เกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้!

    บทที่ 31 ความเสี่ยงที่ควรออกห่างกับเรื่องข่าวจริง…?

    บทที่ 31 ความเสี่ยงที่ควรออกห่างกับเรื่องข่าวจริง…?


    “วันนี้ไปเปอร์มาที่สวนมั้ยน่า?”


    ก็ได้แต่ถามกับตัวเองขณะแอบหลบอยู่หลังตึกหนึ่งไม่ไกลจากสวนผักผลไม้ที่ไปเปอร์ดูแล

    เป็นเวลายามเช้าวันใหม่สดใสตะวันกำลังขึ้นส่องแสงแดดให้เหล่าต้นไม้น้อยใหญ่ในสวนแห่งนี้ได้เติบโตออกผลผลิตมากมายดังคำอวยพร วันนี้ผมรีบเดินทางมาโรงเรียนแต่เช้าตรู่เพื่อดักหาไปเปอร์โดยเฉพาะเพื่อคุยกันต่อหลังจากเรื่องเมื่อวานที่โดนขัด


    “จากที่จำไม่ผิดไปเปอร์บอกต้องมาดูแลรดน้ำพวกผักผลไม้ในตอนเช้า”


    เธอเป็นคนในชมรมเกษตรกรมีหน้าที่ต้องมารดน้ำเป็นประจำทุกเช้า แต่เมื่อวานที่มารดน้ำตอนสายระหว่างเรียนเพราะตื่นสายเกือบมาไม่ทันเวลาเรียนแต่ก็เพราะอย่างนั้นผมเลยได้รู้จักกลับไปเปอร์ได้


    “ถึงจะเป็นเจอหน้าครั้งแรกที่ไม่น่าจดจำเท่าไรก็เถอะ”


    แถมเธอยังวิ่งหนีผมไปอีกด้วย! อะเฮือก~ นึกแล้วยักเจ็บอยู่เลย!


    โชคยังดีที่เจอไปเปอร์ในสวนหลังโรงเรียนถึงจะดูทุลักทุเลไปหน่อยแต่ยังดีที่พอเคลียความเข้าใจผิดกันได้แถมเหมือนจะเป็นเพื่อนกันได้ด้วย… ถ้าเบลก้ากับพวกออกัสไม่เข้ามาขวางซะก่อนละนะ


    “แถมโดนเบลก้าต่อยซะปลิวเลย หมดมาดความเป็นตัวร้ายเลยผม…อ่ะ?”


    ระหว่างคิดอะไรไปเรื่อยไปเปอร์ก็โผล่ออกมาจากในสวนผลไม้พร้อมบัวรดน้ำในมือเหมือนเมื่อวานดูแล้วยังรดน้ำไม่เสร็จมาเติมน้ำรดเพิ่ม 

    แม้สวนผักผลไม้นี้จะใหญ่เกินไปที่จะรดน้ำด้วยตัวคนเดียวแต่เธอก็ยังรดน้ำด้วยรอยยิ้มไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย หูและหางแมวที่บงบอกว่าเป็นเผ่าหูสัตว์กำลังขยับไปมาอย่างมีความสุขที่ได้ทำ


    “ดูเหมือนกำลังสนุกเชียว ทำเอารู้สึกผิดเลยที่จะเข้าไปขัด”


    ที่มาครั้งนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แค่จะมาคุยต่อจากเรื่องเมื่อวานนี้ในห้องเก็บของที่ยังคุยไม่จบก็โดนขัดจังหวะซะก่อน จากที่คุยกันไปบ้างเมื่อวานนี้ดูแล้วไปเปอร์ไม่ได้มีท่าทางเกลียดอะไรผมนัก…ถึงจะยังกลัวอยู่หน่อยๆก็เถอะแต่นั้นก็เพราะไม่รู้จักผมเท่าไร ถ้าคุยกันดีๆต้องเป็นเพื่อนกันได้แน่


    “นี้ ไปเป…”

    “ไปเปอร์!”


    !?

