ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๙๒ เหลาสราญรมย์ (re-edition)

            เด็กชายลึกลับผู้นั้นเล่นละครอย่างแนบเนียน ทั้งหมดพบเห็นมันเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นไร้เดียงสาผู้หนึ่ง ทั้งยังมีเจ้าหมูอ้วนหลี่นอนทอดร่างไร้ลมหายใจเป็นศพอยู่ตรงหน้า

            .. เช้งงง ! เสียงชักกระบี่ เจ้าหน้าที่กรมเมืองผู้เดิมร้องบอก “เจ้าโจรโฉด ยอมให้จับกุมเสียโดยดี ..”

            องครักษ์เทพผู้หนึ่งตะคอกใส่อุทัย “วางอาวุธ ! วางอาวุธโดยทันที ..”

            องครักษ์เทพอีกผู้หนึ่งกล่าว “เจ้าโจรโฉด ! เจ้าเป็นใคร .. ค่อยๆ ถอดงอบออกช้าๆ ..”

            อุทัยถูกกล่าวหาเป็นฆาตกร ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มของเจ้าหน้าที่ฝั่งโอริสนคร เจ้าหน้าที่กรมเมืองทหารตระเวนกระชับอาวุธเข้าล้อมกักอุทัยเอาไว้อย่างแน่นหนา

            ม๊าวววว ... เงาเล็กตะคุ่มๆ โผล่ขึ้นจากหลังคา .. “เจ้าโล้นโง่เง่า .. ยืนบื้อทำอะไร รีบหนีไป ..” เสียงของแมวน้อยซิงซิง นางย้อนกลับมากำลังหมอบซุ่มเฝ้าดูเหตุการณ์

            องครักษ์เทพผู้นำขบวนเห็นอุทัยไม่มีทีท่ายอมจำนน มันจึงตวาดสั่งการ “จับกุมมัน !!!”

            สิ้นเสียงคำสั่ง .. องครักษ์เทพทั้งสี่ที่ยืนกระจายบนหลังคาต่างตวัดแขนออกพร้อมกัน ก่อเกิดเส้นสายสีดำพุ่งสะบัดเข้าหาอุทัย

            .. ควับ .. ควับ .. ควับ .. ควับ .. สายโซ่ลูกตุ้มดาวตกทั้งสี่เส้นกระหวัดรัดร่างกายอุทัยโดยพร้อมเพรียง มองเห็นร่างของมันถูกพันธนาการด้วยสายโซ่อย่างแน่นหนา

            องครักษ์เทพทั้งสี่ออกแรงกระชาก สายโซ่ถูกดึงรั้งขึงตึงจนสิ่งที่ถูกรัดอยู่ลอยขึ้นจากพื้นหิน

            !!! องครักษ์เทพ .. ทั้งหมดมีสีหน้าฉงนงุนงง

            สายตาหลายสิบคู่เห็นพร้อมกันว่าเจ้าฆาตกรได้ถูกจับกุมเอาไว้แล้ว .. แต่ราวมนตร์มายา สิ่งที่สายโซ่พันธนาการไว้คงเหลือเพียงไม้ถูพื้นอันหงิกงออันหนึ่ง

            ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะของอุทัย ร่างของมันไปปรากฏยืนเป็นเงารางๆ อยู่บนหลังคาห่างไปหลายช่วงตึก .. สายตายังจับจ้องมายังเด็กชายลึกลับผู้นั้น

            “มันอยู่นั่น .. เจ้าโจรโฉดหนีไปนั่นแล้ว ..” เสียงเด็กชายผู้นั้นชี้นิ้วร้องบอกกับเหล่าเจ้าหน้าที่

            องครักษ์เทพและเจ้าหน้าที่ทั้งหลายหันไปมองเป็นสายตาเดียว พวกมันยังยืนงง ไม่รู้ว่าอุทัยหลบหนีจากการจับกุมไปได้อย่างไร

            “จับมัน .. จับมัน .. จับเจ้าฆาตกรไว้” เสียงตะโกนสั่งการขององครักษ์เทพผู้นำขบวน พร้อมเร่งเร้าท่าร่างพุ่งกายกระโดดลอย .. ผู้คนที่เหลือก็ไม่รอช้าต่างพุ่งกายกวดติดตามไป

