คัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ

    [TDSS] ตอน 033 : บุปผชาติต้องลม

    "พ่อบุญธรรมท่านเป็นอะไร ทำไมท่านหายไปทั้งคืนนอกจากนั่น... เลือด นั่นเลือด ทำไมที่คอเสื้อท่านถึงมีเลือดละพ่อบุญธรรม!!!" จั่วจี๋ช่างสังเกต เขาเห็นคราบเลือดบทชุดของหลี่เค่อ แม้มันจะเป็นเพียงละอองเล็กน้อย


    จั่วยุ่นได้ยินคำว่าเลือด เขารีบเดินมาหาหลี่เค่อทันที


    หลี่เค่อยกมือขึ้น เขาไม่อยากให้คนอื่นๆ เป็นห่วงตัวเขากับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ความเจ็บปวดทางร่างกายสำหรับหลี่เค่อไม่นับว่ามีอะไร ในมือหลี่เค่อก่อนกลับบ้าน เขาแวะซื้อตัวยามาหลากหลาย


    จั่วจี๋เห็นแบบนี้คล้ายจะร้องไห้ พ่อบุญธรรมช่างรู้จักทรมานผู้คน เด็กหนุ่มไม่ต้องการแช่น้ำยาที่แสนเจ็บปวดอีกแล้ว


    ใบหน้าจั่วจี้คล้ายมีน้ำตาแต่หลี่เค่อก็ไม่สนใจ เดินเข้าไปที่ห้องน้ำเตรียมผสมยาแช่ตัวเพื่อช่วยหลอมกายพื้นฐานแก่ลูกคนนี้


    เป็นจั่วยุ่นแล้วที่มองดูการกระทำของหลี่เค่อด้วยความลำบากใจและรู้สึกสำนึกบุญคุณอย่างรุนแรง


    เห็นจั่วยุ่นวันวันเขาไม่ได้ไปไหน แต่ที่จริงงานที่จั่วยุ่นถนัดมากที่สุดกับเป็นการเข้าหาผู้คนในสังคมอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือพื้นฐานของสายลับ


    และนั่นทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่หลี่เค่อมอบให้พวกเขาสองพ่อลูกนั่นมีมูลค่ามากมายเพียงไร


    ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ยุทธ์ทีฝึกได้ถึงขั้นลึกล้ำ ไหนจะโอสถระดับหนึ่งสามลายเส้น ที่แต่ละเม็ดคนธรรมดาไม่มีทางเอื้อมถึง แต่พวกเขาสองพ่อลูกกินกันยังกับเป็นของว่าง


    และนั่นทำให้ตอนนี้ร่างกายจั่วยุ่นแม้จะยังไม่อาจจะบรรลุถึงระดับ [1] หลอมกายขั้นกลาง [2] ได้แต่ก็นับว่าใกล้ถึงคอขวดเต็มทน ซึ่งเขาใช้เวลาอยู่โลกใบนี้นานเท่าไหร่กัน แทบจะต้องนับกันเป็นวัน


    ในโลกใบนี้จะมีผู้ใดบ่มเพาะด้วยโอสถสามลายเส้น กินกันจนเป็นของว่างแบบนี้ได้สักกี่คน จั่วยุ่นคิดได้ว่าต่อให้มีก็น้อยเต็มทน



    และเมื่อหลี่เค่อเตรียมน้ำยาชุบร่างหลอมกายเพื่อทั้งสองเสร็จ จั่วยุ่นไม่รีบร้อนที่จะไปแช่


    เขากับเลือกที่จะพูดบางอย่างก่อน


    "นายน้อยโปรดถนอมร่างกายด้วย"


    หลี่เค่อยิ้มจางๆ ก่อนพยักหน้าให้น้าจั่วของตัวเอง จากนั้นหลี่เค่อเดินกลับห้อง


    ก่อนจะหยิบกระถางเก้าวิญญาณออกมา วันนี้เขาฆ่าคนไปหลายคน แต่คนที่น่าสนใจที่สุดคงเป็นซีถิง หากหลี่เค่อสามารถกลืนกินดวงวิญญาณของชายคนนี้ได้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' และ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' ของเขาคงสมบูรณ์


