บทที่5
ขายที่ดิน
ยามพลบค่ำกองเพลิงถูกจุดสว่างไสวสายลมเย็นๆยามราตรีพัดผ่านมาเยี่ยมเยียนประตูและหน้าต่างส่วนใหญ่ของบ้านถูกปิดเอาไว้อย่างแ่าลู่หยางและหนิงหนิงน้อยมานั่งอยู่ด้านหน้ากองเพลิง
อาหารที่เป็ซุปเนื้อร้อนๆถูกตุ๋นอยู่บนกองเพลิงด้านหน้ากำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นเด็กน้อยหนิงหนิงจ้องมองหม้อไฟที่อยู่ด้านหน้าด้วยดวงตาเปล่งประกาย
ก่อนที่นางจะทำการลองถามออกมาด้วยความสนอกสนใจ“ ท่านพ่อทำอาหารเป็ด้วยงั้นหรือเ้าคะ? ”
ั้แ่เกิดมานางยังไม่เคยเห็นบิดาของตนเองลงมือทำอาหารเลยสักครั้งเป็ครั้งแรกที่เห็นบิดาของตนเองได้ลงมือทำอาหารและมันยังส่งกลิ่นหอมจนทำให้น้ำย่อยภายในกระเพาะของนางนั้นทำงาน
ลู่หยางที่กำลังนั่งอยู่ได้แสดงรอยยิ้มก่อนที่จะพยักหน้ากลับไป
ลู่หยางได้สติมาได้ประมาณสองวันแล้วเขาพักฟื้นจนร่างกายของตนเองนั้นแทบจะหายดีตอนนี้สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้อย่างปรกติแม้ว่าเรี่ยวแรงนั้นจะไม่เทียบเท่ากับร่างกายก่อนหน้านี้
ร่างกายที่เขาอยู่ไม่ได้ฝึกฝนมาเป็อย่างดีเลยทำให้ไม่มีกำลังเท่าเมื่อก่อน
ใน่เวลาสองวันที่ผ่านมาเขาลองออกไปเดินดูบริเวณด้านนอกบ้านมาบ้างได้ทำความเข้าใจกับสิ่งรอบๆกายของตนเองและชีวิตของลู่หยางก่อนหน้านี้
มีหลายเื่ที่เขาประหลาดใจลู่หยางเป็คนธรรมดาธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มีความสามารถอันใดพิเศษควรจะเรียกได้ว่าเป็คนที่เมื่อเทียบกับบุรุษธรรมดาทั่วไปดูไม่มีสง่าราศีเลยสักนิด
แต่ว่าโชคดีที่ได้ภรรยาที่ทั้งฉลาดเฉลียวและเก่งกาจไม่ครอบครัวนี้มีทรัพย์สมบัติติดตัวอยู่บ้างเป็ที่ดินสิบหมู่บริเวณนอกเมืองอู่เซียน
เมืองอู่เซียนแห่งนี้มีความกว้างขวางเป็อย่างมากเขาลองสำรวจดูแล้วเทียบเท่ากับเมืองใหญ่ๆเมืองนึงลองสอบถามและลองดูแผนที่ทุกอย่างมันตั้งอยู่บริเวณทางทิศบูรพาห่างออกมาจากเมืองหลวงมากพอสมควร
เพราะว่าเป็เมืองที่อยู่ติดูเาและป่าไม้เลยทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ภายในเมืองต่างทำอาชีพเป็นายพรานหรือไม่ก็หาของป่าขาย
