมรอบด้วยกำแพงหินสูงและสวนไผ่ที่หนาทึบ แม้จะดูวิจิตรบรรจงแต่บรรยากาศรอบข้างกลับดูวังเวงและเงียบสงัดจนผิดปกติ ราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
“นี่คือเรือนบุปผาโปรยครับ จากนี้ไปที่นี่คือที่พักของพวกท่าน” เทียนอวี้หันมากล่าว “เชิญพักผ่อนตามสบาย หากขาดเหลือสิ่งใด ขัดสนเงินทอง หรือ้าคนรับใช้เพิ่ม ขอให้บอกข้าได้ทุกเมื่อ” เขาประสานมือคารวะอย่างสุภาพ “อีกสักครู่ข้าจะส่งบ่าวไพร่มาประจำการที่นี่ ตอนนี้ผู้เยาว์ขอตัวอำลา”
ไป๋หย่งชิงพยักหน้าให้ด้วยความเมตตา ขณะที่ไป๋หย่งเจิ้งประสานมือตอบรับอย่างนอบน้อม
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในเรือน ทั้งสองพบว่าห้องหับถูกจัดวางอย่างดี ปราศจากฝุ่นละอองแม้แต่น้อย คาดว่ากัวฉงเฟิงคงให้คนมาดูแลทำความสะอาดอยู่สม่ำเสมอเพื่อรอรับแขกคนสำคัญ ไม่นานนักบ่าวไพร่ก็ทยอยเข้ามาจัดเตรียมสำรับและน้ำสำหรับผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ทำให้สองแม่ลูกเริ่มเบาใจว่าอย่างน้อยที่นี่ก็ปลอดภัยพอที่จะเป็ฐานที่มั่นในการล้างแค้น
ไป๋หย่งเจิ้ง ผู้ซึ่งแบกรับความแค้นไว้เต็มอกไม่อาจนั่งนิ่งอยู่ได้ เขาหยิบดาบใหญ่คู่กายเดินออกไปยังลานกว้างหน้าเรือนทันที ชายหนุ่มเริ่มร่ายรำเพลงดาบประจำตระกูลไป๋ ท่วงท่าของเขาเน้นไปที่ ความรวดเร็วและหนักแน่น ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางขุนเขา
ดาบแต่ละเพลงที่วาดออกไปแฝงด้วยกำลังภายในที่ดุดัน แม้จะขาดความพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงอันแยบยลจนอาจดูเหมือนเป็จุดอ่อนในสายตาจอมยุทธ์สายเทคนิค แต่ความรวดเร็วที่ถึงขีดสุดและแรงปะทะที่หนักหน่วงมหาศาลกลับเป็จุดเด่นที่ทำให้ศัตรูยากจะต้านทาน
หย่งเจิ้งฟาดฟันดาบใส่ลมด้วยความโกรธแค้น ในใจของเขานึกถึงแต่ภาพใบหน้าของมารหน้ากากขาว และคำสั่งเสียของบิดา
ไป๋หย่งเจิ้งยังคงกวัดแกว่งดาบใหญ่กลางลานบ้านอย่างบ้าคลั่ง เหงื่อโทรมกายดุจสายน้ำ ทุกลมหายใจเข้าออกมีเพียงความแค้นที่สลักลึก การฝึกที่หนักหน่วงทำให้เขาหลงลืมความเหนื่อยล้าไปชั่วขณะ
ทว่าในห้องพักที่เงียบสงัด ไป๋หย่งชิง กลับทอดกายฟุบลงกับเตียงนุ่ม นางมิอาจสะกดกลั้นความรู้สึกได้อีกต่อไป หยาดน้ำตาที่เพียรกักเก็บมาตลอดการเดินทางแรมเดือนไหลบ่าออกมาจนหมอนเปียกชุ่ม เสียงสะอื้นแ่เบาดังก้องในห้องแคบๆ นางนึกถึงใบหน้าของไป๋เจิ้งฉี ผู้เป็ทั้งสามีและเกราะคุ้มครองหนึ่งเดียวในชีวิต สำหรับนางแล้ว ความอัปยศที่ถูกเฒ่ากูกู่เถิงย่ำยีร่างกายนับเป็แผลฉกรรจ์ แต่มันยังมิอาจเทียบได้กับความเ็ปร้าวรานจากการสูญเสียชายผู้เป็ที่รักไปชั่วนิรันดร์
อีกด้านหนึ่ง ณ ลานฝึกกว้างของสำนักเจิ้นเหว่ย กัวฉงเฟิง ยืนเอามือไขว้หลังเฝ้าดูเหล่าศิษย์ฝึกซ้อมด้วยสายตาเรียบเฉย การฝึกของที่นี่เน้นความพร้อมเพรียงและดุดัน แม้ศิษย์แต่ละคนอาจมิใช่ยอดฝีมือที่โดดเด่นในเชิงยุทธรายบุคคล แต่จุดเด่นที่ทำให้สำนักนี้เป็ที่ครั่นคร้ามคือ "ค่ายกลสอดประสาน" หากศิษย์เพียง ๕-๖ คนผนึกกำลังกัน พวกเขาสามารถสร้างตาข่ายการโจมตีที่รัดกุมจนยอดฝีมือระดับสูงยังยากจะเจาะทะลวงได้โดยง่าย
