หนิงเฟยหลงไม่ได้ละความพยายามจะเข้าไปในหุบเขาประกายหิมะนั่นคือสถานที่สุดท้ายในการทดสอบ พวกเขายังต้องไปประลองแต่อุปสรรคที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่เจตนาที่แท้ของยอดสำนักช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน
“การทดสอบนี่จะยากเกินไปแล้ว”นี่เป็นคำพูดติดปากของผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ไปแล้ว
หากว่าให้คนรุ่นก่อนๆมารับการทดสอบใหม่พวกมันคงได้ตกตะลึงอย่างแท้จริงใครจะคาดคิดว่าการทดสอบจะปรากฏผู้ฝึกฝนพลังยุทธ์แกร่งกล้าขอบเขตแดนพิภพมากมายแค่สิบคนก็นับว่ามากแล้ว แต่นี่มากมายหลายสิบคนขึ้นไปอีกพวกมันต้องโอดครวญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้เข้าร่วมการทดสอบตระหนักได้ในทันทีการทดสอบที่ยากที่สุดไม่ใช่การแข่งขันสังหารสัตว์อสูรระดับห้าแต่เป็นการมีชีวิตรอดจนถึงหุบเขาประกายหิมะนั่นต่างหาก คือความยากที่แท้จริง
แต่ใครเลยจะรู้ว่าทั้งหมดนั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ยอดสำนักทั้งเจ็ดต้องการมันเป็นการท้าทายจากกระโจมทองหลวงนั่นต่างหาก!
ยอดสำนักทั้งเจ็ดก็ไม่ได้ประกาศออกไปด้วยนี่ถือเป็นการทำให้เสียชื่อเสียงผู้เข้าร่วมทดสอบจึงต้องปฏิบัติตามภารกิจต่อไป
“ใกล้ถึงแล้วอีกไม่ถึงสามสิบลี้ก็จะเป็นเขตหุบเขาประกายหิมะพวกเราต้องหลบเลี่ยงการเผชิญหน้าให้มากที่สุด”
หนิงเฟยหลงนำกลุ่มตนเองเข้าไปอย่างช้าๆการปิดล้อมของกระโจมทองหลวงแน่นหนาเป็นอย่างมาก ยากจะผ่านพ้นไปโดยง่ายพวกเขาใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนถึงสามารถเล็ดรอด จากหน่วยลาดตระเวนได้
แต่ความโชคดีนั้นอยู่นานใครจะคาดคิดว่า มีทหารกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาทางเขา คล้ายติดตามมาเนิ่นนาน แม้ว่าพลังจิตจะกวาดไปโดยรอบก็ไม่อาจตรวจจับคนพวกนี้ได้ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีอุปกรณ์เวทย์ปิดกั้นสัมผัสจิต คนพวกนี้ต้องมีคนที่เคยเผชิญหน้ากับกลุ่มของเขามาก่อนไม่อย่างนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ถึงการมีตัวตนของผู้บ่มเพาะพลังจิต
หรือหากมันเป็นเรื่องบังเอิญนี่มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยแล้ว
“พวกมันตามเรามา”เฟิงเหลยอ้าปากค้าง เขาตกตะลึงอย่างยิ่งใบหน้าก็ขาวซีดหากเกิดการปะทะที่นี่แม้เป็นช่วงสั้นๆ ก็ตามพวกเขาไม่อาจรอดจากทหารกระโจมทองหลวงได้เลย
วิกฤตมาเยือนเขาแล้ว!