ลู่หยางยื่นมือของตนเองออกไปเปิดฝาหม้อก่อนที่จะเริ่มทำการตักซุปเนื้อที่ตุ๋นอยู่ภายในหม้อเหล็กขึ้นมาแล้วก็ส่งให้บุตรสาวของตน
หนิงหนิงรับด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอ่อนโยนก่อนที่นางจะทำการกินมันเข้าไปแล้วก็แสดงใบหน้าเอร็ดอร่อยแล้วดวงตานั้นเปล่งประกายจ้องมองบิดาของตนเองด้วยความนับถือ “อร่อยมากเลยเ้าค่ะท่านพ่อ!!!! ”
ลู่หยางที่กำลังนั่งอยู่ก็ได้แต่ทำการแสดงรอยยิ้มอันอ่อนโยนในขณะนั้นเองภายในใจของเขาก็เริ่มคิดเื่ราวบางอย่างขึ้นมา
ดวงตามองตรงไปยังบริเวณมุมบ้านแผ่นไม้กระดานที่มันแตกต่างจากไม้กระดานอื่นสิ่งที่อยู่ใต้ไม้กระดานนั้นคือหีบปริศนาที่เป็ต้นตอของเื่ราวทั้งหมด ‘ไม่ได้เราจะอยู่ที่เมืองนี้ไม่ได้แล้ว ตามสัญชาตญาณของเรา ถ้าพวกมัน้าหีบนั้นจริงๆจะต้องกลับมาอีกอย่างแน่นอน’
ลู่หยางหันกลับไปมองที่บุตรสาวของตนเองเขาแสดงใบหน้าจริงจังขมวดคิ้วทั้งสองข้างพลางนึกถึงความปลอดภัยของหนิงหนิง
หนิงหนิงกำลังก้มหน้าก้มตากินซุปเนื้อภายในมืออย่างเอร็ดอร่อยเมื่อเงยหน้าขึ้นมามองเห็นผู้เป็บิดาแสดงใบหน้าที่จริงจังจนน่าเกรงกลัวจึงเอ่ยถามออกมาด้วยแววตาที่วิตก“ เหตุใดท่านพ่อถึงแสดงใบหน้าน่ากลัวเช่นนั้นเ้าคะ… ”
ลู่หยางที่กำลังแสดงใบหน้าจริงจังไปตามความรู้สึกเขาได้สะดุ้งเฮือกก่อนที่จะค่อยๆแปรเปลี่ยนใบหน้าของตนเองกลับมาเป็เหมือนเดิมใบหน้าของเขาค่อยๆปรากฏรอยยิ้มให้กับบุตรสาว
หนิงหนิงมองเห็นเช่นนั้นเริ่มคลายกังวลและก็ยิ้มตอบรับกลับมาก่อนที่นางจะทำการก้มหน้าก้มตาแล้วก็กินซุปเนื้อภายในมือของตนเองต่อ
ลู่หยางก็เห็นนางก้มหน้าก้มตากินซุปเนื้อภายในมือของตนเองต่อเขาได้กวาดมองสถานที่แห่งนี้
นี่เป็เรือนที่ตั้งอยู่บริเวณภายในเมืองอู่เซียนเสวี่ยเฟยนางเป็สตรีที่เก่งกาจและมีความสามารถบ้านหลังนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของนางมันเป็เรือนที่มีขนาดกลางมีห้องประมาณ 3-4 ห้องถ้าเมื่อเทียบกันแล้วนี่ก็ถือว่าเป็เรือนที่ใหญ่โตในสายตาของผู้อื่น
แม้ว่าสถานที่แห่งนี้มันจะเป็สถานที่ที่เป็สถานที่แห่งความทรงจำมากมายของหนิงหนิงแต่ลู่หยางเขารู้ดีว่าเขาต้องพานางออกไปจากสถานที่แห่งนี้
..