    ก่อนจะได้เรียกไปเปอร์กลับมีคนเรียกตัดหน้าซะก่อน

    คนเรียกก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลตัวเด็กสาวผิวคล้ำผมสั้นเทาผู้ไม่เกรงกลัวใครเคยฝากกำปั้นบนใบหน้าผมไว้เบลก้าเพื่อนร่วมห้องนั้นเอง 


    “เบลก้า? อรุณสวัสดิ์นะ”

    “ไงไปเปอร์ โทษทีที่มากวน”


    พอเห็นเบลก้ากำลังเดินไปหาไปเปอร์ผมนี่รีบหลบซ่อนหลังตึกเหมือนเดิม พอเห็นเบลก้าแบบนี้แล้วทำเอาความรู้สึกเจ็บที่แก้มขึ้นมาเหมือนพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเลย… ก็เกิดขึ้นเมื่อวานจริงๆนี่น่า! ที่รู้สึกเจ็บๆนี้เพราะช้ำในหรือเปล่าตายละเป็นรอยเขียวหรือม่วงที่แก้มไหมเนี่ยเมื่อเช้าตอนแต่งตัวก็มัวแต่คิดเรื่อยเปื่อยเลยลืมดู…


    “แปลกใจจังที่เบลก้ามาแต่เช้าแบบนี้หรือว่าจะมาเอาผลไม้เพิ่ม? ถ้าจะเอาเพิ่มบอกกันที่ห้องก็ได้ไม่ต้องมาหาถึงที่นี้หรอก”

    “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก แต่เป็นเรื่องของไอ้เจ้าขุนนางตกกระป๋องเอมเบรสนั้นต่างหาก!”


    ทันทีที่เบลก้าพูดถึงชื่อเอมเบรสรอยยิ้มสนุกหายไปจากใบหน้กลายเป็นรอยยิ้มเศร้าๆแทน 


    “ไปเปอร์ฉันอยากให้เธออยู่ห่างจากมันให้มากที่สุด!”


    เบลก้าบอกไปเปอร์ให้อยู่ห่างผมให้มากที่สุดแต่เหมือนเธอจะไม่ค่อยเห็นด้วย


    “ทำไมละ? ถ้าเป็นเรื่องเมื่อวานแล้วละก็เข้าใจผิดแล้วเอมเบรสเขายังไม่ทำอะไรฉันเลย”

    “ไม่ใช่แค่เรื่องนั้นหรอกเธออย่าลืมสิเมื่อก่อนมันทำอะไรเธอไว้น่ะ”

    “……”


    ได้ยินแบบนั้นไปเปอร์ก็เงียบไปพึ่งหนึ่งเพื่อคิดก่อนตอบเบลก้า


    “นั้นเป็นเรื่องเมื่อก่อน ฉันว่า…อย่าไปคิดมากเลย”

    “อย่าไปคิดมาก!? ทั้งที่ไอ้ขุนนางตกกระป๋องนั้นทำกับเธอขนาดนั้นอะนะ!!”


    เบลก้าฉุนขึ้นมาทันทีที่ได้ยินไปเปอร์ว่างั้นก่อนพูดใส่อารมณ์


    “เธอลืมไปแล้วเหรอไปเปอร์ว่าในวันนั้นไอ้เอมเบรสทำอะไรกับพวกเราไว้ตอนนั้น… ทำอะไรกับเธอไว้ในตอนนั้นเธอน่าจะจำได้ดีที่สุดแล้วไปเปอร์!!!”


    คำพูดของเบลก้าทำเอาไปเปอร์เถียงไม่ออก สีหน้าบอกว่าเธอเข้าใจความหมายที่เพื่อนเธอพูดเป็นอย่างดีเลย

    ผมที่ได้ยินเบลก้าพูดอย่างนั้นเข้าไปความทรงจำในอดีตของเอมเบรสก็พุ่งพรวดขึ้นมาในหัวถึงเหตุการณ์‘ในวันนนั้น’ที่ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงเห็นจะไม่ทั้งหมดแต่ก็พอจับใจความเรื่องได้


    ในตอนนั้นเอมเบรสต้องการจะล่อริวจิและเพื่อนออกมาติดกับดักที่ตัวเองวางไว้เลยใช้กลุ่มนักเรียน 1–D เป็นตัวล่อและหนึ่งในนั้นมีไปเปอร์ด้วย

