"พ่อบุญธรรมท่านเป็นอะไร ทำไมท่านหายไปทั้งคืนนอกจากนั่น... เลือด นั่นเลือด ทำไมที่คอเสื้อท่านถึงมีเลือดละพ่อบุญธรรม!!!" จั่วจี๋ช่างสังเกต เขาเห็นคราบเลือดบทชุดของหลี่เค่อ แม้มันจะเป็นเพียงละอองเล็กน้อย
จั่วยุ่นได้ยินคำว่าเลือด เขารีบเดินมาหาหลี่เค่อทันที
หลี่เค่อยกมือขึ้น เขาไม่อยากให้คนอื่นๆ เป็นห่วงตัวเขากับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ความเจ็บปวดทางร่างกายสำหรับหลี่เค่อไม่นับว่ามีอะไร ในมือหลี่เค่อก่อนกลับบ้าน เขาแวะซื้อตัวยามาหลากหลาย
จั่วจี๋เห็นแบบนี้คล้ายจะร้องไห้ พ่อบุญธรรมช่างรู้จักทรมานผู้คน เด็กหนุ่มไม่ต้องการแช่น้ำยาที่แสนเจ็บปวดอีกแล้ว
ใบหน้าจั่วจี้คล้ายมีน้ำตาแต่หลี่เค่อก็ไม่สนใจ เดินเข้าไปที่ห้องน้ำเตรียมผสมยาแช่ตัวเพื่อช่วยหลอมกายพื้นฐานแก่ลูกคนนี้
เป็นจั่วยุ่นแล้วที่มองดูการกระทำของหลี่เค่อด้วยความลำบากใจและรู้สึกสำนึกบุญคุณอย่างรุนแรง
เห็นจั่วยุ่นวันวันเขาไม่ได้ไปไหน แต่ที่จริงงานที่จั่วยุ่นถนัดมากที่สุดกับเป็นการเข้าหาผู้คนในสังคมอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือพื้นฐานของสายลับ
และนั่นทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่หลี่เค่อมอบให้พวกเขาสองพ่อลูกนั่นมีมูลค่ามากมายเพียงไร
ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ยุทธ์ทีฝึกได้ถึงขั้นลึกล้ำ ไหนจะโอสถระดับหนึ่งสามลายเส้น ที่แต่ละเม็ดคนธรรมดาไม่มีทางเอื้อมถึง แต่พวกเขาสองพ่อลูกกินกันยังกับเป็นของว่าง
และนั่นทำให้ตอนนี้ร่างกายจั่วยุ่นแม้จะยังไม่อาจจะบรรลุถึงระดับ [1] หลอมกายขั้นกลาง [2] ได้แต่ก็นับว่าใกล้ถึงคอขวดเต็มทน ซึ่งเขาใช้เวลาอยู่โลกใบนี้นานเท่าไหร่กัน แทบจะต้องนับกันเป็นวัน
ในโลกใบนี้จะมีผู้ใดบ่มเพาะด้วยโอสถสามลายเส้น กินกันจนเป็นของว่างแบบนี้ได้สักกี่คน จั่วยุ่นคิดได้ว่าต่อให้มีก็น้อยเต็มทน
และเมื่อหลี่เค่อเตรียมน้ำยาชุบร่างหลอมกายเพื่อทั้งสองเสร็จ จั่วยุ่นไม่รีบร้อนที่จะไปแช่
เขากับเลือกที่จะพูดบางอย่างก่อน
"นายน้อยโปรดถนอมร่างกายด้วย"
หลี่เค่อยิ้มจางๆ ก่อนพยักหน้าให้น้าจั่วของตัวเอง จากนั้นหลี่เค่อเดินกลับห้อง
ก่อนจะหยิบกระถางเก้าวิญญาณออกมา วันนี้เขาฆ่าคนไปหลายคน แต่คนที่น่าสนใจที่สุดคงเป็นซีถิง หากหลี่เค่อสามารถกลืนกินดวงวิญญาณของชายคนนี้ได้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' และ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' ของเขาคงสมบูรณ์