    เพียงแต่ว่าหลี่เค่อไม่แน่ใจว่าเขาจะกลืนกินดวงวิญญาณชายคนนี้ได้ไหม


    หลี่เค่อจึงส่งเสียงเข้าไปในห้วงสำนึก คล้ายเป็นคำถามต่อกระถางเก้าวิญญาณของตัวเอง


    'ข้าต้องการกลืนกินดวงวิญญาณของซีถิงเป็นไปได้หรือไม่'


    "..." เป็นเช่นเดิมไอ้กระถางนี้เงียบงัน


    หลี่เค่อไม่คิดสนใจมัน เขาเลือกทำตามสิ่งที่เขาคิด ในห้วงสำนึกเมื่อเขาเป็นเจ้านายของกระถางเก้าวิญญาณ โดยสำนึกหลี่เค่อพบว่าตัวเองควบคุมมันได้ในระดับหนึ่ง


    เขาเจาะจงอณูแสงที่เป็นจิตสำนึกของซีถิง จากนั้นเลือกดูดกลืนมันทันที


    ในหัวของหลี่เค่อปรากฏความเจ็บปวดเช่นเดิม แถมแย่กว่าตอนดูดกลืนวิญญาณถังคังไปอีกเล็กน้อย


    แต่แม้จะเจ็บปวดจนคนธรรมดาต้องร้องคำรามดีดดิ้นทุรนทุรายทรมาน แต่หลี่เค่อกับนิ่งเฉย เขาทำเพียงนอนเอนกายบนโซฟาคล้ายคนธรรมดานอนหลับ


    หากจะมีอะไรพิเศษคงเป็นเหงื่อที่แตกซ่านไปทั่วใบหน้า


    เวลาค่อยๆ ผ่านไป อณูแสงซึมเข้าร่างของหลี่เค่ออย่างสมบูรณ์ และหลี่เค่อรับรู้ว่า เขาจะต้องใช้เวลาประมาณ 15 วันเพื่อกลืนกินความทรงจำทั้งหมดของซีถิง


    เบื้องต้นความทรงจำที่ได้มาจากซีถิงไม่มีอะไรสำคัญต่อหลี่เค่อ


    มันเป็นเพียงเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากคนธรรมดา บากบั่นสู่เส้นทางผู้บ่มเพาะ ซึ่งเขาใช้วิธีเอาตัวรอดด้วยเล่ห์กลเช่นบุรุษหน้าซื่อใจคด แต่ถึงเป็นเช่นนั้นซีถิงก็ไม่ใช่คนที่ชั่วจนดำมืดไปหมดเช่นป่าดำ เขายังมีหัวใจ และอย่างน้อยๆ เขาก็ยังทำดีกับครอบครัวและน้องๆ ของตัวเอง


    เมื่อกลายเป็นศิษย์ชั้นในของ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' ซีถิงส่งเงินกลับบ้านที่ต่างจังหวัดบ่อยครั้ง


    หลายครั้งเขาทำตัวพิทักษ์คนดี ยอมเดือดร้อนต่อสู้กับคนชั่ว ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาต่อศิษย์หลายๆ คนในตำหนักของซีถิง เขาเป็นคนน่านับถือผู้หนึ่ง


    แต่ก็นั่นแหละ เมื่อคนดีกลายเป็นคนร้าย ในเงามืดมันก็ช่างยากจะแยกแยะและสังเกต


    ไม่รู้ว่าเวลานี้ประจวบเหมาะหรืออะไร หลี่เค่อพบว่าตัวเองย่อยความทรงจำส่วนสำคัญของป่าดำสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว


    "ด้วยความทรงจำของป่าดำในส่วนนี้ หากข้าพักรักษาอาการบาดเจ็บภายในจากการใช้พลังจิตและการแปรเวทย์เสร็จ ข้าสามารถเริ่มต้นฝึกเคล็ดวิชาหลอมกายเซียนทองได้สักที"


    ...