“ท่านพ่อ ข้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” กัวเทียนอวี้ เดินเข้ามาหยุดข้างกายบิดา
“ดี...” กัวฉงเฟิงตอบสั้นๆ โดยมิได้หันมองลูกชาย
เทียนอวี้มองไปที่กลุ่มศิษย์ที่กำลังสอดประสานดาบ ก่อนจะเอ่ยกระซิบเสียงเบาที่มีเพียงเขากับบิดาที่ได้ยิน “ท่านพ่อพูดถูก... ไป๋ฮูหยินผู้นั้น ท่าทางไม่เลวเลยจริงๆ หากได้ย่ำยีจนนางกลายเป็เพียงหญิงร่านสวาทคงบันเทิงใจข้าไม่น้อย”
กัวฉงเฟิงยกยิ้มที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์ “ถูกใจล่ะสิ? นี่คือของขวัญที่ข้าตั้งใจมอบให้เ้า ในเมื่อนางเดินเข้ามาในกรงของพวกเราแล้ว เ้าจะทำเยี่ยงไรกับนางก็ตามใจเ้าเถิด แต่จงจำไว้... อย่าได้ทำให้เสียการใหญ่เป็อันขาด”
“ข้ายังไม่เข้าใจท่านพ่อ...” เทียนอวี้ถามด้วยความสงสัย “ในเมื่อไอ้เด็กนั่นมันถือครองชิ้นส่วนลายแทง ทำไมเราไม่ฆ่ามันทิ้งเสียตอนนี้แล้วชิงของมาให้จบเื่?”
กัวฉงเฟิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “เ้าคงขลุกอยู่กับนารีจนสมองพร่าเลือนไปหมดแล้ว ชิ้นส่วนลายแทงนี้ปรากฏในยุทธภพมากี่สิบปี มีใครบ้างที่ได้แล้วมีชีวิตรอดเกินปี? แทนที่เราจะเอาตัวไปเสี่ยงเป็เป้าล่อเสียเอง มิสู้ให้มันเป็คนถือไว้แล้วเสี่ยงตายแทนเราไม่ดีกว่าหรือ?”
เทียนอวี้ตาเป็ประกาย “ที่แท้ท่านพ่อวางแผนล้ำลึกเช่นนี้เอง ช่างฉลาดหลักแหลมนัก!” แต่แล้วเขาก็ขมวดคิ้ว “แต่ที่ท่านพ่อจะให้มันเข้าหอตำราเพื่อฝึกวิชา ท่านไม่กลัวว่าจะเป็การเลี้ยงเสือไว้แว้งกัดเราในภายหลังหรือ?”
กัวฉงเฟิงหันมามองลูกชายเต็มตาพลางยิ้มเย็น “เื่นั้นข้าก็กังวลอยู่... แต่มันขึ้นอยู่กับเ้า”
“ขึ้นอยู่กับข้า?”
“ใช่... ขึ้นอยู่กับว่าเ้าจะสามารถเปลี่ยนฮูหยินผู้สูงศักดิ์นั่นให้กลายเป็หญิงร่านสวาทได้หรือไม่” กัวฉงเฟิงกล่าวพลางล้วงขวดยาเล็กๆ สีแดงเข้มออกมาจากสาบเสื้อ “ยาขวดนี้ชื่อว่า ‘นิทราสลายจิต’ หากบุรุษได้กินจะหลับลึกดุจซากศพ ปลุกเท่าไหร่ก็มิฟื้น...”
เขาส่งขวดยาให้ลูกชายพลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย “แต่หากสตรีได้กิน... แม้สติสัมปชัญญะของนางจะยังอยู่ครบถ้วน แต่ร่างกายจะอ่อนเปลี้ยเสียแรง แม้แต่จะขยับปลายนิ้วยังมิอาจทำได้ สิ่งเดียวที่นางทำได้... คือการเปล่งเสียงครางรำพันออกมาเท่านั้น!”
เทียนอวี้รับขวดยามาด้วยมือที่สั่นสะท้อนด้วยความตื่นเต้น แววตาของเขาฉายความชั่วร้ายออกมาอย่างปิดไม่มิด “ขอบคุณท่านพ่อ... ข้าสัญญาว่าจะทำให้นาง ‘ลืม’ เกียรติยศทุกอย่างที่เคยมีไปเสียให้สิ้น”
ณ เรือนบุปผาโปรย เสียงคมดาบแหวกอากาศหยุดลงพร้อมกับร่างของ ไป๋หย่งเจิ้ง ที่ยืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อม หยาดเหงื่อไหลอาบแก้มลงมาถึงลำคอจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ทว่าแววตาของเขากลับไม่ฉายแววเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย เขาลดดาบลงพลางใช้มือขวากำหน้าอกเสื้อ ััได้ถึงความเย็นเยียบของจี้หยกที่ซ่อนอยู่ข้างใน
“จงนำหยกนี้ไป... อย่าให้คนชั่วช้าได้มันไป...”