            อุทัยยืนจังก้าเป็นเงาดำ มันถอดงอบที่สวมใส่ออกแล้วจึงซัดขว้างออกเป็นวงโค้ง

            .. ควับ .. ควับ .. ควับ .. งอบไม้ไผ่สานหมุนวนดังกงจักร อ้อมโค้งเหล่าองครักษ์เทพไปยังทิศทางของเด็กชายลึกลับ

            เด็กชายลึกลับหน้าตาเปลี่ยนเป็นชั่วร้าย สบถวาจา “ไอ้ตัวชั้นต่ำ ..” แล้วจึงปลดปล่อยพลังปราณผ่านดัชนี พุ่งใส่งอบที่กำลังบินเข้ามาห่างเพียงสิบศอก

            .. เปรี้ยง !!! พลังดัชนีกระทบกงจักรงอบ .. แต่พลังดัชนีไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้ งอบสังหารยังคงบินรี่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

            เด็กชายยืนขึ้นแยกเขี้ยวเอี้ยวตัวใช้ฝ่ามือตบงอบสังหารดัง .. เปรี้ยงงง !!! งอบสังหารถูกกระแทกจนเปลี่ยนทิศทาง ..

            .. ฉึกกก !!! งอบไม้ไผ่สานปักลงพื้นหินห่างไปห้าก้าว พื้นหินแกร่งยังถูกเฉือนทำลายด้วยงอบอันบอบบาง

            ถุยยยย .. เด็กชายถ่มน้ำลายลงพื้น .. น้ำลายที่ถ่มออกปะปนด้วยโลหิตสีดำเข้ม .. สายตาของมันจ้องอาฆาตมองเห็นอุทัยพลิกร่างหายไปในบัดดล

             

            ข่าวเถ้าแก่หลี่ถูกสังหารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทั่วโอริสนครเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่กรมเมืองและทหาร .. ในช่วงเทศกาลสำคัญพฤติกรรมของฆาตกรโฉดถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐอย่างรุนแรง

            โฮ่งงง ! โฮ่งงง ! โฮ่งงง ! .. สุนัขดมกลิ่นเห่ากรรโชก ทางเจ้าหน้าที่กรมเมืองระดมกำลังออกติดตามอย่างไม่ลดละ

            อุทัยหมอบซุ่มอยู่บนหลังคา .. พวกกรมเมืองต้องนำงอบของมันเมื่อครู่มาให้สุนัขจมูกไวเหล่านั้นใช้ตามล่ามันแล้ว คงต้องปะปนอยู่ในแหล่งผู้คนพลุกพล่านก่อน

            .. คิดได้เช่นนั้นจึงเคลื่อนไหวไปยังย่านการค้าอันหนาแน่นโดยทันที

            อุทัยมาหยุดหมอบซุ่มอยู่บนชานหลังคาบนชั้นสี่ของตึกแห่งหนึ่ง .. เสียงอื้ออึงดังลอดออกมา เป็นเสียงบรรเลงดนตรี เสียงสนทนาหัวเราะหยอกเย้าของผู้คน

            มองออกไปที่ถนนยังเห็นผู้คนเดินเที่ยวเตร่กันอยู่เต็มไปหมด ทั้งยังเห็นเจ้าหน้าที่กรมเมืองอีกหลายขบวนกระจายกำลังออกตรวจตรา สายตาของอุทัยไปสะดุดกับร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งบนหลังคาร้านด้านล่าง

            อ่าว !!! เจ้าจ๋อ .. เป็นเจ้าวานรเวรุงกะกำลังง่วนกระทำการบางอย่าง .. ข้างกายมีเครือกล้วยหอมยาวใหญ่ มันกำลังนั่งเคี้ยวกล้วยหอมตุ้ยๆ อยู่เต็มกระพุ้งแก้ม

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าวานรน้อยหันมาร้องทักทาย มันไม่สนใจอุทัยเจ้านายของมัน ยังคงนั่งกินกล้วยอย่างสบายอารมณ์

            สถานที่แห่งนี้ก็คือหอสราญรมย์ และด้านข้างคือร้านจำหน่ายอาหารสดที่เจ้าเวรุงกะนั่งอยู่นั่นเอง .. ทันใดนั้นเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น ..

            “สหาย .. เชิญเข้ามาสนทนากันภายในก่อน ..”