    ภาพไปเปอร์กำลังร้องหายกลัวสุดๆที่โดนจับตัวเป็นตัวประกันและภาพตัวเอมเบรสที่หัวเราะไม่สนอะไรเลยนอกจากการจัดการริวจิ โดยสรุปคือเอมเบรสโดนหลอกใช่โดยคนกลุ่มหนึ่งให้คิดว่าร่วมมือกันจัดการผู้กล้าริวจิและเพื่อนๆ ดีที่พวกผู้กล้าริวจิจัดการได้ไม่งั้นเรื่องจะออกมาแย่แค่ไหนก็ไม่รู้


    “เจ้านั้นมันคือลูกดยุกขุนนางชั้นสูงที่เป็นพวกขุนนางเลือดบริสุทธิ์เอมเบรสนั้นก็น่าจะพอเป็นเหตุผลพอที่เธอไม่ควรจะเข้าใกล้มันมากที่สุดแล้ว!”

    “……”


    ไปเปอร์เงียบไปไม่ได้พูดอะไร

    จริงอย่างที่เบลก้าว่าพอได้เห็นเรื่องที่ทำกับไปเปอร์ทำเอาไปเจอหน้าไม่ถูกเลย เห็นแบบนี้แล้วการจะเป็นเพื่อนกันคง…


    “ไม่หรอกเอมเบรสนะ ไม่เหมือนเดิมแล้วเขาน่ะ…เปลี่ยนไปแล้ว”


    !!?

    ใบหน้าอันซับซ้อนของไปเปอร์กับคำตอบของเธอ ทำให้เบลก้าตกใจและสับสน


    “ทำไมละ… ทำไมถึงเข้าข้างเขาด้วย ตั้งแต่เมื่อวานแล้วตอนที่ฉันเข้ามาช่วยเธอก็เอาแต่พยายามจะช่วยมันตลอดทำไมละไปเปอร์ ทำไมถึงทำแบบนั้น”


    ความกระวนกระวายใจทำตัวไม่ถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบลก้าสับสนที่ไปเปอร์ไม่เห็นด้วยกับเธอทั้งที่น่าจะเห็นด้วยกับเธอ…ไม่สิ ต้องเห็นด้วยกับเธอแน่นอน แต่มันกลับไม่ใช่


    “เบลก้า…ถึงจะอธิบายไม่ได้แต่ฉันอยากให้เชื่อในสิ่งที่ฉันเห็นน่ะ เอมเบรสเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”

    “……”


    เบลก้าไม่ได้พูดก่อนเดินจากไปพร้อมความไม่พอใจและไม่เข้าใจ

    พอเห็นว่าจบแล้วผมเองก็เดินออกมาเช่นกัน 

    การได้ยินไปเปอร์เชื่อในตัวผมแบบนั้นทำเอาผมดีใจมาก แม้จะเคยโดนเรื่องที่เลวร้ายโดยเอมเบรสมาแต่เธอยังยอมให้อภัยแล้วเป็นเพื่อนกันได้… 


    แต่น่าเสียดาย… ผมคงเป็นเพื่อนกับเธอไม่ได้


    ไม่ใช่ไม่อยากเป็นเพื่อนถึงจะถึงรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดนั่นแค่เหตุผลส่วนหนึ่ง จากที่ที่เธอพูดว่า ‘เชื่อในสิ่งที่ฉันเห็น’ เมื่อกี้นี้ทำให้ผมมั่นใจได้เธออาจจะรู้ก็ได้ว่าผมไม่ใช่เอมเบรสก็เป็นได้


    เนตรดาราวรรณะ ดวงตาวิเศษที่สามารถมองเห็นพลังธาตุเวทและมานาผู้คนได้ดังดวงตาเทพ หนึ่งในพลังสุดโกงประจำเรื่องและพลังนั่นแหละอาจจะทำให้ไปเปอร์สังเกตเอมเบรสเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างตอนที่เห็นออโรร่าสีน้ำตาลอ่อนตอนที่อยู่ในห้องเรียนและสวนทั้งที่คนอื่นมองไม่เห็น 


    แค่นั้นก็เพียงพอพิสูจน์ได้ไปเปอร์อาจจับผมได้ว่าผมไม่ใช่เอมเบรสตัวจริงแต่เป็นวีระที่อยู่ในร่างเอมเบรส นั้นกลายเป็นเรื่องน่ากังวลที่สุดแล้วตอนนี้เรื่องข่าวลือบ้านั้นกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย


    “ถ้าความแตกขึ้นมาไม่รู้เลยจะบอกฮันนากับทีน่ายังไงดี”


    อุตส่าห์คนที่รักฟื้นขึ้นมาแต่ไม่ใช่คนเดิมที่เข้ารู้จักไม่รู้ว่าจะเสียใจขนาดไหน คงต้องพยายามออกห่างไปเปอร์ให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัย


    “นายท่านเอมเบรสค่ะ”


    ฮันนาเรียกผมขณะเดินมาหา


    “ฮันนาทุกอย่างเรียบร้อยไหม?”