เขามีสองทางเลือกหนึ่งเผชิญหน้ากับกองทหารนั้นด้วยความเร็วแล้วรีบจากไป สองหนีสุดชีวิตแต่นั่นจะเป็นการเปิดเผยที่อยู่โดยสิ้นเชิงอันที่จริงแล้วทั้งสองวิธีล้วนเป็นการเปิดเผยที่อยู่ของพวกเขาหากแต่วิธีที่หนึ่งจะช่วยตัดชนักติดหลังนั้นไปเขาไม่ต้องกังวลกับการไล่ล่าจากพวกนี้อีก
ดูเหมือนว่าพวกมันก็จะมีเครื่องแกะรอยพวกเขาโดยเฉพาะ
“ทำอย่างไรดี?”โต่วเยี่ยนฉวี่เริ่มร้อนรนใบหน้าของหนิงเฟยหลงก็มีเม็ดเหงื่อหยดเท่าปลายนิ้วก้อยผุดขึ้นมา
สถานการณ์นี้ดูยุ่งยากพอสมควรเขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ บิดรอยยิ้มอย่างข่มขื่น “สู้เถอะ พวกมันมีที่แกะรอยพวกเราต้องทำลายพวกมันก่อน ไม่อย่างนั้นพวกเราไม่มีทางสลัดหลุดจากบ่วงนี้ได้เลย”
สหายทั้งสองสูดลมหายใจลึกแล้วพยักหน้าแววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
ตูม ตูม ตูม!
พลังพุ่งพล่านออกจากกายทั้งสามไม่กี่อึดใจฝ่ามือพลังหยวนที่น่าสะพรึงก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ทะเลเปลวเพลิงก็ตามมาทั้งยังมีพลังจิตที่ทรงพลังกดทับ ทหารคนเถื่อนแหงนมองอึ้งงันพวกหนิงเฟยหลงลงมือเร็วเกินไปพวกมันไม่ทันได้เตรียมรับมือ
ปัง!
พื้นดินแหลกละเอียดใบหน้าของผู้บัญชาการกองพันเหยเก ทหารใต้บังคับบัญชาไม่ทันไรก็ตามไปร้อยนายแล้วทั้งยังถูกบดทำลายในทันที มันต้องเพ่งมองชายหนุ่มที่ตามไล่ล่านี้ใหม่แล้ว
“บัดซบ! ไหนบอกว่าเจ้าเด็กพวกนี้ไร้ฝีมือ เป็นเพียงแก่นแท้พลังธรรมดาอย่างไร?แล้วพวกมันจะฆ่าทหารข้าตายง่ายๆ มากมายอย่างนี้ได้ยังไงกัน!”หัวหน้ากองพันหัวเสียเป็นอย่างมาก สบถด่าคนผู้นั้นด้วยความไม่พอใจหากแม้นว่าคนผู้นั้นอยู่ที่นี่มันคงไม่กล้าด่าออกไป แต่เห็นๆอยู่ว่ามันไม่ได้อยู่ที่นี่ไหนเลยต้องกลัว
แต่ที่สำคัญกว่านั้นหากมันรู้ว่าศัตรูที่ต้องมาสู้ด้วยแข็งแกร่งถึงเพียงนี้คงไม่รับภารกิจไล่สังหารนี้มาทำแล้วอันที่จริงมันไม่ได้ทำตามคำสั่งข่าน การฝืนคำสั่งก็เสี่ยงโทษอยู่แล้วเดิมทีมันตั้งใจจะรีบจบภารกิจนี้โดยไวนำทหารติดตามมาด้วยทั้งหมดแต่กลับต้องมาเจอปีศาจร้ายในร่างมนุษย์ ไหนเลยจะไม่หวาดกลัว
ก่อนหน้านี้มันได้รับการว่าจ้างจากคนผู้หนึ่งด้วยราคาสูงลิ่วจนน้ำลายสอถูกความโลภบังตา และคนผู้นั้นยังให้อุปกรณ์เวทย์บางอย่างที่สามารถติดตามคนทั้งสามได้มาด้วยจึงสามารถติดตามทั้งสามได้มาถึงที่นี่
ภารกิจของมันก็คือการสังหารทั้งสามคนนี้ให้ได้!
มันมองคนทั้งสองด้วยความหวาดหวั่นแต่สำหรับบุรุษหนุ่มผู้ฟาดฟันกระบี่อยู่ในตอนนี้ มันมองไปด้วยความหวาดกลัววิชากระบี่และพลังที่แสดงออกมานั้นเหนือล้ำไปกว่ามันอย่างแน่นอน
“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ! สารเลวนัก!” มันด่ากราดในใจไม่หยุด เมื่อนึกถึงคนว่าจ้างก็ยิ่งแค้น!