            เสียงดังออกมาจากห้องด้านในหอสราญรมย์ อุทัยไม่คิดให้มากความพลิกร่างข้ามหน้าต่างเข้าไปโดยทันที

            ภายในเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราตามแบบฉบับแคว้นโอริสา ห้องหัวมุมอันกว้างขวางถูกแบ่งเป็นสองส่วน .. พื้นที่ส่วนแรกอยู่ด้านหน้าติดประตูเข้าออกมีสตรียืนอยู่สองนาง .. พื้นที่ส่วนในมีขนาดใหญ่กว่าสี่เท่า ถูกแบ่งส่วนด้วยช่องทรงกลมขนาดใหญ่มีผนังด้านข้างเป็นไม้ลายฉลุสามารถมองทะลุผ่านได้

            ผนังทั้งสองด้านเป็นแถวหน้าต่าง หน้าต่างบานใหญ่แปดบานเปิดกว้าง ทำทั้งห้องปลอดโปร่งให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ข้าวของเครื่องใช้ทำจากไม้ชั้นดี มีเครื่องกระเบื้องเคลือบวางประดับ แขวนรูปทิวทัศน์ตัวอักษรอันงดงามมีรสนิยม

            หนึ่งฉกรรจ์หนึ่งชรานั่งอยู่ตรงข้ามกัน กั้นทั้งสองด้วยโต๊ะไม้กลมขนาดพอเหมาะพื้นผิวทำด้วยหินอ่อนสีขาว ด้านบนวางด้วยอาหารเลิศรสสามสี่จาน พร้อมเหยือกและจอกสุราทำด้วยหินหยกสีเขียวเข้าชุด

            .. บุรุษชราแต่งกายด้วยชุดยาวสีเข้มดังนักพรต ผมหงอกขาวยาวมวยขัดด้วยกิ่งไผ่เขียว คิ้วขาวย้อยปิดบังดวงตา เคราขาวยาวถึงกลางอก ร่างกายแผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ราวผู้บำเพ็ญจิตอันสูงส่ง ไม้เท้ารูปร่างหงิกงอวางพาดอยู่ข้างกาย

            .. อีกหนึ่งคือบุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษ รูปร่างสูงสง่าอยู่ในชุดเรียบหรูสีขาวครีม มีเส้นดิ้นทองคำประดับลวดลาย ใบหน้าหล่อเหลาดังสลักจากหินหยก ผมดำขลับเกล้าแล้วปักด้วยปิ่นหยกสีขาวใส ดวงตาของคนผู้นี้คมกริบราวสามารถมองทะลุถึงจิตใจผู้คน

            เป็นบุรุษผู้นี้ที่กล่าวเชิญอุทัย มันนั่งบนม้าไม้นั่งสี่ขาไร้พนัก ลำตัวตั้งตรง ยามวางมือเท้าให้ความรู้สึกมีอำนาจมากบารมี พร้อมส่งพลังจิตอันแหลมคมเข้าพิจารณาอุทัยทุกอณูขุมขน

            บุรุษผู้นั้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “น้องชายผู้นี้ .. เชิญก่อน .. เชิญนั่งก่อน ..”

            อุทัยยิ้มรับ .. มันไม่มีที่ไป ทั้งยังถูกไล่ล่า คืนนี้ได้อยู่ในสถานที่เช่นนี้ นับเป็นวาสนาแล้ว

            ทันใดนั้นสตรีที่ส่วนนอกเดินตรงรี่เข้ามา นางหนึ่งยกม้านั่งมาเพิ่มให้ อีกนางหนึ่งจัดแจงเตรียมจอกหยกเพื่อรินสุราแก่ผู้มาเยือน

            สตรีทั้งสองงดงามหยดย้อย อายุราวสิบแปดสิบเก้าปี รูปร่างสมส่วนเกล้าผมเรียบร้อย แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนยาวถึงข้อเท้า เนื้อผ้าไหมบางเบาแนบสรีระวัยสาว คอเสื้อเว้าลึกขับเน้นคอระหงช่วงบ่าและทรวงอก

            อุทัยมองจนวาบหวิว .. มิน่าเล่า .. มีสตรีงดงามคอยบริการเช่นนี้ เหล่าบุรุษทั้งฉกรรจ์ชราจึงต่างมาอุดหนุนหอสราญรมย์กันอย่างเนืองแน่น ..

