ยอดหญิงมหากาฬ

    ตอนที่ 55 ใช้ยาพิษรักษา

    “น้ำแกงนี้รสชาติดียิ่งนัก เครื่องในหนุบหนับเคี้ยวเพลิน แถมยังมีฤทธิ์ร้อนเพิ่มพลังลมปราณอีกด้วย” อี้เฉินสาธยายสรรพคุณของต้มเครื่องในออกมาด้วยความประทับใจ ก่อนจะหันไปหาหมอฟู่เหลินด้วยเพราะสงสัยในสรรพคุณ “ท่านหมอ ท่านพอจะวิเคราะห์ดูส่วนประกอบที่ใช้ทำน้ำแกงได้ไหมขอรับ”

    “หากเจ้าว่าเช่นนั้นละก็…” หมอฟู่เหลินตักน้ำแกงขึ้นมาใหม่หนึ่งชาม พร้อมทั้งซดเข้าไปคำโต “นี่มัน!!”

    “เป็นเช่นไรบ้างขอรับ”

    “ต้มได้ดี รสชาติเยี่ยม หากจะกล่าวว่าพวกเขาใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนมาทำอาหาร พวกเขาก็ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม แต่หากพูดในฐานะของคนเป็นหมอ…ข้ากลับรู้สึกเสียดายสมุนไพรยิ่งนัก”

    “ท่านหมายความว่าอย่าไรหรือขอรับ”

    “หากข้าจะสาธยายออกไปว่าพวกเขาใช้สมุนไพรที่ล้ำค่ามากแค่ไหนพวกเจ้าคงไม่เข้าใจ แต่หากข้าจะบอกราคาของแกงหม้อนี้คงจะง่ายกว่าสินะ”

    “…”

    “ราคาร่วมสิบตำลึงทอง!!”

    “““““ห๋า!!!”””””

    เกิดความเงียบโดยพลัน จะกล่าวว่าพวกเขาหาได้มีความรู้เรื่องยาสมุนไพรยิ่มไม่ผิด หากไม่ใช่ตระกูลของหมอยาย่อมไม่เข้าใจ แต่หากจะเปรียบเทียบยาเม็ดเสริมพลังลมปราณพวกเขายังพอจะนึกได้ เพราะเพียงแค่ยาเสริมพลังลมปราณที่ใช้กับจอมยุทธระดับสองยังจ่ายถึงหนึ่งตำลึงทอง หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ แกงหม้อนี้นั้นแพงกว่ายาเสริมพลังลมปราณนับสิบเท่านั่นเอง

    “ท่านหมอขอรับ หากเป็นเช่นนั้นพวกน้องสาวของข้าจะกินได้หรือไม่ขอรับ” อี้เฉินถามหมอฟู่เหลิน ด้วยเพราะตนอยากจะให้เหล่าน้องสาวได้บำรุงพลังลมปราณบ้าง หากต้องอยู่ในพื้นที่หนาวเย็นเช่นนี้ย่อมต้องฝึกไว้ให้ได้ในระดับหนึ่ง และไหนๆ โอกาสก็มาอยู่เบื้องหน้าแล้ว

    “กินได้ แถมสรรพคุณยังดีเยี่ยม เหมาะสำหรับผู้ฝึกพลังระดับต้นยิ่งนัก เจ้าไม่ต้องห่วง” หมอฟู่เหลินพยักหน้าให้อี้เฉิน ก่อนจะตักเพิ่มและเปิดทางให้ผู้อื่นได้ตักบ้าง

    “เช่นนั้นก็…” อี้เฉินไม่รอช้า เรียกเหล่าน้องสาวของตนมากินน้ำแกง แม้ช่วงแรกนางจะต้องยืนทำใจมองเครื่องในในน้ำแกงอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ชิมคำแรกแล้ว พวกนางก็ไม่ต้องรอให้ใครมาขยั้นขะยอให้กินอีกเลย

    หลังมื้ออาหาร พวกเขาต่างแยกย้ายกันไปทำความสะอาดร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมเข้านอน เหล่าคนรับใช้ที่ไม่เคยฝึกพลังลมปราณ ต่างก็พากันเปิดด่านพลังขั้นแรก ทำให้อี้เฉินต้องใช้เวลาในการสอนการโคจรพลังอยู่พักหนึ่งก่อนนะเข้านอน

    ห้องอาบน้ำที่มีน้ำอุ่น สบู่ที่มีกลิ่นหอม ที่นอนผืนหนา เสื้อผ้าที่สะอาด และเตียงนอนที่แม้จะมีไฟโหมอยู่ด้านล่าง แต่ก็ไม่ได้ร้อนดั่งที่คิดไว้ วันนี้เป็นวันที่ดีมากที่สุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

    (-)

    กระทั่งช่วงเช้ามาถึง เฟยฉีมาเปิดกลอนประตูแล้วปล่อยเอาไว้แบบนั้น กระทั่งเหล่าคนรับใช้ค่อยๆ ออกมาจากบ้านก่อนนายของตน เฟยฉีจึงได้นำพวกเขาไปที่กลุ่มแม่บ้านเพื่อช่วยกันทำอาหารมื้อเข้า ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายไปปรนนิบัตินายของตน

    “ท่านพี่…ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” ลู่เสียน ภรรยาของหมอฟู่เหลินตื่นขึ้นพร้อมทั้งสำรวจร่างกายของผู้เป็นสามี จึงพบว่าเขามีไข้เล็กน้อย

    “อะ…อืมม…น้องหญิง ข้าไม่เป็นอะไร ข้าเพียงแค่มีพิษไข้จากแผลเท่านั้น ได้ดื่มยาสักถ้วยก็น่าจะหายแล้ว”

    “เช่นนั้นข้าจะลองไปสอบถามสมุนไพรจากพวกเขาดูนะเจ้าคะ เผื่อว่าพวกเขาจะพอมีเหลือเก็บอยู่บ้าง”

    “ไปเถอะ เดี๋ยวข้าล้างหน้าล้างตาแล้วจะตามไป”

    สองสามีภรรยาแยกย้ายกันไปจัดการเรื่องของตน และปล่อยให้ลูกๆ ของพวกเขานอนพักเอาแรงต่อไป ส่วนครอบครัวห้าพี่น้องของอี้เฉินนั้นยังคงนอนพักเพราะความเหนื่อยล้า

    ไม่นานหลังจากนั้น หมอฟู่เหลินได้ย้ายตนเองมานั่งรออยู่ที่หน้ากระโจมหลังใหญ่ เบื้องหน้าเป็นกองไฟและขอนไม้ที่เหล่าชาวบ้านต่างวนเวียนมานั่งกินข้าวก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงาน เหล่าหญิงสาวต่างก็ช่วยกันจัดแจงข้าวปลาได้อย่างคล่องแคล่ว กระทั่งเฟยฉีจะเดินเข้ามาหาหมอฟู่เหลินเพื่อสนทนาด้วย

    “เป็นเช่นไรบ้างละท่านหมอ หลับสบายดีหรือไม่”

    “เป็นคืนที่สบายที่สุดในรอบหลายวันเลยทีเดียว ต้องขอบคุณท่านแล้ว ว่าแต่…ท่านรู้หรือว่าข้าเป็นหมอ?”

    “ก็พ่อหนุ่มอี้เฉินเรียกท่านว่าท่านหมอไม่ใช่หรือ?”

    “ฮ่าๆๆ เป็นเช่นนั้น”

    “แล้วเท้าของท่านเป็นเช่นไรบ้าง ภรรยาของท่านบอกข้าว่าท่านเริ่มมีไข้แล้ว”

    “ไม่เป็นอะไรมากหรอก ดื่มยาสักหม้อเดียวก็หาย”

    เฟยฉีทำหน้านิ่ว ก่อนจะนั่งยองๆ พร้อมทั้งยกเท้าของหมอฟู่เหลินขึ้นมาดู

    “ข้าขอเสียมารยาทท่านหมอแล้ว”

    “อ่ะ…เออ…”

    “อืม…ข้าว่าเพียงแค่ดื่มยาหม้อเดียวคงไม่พอแล้วละ เท้าท่านเป็นหนอง หากไม่เอาหนองออกแล้วทำความสะอาดดีๆ ท่านอาจจะต้องนอนซมเพราะพิษไข้ หากโชคร้ายอาจจะมีพิษโลหะ*อีกนะ” เฟยฉีพิจารณาบาดแผลแล้วจึงเอ่ยออกมา

    “เฮ้อ…เช่นนั้นก็ถึงคราโชคร้ายของข้าแล้ว หมอไม่อาจจะรักษาตัวเอง สงสัยข้าคงถึงคราต้องไปขอร้องไห้อี้นัวตัดขาให้เสียแล้วสิ” หมอฟู่เหลินยิ้มอย่างปลงตกให้กับเฟยฉีที่ค่อยๆ วางเท้าของเขาลง

    “เหตุใดท่านต้องตัดขาด้วยเล่า เดี๋ยวข้าให้คนมารักษาท่าน ไม่กี่วันก็หาย”

    “เดี๋ยวนะ แผลข้าเป็นหนองแล้วนะ หากไม่ตัดขา ข้าคงจะต้องตายเพราะพิษโลหะเป็นแน่”

    “ท่านไม่ต้องห่วง แค่เปิดปากแผล ล้างให้สะอาด เย็บปิดแผล ใส่ยา เป็นอันเรียบร้อย”

    “เจ้านี่พูดเหมือนง่ายเลยไม่ใช่หรือ?” หมอฟู่เหลินกล่าวตอบด้วยสีหน้าสงสัย

    “เช่นนั้นท่านก็ฝากให้ข้าดูแลท่านเถอะ” เฟยฉียักคิ้วครั้งหนึ่งให้กับหมอฟู่เหลิน ก่อนจะตะโกนเรียกเด็กคนหนึ่งให้ไปตามใครสักคนมา

    (-)

    “ท่านลุงเรียกข้าหรือเจ้าคะ” หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาพร้อมกล่องไม้ เอ่ยถามเฟยฉีด้วยท่าทีสบายๆ

    “ใช่ พอดีว่าท่านหมอท่านนี้มีอาการบาดเจ็บที่ฝ่าเท้า ตอนนี้บาดแผลติดเชื้อเป็นหนอง เจ้าช่วยรักษาบาดแผลให้เขาได้ไหม” เฟยฉีแจ้งหญิงสาวง่ายๆ ก่อนจะหันไปหาหมอฟู่เหลิน “ท่านหมอ ไว้ใจให้นางรักษาบาดแผลเถอะ ส่วนยาค่อยดื่มหลังจากนั้น”

    “อืม” หมอฟูเหลินพยักหน้าให้เฟยฉี ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวเบื้องหน้า “ข้าต้องฝากเจ้าด้วยนะแม่นางน้อย”

    “เรียกข้าว่าหลี่น่าเถอะเจ้าค่ะ”

    หลี่น่าได้จัดแจงพื้นที่ให้พร้อมสรรพ ด้วยเพราะเป็นการรักษาบาดแผลภายนอกจึงสามารถใช้พื้นที่ด้านนอกกระโจมได้ อีกทั้งตอนนี้ยังมีผู้เข้ามาชมการรักษามากมาย โดยเฉพาะภรรยาของหมอฟู่เหลิน และลูกๆ ของเขาที่ตื่นขึ้นมาแล้ว

    “เช่นนั้นข้าจะล้างแผลให้ท่านก่อน พร้อมทั้งใส่ยาชา แล้วหลังจากนั้นข้าจะกรีดเนื้อเพื่อเปิดปากแผล ทำความสะอาดบาดแผล ตัดแต่งแผลเล็กน้อยก่อนจะเย็บปิดปากแผลให้ท่านนะเจ้าคะ”

    สีหน้าของหลี่น่าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ผิดกับหมอฟู่เหลินที่นึกภาพตามก็พลันให้เหงื่อไหลย้อยท่ามกลางอากาศหนาว ส่วนลูกๆ และภรรยาของเขานั้นตกใจเสียยิ่งกว่า

    “เดี๋ยวสิขอรับพี่สาว หากทำเช่นนั้นไม่ใช่ว่าท่านพ่อจะเจ็บปวดเจียนตายเลยหรือขอรับ เพียงแค่เปิดแผลเล็กน้อยแล้วค่อยเอาหนองออกไม่ได้หรือ?” ซางอี ลูกชายคนเล็กที่เป็นลูกหลงของหมอฟู่เหลินกล่าวด้วยท่าทีตกใจ เขานั้นมีท่าทีที่ภาคภูมิใจในตัวบิดาของเขาเป็นอย่างมาก แต่ครั้งนี้นั้นพิเศษเพราะเป็นการรักษาที่ประหลาดนัก เพียงแต่บิดาไม่ได้กล่าวอะไรเขาเองย่อมพูดไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาเป็นห่วงผู้เป็นบิดานักเพราะการเปิดปากแผลนั้นต้องเจ็บปวดมากอย่างไม่ต้องสงสัย

    “คุณชายน้อยไม่ต้องกังวล ข้าจะใช้ยาชากับท่านหมอฟู่เหลินตามที่บอกไว้ รับรองว่าไม่เจ็บจนถึงขนาดที่ทนไม่ไหว ข้ารับรอง” หลี่น่ายืนยัน ก่อนจะหยิบขวดยาขึ้นมาจากกล่องไม้ของนาง

    “มันทำมาจากสมุนไพรชนิดใดหรือแม่นาง?” หมอฟู่เหลินมีท่าทางสนใจตั้งแต่ที่หลี่น่าพูดถึงยาชา เพียงแต่เขารอจังหวะที่จะถามเท่านั้น

    “นี่เป็นยาที่สกัดมาจากดอกอัสนีเหลืองเจ้าค่ะ เพียงแต่…” หลี่น่ากำลังอธิบายสรรพคุณแต่นางก็ถูกขัดจังหวะจากซางอี

    “ยาพิษไม่ใช่หรือ?!! ท่านกำลังจะใช้ยาพิษกับบิดาของข้า” ซางอีตกใจก่อนจะกล่าวขึ้น เพราะเขาเคยได้ยินสรรพคุณของพิษนี้จากตำรามาก่อน

    “ซางอี! เสียมารยาท เจ้าฟังนางให้จบเสียก่อน” หมอฟู่เหลินเอ่ยปรามลูกชาย ก่อนจะหันหน้าไปหาหลี่น่าอีกครั้ง “เชิญแม่นางพูดต่อเถอะ”

    “ยาชนิดนี้สกัดมาจากดอกอัสนีเหลือง ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ชาเจ้าค่ะ หากใช้ไม่ถูกวิธี อาจจทำให้ร่างกายชาไปทั่วร่างไปหลายวัน แต่พวกเราได้ทำการเจือจางและทดลองหลายต่อหลายครั้งเพื่อใช้ลดอาการเจ็บปวดเฉพาะจุดได้ ท่านวางใจเถอะ เพราะส่วนที่จะออกฤทธิ์ชาจะมีเพียงเท้าของท่านเท่านั้น แต่อีกไม่กี่ชั่วยามอาการชาก็จะหายไปเองเจ้าค่ะ”

    “ยาพิษที่เจือจางอย่างนั้นหรือ? อืมๆ นับเป็นความรู้ใหม่จริงๆ เช่นนั้นก็เชิญแม่นางเถอะ”

    *พิษโลหะ คือบาดทะยัก