    “ค่ะ แผนทุกอย่างเป็นไปด้วยดีที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับนายท่านค่ะ”

    “งั้นเหรอ ถ้างั้นไปห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนจัดการให้มันจบๆดีกว่า”

    “รับทราบค่ะ”


    ***


    “เอมเบรสไม่เห็นมาเรียนเลย หัวหน้าห้องพอรู้อะไรไหม?”


    หลังจบคาบเรียนชาร์ลที่อยากรู้เลยเดินมาถามแบนเนอร์ถึงที่นั่งข้างอย่างสงสัย 

    ตัวชาร์ลเองถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาเห็นเอมเบรสไม่มาเรียนวันแบบนี้คงคิดว่า‘โดนเรียนอีกแล้วทั้งที่พึ่งกลับมาได้วันเดียว’คงคิดแบบนั้น ถ้าไม่รู้เรื่องข่าวลือทั้งสองเรื่องที่ผิดๆของเอมเบรส


    ‘ใครโดนข่าวแบบนั้นก็คงไม่อยากมาเรียนหรอก’ชาร์ลคิดเช่นนั้นแต่แบนเนอร์กลับปฏิเสธ


    “ได้ยินมาจากหัวหน้าห้องคนอื่นด้วยกันตอนประชุมเมื่อเช้า เห็นว่ามีคนเห็นเอมเบรสเดินไปห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนกับเมดประจำตัวตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว”

    “ตั้งแต่เช้า? ไปกับฮันนาเหรอ?”

    “คงไม่มีคนอื่นแล้วละ”


    แบนเนอร์ตอบอย่างกังวล 

    ข่าวที่ว่าเอมเบรสเข้าไปในห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนน่าจะเป็นเรื่องจริงมีหลายคนเห็นจนเริ่มเป็นที่พูดกันไปทั่วแล้วตอนนี้ ข่าวลือทั้งสองเรื่องที่ชมรมนิตยสารและวารสารประกาศไปเมื่อวานนี้พอวันนี้เอมเบรสกลับไปห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนตั้งแต่เช้าซะแล้ว เลยเป็นที่พูดถึงกันสนใจยิ่งขึ้นไปทั่วโรงเรียน


    “โดนเรียกตัวไปแต่เช้าเหรอ ถ้าจริงนี้ก็ตั้งนานแล้วจนพักเที่ยงแล้วยังไม่เห็นกลับมาเลย!?”

    “เพราะมีสองข่าวลือหรือเปล่าเลยต้องใช้เวลา?”

    “ก็อาจใช้… แต่ตอนนี้มีเรื่องที่น่าปวดหัวมากกว่า”

    “คิดเหมือนกันเลย”


    ทั้งคู่ต่างปวดหัวหมดแรงให้กับข่าวลือของเอมเบรสเป็นอย่างมาก

    ระหว่างที่เอมเบรสไม่อยู่ทั้งคู่ลองไปถามคนอื่นๆดูเรื่องข่าวลือที่เอมเบรสทำร้ายรุ่นพี่และเรื่องทะเลาะที่ร้านอาหารผลก็คือ ทุกคนต่างเข้ามารุมถามกันใหญ่ว่าเรื่องนี้จริงไหม


    “แต่ปัญหาก็คือ แม้จะบอกว่าไม่จริงแค่ไหนก็ไม่มีใครเชื่อเท่าไร”

    “เอาแต่บอกให้บอกความจริงมาว่า ข่าวที่มานั้นเป็นเรื่องจริง”


    ทั้งคู่ต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชาร์ลที่ทนไม่ไหวถึงกับระบายออกมา


    “อย่ามาถามสิวะ ถ้าไม่อยากรู้ความจริง!!”