            มันคำนับบุรุษผู้นั้นและชายชราตามมารยาทอันดี แล้วจึงนั่งบนม้านั่งที่ถูกยกมาให้ สตรีนางหนึ่งรินสุราใส่จอกหยกตรงหน้าอุทัย แล้วเดินนวยนาดอ้อมไปรินสุราให้กับบุรุษทั้งสอง

            กลิ่นสุราหอมกรุ่นลอยเข้าจมูก เป็นสุราชั้นยอดสีใสออกแดงระเรื่อ เพียงสูดดมยังรู้สึกคึกคักสดชื่น .. อุทัยไม่เกรงใจยกจอกหยกซดสุราลงลำคอโดยทันใด

            “อ่าาา .. สุราดี .. สุราดี ..” อุทัยชมเปาะ ลำคอและกระเพาะอาหารเพิ่มความอุ่นสบายอย่างบอกไม่ถูก

            ฮา ฮา .. บุรุษผู้นั้นหัวเราะร่า กล่าวว่า “น้องชายผู้นี้ นั่งตากลมเหมันต์ฤดูอยู่เนิ่นนาน ราณีเพลิงจอกนี้คงช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่เลือดลมของท่าน”

            “ราณีเพลิง ..” อุทัยกล่าวทวน จองมองจอกสุราอันว่างเปล่า สตรีผู้ให้บริการตรงเข้ามาราวรับรู้จิตใจ ทำการรินสุราให้อีกจอกหนึ่ง

            บุรุษผู้นั้นยังกล่าวว่า “ถูกต้อง .. สุรานี้เรียกว่าราณีเพลิง ..” เห็นอุทัยมีสีหน้าชื่นชมรสชาติของสุรา จึงยิ้มเล่าว่า

            “.. สุราผลิตจากข้าวสาลีชั้นดี แหล่งเพาะปลูกอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นโอริสา นำข้าวสาลีที่เป็นผลผลิตแรกของปีไปแช่น้ำบริสุทธิ์ที่ละลายจากหิมะบนยอดเขาเพื่อให้แตกรากและใบอ่อน แล้วจึงนำไปผึ่งลมไว้ จากนั้นจึงนำไปอบตามกรรมวิธีเฉพาะ”

            “เมื่อได้ที่ก็นำไปบดให้ละเอียด ผสมกับพืชสมุนไพรดอกไม้อีกสิบห้าชนิด แล้วจึงต้มกับน้ำแร่จากธารน้ำที่ผุดออกมาจากใต้พื้นพิภพ จากนั้นจึงกลั่นออกมาเป็นหัวเชื้อสุราชั้นยอด”

            อุทัยยกจอกสุราขึ้นสูดดม บุรุษผู้นั้นยิ้มบางแล้วกล่าวต่อ “นำสุราบรรจุในถังไม้สน เก็บไว้ในห้องใต้ดินที่มีอุณหภูมิคงที่ กระบวนการนี้เรียก การบ่มสุรา”

            “ยิ่งบ่มนาน สุรายิ่งนุ่มหอมละมุน .. ราณีเพลิงที่กำลังดื่มอยู่นี้ได้รับการบ่มถึงร้อยยี่สิบปี .. แต่สีของมันมิได้เข้มขึ้นเท่าไร ยังมีความใสคงเดิม เจือสีแดงทับทิมเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ฮา ..”

            อุทัยรับฟังจนน้ำลายสอ บุรุษผู้นี้ต้องเป็นเทพแห่งสุราเป็นแน่แล้ว .. มันค่อยๆ บรรจงจิบสุรา ในความร้อนแรงแฝงกลิ่นหอมของพฤกษชาติอบอวลอยู่ภายในปาก

            บุรุษผู้นั้นมองอุทัยแล้วกล่าวว่า “.. หอมดังกลิ่นกายสตรีสูงศักดิ์ แต่ร้อนลวกดังเปลวอัคคี .. สุรานี้จึงถูกตั้งชื่อว่า ราณีเพลิง .. ฮา ฮา” มันหัวเราะอย่างพึงพอใจ แล้วจึงยกจอกสุราขึ้นซดอีกจอกหนึ่ง

            ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะนักพรตชรา “ท่านเป็นดังเซียนสุรา รอบรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ .. ทั้งยังมีจิตใจที่เปิดกว้างนัก ..” มันกล่าวชมบุรุษคู่สนทนา

            ที่ชมว่าจิตใจเปิดกว้างคือการเชื้อเชิญบุคคลท่าทางธรรมดาเช่นอุทัยเข้ามาดื่มกินด้วย นักพรตชราผู้นี้มีทีท่าสูงส่ง ไม่แยแสแม้แต่ชำเลืองเหลือบดูอุทัย ราวกับมันหามีตัวตนในห้องหอน้อยนี้ไม่

            อุทัยก็มิได้ใส่ใจ ยังคงบรรจงจิบสุรารสเลิศทีละน้อย ดังกลัวว่าจะลืมเลือนรสชาติของมันไป

            บุรุษผู้นั้นกล่าว “มิได้ .. มิได้ .. ท่านนักพรตกล่าวชมเกินไป ความรู้ของข้ามีเพียงน้อยนิด ไม่สามารถเปรียบเทียบยอดวิชาสัมผัสฟ้าของท่านแม้เพียงน้อย ..”

