“ตู้เซ่าฝู่แข็งแกร่งเหลือเกิน เป็นคนที่แปลกพิลึกมาก”
“เป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งกลับต่อสู้ได้เหนือกว่าผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์ตู้เซ่าฝู่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว” ……
ยอดฝีมือแต่ละบ้านสกุลใหญ่ต่างตกตะลึงกันมากใครก็มองออกว่าทั้งสองคนลงมือกันอย่างเต็มที่แล้ว ทว่าเฉาฉี่ไท่กับเป็นฝ่ายเสียเปรียบตู้เซ่าฝู่เป็นฝ่ายที่แสดงฝีมือได้เหนือชั้นกว่า
คนในบ้านสกุลฉินสีหน้าซีดหน้าเสียกันไปตามๆ กัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพวกเขาต่างทำใจยอมรับไม่ได้
“เฉาฉี่ไท่แพ้แล้วหรือ?”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เฉาฉี่ไท่ในเมื่อด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ เฉาฉี่ไท่ยังคิดจะลงมืออีกหรือหากประมือกันต่อไป สถานการณ์ของเขาจะยิ่งย่ำแย่
“ข้าบอกแล้วว่าข้าแข็งแกร่งมาก”
ตู้เซ่าฝู่มองหน้าเฉาฉี่ไท่พร้อมกับยิ้มให้ในใจเขารู้สึกได้เป็นอย่างดีว่าเฉาฉี่ไท่แข็งแกร่งจริงๆเมื่อกี้ถือว่าทำสุดความสามารถแล้ว แต่ตนก็ยังแสดงพละกำลังออกไปได้เหนือกว่า
ไม่รู้ว่าทำไมตู้เซ่าฝู่รู้สึกเหมือนว่าเฉาฉี่ไท่ปิดบังบางอย่างอยู่ดังนั้นตอนนี้เขายังคงคอยระวังอีกฝ่ายอยู่ตลอด
ทันใดนั้นเอง สีหน้าซีดจางของเฉาฉี่ไท่ก็กลับมามีเลือดฝาดอีกครั้งเขาแสยะยิ้มให้กับตู้เซ่าฝู่รอยยิ้มที่ส่งมาให้ความรู้สึกถึงความเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย ทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
สีหน้าของเฉาฉี่ไท่จากที่ซีดๆกลับฟื้นฟูดูมีเลือดฝาดขึ้นมา คนรอบสนามประลองมีหลายคนที่สังเกตเห็นพวกเขาแปลกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ผู้คนต่างคุยซุบซิบกันเกิดเป็นเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันให้แซ่ด
“พ่อหนุ่มเจ้าแข็งแกร่งจริงๆ ด้วย แต่เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถชนะข้าได้จริงหรือ”
เฉาฉี่ไท่มองตู้เซ่าฝู่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทำให้ข้าต้องแสดงฝีมือที่แท้จริงเจ้าเอ็งก็ฝีมือใช้ได้เลย แต่เสียดายว่า วันนี้เจ้ายังคงแพ้ข้าอยู่ดี!”
เมื่อพูดจบรอบกายของเฉาฉี่ไท่ก็มีลมปราณแผ่ออกมาเรื่อยๆและมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด
พลังอันน่าสะพรึงกลัวพลุ่งพล่านออกมาเกิดเป็นคลื่นพลังราวกับพายุไต้ฝุ่น บริเวณกลางสนามประลองมีเศษหินเศษทรายปลิวฟุ้งไปทั่วในบริเวณที่มีลมปราณพุ่งออกมา ก็มีปราณบางอย่างที่เย็นยะเยือกทำให้คนบริเวณนั้นรู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง
เมื่อระดับพลังปราณของเฉาฉี่ไท่ที่ถาโถมออกมาถึงจุดจุดหนึ่งก็ค่อยๆสงบลง ทันใดนั้นก็เริ่มมีอักษรยันต์ปรากฏอยู่ในพลังปราณมากมายพลังในตอนนี้ดูแล้วน่าขนลุงน่ากลัวยิ่งกว่าเก่า!
“ขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานระดับฌานที่แท้จริงของเฉาฉี่ไท่คือขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐาน!”