    “เสียงดังไปแล้วชาร์ล”

    “ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว”


    พอแบนเนอร์หันไปมองรอบห้องปรากฏว่าไม่มีใครเหลืออยู่ในห้องเรียนแล้วนอกจากพวกเขาสองคน ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยงทุกคนต่างไปโรงอาหารหรือหาร้านอาหารทานกลางวันเตรียมเรียนช่วงบ่าย


    “ไหนจะหนังสือพิมพ์นี้อีก!”


    ว่าแล้วชาร์ลก็โยนหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะหน้าแบนเนอร์ เป็นหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์โดยชมรมชมรมนิตยสารและวารสารเอง หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายงานข่าวใหญ่ข่าวดังประจำโรงเรียนที่เป็นที่ร้อนแรงอยู่ตอนนี้คือ ข่าวเองเบรสทำร้ายรุ่นพี่โดยใช้อำนาจขุนนางกับการยั่วยุให้คนในร้านทะเลาะกันโดยอ้างว่าเป็นฝีมือเอมเบรส 


    แค่สองข่าวก็เอาไปทั้งหน้าแรกของหนังสือพิมพ์โดยมีภาพประกอบเอมเบรสเกือบครึ่งหน้าโดยที่หัวข้อข่าวเขียนตัวใหญ่เบ้อเร่อทั้งสองหัวข้อแถมรายละเอียดมีอยู่ที่หน้าถัดไปอีกข่าวละหน้า


    “แถมเห็นว่าหนังสือพิมพ์ขายดีซะจนหมดสต๊อกด้วย”

    “ภาพเอมเบรสสมัยก่อนเหรอเนี่ย ดูรุนแรงเหมือนกัน”

    “ภาพสมัยก่อน?พูดอยากกะผ่านมาหลายสิบปี นี้แค่ไม่กี่เดือนเองน่ะ?”


    สำหรับทั้งคู่แล้วมันดูแปลกตาที่เห็นภาพขุนนางลูกดยุกเอมเบรสที่ดูน่าเกรงขามและน่ากลัวตอนยังเรียนอยู่ห้องAกับปัจจุบันที่ย้ายมาเรียนอยู่ห้องD ที่เหมือนคนอ่อนแรงไร้กำลังจนดูไม่ออกว่าผ่านไปไม่กี่เดือนโดยเฉพาะที่ได้คุยไปเมื่อวาน ทำเอาทั้งคู่รู้สึกถึงความน่ากลัวของเวทธาตุมืดไม่น้อย


    “แบบนี้เหมือนที่เอมเบรสพูดเมื่อวานเลยไม่ใช่เหรอ!?”

    “ไม่ต้องพูดถึงแก้ข่าวเลย… แค่บอกให้ทุกคนเชื่อว่าข่าวไม่ใช่เรื่องจริงยังทำไม่เลยด้วยซ้ำไป”


    ความเจ็บใจและความอ่อนหัดกับความจริงตรงหน้าของทั้งคู่ แม้จะรู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองคงทำอะไรได้ไม่มากแต่ก็ไม่นึกถึงขนาดแม้แต่เพื่อนในห้องหรือคนที่รู้จักจะไม่เชื่อที่พวกเขาพูดขนาดนี้

    แม้จะน่าเศร้าแต่พอเป็นข่าวเกี่ยวกับเอมเบรสแล้วทุกคนพร้อมใจที่นะคิดแง่ลบมากกว่าแง่บวกและทั้งคู่ก็เข้าใจได้ ถ้าพวกเขาไม่ได้ไปนั่งฟังความจริงที่เกิดขึ้นคงคิดไม่ต่างกัน


    “นั้นสิ ทำเอาเริ่มสงสัยซะแล้วสิว่ามีข่าวที่ประกาศออกมาข่าวไหนจริงบ้างหรือไม่จริงบ้าง”

    “ถ้าจะต้องพูดถูกคือ‘จริงหรือปรุงแต่ง’มากกว่า เพราะยังไงก็เป็นเรื่องจริงด้วยส่วนหนึ่งนะหัวหน้า”

    “ก็คงใช่”


    ทั้งคู่ต่างหัวเราะเบาๆให้กับตลกร้ายนี้

    ชาร์ลที่เห็นแบนเนอร์มีท่าทีกังวลแปลกจึงถาม


    “มีไรเปล่าหัวหน้าดูกังวลยังไงอยู่ มีเรื่องอะไรอย่างอื่นหรืออีกเปล่า?”