เพียงแต่ว่าหลี่เค่อไม่แน่ใจว่าเขาจะกลืนกินดวงวิญญาณชายคนนี้ได้ไหม
หลี่เค่อจึงส่งเสียงเข้าไปในห้วงสำนึก คล้ายเป็นคำถามต่อกระถางเก้าวิญญาณของตัวเอง
'ข้าต้องการกลืนกินดวงวิญญาณของซีถิงเป็นไปได้หรือไม่'
"..." เป็นเช่นเดิมไอ้กระถางนี้เงียบงัน
หลี่เค่อไม่คิดสนใจมัน เขาเลือกทำตามสิ่งที่เขาคิด ในห้วงสำนึกเมื่อเขาเป็นเจ้านายของกระถางเก้าวิญญาณ โดยสำนึกหลี่เค่อพบว่าตัวเองควบคุมมันได้ในระดับหนึ่ง
เขาเจาะจงอณูแสงที่เป็นจิตสำนึกของซีถิง จากนั้นเลือกดูดกลืนมันทันที
ในหัวของหลี่เค่อปรากฏความเจ็บปวดเช่นเดิม แถมแย่กว่าตอนดูดกลืนวิญญาณถังคังไปอีกเล็กน้อย
แต่แม้จะเจ็บปวดจนคนธรรมดาต้องร้องคำรามดีดดิ้นทุรนทุรายทรมาน แต่หลี่เค่อกับนิ่งเฉย เขาทำเพียงนอนเอนกายบนโซฟาคล้ายคนธรรมดานอนหลับ
หากจะมีอะไรพิเศษคงเป็นเหงื่อที่แตกซ่านไปทั่วใบหน้า
เวลาค่อยๆ ผ่านไป อณูแสงซึมเข้าร่างของหลี่เค่ออย่างสมบูรณ์ และหลี่เค่อรับรู้ว่า เขาจะต้องใช้เวลาประมาณ 15 วันเพื่อกลืนกินความทรงจำทั้งหมดของซีถิง
เบื้องต้นความทรงจำที่ได้มาจากซีถิงไม่มีอะไรสำคัญต่อหลี่เค่อ
มันเป็นเพียงเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากคนธรรมดา บากบั่นสู่เส้นทางผู้บ่มเพาะ ซึ่งเขาใช้วิธีเอาตัวรอดด้วยเล่ห์กลเช่นบุรุษหน้าซื่อใจคด แต่ถึงเป็นเช่นนั้นซีถิงก็ไม่ใช่คนที่ชั่วจนดำมืดไปหมดเช่นป่าดำ เขายังมีหัวใจ และอย่างน้อยๆ เขาก็ยังทำดีกับครอบครัวและน้องๆ ของตัวเอง
เมื่อกลายเป็นศิษย์ชั้นในของ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' ซีถิงส่งเงินกลับบ้านที่ต่างจังหวัดบ่อยครั้ง
หลายครั้งเขาทำตัวพิทักษ์คนดี ยอมเดือดร้อนต่อสู้กับคนชั่ว ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาต่อศิษย์หลายๆ คนในตำหนักของซีถิง เขาเป็นคนน่านับถือผู้หนึ่ง
แต่ก็นั่นแหละ เมื่อคนดีกลายเป็นคนร้าย ในเงามืดมันก็ช่างยากจะแยกแยะและสังเกต
ไม่รู้ว่าเวลานี้ประจวบเหมาะหรืออะไร หลี่เค่อพบว่าตัวเองย่อยความทรงจำส่วนสำคัญของป่าดำสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว
"ด้วยความทรงจำของป่าดำในส่วนนี้ หากข้าพักรักษาอาการบาดเจ็บภายในจากการใช้พลังจิตและการแปรเวทย์เสร็จ ข้าสามารถเริ่มต้นฝึกเคล็ดวิชาหลอมกายเซียนทองได้สักที"
...