            ฮา ฮา .. นักพรตชราหัวเราะ กล่าวว่า “สูงส่ง .. เป็นวาจาอันสูงส่ง .. ท่านกล่าวชมเราผู้เฒ่านี้จนเกินไปแล้ว .. ฮา” แต่ใบหน้าย่นๆ ภายใต้ขนคิ้วและหนวดเครารกครึ้มยังคงแสดงความยินดีไม่ยอมหยุด

            บุรุษชรา คือ ‘นักพรตสัมผัสฟ้า’ ผู้บำเพ็ญจิตสืบทอดยอดวิชาสัมผัสฟ้า ศาสตร์พยากรณ์ของนักพรตผู้นี้แม่นยำราวเปิดบันทึกของสรวงสวรรค์

            สุราผ่านไปอีกหนึ่งจอก แต่ทั้งห้องหามีผู้ใดกล่าววาจา อุทัยเป็นผู้มาเยือนได้แต่นั่งมองบุคคลทั้งสอง

            บุรุษผู้นั้นนั่งนิ่งราวรอคอยบางสิ่ง ส่วนนักพรตสัมผัสฟ้าเอาแต่นั่งหลับตานับนิ้วคำนวณ เพียงครู่หนึ่งมันจึงลืมตาขึ้นนำมือลูบเคราขาวๆ ของมัน

            บุรุษหนุ่มเห็นเช่นนั้นจึงกล่าว “เป็นเช่นไรท่านนักพรต”

            นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวกับบุรุษผู้นั้นว่า “ข้าได้เสี่ยงทายแล้ว ..” มันกล่าวต่อ “เหตุการณ์อันเป็นมงคลจะเกิดแก่ท่านภายในเจ็ดวันนี้ เป็นที่แน่นอน ..”

            เฮ่ออออ ..บุรุษหนุ่มถอนหายใจยิ้มออกมา กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดี .. ข้าหวังให้เป็นเช่นนั้น ..”

            อุทัยเข้าใจในบัดดล .. ตาเฒ่าผู้นี้ต้องเป็นนักพยากรณ์เหตุการณ์อนาคตเป็นแน่แล้ว ส่วนบุรุษหนุ่มเป็นผู้ที่เชื้อเชิญนักพรตผู้นี้มา อุทัยยังสัมผัสได้ถึงความกังวลภายในจิตใจของมัน

            นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “หลายวันก่อน ข้าได้พบกับสิ่งวิเศษ” มันหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “ท่านสนใจชมดูหรือไม่ ..” นักพรตสัมผัสฟ้าใช้มือขวาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ มันหยิบกล่องไม้ใบน้อยออกมา

            กล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือลักษณะเรียบง่ายธรรมดาอันหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะอาหาร บุรุษผู้นั้นจ้องเขม็งกล่าวถาม “สิ่งนี้คือ ..”

            “โอสถหมื่นเทวะ ..” นักพรตสัมผัสฟ้าตอบ

            บุรุษผู้นั้นรับฟังสติแทบหลุดลอย .. ชั่วครู่จึงรั้งสายตากลับจากกล่องน้อยแล้ว เปิดหีบขนาดย่อมที่วางอยู่ข้างกาย

            ในมือบุรุษผู้นั้นถือถุงผ้าแพรมีลวดลายงดงาม แล้วประคองส่งถุงหนักอึ้งให้ “ท่านนักพรตช่างมีเมตตา .. และนี่ ไข่มุกราตรีจำนวนเล็กน้อย ขอท่านรับไว้เป็นเกียรติแก่ข้า ..”