    “ที่จริงแล้ว… อยากรีบบอกข่าวลือที่ได้ยินมาตอนประชุมหัวหน้าให้เอมเบรสฟังด้วย”

    “ข่าวลือ?”


    ใบหน้าแบนเนอร์ที่กังวลมากขึ้นทำเอาชาร์ลรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี


    “ที่จริงแล้ว มีข่าวลืออีกว่าตอนที่เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทที่ร้านอาหาร…มีคนบอกว่าเห็นรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ด้วย”

    “ว่าไงนะ! แน่ใจนะว่าไม่ได้เห็นสลับกับคนอื่น!?”

    “ฉันก็ไม่แน่ใจหรอก แต่คิดว่าคงเห็นไม่ผิดหรอกยังไงก็ดังอยู่ทั้งคู่”

    “ที่พูดมาก็ถูก”


    ทั้งคู่เห็นด้วย ฟอร์เทลเป็นนักเรียนปี 2–c อยู่ชมรมจิตอาสาคอยช่วยเหลือคนอื่นๆในโรงเรียนจนเป็นที่รู้จัก ด้วยท่าทางเรียบร้อยและความเป็นกันเองกับทุกคนเลยทำให้เป็นไอดอลที่คนต่างชื่นชมกันได้ไม่ยาก แชลลี่เองก็เป็นนักเรียนปี 1 อยู่ชมรมหนังสือพิมพ์มีชื่อเสียงด้านลุยออกทำข่าวแถมมีชื่อเสียงเรื่องที่จะทำข่าวเฉพาะที่ตนเองสนใจเลยที่รู้จักกันในโรงเรียน


    “ปัญหาคือ ถ้ามีคนเห็นจริงแล้วรูปถ่ายที่เป็นปัญหาอ้างว่าทั้งคู่ร่วมมือกับเอมเบรส…”

    “ก็จะกลายเป็นคนช่วยก่อเรื่อง…ให้ตายสิ! แบบนี้เหมือนที่เอมเบรสกังวลเหมือนเมื่อวานเลยไม่ใช่เหรอ!?”


    ทุกอย่างเป็นอย่างที่เอมเบรสพูดไว้เมื่อวาน การคาดการของเอมเบรสต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทำเอาทั้งสองทึ่งไปเลย แต่ถ้าการคาดการที่ว่าเป็นเรื่องจริงก็เท่ากับว่าตอนนี้พวกเขาทุกคนอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดแล้ว


    “ตอนแรกกะจะบอกแชลลี่ตอนเลิกคาบแรกแต่เธอหายไปซะก่อน คิดว่าคงโดนฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเรียกตัวไปสอบถามเรื่องเอมเบรสก็เป็นได้”

    “ถ้าจริงรุ่นพี่ฟอร์เทลก็คงโดยไปด้วยแย่ชะมัดเรื่องข่าวนี้เกี่ยวกับพวกเธอเต็มๆด้วย!… ลองไปปรึกษาอาจารย์คามิโนว์ไหม?”

    “ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยๆเผื่อจะคิดหาทาง…”

    “หัวหน้าอยู่นี้เอง!”

    ““!?””


    เสียงเรียกแบนเนอร์ดังมาจากประตูทางเข้าห้องเรียนพอทั้งคู่ก็เจอเพื่อนร่วมห้องชายคนหนึ่งมาเรียก เขาในสภาพเหนื่อยหอบดูเหมือนพึ่งวิ่งมาจนถึงห้องมีเรื่องด่วน


    “แย่แล้วละหัวหน้าห้อง ตอนนี้เบลก้ากำลังมีเรื่องกับพวกรุ่นพี่ห้อง D สามคนที่เป็นข่าวกับเอมเบรสอยู่ที่ใต้ตึกคนมุงเต็มเลยรีบไปด่วนเลย!”

    “เบลก้าเหรอ!?”


    แบนเนอร์กับชาร์ลมองหน้ากันตกใจถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในฐานะที่แบนเนอร์เป็นหัวหน้าแล้วจะปล่อยให้มีเรื่องกับรุ่นพี่ไม่ได้เลยรีบวิ่งไปหยุดไว้ชาร์ลเองเห็นงั้นเลยตามไปด้วย


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้! ที่คุณอ่าน