“เป่าแตรสัญญาณ”มันกัดฟันแน่นออกคำสั่ง นี่อาจจะทำให้มันถูกรับโทษแต่อย่างน้อยก็ไม่ตาย
โหว่ง!
เมื่อเสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้นเสียงแตรอีกสองสามที่ก็ดังขึ้นคล้ายตอบรับ ใบหน้าของหนิงเฟยหลงบิดเบี้ยวในฉับพลัน หัวหน้ากองพันคนนี้ช่างขี้ขลาดนักไม่ทันได้เผชิญหน้าอย่างเต็มตัวก็ให้ทหารเป่าสัญญาณแล้วเขาไม่เคยเจอผู้นำกองพันลาดตระเวนคนใดไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน
“ไม่ต้องสนใจคนอื่นแล้วฆ่าผู้นำของพวกมันให้ได้!”หนิงเฟยหลงแผดเสียงตะโกน เฟิงเหลยก็มุ่งการโจมตีไปที่หัวหน้ากองพันพลังจิตหลายสายรวมตัวเป็นค้อนยักษ์ทุบลงไปบนศีรษะของมัน
ตูม!
หัวหน้ากองพันแผดร้องด้วยความตกใจยกกำปั้นของตนเองซัดหมัดขึ้นฟ้าคลื่นหยวนที่รุนแรงของเข้าสู่พิภพขั้นสามก็ระเบิดออก
ค้อนพลังจิตกระหน่ำโจมตีลงมาไม่หยุดยั้งหมัดคลื่นหยวนก็รัวขึ้นไปต้านรับ เกิดเป็นแรงระเบิดมหาศาลกระจายไปในอากาศและบริเวณโดยรอบ
ตูม!
หัวหน้ากองพันเซถลาถอยหลังไปสี่ก้าวจึงหยุดยั้งตนเองไว้ได้สำรอกโลหิตออกมาหลายคำแววตาที่ดูเกลียดชังก็จ้องไปยังเฟิงเหลยอย่างโกรธแค้นมุมปากของเฟิงเหลยก็มีโลหิตไหลซึม เมื่อครู่เกิดการปะทะที่ดุดัน เขาบาดเจ็บไม่น้อย
ระหว่างที่หัวหน้ากองพันมุ่งความสนใจไปที่เฟิงเหลยนั้นหนิงเฟยหลงก็ใช้ร่างสายลมผสานกับก้าวชมจันทร์ ในพริบตาก็มาปรากฏอยู่ด้านหลังของหัวหน้ากองพันแล้วกระบี่ในมือก็วาดผ่านลำคอของมันในทันที เป็นการปิดฉากอย่างรวดเร็วหากไม่ใช่ว่าไม่ต้องการเสียเวลามาก เขาคงตัดสินใจฆ่าคนผู้นี้ด้วยตัวเองเฟิงเหลยก็คงไม่บาดเจ็บ
แต่เป็นเพราะเวลาเร่งรัดทั้งยังอาจใช้การโจมตีที่รุนแรงมากเกินไป อาจเป็นการเรียกแขกที่ไม่ได้รับเชิญมา จึงไม่อาจทำการได้ด้วยตนเองทั้งหมดนี่คือการผสานการโจมตีครั้งแรกของพวกเขา และมันก็จบได้อย่างสวยงาม
“ไป”หนิงเฟยหลงคว้าจับอุปกรณ์เวทย์ในมือของหัวหน้ากองพัน แล้วก็ทะยานร่างหนีไปในทันทีไม่ต้องเดาก็รู้ว่าของสำคัญอยู่ที่ใคร เขาเลยมุ่งเป้าหมายมาที่หัวหน้ากองพัน
พวกเขาสลัดหลุดกองทหารคนเถื่อนได้อย่างยากเย็นกว่าจะหลุดออกก็ผ่านไปเกือบครึ่งค่อนวัน จนมืดค่ำ ทำให้พวกเขาผ่านพ้นวิกฤตได้ด้วยความมืดยามค่ำคืน
แต่ปัญหาที่มากกว่านั้นกำลังตามพวกเขามาถ้าพูดให้ถูกก็คือทางที่พวกเขาจะต้องไป...