            อุทัยนั่งฟังทั้งสองสนทนา .. ไข่มุกราตรีเป็นของมีค่าที่หาได้ยากยิ่ง เพียงเม็ดเล็กๆ ยังแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้หลายชั่ง ในถุงแพรใบนั้นต้องมีไข่มุกราตรีมากกว่าสิบห้าเม็ดเป็นแน่นอน

            นักพรตสัมผัสฟ้ายังมีสีหน้าเรียบเฉย ดูท่าไข่มุกราตรีในถุงแพรยังไม่เพียงพอ บุรุษหนุ่มจึงล้วงหยิบถูงผ้าแพรแบบเดียวกันมาเพิ่มอีกสองถุง

            นักพรตเฒ่ามีท่าทางพึงพอใจรับไว้ทั้งสามถุง กล่าวว่า “ประเสริฐ .. ประเสริฐ .. ท่านและท่านตา ต้องผ่านคราวเคราะห์ไปได้แน่นอน ..” แล้วจึงถือไม้เท้าลุกขึ้นยืน “เราผู้เฒ่า ต้องขอตัวแล้ว ..”

            บุรุษหนุ่มและอุทัยก็ลุกขึ้นยืนตามมารยาท บุรุษผู้นั้นประสานมือคารวะ กล่าวว่า “รบกวนท่านนักพรตมานับชั่วโมง ผู้เยาว์ซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง” มันไม่เหนี่ยวรั้งผู้เฒ่านักพรตเอาไว้ เดินตามไปส่งที่ประตูห้อง

            ทั้งสองยืนสนทนากันครู่หนึ่งนักพรตสัมผัสฟ้าจึงจากไป บุรุษหนุ่มกลับมาภายในห้องชั้นใน กล่าวกับอุทัย “ท่านนักพรตช่างมีเมตตา ไม่คิดค่าพยากรณ์แม้เพียงตำลึง”

            อุทัยพยักหน้างึกงึก บุรุษหนุ่มกล่าวถามต่อว่า “น้องชาย ยังไม่รีบไปไหนใช่หรือไม่ อยู่ร่ำสุรากับเราก่อน”

            อุทัยยิ้มตอบทันที รีบกล่าวว่า “ไม่ขอรับ .. คืนนี้ไม่มีอันใดให้กระทำอยู่แล้ว .. ขอรับ” นับเป็นวาสนาของกระเพาะของมันที่ได้เจอบุรุษมือเติบเช่นนี้

            บุรุษผู้นั้นกล่าวด้วยความยินดี “ดี .. ดีมาก .. เจ้ามีนามว่าอันใด” มันรู้สึกถูกชะตากับอุทัยอย่างประหลาด

            อุทัยแนะนำตนเองว่าเป็นคนงานของคณะทูตจากกุสุมา ส่วนบุรุษผู้นั้นคือ ‘อนันต์’ เดินทางมากับคณะทูตคณะหนึ่ง มันมาถึงโอริสาเมื่อหลายวันก่อน แต่ระยะนี้รู้สึกจิตใจวุ่นวายจึงออกมาเที่ยวเตร่อยู่เป็นประจำ

            อนันต์สั่งสตรีทั้งสอง “พวกเจ้าไปรอที่ส่วนนอกก่อน ..” ดูท่าความงามของสตรีทั้งสองยังไม่เพียงให้บุรุษผู้นี้เหลือบแล .. อุทัยลอบมองอย่างเสียดาย

            สตรีทั้งสองไปยืนรอที่พื้นที่ส่วนนอกดังเดิม อนันต์รินสุราให้แก่อุทัยด้วยตนเอง ปากกล่าวว่า “นี่น้องชาย เจ้ารู้หรือไม่ จอกที่ใช้ดื่มสุรานี้ ก็ไม่ธรรมดา .. ฮา”

            อุทัยทำตาโตกล่าว “อา .. อย่าบอกนะว่าท่าน นำชุดจอกสุรามาเองด้วย ..”

            อนันต์ยิ้มกล่าว “ถูกต้อง ! น้องชายช่างเข้าใจ .. เป็นข้านำติดตัวมาด้วย .. ฮา”

            อนันต์กล่าวต่ออย่างภูมิใจ “ชุดสุราหยกพันปีนี้ มีหนึ่งเหยือกสี่จอก ทั้งหมดทำจากหินหยกชั้นดี ผิวหยกเขียวใสโปร่งแสงไร้ริ้วรอย สลักลวดลายจากช่างฝีมือระดับเทพ”

            อุทัยมือขวาถือจอกหยก มือซ้ายถือเหยือกหยก จ้องมองอย่างพิจารณา .. เสียงของอนันต์ยังกล่าวต่อ “สิ่งสำคัญของมันมิใช่รูปลักษณ์ที่ล้ำค่าสวยงาม .. แต่เป็นคุณสมบัติของมัน .. คือ สามารถรักษาอุณหภูมิและรสชาติของสุราที่บรรจุภายในไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง .. ฮา”