วันใหม่
ณ ห้องเรียนสำนักศึกษาไป๋ซาน หญิงสาวใบหน้างดงาม เมื่อนางแย้มยิ้มราวกับเหล่าบุปผชาติต้องลม มันให้ความรู้สึกหอมหวานรื่นเริงใจอย่างประหลาด
ชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนเสื้อสีขาวเข้ารูปทำให้เธอขโมยใจชายหนุ่มนักศึกษายุทธ์ได้เกินครึ่งห้อง
แต่เธอไม่ใช้ศิษย์ศึกษา หากแต่เธอคือคณาจารย์ของสำนักศึกษาไป๋ซานแห่งนี้
'หม่าอิ๋งอิ๋ง' เธออยู่หน้าห้องเพื่อบรรยายวิชาของเธอเกี่ยวกับการผนึกเวทย์และอักษรยันต์
"หลายวันมานี้ทุกคนคงได้ข่าวที่ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' ของพวกเรามีการปรากฏของประตูนรก ซึ่งเรื่องนี้แทบจะไม่ได้เกิดขึ้นมานับร้อยปีแล้ว และเพราะอะไรประตูนรกถึงเกิดขึ้น ณ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' ของพวกเราได้ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นมานับร้อยปี, หากใครตั้งใจเรียนก็ย่อมต้องรู้คำตอบในใจอยู่แล้ว ทั่วทุกมหานครต่างมีมหาปรมาจารย์อักษรเวทย์ร่วมมือกันสร้างข่ายยันต์ผนึกฟ้าดิน ปิดกั้นโอกาสฉีกขาดของห้วงมิติ"
"แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' เมื่อไม่กี่วันก่อน ย่อมเป็นผลจากการชำรุดของโครงข่ายยันต์ผนึกฟ้าดิน นี่แสดงให้เห็นว่า ต่อให้เป็นสุดยอดโครงข่ายยันต์ผนึกฟ้า เมื่อระยะเวลาผ่านไปก็มีโอกาสที่มันจะชำรุดได้ กาลเวลาช่างกัดกร่อนสิ่งต่างๆ ได้ดีจริงๆ แต่อาจารย์ก็มีข่าวดีที่จะบอกพวกเธอ หลายคนที่นี่มีบ้านอยู่รอบนอกมหานครใช่ไหม"
เสียงชายหนุ่มพูดว่าใช่ดังกระหึ่มทั่วห้องพร้อมกัน
หม่าอิ๋งอิ๋งยิ้มหวานเล็กๆ ชายหนุ่มหลายคนหน้าแดง บ้างเอามือทุบโต๊ะเบาๆ บ้างเอาใบหน้ากดลงไปที่โต๊ะ ความเขินอายของหนุ่มๆ นักศึกษายุทธ์ช่างรุนแรง
"ใช่ ในเมื่อหลายคนอยู่ที่นั่นอาจารย์ก็อยากจะพูดว่า เมื่อวานอาจารย์ได้ไปติดต่อกับกรมเวทย์และยันต์มา พวกเขาได้ยืนยันแล้วว่า โครงข่ายยันต์ผนึกฟ้าของมหานครของพวกเราได้รับการซ่อมแซมโดยสมบูรณ์แล้ว และอาจารย์ก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าไปร่วมตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นทุกคนวางใจได้แล้วนะจ๊ะ"
"อาจารย์อิ๋งอิ๋ง อาจารย์กำลังฆ่าผมด้วยรอยยิ้มและใบหน้าของอาจารย์"
"ไอ้เพื่อนบัดซบ หยุดพูดและหยุดทำอะไรให้อาจารย์หม่าอิ๋งอิ๋งเสียหายเดี๋ยวนี้ และนายต้องรู้จักเคารพอาจารย์ ในอนาคตอาจารย์จะเข้าตระกูลหวงของฉัน ใช่แล้วอาจารย์จะแต่งงานกับฉันในอนาคตในฐานะสหาย นางไม่ควรคิดอะไรกับภรรยาของเพื่อน"
"ไอ้บัดซบเอ็งพูดหนักกว่าบิดาอีก"
เสียงพูดคุยแซวสาวของชายหนุ่มๆ ดังกึกก้องไปทั่วห้อง แต่ดูเหมือนว่า 'หม่าอิ๋งอิ๋ง' จะชินเรื่องนี้เสียแล้ว เธอก้าวลงจากเวทีหน้าห้องเรียน
ก่อนจะ...
