วันที่ 3 ของการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลงพานพบแล้วจากลาเพื่อมาพบกันอีกครั้ง
มิวสิควิดีโอเพลง : พานพบแล้วจากลาเพื่อมาพบกันอีกครั้ง
ฉากที่ 7 (ยุคปัจจุบัน) / พบกันอีกครั้ง / ถ่ายฉากจบ
......
พบกันอีกครั้ง... แค่เพียงมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งก็ดีแล้วละ ได้รู้ว่าน้องชายยังสบายดี ได้รู้ว่าน้องชายยังอยู่ดียังมีความสุขดี ได้รู้ว่าน้องชายมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และขออย่าได้มีความทุกข์เลยนะ พี่ชายคนนี้จะเฝ้ามองและคอยช่วยเหลือนายจากข้างหลังเอง
ชายหนุ่มคนพี่มองแผ่นหลังกว้างองอาจนั้นและยิ้มให้อย่างจริงใจจาก ณ จุดที่ยืนอยู่ไกลๆ แต่ทว่าในดวงตาและรอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความสุขที่เคล้าด้วยความเ็ปเศร้าหมองอยู่ส่วนลึกภายในใจ
เด็กหนุ่มคนน้องหันกลับไปมองชายแปลกหน้าผู้นั้นด้วยสายตาที่เ็าว่างเปล่าปนความไม่เข้าใจ ก่อนที่จะก้าวเดินหน้าไปต่ออย่างไม่เหลียวหันหลังกลับมาอีก...
พบกันอีกครั้ง... เื่บางเื่อาจจะไม่ได้สวยงามเสมอไปแต่เป็เช่นนี้ก็ดีพอแล้วละ
.....
จบฉากที่ 7
ดวงตาที่มองคนแปลกหน้ากลับมาช่างเ็าว่างเปล่าและความไม่เข้าใจนัก... แต่ก็เลือกที่จะเดินหน้าต่อไปในทางของตัวเองโดยไม่สนใจคนรายทาง
ดวงตาที่มองแผ่นหลังกว้างนั้นฉายแววความยินดีและความสุขที่ได้พบกันอีกครั้ง... แต่กลับแฝงเคล้าไปด้วยความเศร้าที่มิอาจจะอธิบายได้ ทั้งรอยยิ้มมีความสุขจริงใจนั้นก็แฝงไปด้วยความฝืนใจ ฝืนใจอย่างถึงที่สุด บ่าของเขาสั่นไหว ริมฝีปากหยักขบเม้มอดกลั้นแน่น ดวงตานั้นปรากฏหยาดน้ำใสค่อยๆเอ่อปริ่มออกมา
บางความรู้สึกคำพูดก็ไม่สามารถอธิบายได้...
เื่ราวพานพบแล้วจากลาเพื่อมาพบกันอีกครั้งของพวกเขาพี่น้องอาจจะเป็เช่นนี้... แต่ก็หวังว่าไม่ว่าจะด้วยความสัมพันธ์แบบใดเื่ราวพานพบแล้วจากลาเพื่อมาพบกันอีกครั้งของพวกคุณจะเป็ไปในหนทางที่ดีกว่านะ
.....
แสดงดี แสดงดีเกินไปแล้ว...
“คะ--คัต! คัต! ยะเยี่ยม! เยี่ยมมาก!”
ผู้กำกับซ่างสั่งคัตด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อยในตอนแรก เพราะถูกการแสดงของสองพี่น้องเข้าจู่โจมพาให้หลงเข้าไปอยู่ในห้วงอารมณ์อันหนักหน่วงนั้นด้วย ทั้งทุกกิริยาการกระทำ ใบหน้า รอยยิ้ม และที่สำคัญคือดวงตาที่สื่อสารออกมามันช่างเป็ความจริงมากจนไม่คิดว่านี่เป็การแสดงเลย!
และเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็หม่าปินปินเ้าของบทเพลงนี้ที่เพิ่งมาดูการถ่ายทำ ผู้ช่วยป๋าย เฉียนหลิง หนิงอานรวมถึงทีมงานในกองต่างก็ถูกการแสดงของสองพี่น้องเข้าจู่โจมด้วยกันทั้งหมด บางคนที่มีความในใจและอารมณ์อ่อนไหวก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เพราะความเข้าถึงอารมณ์ของเื่ราวของทั้งสองคน
“ดีมาก... ดีมาก! ทั้งสองคนดีมาก!” นี่คงจะเป็ครั้งแรกเลยกระมังที่ผู้กำกับซ่างกล่าวชมนักแสดงตลอดการทำงาน ซึ่งช่างดูขัดกับใบหน้าเข้มดุๆของเ้าตัวนัก แต่ว่าจะให้ทำอย่างไรได้เล่าเพราะพี่ชายน้องชายสองคนนี้แสดงออกมาได้ดีมากเกินคาดขนาดนี้
นี่แค่เื่ราวสั้นๆเองนะ... การได้เห็นคนที่แสดงได้ถึงบทบาทราวกับเื่จริงได้ถึงขนาดนี้ ซ่างหลุนจึงคิดไว้แล้วว่าเขาต้องสร้างหนังสักเื่ที่นำชิงชิงและอี้เฟยมาเป็นักแสดงนำให้ได้!
“เื่ราวพานพบแล้วจากลาเพื่อมาพบกันอีกครั้งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพวกนายสองคนจริงๆเลยนะ... นี่เสี่ยวชิงเสี่ยวเฟยถ้าฉันไม่รู้คงคิดว่าพวกนายสองคนเป็พี่น้องกันจริงๆไปแล้ว”
ผู้กำกับซ่างเดินเข้ามาคุยกับชิงชิงและอี้เฟยอย่างสนิทสนม แต่คำกล่าวดังกล่าวนั้นเองก็ทำเอาคนทั้งคู่มองหน้าสบตากันแวบหนึ่งอย่างสะดุ้งๆอยู่ในใจเล็กน้อย พลางคิดเหมือนกันไปว่า... ไอ้เื่ความพี่น้องนั้นถึงจะไม่ใช่ก็ใกล้เคียงละนะ!
“ขอบคุณครับ”
“ให้ตายเถอะ! พวกนาย! พวกนายไปอยู่ที่ไหนมา!”
หลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้กำกับซ่างเสร็จเรียบร้อยถึงในการถ่ายทำฉากต่อไปของวันนี้ ก็เหลือเพียงอีกแค่ไม่กี่ฉากเล็กๆเท่านั้นเพราะฉากสำคัญๆและยากถูกถ่ายไปก่อนหน้านี้หมดแล้ว และด้วยความสามารถของทั้งสองคนจึงทำให้การทำงานเป็ไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วมากเลยทีเดียว
ระหว่าง่เวลาพักนี้เองอี้เฟยและอี้ชิงจึงได้มีโอกาสนั่งพักพูดคุยอยู่ด้วยกันสองคนบ้างเพราะเฉียนหลิงและหนิงอานถูกผู้กำกับซ่างรั้งตัวเพื่ออยู่คุยงานอื่นต่อ
เดิมทีอี้ชิงก็คิดว่าจะได้คุยกับอ๋องน้องสองคนนั่นแหละ แต่ไม่คิดว่าจะมีแขกที่ไม่ไม่ได้รับเชิญมาด้วยน่ะสิ... หม่าปินปิน!
“สวัสดีชิงชิง สวัสดีครับอี้เฟย... ฉันหม่าปินปินนะ เป็เ้าเพลงพานพบแล้วจากลาเพื่อมาพบกันอีกครั้ง”
หม่าปินปิน ศิลปินนักร้องเดี่ยวในสังกัดบริษัทซินหยี่เอนเตอร์เทนเมนท์ที่กำลังได้รับการโปรโมทและผลักดันเป็อย่างมากทั้งยังกำลังมีชื่อเสียงมาแรงมากด้วยในตอนนี้เช่นกัน เขากล่าวแนะนำตัวกับอี้เฟยพร้อมกับนั่งลงตรงข้ามกับอีกฝ่าย ส่วนสำหรับกับชิงชิงนั้นเขาได้รู้จักกับอีกฝ่ายมาก่อนหน้านี้แล้ว
วันนี้ได้มาเจอตัวจริงแล้วกับอี้เฟยคนนี้ที่กำลังเป็ที่โด่งดังและเป็กระแสมาแรงมากใน Weibo ตอนนี้ เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสง่างามมากชวนมองให้รู้สึกตกหลุม... อืม
“อ้อ คุณหม่าปินปินนี่เอง สวัสดีครับ” อี้เฟยกล่าวทักทายหม่าปินปินกลับพลางมองสำรวจคนตรงหน้าไปด้วย... ชายหนุ่มรูปร่างโปร่งสมส่วนมีความสูงไล่เลี่ยกันกับเขาแต่ดูจะผอมกว่าสักเล็กน้อย ใบหน้าของเ้าตัวมีความหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาดูสะอาดสะอ้านในแบบฉบับคุณชายสกุลผู้ดี มีเสน่ห์ที่รอยยิ้มและดวงตาที่กระจ่างใสซึ่งเข้ากันดีกับหน้าหล่อๆใสๆนั้น ถือว่าเป็คนหน้าตาดีภาษีเลิศน่าจดจำคนหนึ่ง
ในส่วนถ้าเทียบกับอ๋องอย่างเขา... เทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งส่วนของหนึ่งส่วนหรอก!