กองทัพคนเถื่อนนับหมื่นกำลังต้อนรับพวกเขาอยู่ที่นั่น!
เส้นทางเข้าหุบเขาเป็นทางแคบการนำทหารหมื่นนายไปอุดปากทางก็เพียงสกัดกั้นคนเข้าออกได้แล้วไม่จำเป็นต้องมากกว่านั้นเลย
ทั้งสามมองดูด้วยใบหน้าที่เหนื่อยล้าได้แต่รีบพักฟื้นพลังเพื่อเตรียมการขั้นต่อไปเพียงแต่ขั้นต่อไปไม่อาจทำสำเร็จได้ด้วยกลุ่มของเขาเองพวกเขาต้องร่วมมือกับสมาชิกกลุ่มอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากอยากเข้าไปในหุบเขาประกายหิมะ ก็จำเป็นต้องผ่านทหารหมื่นนายนี้ไป
และวิธีที่จะผ่านไปได้คือรวมกลุ่มกับคนอื่นๆบุกฝ่าเข้าไป ไม่มีวิธีที่สอง มันคือทางเลือกเดียว
ค่ำคืนผ่านพ้นไปสามสหายพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว เขาลัดเลาะไปตามชายเขต เพื่อตามหาคนกลุ่มอื่นและแล้วพวกเขาก็พบกลุ่มคนจนได้
“ตรงนั้น”หนิงเฟยหลงนำไป พรรคพวกก็ตามมาในทันที
“นั่นมันผู้เก่งกล้าไม่ใช่รึนั่นลมอะไรหอบเจ้ามาที่นี่กัน มิใช่ว่ามีฝีมือหรอกรึ?”ไม่ทันไรก็มีเสียงถากถางพวกเขาที่กำลังจะเข้าไปหาเสียแล้ว ที่ว่าผู้เก่งกล้าคงเป็นการเยาะเย้ยเสียแล้วคำพูดเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงจุดประสงค์ที่เขามาอย่างแน่นอน พวกมันทุกคนก็ล้วนรวมตัวกันเพราะจุดประสงค์นี้ร่วมมือทะลวงด่านเข้าหุบเขา!
“ดูเหมือนว่าการพบปะครั้งแรกจะไม่ราบรื่นเท่าไหร่นัก”หนิงเฟยหลงพึมพำ แต่สีหน้าก็ยังคงด้วยรอยยิ้มเขาจำเสียงที่ถากถางนั้นได้อย่างแม่นยำ เสียงก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มาจากใครที่ไหนมันมาจาก...
“ล้วนเป็นคนคุ้นเคยช่างให้การต้อนรับข้าอย่างอุ่น สหายหลู่ท่านสบายดีนะ” หนิงเฟยหลงยิ้มทักทายให้มันทว่าสายตานั้นเย็นเยียบยิ่ง ผู้ที่ถูกเรียกว่าสหายหลู่ก็สะท้านในใจมันเปิดปากอย่างจะพูดบางอย่างแต่แล้วก็กลืนลงไป เมื่อเห็นสายตาคู่นั้น
สหายหลู่ที่จริงแล้วมันก็คือหลู่เหวินนั่นเอง
ปัง!
การโจมตีกะทันหันทำให้หนิงเฟยหลงหลบเลี่ยงไปทันจนต้องลงมือมีคนลอบโจมตีเขาทันทีที่เข้ามา ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เป็นที่ต้อนรับแล้วแค่หลู่เหวินนั้นไม่เท่าไหร่ แต่หากว่าเป็นคนผู้นั้นคงน่าปวดหัวน่าดู...
เขากวาดสายตามองภาวนาว่าต้องไม่ใช่ แต่ดูเหมือนสวรรค์ไม่เข้าข้างเขาเท่าไหร่นักสายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นหญิงสาวสีหน้าเย็นชาในทันที
“เจียงเหม่ยหลิน!”