“คุณพระ บรรลุถึงขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานแล้วหรือเนี่ยแข็งแกร่งเกินไปแล้ว”
“……”
ผู้คนรอบสนามประลองต่างมองด้วยความตื่นเต้นตกใจยอดฝีมือมากมายจากบ้านสกุลใหญ่แต่ละบ้านสกุลต่างก็ตกใจร้องอุทานกันจำนวนมากเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก เฉาฉี่ไท่อายุเพียงเท่านี้ก็บรรลุฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวได้แล้วเขามีพรสวรรค์และความสามารถเหนือมนุษย์ไปแล้ว ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
มีเพียงคนของบ้านสกุลฉินที่เริ่มตื่นเต้นดีใจขึ้นมาหลังจากสีหน้าหงอยจากสถานการณ์การต่อสู้ก่อนหน้าพวกเขาเองก็นึกไม่ถึงว่าเฉาฉี่ไท่จะปกปิดระดับฌานที่แท้จริงไว้ที่จริงเขาเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานแล้วนี่ถึงจะเป็นระดับฌานที่แท้จริงของเขา
ทุกคนต่างรู้ว่าผู้ฝึกฌานจากขั้นสดับเวหาบรรลุข้ามมาที่ขั้นเบิกนภาก็ถือว่าเป็นผู้ฝึกฌานที่มีระดับความสามารถอย่างแท้จริงแล้วทว่าการบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวทำให้ยิ่งแข็งแกร่งและยิ่งห่างชั้นเข้าไปอีก
ขั้นชีพจรพลิ้วไหวมีความแตกต่างจากขั้นเบิกนภาอย่างชัดเจน
ขั้นเบิกนภาที่คือการเปิดจุดเสินเชวี่ยรวบรวมพลังปราณไว้ตรงนั้น
ทว่าขั้นชีพจรพลิ้วไหวเป็นการเปิดใช้ชีพจรลมปราณสามารถดึงพลังมาจากชีพจรลมปราณมาใช้เองได้ตามใจแล้ว
ชีพจรลมปราณเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อผู้ฝึกฌานความสำคัญของชีพจรลมปราณสำหรับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวก็คือเป็นการใช้พลังจากชีพจรลมปราณได้อย่างแท้จริง
“ไม่ได้การล่ะ เฉาฉี่ไท่ซ่อนพลังไว้ได้แยบยลมากเขามีฌานถึงขั้นชีพจรพลิ้วไหวเลยนะ เซ่าฝู่มีอันตรายแล้ว”
ตู้เจิ้นอู่ ตู้จื้อสยงและยอดฝีมือของบ้านสกุลตู้แต่ละคนสีหน้าเปลี่ยนพวกเขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าต่อให้เป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์กับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานมาต่อสู้กันก็เหมือนกับเด็กต้องมาต่อสู้กับยักษ์แล้วความห่างของพลังต่างกันมากยิ่งกว่าชัดเจนเสียอีก และยิ่งไปกว่านั้นตู้เซ่าฝู่เป็นเพียงผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งเพียงเท่านั้น
“หึ ตู้เซ่าฝู่เจ้ารอถูกบี้จนเละได้แล้ว”
อั้นหู่ ไป๋เทียนหมิงและพวกคนกลุ่มนั้นยิ้มอย่างชั่วร้ายและรู้สึกความพอใจเมื่อสักครู่ที่ตู้เซ่าฝู่แสดงฝีมือได้เหนือกว่าเฉาฉี่ไท่พวกเขาต่างรู้สึกเซ็งทว่าขณะนี้พอเห็นว่าเฉาฉี่ไท่มีฌานอยู่ในขั้นชีพจรพลิ้วไหวก็รู้สึกตื่นเต้นอยากเห็นตู้เซ่าฝู่ถูกอัดให้น่วมไวๆ
“ขั้นชีพจรพลิ้วไหว นึกไม่ถึงเลยว่ามีฌานถึงขั้นชีพจรพลิ้วไหวแล้ว”
อั้นหลงสีหน้าตะลึงตอนแรกเขาคิดไปว่าหากตู้เซ่าฝู่ไม่ได้เข้าประลองเขาต้องชนะเป็นที่หนึ่งในครั้งนี้ได้แน่
เมื่ออั้นหลงทราบถึงระดับฌานที่แท้จริงของเฉาฉี่ไท่ในตอนนี้เขาพึ่งจะเข้าใจว่าต่อให้ไม่มีตู้เซ่าฝู่ เขาก็คงพลาดโอกาสชนะได้ที่หนึ่งอยู่ดี
อั้นหลงพบกับเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจหลายเรื่องในใจของเขาไม่อยากจะยอมรับเรื่องพวกนี้เลยเขารับไม่ได้ที่ตั้งแต่เด็กเขาก็มักจะเป็นที่หนึ่งอยู่ตลอดทว่าขณะนี้มีคนแข็งแกร่งกว่าเขามากมาย
เมื่อระดับฌานที่แท้จริงถูกเผย เฉาฉี่ไท่ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา เขาจ้องมองตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าแววตาเคร่งขรึม มุมปากเริ่มโค้งขึ้นเขาเริ่มขยับฝ่ามือไปมาเพื่อร่ายพลัง พลังปราณอันหนาวเหน็บมากมายพลุ่งพล่านออกมารอบกายเริ่มมีอักษรยันต์ไหลออกมาอย่างท่วมท้น
รอบตัวมีอักษรยันต์ที่เปล่งแสงจ้าห่อหุ้มราวกับมีเปลวเพลิงเล็กๆ มากมายล้อมอยู่รอบกาย คลื่นพลังค่อยๆหนาแน่นและรุนแรงมากขึ้น ลมปราณที่เย็นยะเยือกจับเป้าหมายไปที่ตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่ที่ถูกรัศมีของลมปราณที่เย็นยะเยือกแผ่แรงกดดันใส่เริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเป็นผู้ที่กำลังประสบปัญหาด้วยตัวเองเขาชัดเจนดีว่าสถานการณ์ในขณะนี้ไม่เหมือนกับก่อนหน้าแล้วคลื่นพลังงานและพลังปราณที่ถาโถมออกมาตอนนี้มีความแข็งแกร่งและปริมาณมากกว่าก่อนหน้าหลายเท่าตัว
“ซูมๆ ๆ!”