คำสั่งเสียสุดท้ายของบิดาท่ามกลางกองเพลิงและคาวเืดังก้องอยู่ในมโนนึก ภาพใบหน้าที่ซีดเผือดเพราะพิษร้ายของไป๋เจิ้งฉีคอยย้ำเตือนถึงความสงบสุขที่ถูกพรากไปในชั่วข้ามคืน ทรัพย์สิน ศักดิ์ศรี และชีวิตของคนในตระกูลล้วนพินาศสิ้นด้วยน้ำมือของคนเพียงคนเดียว
“มารหน้ากากขาว...” หย่งเจิ้งเค้นชื่อนั้นผ่านไรฟันด้วยความเกลียดชังสุดแสน ความแค้นที่ถูกสังหารบุพการีและทำลายบ้านเรือนประดุจกองไฟที่แผดเผาอยู่ในอก เขาจินตนาการถึงวันที่เขาจะได้สับร่างของมันออกเป็ชิ้นๆ เพื่อเซ่นสรวงดวงิญญาของผู้ที่จากไป
“วิชาดาบของพ่อเ้านั้น แม้จะสร้างชื่อให้เขามานักต่อนัก แต่มันยังไม่เพียงพอให้เ้าล้างแค้นได้หรอกอาเจิ้ง”
เสียงหวานที่เจือความเศร้าดังขึ้นจากชานเรือน หย่งเจิ้งหันไปมองพบมารดา ไป๋หย่งชิง ที่บัดนี้อยู่ในชุดไว้ทุกข์ตามธรรมเนียมสมัยถัง นางสวมชุดกระโปรงเอวสูงสีขาวบริสุทธิ์ทับด้วยผ้าคลุมไหล่สีครามจางๆ ผมมวยที่เคยประดับด้วยปิ่นหรูหราถูกแทนที่ด้วยผ้าแถบสีขาวเรียบง่าย แม้จะเป็ชุดหม่นหมองเพื่อความเศร้าโศก แต่กลับขับเน้นให้ผิวพรรณที่ขาวผ่องของนางดูนวลตาและน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น ใบหน้าของหญิงม่ายที่แฝงความอ่อนล้าแต่ยังคงความสูงศักดิ์กลับมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด
นางก้าวเข้ามาหาลูกชายพลางกล่าวต่อ “วิธีเพิ่มความหวังให้ดีที่สุด คือเ้าต้องรวบรวมชิ้นส่วนลายแทงให้ครบ แล้วตามหายอดวิชาที่ซ่อนอยู่เพื่อฝึกฝนให้สำเร็จ เมื่อนั้นเ้าจึงจะมีโอกาสชนะ”
หย่งเจิ้งกำจี้หยกแน่นขึ้น แววตาฉายความกังวล “แต่การตามหาชิ้นส่วนที่เหลือนั้นยากยิ่งนักท่านแม่ ข้าจำที่ท่านพ่อพูดได้ว่าชิ้นส่วนเหล่านี้ปรากฏในยุทธภพมานับสิบปี แต่ไม่เคยมีใครรวบรวมมันได้ครบเลยสักคน”
“ถ้าเช่นนั้น เ้าก็ต้องเพิ่มความสามารถของตนเองก่อน” หย่งชิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ตามที่ประมุขกัวได้บอกไว้ เขาอนุญาตให้เ้าเข้าเลือกวิชาในหอตำราตระกูลกัวได้ เ้าจงใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าที่สุด”
หย่งเจิ้งยืนนิ่ง มือซ้ายกำหยกในอกเสื้อ ส่วนมือขวากำด้ามดาบแน่นจนเส้นเอ็นปูดโป่ง บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่ท่วมท้น
“ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่เ้าต้องมองหา คือ 'วิชาลมปราณ” หย่งชิงแนะนำต่อ “จุดเด่นของพ่อเ้านั้นคือเพลงดาบอันหนักแน่น แต่ลมปราณพื้นฐานกลับธรรมดาสามัญเกินไป หากเ้ามีลมปราณที่ยอดเยี่ยมคอยหนุนนำ ต่อให้เป็วิชาดาบเดิมของพ่อเ้า อานุภาพของมันก็จะรุนแรงกว่าเดิมนับหลายเท่า ดังนั้นเมื่อเ้ามีโอกาสเข้าหอตำรา วิชาแรกที่เ้าต้องคว้ามาให้ได้คือเคล็ดวิชาลมปราณ”
หย่งเจิ้งสบตาที่เปี่ยมด้วยความหวังของมารดา ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าเข้าใจแล้ว... ข้าจะทำตามที่ท่านแม่บอก ข้าจะฝึกฝนจนกว่าจะแข็งแกร่งพอที่จะบั่นคอพวกมันทุกคน!”