เช้าวันต่อมายามแสงแดดส่องผ่านม่านเมฆลงมาด้านล่างวันนี้เป็วันที่อากาศอบอุ่นกำลังดี ทั่วทั้งเมืองอู่เซียนมีผู้คนมากมายเดินทางออกมาทำการจับจ่ายใช้สอยและซื้อของต่างๆ
ลู่หยางทำการเดินทางไปยังบ้านของผู้าุโเหอเคยช่วยเหลือเขาเอาไว้คนที่เขาเพิ่งฟื้นคืนสติมา
บ้านของผู้าุโเหอตั้งอยู่ห่างออกไปไม่มากนักใช้เวลาการเดินไปไม่นานสักเท่าไหร่ก็เดินทางไปถึง
ลู่หยางที่กำลังเดินอยู่บนถนนเมื่อไปถึงหน้าบ้านพบเห็นว่าผู้าุโผู้นั้นกำลังยืนก้มๆเงยๆอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนพอดี
เขาเป็ชายชราที่น่าจะมี่วัยประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบปีร่างกายผอมแห้งสวมใส่ชุดผ้าธรรมดาธรรมดาเดินด้วยท่าทางหลังค่อมาุโผู้นี้คือคนที่สนทนาแล้วก็เวทนาหนิงหนิงภายในงาน
“ ท่านผู้เฒ่าเหอ ” ลู่หยางเดินเข้าไปแล้วก็ส่งเสียงเรียกอย่างรวดเร็ว
ชายชราแซ่เหอหันกลับมาเมื่อมองเห็นว่าผู้ที่มาอยู่ด้านหลังของตนเองคือลู่หยางแสดงรอยยิ้มตอบรับ
ลู่หยางยกมือทั้งสองข้างประสานกันก้มคารวะตามมารยาท“ คารวะผู้เฒ่าเหอ ”
“ ว่าอย่างไรหายดีแล้วอย่างนั้นรึ? ” ชายชราที่อยู่ด้านหน้าถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
ลู่หยางทำการพยักหน้าตอบรับกลับไป
เมื่อเขาแสดงท่าทางเช่นนั้นออกมาชายชราที่อยู่ด้านหน้าเริ่มมองเห็นถึงความผิดปกติเมื่อก่อนเขานั้นจำได้เป็อย่างดีว่าลู่หยางเป็คนที่เก้ๆกังๆไม่ได้มีท่าทางสุขุมสง่างามเช่นนี้
กระนั้นชายชราผู้นี้ก็ละทิ้งความสงสัยในข้อนั้นและก็ถามออกไป“ แล้วเดินทางมาพบข้ามีเื่อันใด? ”
ลู่หยางไม่รีรอทำการเข้าเื่อย่างรวดเร็วเขานำบางอย่างออกมาจากภายในเสื้อของตนเอง สิ่งที่นำออกมามันคือแผ่นกระดาษสีขาว
ชายชราที่อยู่ด้านหน้าจ้องมองก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคืออันใด“ โฉนดที่ดิน? ”
“ ใช่แล้วขอรับโฉนดที่ดินจำนวน 5 หมู่ถ้าอยากจะขายพวกมันเพราะว่าอยากจะได้เงินสักก้อนนะขอรับ? ” ลู่หยางกล่าวออกไปยังไม่ปกปิด
อย่างไรเสียการที่จะเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้มันก็จำเป็จะต้องมีเงินทุนตั้งตัวแม้ว่าเสวี่ยเฟยมีที่ดินเป็สมบัติแต่ว่าเงินทองที่เก็บเอาไว้พ่อทำการใช้ในพิธีศพไปจนหมดทำให้ในตอนนี้ครอบครัวของเขาในเื่เงินทองถือว่าขาดสนอยู่
แล้วถ้าอยากจะหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ก็จำเป็จะต้องมีเงินทุนหนึ่งก้อนเพื่อทำการไปตั้งรกฐากใหม่
“ ข้าอยากจะรู้ว่าที่ดินเหล่านี้มันสามารถขายได้เท่าใดหรือขอรับ? ” ลู่หยางยื่นโฉนดที่ดินภายในมือของตนเองให้กับชายชราด้านหน้า