    วันใหม่


    ณ ห้องเรียนสำนักศึกษาไป๋ซาน หญิงสาวใบหน้างดงาม เมื่อนางแย้มยิ้มราวกับเหล่าบุปผชาติต้องลม มันให้ความรู้สึกหอมหวานรื่นเริงใจอย่างประหลาด


    ชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนเสื้อสีขาวเข้ารูปทำให้เธอขโมยใจชายหนุ่มนักศึกษายุทธ์ได้เกินครึ่งห้อง


    แต่เธอไม่ใช้ศิษย์ศึกษา หากแต่เธอคือคณาจารย์ของสำนักศึกษาไป๋ซานแห่งนี้


    'หม่าอิ๋งอิ๋ง' เธออยู่หน้าห้องเพื่อบรรยายวิชาของเธอเกี่ยวกับการผนึกเวทย์และอักษรยันต์


    "หลายวันมานี้ทุกคนคงได้ข่าวที่ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' ของพวกเรามีการปรากฏของประตูนรก ซึ่งเรื่องนี้แทบจะไม่ได้เกิดขึ้นมานับร้อยปีแล้ว และเพราะอะไรประตูนรกถึงเกิดขึ้น ณ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' ของพวกเราได้ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นมานับร้อยปี, หากใครตั้งใจเรียนก็ย่อมต้องรู้คำตอบในใจอยู่แล้ว ทั่วทุกมหานครต่างมีมหาปรมาจารย์อักษรเวทย์ร่วมมือกันสร้างข่ายยันต์ผนึกฟ้าดิน ปิดกั้นโอกาสฉีกขาดของห้วงมิติ"


    "แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' เมื่อไม่กี่วันก่อน ย่อมเป็นผลจากการชำรุดของโครงข่ายยันต์ผนึกฟ้าดิน นี่แสดงให้เห็นว่า ต่อให้เป็นสุดยอดโครงข่ายยันต์ผนึกฟ้า เมื่อระยะเวลาผ่านไปก็มีโอกาสที่มันจะชำรุดได้ กาลเวลาช่างกัดกร่อนสิ่งต่างๆ ได้ดีจริงๆ แต่อาจารย์ก็มีข่าวดีที่จะบอกพวกเธอ หลายคนที่นี่มีบ้านอยู่รอบนอกมหานครใช่ไหม"


    เสียงชายหนุ่มพูดว่าใช่ดังกระหึ่มทั่วห้องพร้อมกัน


    หม่าอิ๋งอิ๋งยิ้มหวานเล็กๆ ชายหนุ่มหลายคนหน้าแดง บ้างเอามือทุบโต๊ะเบาๆ บ้างเอาใบหน้ากดลงไปที่โต๊ะ ความเขินอายของหนุ่มๆ นักศึกษายุทธ์ช่างรุนแรง


    "ใช่ ในเมื่อหลายคนอยู่ที่นั่นอาจารย์ก็อยากจะพูดว่า เมื่อวานอาจารย์ได้ไปติดต่อกับกรมเวทย์และยันต์มา พวกเขาได้ยืนยันแล้วว่า โครงข่ายยันต์ผนึกฟ้าของมหานครของพวกเราได้รับการซ่อมแซมโดยสมบูรณ์แล้ว และอาจารย์ก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าไปร่วมตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นทุกคนวางใจได้แล้วนะจ๊ะ"


    "อาจารย์อิ๋งอิ๋ง อาจารย์กำลังฆ่าผมด้วยรอยยิ้มและใบหน้าของอาจารย์"


    "ไอ้เพื่อนบัดซบ หยุดพูดและหยุดทำอะไรให้อาจารย์หม่าอิ๋งอิ๋งเสียหายเดี๋ยวนี้ และนายต้องรู้จักเคารพอาจารย์ ในอนาคตอาจารย์จะเข้าตระกูลหวงของฉัน ใช่แล้วอาจารย์จะแต่งงานกับฉันในอนาคตในฐานะสหาย นางไม่ควรคิดอะไรกับภรรยาของเพื่อน"


    "ไอ้บัดซบเอ็งพูดหนักกว่าบิดาอีก"


    เสียงพูดคุยแซวสาวของชายหนุ่มๆ ดังกึกก้องไปทั่วห้อง แต่ดูเหมือนว่า 'หม่าอิ๋งอิ๋ง' จะชินเรื่องนี้เสียแล้ว เธอก้าวลงจากเวทีหน้าห้องเรียน


    ก่อนจะ...


