พื้นที่โดยรอบบริเวณได้รับการเติมเต็มด้วยมวลบุปผาหลากสีสันละลานตา เหล่าบุปผชาติอันงดงามล้วนบานสะพรั่งไม่ต่างจากพระราชวังของฮ่องเต้ในวสันตฤดูบนโลกมนุษย์
ปทุมมาลย์กลับมามีไอเย็นปกคลุม หมู่มัจฉาน้อยใหญ่ล้วนคืนชีพชีวัน ด้วยเวทฟื้นฟูของเหล่าเทพแห่งสายน้ำ และเทพชั้นผู้น้อยในเรือนเทพอู่เฉินเดินทางมาทิศประจิม ร่วมใจกันทำให้พวกมันกลับมาสวยงามดังเดิม
ส่วนใหญ่เป็ฝีมือเทพ เพราะเทพปีศาจไม่ถนัดงานฟื้นฟู จะทำได้ก็เพียงเล็กน้อยไม่ถึงครึ่งมือเทพชั้นผู้น้อยด้วยซ้ำ ท่านอู่เฉินปลดปล่อยเวทเซียนของเทพัแห่งการฟื้นฟูออกมายามใด ไร้ซึ่งความมั่นใจ ถึงไม่มีผู้ใดกล้าหัวเราะเยาะท่าน เพราะไม่ใช่วิสัยของเทพผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ ดีงาม
เป็ที่รู้โดยทั่วกันว่าท่านอู่เฉินมีพลังทำลายของมารดามากกว่าพลังเทพ
เทพฟางหรงและเทพเฟยหลิงยืนอยู่ในฝั่งขวาของเทพอู่เฉิน ทางด้านหลังของบุรุษเทพทั้งสาม เหล่าเทพมากหน้าหลายตาและบ่าวรับใช้ในเรือน เริ่มแยกย้ายกันไปเมื่อจัดการงานเรียบร้อยดี
"สตรีต้องห้ามอาจทำให้เกิดา บนโลกมนุษย์พึงมี ข้าพอเข้าใจในคำทำนายของแม่เฒ่า และข้าว่าพี่ใหญ่ไม่ควรยั่วโทสะเทพอู่เฉิน"
"ข้าเปล่ายั่วโทสะผู้ใดเสียหน่อยฟางหรง เ้าคิดไปเองทั้งนั้น"
"ข้าไม่อยากจะพูดซ้ำซากในเื่เดิม เพื่อเห็นแก่มิตรไมตรีระหว่างข้าและใต้เท้าจีกง ทั้งพวกท่านทั้งสอง นางเป็เพียงสมบัติชิ้นหนึ่งในเรือนข้า แค่พูดจาได้ยิ้มได้ อย่างไรก็หาใช่สตรีต้องห้ามที่จะทำให้เกิดา"
เทพอู่เฉินอธิบายอย่างไร้ความรู้สึกใดในสีหน้าเรียบเฉย
เทพแห่งสายน้ำผู้พี่เข้าหน้าเทพอู่เฉินไม่ติดั้แ่ถูกต่อว่าต่อหน้าฝูงชน กระทั่งตอนนี้ เทพเฟยหลิงยังเฝ้าชื่นชมอาเป้ย ทว่าคงทำได้เพียงชื่นชมเท่านั้น ครั้นจะไปชะโงกหน้าดูอาการของนางผ่านหน้าต่างยังถูกกีดกัน จะขอเป็เพียงมิตรสหายก็ยังไม่สามารถเป็ได้
"นางเป็หนึ่งในสมบัติของข้า เป็เครื่องสังเวยซึ่งมนุษย์มอบให้ข้า หาใช่สตรีเทพไม่ พวกท่านควรเลิกยุ่งกับเื่ของนางเสีย"
"ข้าคิดว่านางเฉลียวฉลาด มีคารมคมคายเป็เลิศ นางจิตใจดีมีเมตตา ตัวข้าพบสตรีเทพมาไม่น้อย แต่อาเป้ย... นางงามจากภายใน... ใบหน้าขาวผ่องของนางงดงามหมดจดดังสตรีในภาพวาด ข้าแลเห็นดอกบัวสีขาวเบ่งบานในเรือนท่านพ่อมาแต่ยังเล็กนัก วันหนึ่งข้ากลับมีความคิดว่าดอกบัวเ่าั้ ไม่ยิ้มแย้มสดใสเท่าอาเป้ย ข้าว่าพวกมันไม่งดงามที่สุดอีกต่อไป"
เทพเฟยหลิงเอ่ยคำชื่นชมนางด้วยการมองไปข้างหน้ายกพัดเหล็กสีเขียวอ่อนพัดไปมา ท่าทางเหมือนพูดคุยกับอากาศ ไม่แม้แต่ประจันหน้ากับคู่สนทนา ประจวบเหมาะพอดี นางฟางเหนียงและอาเป้ยมาได้ยินเข้า มารดาแห่งสายน้ำไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายผิดใจกันจนกลายเป็เื่ใหญ่ เห็นจะต้องสั่งสอนบุตรชาย
"เทพเฟยหลิง เ้าจะเอ่ยคำเยินยอสตรีเยี่ยงนี้มิได้เป็อันขาด ข้าขอเตือนเสียก่อน โดยเฉพาะอาเป้ย นางเป็สมบัติเทพปีศาจ"
"ข้าขออภัยเถิดท่านแม่... คำก็สมบัติเทพ สองคำก็สมบัติเทพ ข้ามองว่านางเป็เซียนหญิงผู้มีจิตใจงดงาม นางมีเมตตากรุณาเหมือนอาจารย์ของนาง นางมิใช่สมบัติของผู้ใด"