            อุทัยครุ่นคิด .. มันผู้นี้เป็นเซียนสุรา หรือ ผีสุรากันแน่

            อุทัยนับถือในน้ำใจของอนันต์ผู้นั้น จากลักษณะการแต่งกาย ทั้งเครื่องใช้ ทั้งการวางตัว .. มันต้องเป็นลูกหลานคหบดีผู้มั่งมีผู้หนึ่ง .. แต่ก็มิได้มีท่าทีรังเกียจบุคคลอันเรียบง่ายยากไร้เช่นมัน ทั้งยังไม่ซักไซ้เรื่องราวของมันให้วุ่นวาย

            สุราผ่านไปหลายจอก ... ฮา ฮา เสียงหัวเราะของทั้งสองดังลั่น พวกมันเล่นทายนิ้วกันเพลิดเพลิน จนสตรีที่คอยบริการต้องมาเติมสุราที่อุ่นใหม่ลงเหยือกหลายรอบแล้ว

            อนันต์หน้าแดงกล่าว “น้องชายเจ้านี้คอแข็งไม่เบา ราณีเพลิงมิใช่ผู้ใดจะดื่มกินได้โดยง่าย เจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ .. เหรออออ ..”

            อุทัยกัดกินน่องไก่ กล่าวว่า “ถูกต้อง ท่านพี่ .. ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ เรื่องต่อยตีเรียกใช้บริการข้าได้ทุกเมื่อ ฮา ..”

            เอิ๊กกกก .. อนันต์กล่าว “ดี .. ดี .. อยากรู้ว่าเพลงยุทธ์ของเจ้า จะสูงส่งเช่นการร่ำสุราหรือไม่ เห็นทีต้องหาโอกาสประมือกันแล้ว .. ฮา ฮา”

            อุทัยพูดเสียงยาน “ดายยยย .. ดายยยย .. เลยยยยย ... ท่านพี่ อาาา นานนนนน ฮา ฮา ..” ราณีเพลิงทำอุทัยตัวแดงก่ำ

            “นี่ .. นี่ .. เจ้าดูนี้ ..” อนันต์หยิบกล่องไม้ที่นักพรตสัมผัสฟ้ามอบไว้ออกมา กล่าวต่อว่า “โอสถเพิ่มพลัง .. หมื่นเทวะ ..”

            อนันต์เปิดฝากล่องออก .. แสงสีเขียวสดใสสาดกระจาย มองเห็นเป็นเม็ดยาแวววาวดังมุกมรกต ถูกบรรจงวางนิ่งอยู่ภายในกล่องเม็ดหนึ่ง

            อนันต์กล่าวว่า “โอสถหมื่นเทวะ ทำมาจากแก่นธาตุธรรมชาติทั้งสี่ หลอมรวมกับดวงจิตสัตว์อสูร ใช้เวลาหลายร้อยปีจึงผลิตโอสถได้หนึ่งเม็ด ผู้ฝึกยุทธ์ที่รับประทานยานี่เข้าไปจะเพิ่มพลังปราณบรรลุขอบเขตอันพิสดาร ..”

            โอสถหมื่นเทวะปรุงจากแก่นบริสุทธิ์ของธาตุธรณี อัคคี วารี และวายุ ผสมด้วยดวงจิตสัตว์อสูรสิบสองชนิด โดยใช้โลหิตมังกรเทวะเป็นสารประสาน การหลอมโอสถใช้พลังความร้อนของหินเหลวร้อนใต้พิภพ การประสานของส่วนผสมต่างๆ ต้องใช้เวลาถึงห้าร้อยปีจึงจะเข้ากันโดยสมบูรณ์ แล้วจึงสกัดได้โอสถได้มาหนึ่งเม็ด

            อนันต์มองจ้องไปยังดวงตาอุทัย กล่าวว่า “ข้ามอบให้เจ้า .. อ่ะ ..”

            อุทัยครุ่นคิด พี่ชายท่านนี้ต้องเมาสุราเป็นแน่แล้ว ของมีค่าเช่นนี้กลับมอบให้บุคคลที่เพิ่งพบเจอกันได้โดยง่าย จึงกล่าวว่า “ฮา .. ข้ามิกล้ารับน้ำใจท่านหรอก .. หากโอสถนี้มีสรรพคุณอย่างท่านว่าจริง .. แม้นข้ารับประทานเข้าไป พลังของมันต้องระเบิดร่างกายข้าออกเป็นชิ้นๆ เป็นแน่แล้ว .. ฮา ฮา ..”