    "เฉินรุ่ยฟาง ถังสือมาน สองคนสวยของอาจารย์การเรียนช่วงนี้เป็นไงบ้างจ๊ะ"


    น้ำเสียงอบอุ่นดัง เฉินรุ่ยฟางเดินออกจากโต๊ะเข้าไปกอดอาจารย์สาวในทันที หน้าเฉินรุ่ยฟางบู้บี้ไปกับทรวงอกนุ่มๆ ของอาจารย์สาว


    ถังสือมานก็เช่นกัน


    "พวกหนูคิดถึงอาจารย์จังเลย อาจารย์หายหน้าไปตั้งหลายวัน หากไม่ใช่เพราะมีการสอนของอาจารย์ ช่วงนี้พวกหนูก็ไม่คิดจะเข้าเรียนแล้ว"


    "ทำไมละ" หม่าอิ๋งอิ๋งอาจารย์สาวผู้แสนสวยขมวดคิ้วไม่พอใจ คล้ายกับเธอจะไม่ยอมให้ศิษย์ของเธอละเลยการศึกษา


    "หนูตัดสินใจว่าจะหาสำนักการค้า หรือสำนักโอสถเล็กๆ และเข้าไปฝึกงาน หนูอยากเริ่มเส้นทางอาชีพของตัวเอง" ถังสือมานพูด


    "ไม่ใช่ว่าเราเคยบอกกับอาจารย์ว่าอยากทำให้ตระกูลถังประสบความสำเร็จหรอกเหรอ เส้นทางในสำนักการค้าหรือสำนักโอสถเล็กๆ ไม่สามารถสร้างตระกูลได้นะ"


    ความจริงบางอย่างที่ทุกคนในโลกใบนี้ต่างรู้ การสร้างตระกูล หรือให้ได้มาซึ่งชนชั้นของตระกูล ต่างผ่านกองเลือดและการต่อสู้ ซึ่งหากใครหวังสร้างวงศ์ตระกูลให้ยิ่งใหญ่ พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาเหล่าผู้ปกครองดินแดนเพื่อมอบบรรดาศักดิ์ให้ในเบื้องต้น จากนั้นปีนป่ายจากกลิ่นคาวเลือด ยึดฐานะบรรดาศักดิ์ด้วยเกียรติและกำลังของตัวเอง


    "หนูรู้แต่หนูไม่มีทางเลือก หนูไม่ได้เก่งอะไรมากมาย การบ่มเพาะของหนูก็ไม่ดี การทำงานในระบบขุนนางของท่านอ๋อง หรือการเป็นศิษย์ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' เพื่อเข้าสู่ระบบเซียนขุนเขาหนูคงทำไม่ได้ หนูเลยตัดใจแล้ว"


    "เด็กโง่พูดอะไรของเธอนะ ไม่ใช่เธอมีอาจารย์หม่าอิ๋งอิ๋งคนนี้อยู่เหรอ อาจารย์จะช่วยฝากเธอเข้าสู่ระบบขุนนางเอง เธอลืมไปแล้วเหรอว่าอาจารย์ของเธอคือใคร ขุนนางขั้นห้าแห่ง 'ถางซือฉีอ๋อง' นะนอกจากนั้น..."


    หม่าอิ๋งอิ๋งยังไม่ทันพูดอะไรจบ ชายร่างยักษ์คนหนึ่งเดินมา


    "อาจารย์หม่าบังเอิญจังเลยนะครับ ผมผ่านมาที่นี่พอดี"


    ไม่ช้าเสียงผู้คนในห้องเรียกก็อื้อฮืออื้ออึงดัง นั่นเพราะชายที่ปรากฏตัวคือ...