ในเวลาอันสั้น บนผิวของเฉาฉี่ไท่เริ่มมีอักษรยันต์เปล่งแสงปรากฏขึ้นราวกับกำลังกระตุ้นอะไรบางอย่างในตัวออกมา
เมื่อเฉาฉี่ไท่รวบรวมพลังสำเร็จพลังปราณก็พุ่งทะยานออกมา มีคลื่นพลังที่มีลักษณ์แปลกๆ ลอยออกมาด้วยความเร็วสูงและก่อตัวเป็นเงาของเหยี่ยวยักษ์สีขาวที่มีสีขาวบริสุทธิ์ดุจดังหิมะ
ร่างเงาของเหยี่ยวยักษ์สีขาวห่อหุ้มอยู่รอบร่างของเฉาฉี่ไท่ร่างเงาเดี๋ยวชัดเดี๋ยวจาง เป็นร่างเงาที่ราวกับสิ่งมีชีวิต แววตาของมันดูดุดันเป็นแววตาที่คลับคล้ายกับแววตาเฉาฉี่ไท่มาก
ขณะนั้นเอง จู่ๆก็รู้สึกเหมือนว่าเฉาฉี่ไท่กับร่างเงาของเหยี่ยวยักษ์สีขาวผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียวปราณเย็นยะเยือกยังคงแผ่ออกมาทำให้ผู้คนรอบๆ รู้สึกราวกับอยู่ในถ้ำน้ำแข็งพลังของร่างเงาปราณนี้มีอานุภาพดุดันร้ายกาจและน่ากลัวมาก
“อสูรเหยี่ยวหิมะนึกไม่ถึงว่าวิญญาณติดชีพจรของเฉาฉี่ไท่คืออสูรเหยี่ยวหิมะนี่มันคืออสูรที่อยู่ในรายชื่อสุดยอดแห่งอสูรและปีศาจระดับแนวหน้าเชียวนะการได้อสูรเช่นนี้มาเป็นวิญญาณติดชีพจรไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!”
“น่าอิจฉาจริงๆหากไม่มีเบื้องหลังที่ช่วยสนับสนุนที่ดีก็คงจับอสูรเหยี่ยวหิมะมาเป็นวิญญาณติดชีพจรไม่ได้หรอกสำหรับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหว นี่เป็นเรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางมีได้เลย!”
“กระตุ้นชีพจรลมปราณจากนั้นเรียกวิญญาณติดชีพจรออกมานี่คือการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวแล้ว เฉาฉี่ไท่คิดจะจัดการตู้เซ่าฝู่ให้อยู่หมัดแล้ว!”
“ก็ไม่แน่ เฉาฉี่ไท่เพิ่งบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวขั้นสร้างรากฐานได้ไม่นานเกรงว่าอาจจะเพิ่งฝึกการใช้วิญญาณติดชีพจรเป็น ขณะนี้อาจทำได้เพียงเรียกวิญญาณติดชีพจร!”
“……”
การเปลี่ยนแปลงของเฉาฉี่ไท่ทำให้คนของสุดยอดห้าสกุลและผู้ชมคนอื่นๆร้องอุทานกันออกมาอย่างตกใจกันยกใหญ่ ต่างตื่นเต้นกับฝีมือที่ไม่ธรรมดาและสิ่งที่เขามีติดตัววิญญาณติดชีพจรคืออสูรเหยี่ยวหิมะ ยอดฝีมือสุดยอดห้าสกุลทุกคนต่างอิจฉาคิดฝันอยากได้แบบเขาบ้าง
“เจ้าหนู เดี๋ยวจะจบแล้วล่ะเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอีกต่อไป ฝีมือของพวกเรามันคนละชั้นกัน”
เฉาฉี่ไท่ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายพลังปราณเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาก่อให้เกิดเสียงเสียดแทงแก้วหูราวกับเป็นเสียงคมมีดกรีดแก้ว
“แกว๊ก!”
ขณะเฉาฉี่ไท่พูดท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมา ร่างเงาของอสูรเหยี่ยวหิมะกระพือปีกอย่างแรง ก่อให้เกิดพลังงานที่เป็นไอเย็นของน้ำแข็งพัดโชยออกมาด้วย
ร่างของเฉาฉี่ไท่กับร่างเงาของอสูรเหยี่ยวหิมะร่างกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอักษรยันต์เปล่งแสงออกมา พลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้นโถมซัดเข้าไปทางตู้เซ่าฝู่อย่างรุนแรง