แต่ทว่าถึงในใจของอี้เฟยจะคิดเช่นไรก็ช่างเถิด เพราะภายนอกเขาก็ยังคงแสดงออกความสง่างามสุภาพนุ่มนวลมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ... สมบูรณ์แบบเกินไป
“เพลงของคุณหม่าปินปินผมได้ฟังแล้วไพเราะและมีความลึกซึ้งมากครับ ได้มีโอกาสมาแสดงมิวสิควิดีโอเพลงของคุณผมรู้สึกเป็เกียรติมากครับ”
“ขอบคุณนะครับ ผมเองก็รู้สึกยินดีมากเช่นกันที่ได้คุณมาแสดงเอ็มวีให้ แต่ว่าอี้เฟยเรียกผมว่า ปินปิน เฉยๆก็ได้ครับ”
“ครับ”
อี้เฟยยิ้มรับตาหยี เขาสามารถพูดคุยต่อบทสนทนากับหม่าปินปินได้อย่างไหลลื่นเป็ธรรมชาติดีเลยทีเดียว…
ส่วนอี้ชิงนั้นเขาได้แต่ยิ้มบางๆมองอี้เฟยคุยกับหม่าปินปินด้วยใบหน้าของเ้าตัวที่เรียกได้ว่า... สุภาพนุ่มนวลมาก พลางใบหน้าและริมฝีปากของเขาเองจึงค่อยรู้สึกกระตุกเบาๆ มองอ๋องน้องของตนที่พูดคุยไหลลื่นได้ดีสุดๆไปเลย คิดไปว่านี่อ๋องน้องไม่คิดจะมีความกลัวคนแปลกหน้าของยุคปัจจุบันบ้างเลยหรือไง?!
แล้วไอ้ที่ยิ้มๆแบบนั้นน่ะก็ไม่รู้ว่าข้างในใจนั้นจะเป็เช่นไรหรอกนะ... ย้อนแย้งแน่นอน!
“อ๋องน้อง”
“เรียกขานเช่นนี้ในที่นี้ได้อย่างไร” อี้เฟยกล่าวพลางมองดุผู้เป็เสด็จอาของตน... ดีที่หม่าปินปินลุกไปคุยโทรศัพท์ก่อน มิฉะนั้นถ้าเกิดมีใครคนนอกมาได้ยินสรรพนามการเรียกของพวกเขาเช่นนี้มันจะไม่ดูแปลกประหลาดไปเลยหรือไร
“ก็เ้าหมอนั่นลุกไปแล้วนิ”
อี้เฟยส่ายหน้าน้อยๆมองใบหน้าบึ้งตึงของอี้ชิงแล้วจึงค่อยเอ่ยถามความจากอีกฝ่าย “เสด็จอามีอะไรหรือ”
“ข้าคิดว่าหม่าปินปินไม่ใช่คนดี... ดูหน้าซื่อใจคดไม่น่าไว้ใจเลย หน้าหล่อๆใสๆของเขาน่ะมันแค่ภายนอกชัดๆ อ๋องน้องอย่าไปข้องแวะมากด้วยเชียว”
อี้ชิงเพียงมองหม่าปินปินแค่แวบเดียวเขาก็รู้ได้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนใสซื่อเหมือนกับใบหน้าที่แสดงออกมาหรอก ยิ่งอยู่ในวงการนี้ด้วยไหนเลยจะมีคนใสซื่อจริงใจและน่าคบหาอยู่จริงๆ
อืม นั่นเป็เหตุผลที่เขาไม่อยากให้อี้เฟยเข้าไปข้องแวะหรือพูดคุยกับอีกฝ่ายมากนัก ส่วนเหตุผลจริงๆภายในใจของเขาชิงอ๋องนั้น... ข้ากำลังหึงกำลังหวงเ้าอยู่นะอ๋องน้อง!
“เสด็จอาอ๋องน้องของท่านเป็คนเช่นไรกัน... อ๋องอย่างข้าไหนเลยจะไร้เดียงสาไม่รู้ความถึงปานนั้น”
‘หน้าซื่อใจคด’ หรือ ‘หน้าซื่อๆใสๆแต่ใจเป็อื่น’ เมื่ออี้ชิงกล่าวคำนี้ออกมา อี้เฟยก็ได้แต่ส่ายหน้าแรงๆให้หลายที... แล้วอ๋องน้องของท่านมิใช่คนเช่นนั้นหรอกรึ?!
ในเมื่อเขาเองก็หาได้มีความจริงใจให้กับหม่าปินปินที่เป็ได้เพียงคนแปลกหน้าอยู่แล้ว ฉะนั้นด้วยเหตุใดต้องไปมองหาความจริงใจที่อีกฝ่ายอยากมอบให้หรือแสดงว่าอยากมอบให้กัน... รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ สังคมหน้ากากมิใช่ว่าจะเพิ่งมามีในยุคสมัยปัจจุบันเสียหน่อย ไม่ว่าจะในอดีตหรือยุคสมัยไหนก็ล้วนมีทั้งนั้น
“อือนั่นสินะ... อ๋องน้องของข้าเป็เช่นไรข้ารู้” อี้ชิงกล่าวตอบรับเห็นด้วยไปอย่างพึมพำๆเบาๆ… ‘อ๋องน้องของเสด็จอา’ เป็เช่นไร ผู้เป็เสด็จอาอย่างเขาล้วนรู้แจ้งเห็นชัดดีเป็ที่สุด
ที่เขาได้แต่กล่าวพึมพำๆไป เพราะในขณะตอนนี้การได้ยินและความคิดของอี้ชิงกำลังก้องกังวานด้วยน้ำเสียงหวานไพเราะของอี้เฟยวนเวียนไปมาในประโยคคำที่ว่า ‘อ๋องน้องของท่าน’ ‘อ๋องน้องของท่าน’ ‘อ๋องน้องของท่าน’ ….. ‘อ๋องน้องของเสด็จอา’
และเมื่อกลับมาคิดได้อยู่ในปัจจุบันขณะคืน ใบหน้าหล่อเหลามีสีระเรื่อน้อยๆของชิงอ๋องจึงได้ฉายแววความเ้าเล่ห์มีเลศนัยออกมา...
“เช่นนั้นที่อ๋องน้องมักจะชอบทำท่าว่าไม่อยากอยู่ใกล้ชิดข้า... นั่นก็แปลว่าอาจจะมิใช่ความจริงจากข้างในใจของอ๋องน้องก็ได้กระมัง”
“บางทีอ๋องน้องอาจจะชอบและอยากให้ข้าปรนนิบัติเ้าอาบน้ำอีกก็ได้”
อี้ชิงยกมือขึ้นเท้าคางพลางเอียงศีรษะน้อยๆมองอี้เฟยด้วยสายตา.... “เช่นนั้น... งั้นคืนนี้เลยเป็เช่นไร ข้าว่างนะ”
“ถึงคิวถ่ายฉากเดี่ยวของเสด็จอาแล้ว”
“เสด็จอาจะมารับคำตอบจากเสี่ยวเฟยเอ๋อร์นะ”
คนผู้นี้นี่มัน...