ที่ดินที่อยู่ภายในการของเขามีทั้งหมดประมาณ10 หมู่แต่ว่าเขานั้นทำการเลือกออกมาเพียงแค่ 5 หมู่เท่านั้น ส่วนอีก 5 หมู่เขาหวังว่าจะเก็บเอาไว้
ชายชราทำการจ้องมองสิ่งที่อยู่ภายในมือเพื่อตรวจสอบก่อนที่จะกล่าวออกมา“ ถ้าที่ดินพวกนี้แล้วก็เป็ที่ดินบริเวณเขตนอกเมือง น่าจะได้สักประมาณหมู่ละ 10ตําลึงกระมัง? ”
ลู่หยางเมื่อได้ฟังเช่นนั้นตาโตในทันทีหลังจากที่เขานั้นศึกษาเกี่ยวกับเื่ราวในโลกใบนี้มาสักพักมันทำให้เขานั้นได้รู้ว่าเงิน 10 ตําลึงมันมีค่ามากเพียงใดสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เป็ปี
โดยทั่วไปแล้วครัวเรือนครัวเรือนจะมีรายรับต่อปีประมาณ10-20 ตำลึงนี่คือคนที่อยู่ในชนชั้นกลางแต่ว่าถ้าคนที่อยู่ในชนชั้นล่างอาจจะมีรายได้ไม่ถึง 10ตําลึงต่อปีด้วยซ้ำ
เพราะแบบนั้นถ้าเขาขายได้1หมู่ 10 ตำลึงเขาก็จะมีเงินจำนวนมากในการตั้งตัว“ ได้มากขนาดนั้นเลยอย่างนั้นหรือขอรับผู้าุโ? ”
“ ใช่แล้วพวกนี้เป็ที่ดินแปลงใหญ่ เพราะแบบนั้นเลยสามารถขายได้หมู่และ 10ตําลึง มาแต่เช้าจะขายจริงๆงั้นรึ? แล้วเ้า้าเงินมากขนาดนั้นไปทำอันใดกัน?” ผู้าุโเหอถามออกมาด้วยความสงสัย
ลู่หยางแสดงท่าทางเงียบๆมองตรงไปยังผู้าุโด้านหน้าก่อนจะกล่าวจุดประสงค์ของตนเองออกมา“ ถ้าคิดจะย้ายไปที่เมืองอื่นขอรับ? ”
“ ย้ายไปที่เมืองอื่น!!! ” ชายชราผู้นั้นแสดงใบหน้าตื่นตระหนก
“ ใช่แล้วขอรับย้ายไปที่อื่นข้ามองว่าถ้าอยู่ที่เมืองแห่งนี้ไปหนิงหนิงต่างคนต่างคิดถึงมารดาของนางเป็อย่างมากอีกอย่างเมืองแห่งนี้ก็มีความทรงจำเลวร้ายที่ทำให้พวกเราสองพ่อลูกเ็ปข้าเลยหวังว่าจะทำการย้ายไปตั้งรกรากที่อื่น ” ลู่หยางพูดออกไปในสิ่งที่ตนเองสามารถพูดได้
เขารู้ดีว่าเื่เกี่ยวกับกลุ่มคนปริศนาพวกนั้นและการตายของภรรยาเขาคงจะไม่สามารถพูดออกไปให้ผู้คนล่วงรู้ได้
ชายชราผู้นั้นพยักหน้าเขาเข้าใจในความคิดนี้ของลู่หยางจึงกล่าวสนับสนุนออกมา “เข้าใจแล้วแบบนั้นก็ดีเช่นเดียวกัน เอาเป็ว่าข้าเ้าอยากจะขายจริงๆถ้าจะเป็ธุระจัดการให้ก็แล้วกัน”
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นแสดงรอยยิ้มอย่างเป็มิตรยกฝ่ามือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาประสานกันก้มศีรษะโน้มต่ำลงคารวะผู้าุโด้านหน้าอย่างนอบน้อม
ลู่หยางรบกวนผู้าุโผู้นั้นในการจัดการเื่เกี่ยวกับการขายที่ดินจำนวน5 หมู่ของตนเองเขาจำเป็จะต้องพาบุตรสาวของตนเองออกไปจากเมืองนี้ให้รวดเร็วที่สุด
เมื่อทำการขอบคุณจนเสร็จเรียบร้อยลู่หยางเดินออกมาจากจุดนั้นได้ประมาณสิบก้าวเท่านั้นเขาเดินสวนกับคนผู้หนึ่ง
บุรุษร่างกายกำยำที่สวมใส่ชุดมือปราบสีแดงแหนบกระบี่เอาไว้ที่ข้างเอวเดินผ่านเข้าไปตรงไปหาชายชราแซ่เหอ
ลู่หยางใช้หางตาของตนเองเหลือบไปมองคนผู้นั้นอย่างเป็พิรุธ
จบบท