อาเป้ยไม่สะทกสะท้านกับคำชื่นชม แต่จะยกมือคารวะหรือขอบคุณเทพเฟยหลิงก็คงไม่งาม นั่นเท่ากับเป็การรับคำเยินยออย่างยินดี
เมื่อนางหันไปทางเทพอู่เฉิน กลับจ้องมองนางยังกับจะเข้ามาหักคอนางทิ้งเสียตรงนี้ ทั้งที่นางก็ไม่ได้ทำอะไร แค่ยืนหายใจเฉย ๆ กลับกลายเป็ความผิดได้
"อาเป้ย... นางเป็สมบัติของเทพอู่เฉิน เชื่อแม่เถิด เ้าทั้งสองลองมองดูให้ชัด จะได้ตาสว่างเสียที"
ฟางเหนียงเป็ผู้ไขข้อข้องใจให้ทุกฝ่าย ด้วยการวาดฝ่ามือเบา ๆ บนหน้าผากของอาเป้ยปรากฏสีแดงฉาน
"สิ่งนั้นเรียกตรีเนตร นางเห็นสิ่งใด เทพอู่เฉินจะมองเห็นสิ่งที่นางมองเห็นผ่านหน้าผากของนางราวกับว่าเป็ดวงตาที่สามของท่าน ตรีเนตรเป็สิ่งซึ่งมีเฉพาะเครื่องสังเวยเทพปีศาจ ตรีเนตร..." นางเงียบไปเพราะไม่อยากแพร่งพรายเื่สำคัญ ไม่มีผู้ใดรู้มากนักบนเทวโลก มารดาแห่งทิศประจิมเหลียวคอมองไปทางเทพอู่เฉินด้วยท่าทางไม่พอใจ
"มีเพียงปีศาจเท่านั้น ชื่นชอบการรับเครื่องบรรณาการเป็สิ่งมีชีวิตจากโลกมนุษย์ พึงพอใจกับเครื่องบรรณาการ การหลั่งเืเนื้อของผู้บริสุทธิ์โดยใช่เหตุ โดยธรรมเนียมแล้วเหล่าเทพของเราไม่มีผู้ใดทำ"
"ข้าจำเป็ต้องทำ เป็คำสั่งจากเบื้องบน หากข้าไม่ไปรับเครื่องสังเวย มนุษย์อาจเกิดปัญหาใหญ่ ข้าไม่สามารถบอกเื่นี้กับใคร"
เทพอู่เฉินไม่ใช่ผู้เจรจาเก่งนัก ในขณะที่ท่านให้ความเคารพเทพเ้าแห่งสายน้ำเสมอมา โดยเฉพาะใต้เท้าจีกงและนางฟางเหนียงด้วย นางฟางเหนียงเองก็ไม่ใคร่อยากถือสาเอาความเทพปีศาจผู้นี้
"เอาล่ะ ลูกชายข้า ไหนบอกข้ามาซิ เ้าอยากได้ภริยาผู้มีดวงตาของชายอื่นจ้องมองเ้าอยู่ตลอดเวลารึยังไง?"
เทพเฟยหลิงยืนนิ่งอึ้งไป ไม่จำเป็ต้องจินตนาการภาพใดต่อหากต้องมีชีวิตคู่เช่นนั้น ก็คงไม่ต่างจากนรกบนดิน! ด้วยความเข้าใจความหมายของสมบัติเทพปีศาจอย่างถ่องแท้ พาลเบือนหน้าหนีไปไม่มองนางอีก
เป็เทพฟางหรงเบิกตากว้างมองดวงตาบนหน้าผากของนาง เห็นว่ามันมีลักษณะเหมือนั์ตาของเทพอู่เฉินในร่างปีศาจอสรพิษ
"มิน่าเล่า! เทพอู่เฉินถึงได้รู้เห็นทุกอย่างในระหว่างจำศีล ท่านมองผ่านตรีเนตรนั่นเอง ฟ้าผ่านั่นก็เป็ฝีมือท่าน"
"บุรุษไม่ควรมองสตรีด้วยสายตาเสน่หา หากมิใช่ภริยา แถมข้าเคยได้ยินมาจากสตรีนักพรตนางหนึ่ง นางไม่เข้าใกล้บุรุษเกินสามย่างก้าว"
อาเป้ยไม่ได้ฟังเทพต่อปากต่อคำกันเลย นางกลอกตาขึ้นมองบน ยกมือจับหมับเข้ากลางหน้าผากเหมือนตบแมลง
"ชะ เช่นนี้... ทะ... ท่าน เทพเห็นข้ายามผลัดเปลี่ยนอาภรณ์หรือไม่!"
"ข้าไม่ใช่เทพผู้มีนิสัยเลวทรามต่ำช้า ด่านเคราะห์สตรีบนโลกมนุษย์ข้าก็ผ่านมามาก แต่เกรงว่าข้าจะบังเอิญเห็น... โดยไม่ได้ตั้งใจ"
อาเป้ยยกมือปิดป้องกอดกุมร่างกายของตนเองอย่างหวงแหน มองเทพปีศาจอย่างประทุษร้าย ยกความผิดให้ท่านไปทั้งหมด ใบหน้าของนางแดงก่ำไปถึงใบหูด้วยความโกรธและอับอาย ถึงนางจะไม่ได้พูดออกมาก็ตาม
เทพอู่เฉินไม่ทันได้ชี้แจ้งเื่นี้ให้เข้าใจ สมบัติเทพปีศาจก็วิ่งเตลิดไปอย่างไร้ทิศทางเยี่ยงสตรีวิปลาส ส่งเสียงะโร้องโวยวายหน้าผากข้า ๆ!