เมื่อสักครู่นี้อี้เฟยยังไม่ได้ตอบรับอะไรอี้ชิงก็มีทีมงานกองถ่ายเข้ามาเรียกตัวอีกฝ่ายไปถ่ายฉากเดี่ยวอย่างพอดี เขามองตามแผ่นหลังกว้างของผู้เป็เสด็จอาไปด้วยสายตายากจะอธิบาย ก่อนที่จะหันหน้ากลับมาพอดีกับที่หม่าปินปินคุยโทรศัพท์เสร็จเรียบร้อย
“หลังจากถ่ายงานมิวสิควิดีโอเสร็จเรียบร้อยอี้เฟยมีตารางงานอะไรอีกไหมครับ”
“ยังไม่ทราบแน่ชัดเลยครับ ต้องถามผู้จัดการอีกทีหนึ่ง” อี้เฟยตอบไปตามตรง เพราะเขาก็ไม่รู้ตารางงานของตัวเองจริงๆ เื่พวกนี้มีเฉียนหลิงจัดการให้เป็อย่างดีและเหมาะสมแล้วเขาก็ไม่ค่อยสนใจหรอก
แม้ว่าอี้เฟยจะไม่มีความสงสัยหรืออยากรู้อะไรแต่เพื่อเป็มารยาทและต่อบทสนทนาระหว่างกัน เขาก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยถามหม่าปินปินกลับ
“ทำไมเหรอครับ”
“เปล่าไม่มีอะไรหรอกครับ เพียงแต่ถ้าอี้เฟยว่างหรือไม่มีงานถ่ายต่อยาวๆ ผมก็แค่อยากจะเชิญชวนคุณไปลองสมัครออดิชั่นรายการ Idol Project ด้วยกันน่ะครับ” หม่าปินปินรีบกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นอย่าง้าเชิญชวนอี้เฟย เขาคิดว่าหากอี้เฟยไปสมัครรายการนี้ละก็มีโอกาสเป็อย่างมากเลยทีเดียวที่อีกฝ่ายจะผ่านเข้ารอบไปจนถึงรอบสุดท้ายได้กลายเป็หนึ่งในสมาชิกบอยแบนด์ของรายการ
ส่วนตัวเขาที่จะไปสมัครรายการนี้ด้วยกันถึงอย่างไรก็ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องเกรงกลัวคู่แข่งที่นับว่าร้ายกาจอย่างอี้เฟยหรอก... จากนั้นหม่าปินปินจึงตั้งใจอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับรายการอย่างคร่าวๆให้อี้เฟยฟังต่อ
“Idol Project?”
“ครับ... Idol Project เป็รายการ Survival Reality ที่คัดเลือกศิลปินกลุ่มชายหรือกลุ่มบอยแบนด์โดยมีระยะเวลาสัญญาของวงนับั้แ่วันเดบิวต์ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาสัญญาดังกล่าววงจะไม่มีการต่อสัญญากับทางค่ายบริษัทผู้จัดครับ”
“เมื่อสิ้นสุดอายุวงแล้วสมาชิกทุกคนจะเป็อิสระ... บางคนอาจจะกลับไปเดบิวต์ใหม่ที่ค่ายบริษัทเดิมของตัวเอง บางคนที่เป็อิสระไร้สังกัดอยู่แล้วก็ไปตามเส้นทางของตัวเองคืนบ้าง หรืออาจจะได้รับโอกาสใหม่ๆจากบริษัทอื่นๆที่เข้ามาติดต่อทาบทามตัวก็ได้นะครับ แต่ไม่ว่าอย่างไรทุกคนก็ล้วนได้รับโอกาสที่มากขึ้นแน่นอน ได้รับการโปรโมทการผลักดัน และเป็ที่รู้จักมากขึ้นแถมยังมีแฟนคลับที่หนาแน่นมากขึ้นตามอีกด้วย”
“อื้มได้ครับ แล้วผมจะนำไปพิจารณา”
ถึงจะตอบรับกลับไปเช่นนั้น แต่ทว่า... อี้เฟยก็ไม่คิดจะไปสมัครหรอก
---------------------------------
Talk
อืมๆ Idol Project ก็ท่านอ๋องบอกว่าไม่ไปสมัครไง พวกเราว่าไง?!
แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้นคือ... เสด็จอังเคิลโซนไปทางไหนคะ เชิญเสด็จอาทางนั้นเลยเพคะ!
ว่าด้วยเื่เสด็จพี่ฮ่องเต้ก็ไม่ต่างกัน... เชิญทางด้านบราเธอร์โซนก่อนเลยจ้า
เห็นการจู่โจมเสนอตงเสนอตัวของเสด็จอาแล้วแท่นหมึกในมือของเสด็จพี่ฮ่องเต้นี่สั่นรอเลย... ไป ไป งานราชงานหลวงทั้งหลายทิ้งไปให้หมด!
ตอนนี้พบกับการเชิญชวน ตอนหน้ามาร่วมกันเป็กำลังใจให้ท่านอ๋องด้วยกันอีกเถอะ!
อ่านแล้วเป็เช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)