"เฉินรุ่ยฟาง ถังสือมาน สองคนสวยของอาจารย์การเรียนช่วงนี้เป็นไงบ้างจ๊ะ"
น้ำเสียงอบอุ่นดัง เฉินรุ่ยฟางเดินออกจากโต๊ะเข้าไปกอดอาจารย์สาวในทันที หน้าเฉินรุ่ยฟางบู้บี้ไปกับทรวงอกนุ่มๆ ของอาจารย์สาว
ถังสือมานก็เช่นกัน
"พวกหนูคิดถึงอาจารย์จังเลย อาจารย์หายหน้าไปตั้งหลายวัน หากไม่ใช่เพราะมีการสอนของอาจารย์ ช่วงนี้พวกหนูก็ไม่คิดจะเข้าเรียนแล้ว"
"ทำไมละ" หม่าอิ๋งอิ๋งอาจารย์สาวผู้แสนสวยขมวดคิ้วไม่พอใจ คล้ายกับเธอจะไม่ยอมให้ศิษย์ของเธอละเลยการศึกษา
"หนูตัดสินใจว่าจะหาสำนักการค้า หรือสำนักโอสถเล็กๆ และเข้าไปฝึกงาน หนูอยากเริ่มเส้นทางอาชีพของตัวเอง" ถังสือมานพูด
"ไม่ใช่ว่าเราเคยบอกกับอาจารย์ว่าอยากทำให้ตระกูลถังประสบความสำเร็จหรอกเหรอ เส้นทางในสำนักการค้าหรือสำนักโอสถเล็กๆ ไม่สามารถสร้างตระกูลได้นะ"
ความจริงบางอย่างที่ทุกคนในโลกใบนี้ต่างรู้ การสร้างตระกูล หรือให้ได้มาซึ่งชนชั้นของตระกูล ต่างผ่านกองเลือดและการต่อสู้ ซึ่งหากใครหวังสร้างวงศ์ตระกูลให้ยิ่งใหญ่ พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาเหล่าผู้ปกครองดินแดนเพื่อมอบบรรดาศักดิ์ให้ในเบื้องต้น จากนั้นปีนป่ายจากกลิ่นคาวเลือด ยึดฐานะบรรดาศักดิ์ด้วยเกียรติและกำลังของตัวเอง
"หนูรู้แต่หนูไม่มีทางเลือก หนูไม่ได้เก่งอะไรมากมาย การบ่มเพาะของหนูก็ไม่ดี การทำงานในระบบขุนนางของท่านอ๋อง หรือการเป็นศิษย์ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' เพื่อเข้าสู่ระบบเซียนขุนเขาหนูคงทำไม่ได้ หนูเลยตัดใจแล้ว"
"เด็กโง่พูดอะไรของเธอนะ ไม่ใช่เธอมีอาจารย์หม่าอิ๋งอิ๋งคนนี้อยู่เหรอ อาจารย์จะช่วยฝากเธอเข้าสู่ระบบขุนนางเอง เธอลืมไปแล้วเหรอว่าอาจารย์ของเธอคือใคร ขุนนางขั้นห้าแห่ง 'ถางซือฉีอ๋อง' นะนอกจากนั้น..."
หม่าอิ๋งอิ๋งยังไม่ทันพูดอะไรจบ ชายร่างยักษ์คนหนึ่งเดินมา
"อาจารย์หม่าบังเอิญจังเลยนะครับ ผมผ่านมาที่นี่พอดี"
ไม่ช้าเสียงผู้คนในห้องเรียกก็อื้อฮืออื้ออึงดัง นั่นเพราะชายที่ปรากฏตัวคือ...