            อนันต์กล่าวต่อ “เจ้านำไปขายก็ได้นี้ ..”

            อุทัยกล่าวบ้าง “หากมีผู้ใดรู้ว่าตัวข้ามีของมีค่าเช่นนี้ ต้องมาสังหารเพื่อแย่งชิงสิ่งของอย่างแน่นอน .. ข้ายังมิอยากตาย นับเป็นทุกขลาภโดยแท้ .. ฮา ฮา ...”

            ฮา ฮา เอิ๊กกกก .. อนันต์หัวเราะอย่างมึนเมา “เห็นด้วยยยย .. ข้าเห็นด้วยยยยย .. น้องชายช่างหลักแหลมนัก .. ขอคารวะด้วยราณีเพลิง .. ฮา ฮา”

            ด้วยฤทธิ์สุรา ผู้แตกเนื้อหนุ่มเช่นอุทัยส่งสายตาหยาดเยิ้มจ้องมองสตรีทั้งสองอย่างลืมตัว มันกล่าวตอบว่า “เปลี่ยนเป็นอาชากระทืบโรง .. ดีหรือไม่ ..” ... ห-อี๊ .. ห-อี๊ .. อี๊ .. เสียงม้าศึกวัยเปลี่ยวสุดคึกคักกู้ร้อง

            อนันต์เห็นเช่นนั้นจึงหัวเราะฮาฮา กล่าวว่า “.. วีรบุรุษยากผ่านด่านหญิงงาม ..” แล้วจึงกวักมือเรียกสตรีทั้งสอง “มา มา .. แม่นางน้อย .. มานั่งรินสุราแก่น้องชายสุดเลิฟของข้า .. ฮา ฮา”

            “เจ้าค่ะ .. คุณชาย ..” สตรีทั้งสองยิ้มตอบโดยพร้อมเพรียง ..

            อนันต์หยิบแท่งทองคำออกมา แล้วกล่าวว่า “บริการถึงแท้ .. อ่ะนี่ .. อีกหนึ่งตำลึงทอง .. เอาไปนางละแท่ง”

            สตรีนางหนึ่งหน้าแดงไปถึงลำคอ กล่าวว่า “อ๊ายยยย คุณชาย .. แจกติ๊ปอีกแล้ว .. ตั้งโตเป็นสาวยังไม่เคยเจอผู้ใด ใจกว้างเช่นนี้ คิ คิ”

            สตรีอีกนางหนึ่งก็กล่าวอย่างยินดีว่า “อ๊ายยยย คุณชายเจ้าขา .. ท่านแจกทองคำทั้งคืน .. ชุดข้าตุงไม่ที่จะเก็บ ทั้งหนักจนแทบเดินไม่ไหวแระ ..”

            อนันต์ทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย กล่าวอย่างหรรษาว่า “.. หากหนักเช่นนั้น .. ก็ถอดออกเสียก่อน ดีหรือไม่ .. ฮา ฮา เอิ๊กกกก ..”

            “อ๊ายยย .. บร้า .. ข้าอ๊ายอาย ..” พวกนางทำท่าเอียงอายเดินเยื้องย่างเข้ามา กล่าวต่อว่า “ว่าแต่ .. ควรถอดชิ้นไหนก่อนดี เจ้าค๊ะ .. คิ คิ” แล้วใช้สรีระวัยสาวเบียดเสียดเข้าหา ทั้งสองช่างพะเน้าพะนอสร้างความเบิกบานแก่อุทัยเป็นที่สุด

            เป็นค่ำคืนอันวุ่นวายของโอริสนคร แต่ในหอห้องกลับสุดหฤหรรษ์ .. เสียงหัวเราะหยอกเย้าของทั้งสี่ไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลง .. สุราถูกบริโภคไปกว่าสิบไห อุทัยหารู้ไม่ ราณีเพลิงแต่ละไหมีมูลค่าเป็นทองคำหลายสิบตำลึง แม้แต่เหล่าราชาแห่งแคว้นยังไม่สามารถหาบริโภคได้โดยง่าย .. เซียนสุราผู้นี้ต้องเป็นผู้มั่งคั่งของผู้มั่งคั่งโดยแท้จริง .. เอิ๊กกกก

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน