บทที่ สามสิบสี่
ไม่สมเป็นบุตรี
เสียงล้อรถม้าที่ค่อยๆเคลื่อนไปตามถนนหินเรียบดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะองค์หญิงฉิงเอนกายพิงหมอนนวมในรถม้า ปล่อยให้ม่านแพสีอ่อนพลิ้วตามแรงลมยามเห็นเงาจวนสกุลฟ่านห่างออกไป นางก็ถอนหายใจยาว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเวทนา “เฮ้อ...มีบุตรีเช่นนั้น เสนาบดีฟ่านก็น่าเห็นใจนักอีกไม่นานก็ก้าวเข้าสู่วัยออกเรือนแล้วแท้ๆแต่กลับทำกิริยาวุ่นวายไร้กาลเทศะเช่นนี้”
นางเหลือบสายตาไปทางบุตรชายจ้าวจวิ้นหยางที่นั่งตรงข้ามยังคงสงบเสงี่ยมเสื้อคลุมยาวสีเข้มขลิบดิ้นเงินสะท้อนแสงแดด ดวงหน้าเรียบขรึมแต่สายตาเหม่อไปไกล เพราะยังวนคิดอยู่กับภาพเหตุการณ์ในสกุลฟ่านเมื่อครู่เช่นกัน
ผู้เป็นมารดายังเอ่ยต่อน้ำเสียงสอดแทรกทั้งตำหนิและเสียดาย “คุณหนูใหญ่...ฟ่านหนิงผู้นั้นอย่างน้อยก็รู้จักเงียบเก็บเรื่องไว้ในจวน รู้ว่าควรทำสิ่งใดไม่ให้เป็นที่อับอายแก่สกุลแต่คุณหนูรองผู้นั้น เฮ่อ...กิริยามารยาทหามีไม่เลย”
แววตาของนางหม่นลงเล็กน้อยความคิดภายในกลับวกไปถึงเรื่องราวของจวนตนเองความจริงแล้วเรื่องน่าอายในตระกูลใหญ่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ถูกรังแกก็เท่านั้นแม้แต่ที่จวนหลินฝูโหวของนางเองก็มิได้ต่างกัน หากเพียงเพราะตนเกิดมาในฐานะฮูหยินเอกและสามีหรือก็คือบิดาของจ้าวจวิ้นหยางสิ้นใจไปตั้งแต่ก่อนจะได้มีอนุสักคนตนเลยมิได้ต้องเผชิญกับอนุและบุตรอนุมาแย่งชิงความดีความเด่นหากวันหนึ่งต้องรับมือก็คงไม่พ้นความวุ่นวายเช่นเดียวกัน
องค์หญิงฉิงเว้นช่วงเล็กน้อยหลังจากนั้นก็หันมาถามบุตรชายด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง“ว่าแต่เจ้าเถิด เหตุใดจึงไปอยู่ท่ามกลางสถานการณ์นั้น เจ้าได้ทำอะไรหรือไม่?”
เสียงเรียกของมารดาทำให้จ้าวจวิ้นหยางหลุดออกจากภวังค์หันมามองสตรีที่นั่งตรงข้าม ใบหน้าคมคายแตะรอยยิ้มที่มุมปาก “มิได้ตั้งใจจะเกี่ยวข้องเพียงแต่ระหว่างนั่งรอท่านแม่ จู่ๆ คุณหนูรองฟ่านลี่ก็ตรงเข้ามาหานางพยายามจะเกาะแขนข้า เพียงแต่ข้าหลบเลี่ยงด้วยความตกใจนางจึงล้มลงนางคงคิดว่าข้าเป็นท่านเสนาบดีฟ่านบิดาของนางกระมัง”
คำพูดนั้นทำเอาองค์หญิงฉิงเบิกตาเล็กน้อยจากนั้นก็ส่ายศีรษะพลางหัวเราะแผ่วๆ “นางผู้นี้ไม่เพียงไม่รู้กาลเทศะยังไม่รู้จักแยกแยะด้วยหรือ มิใช่บิดายังดูไม่ออก อนาถยิ่งนักหากนางมารุ่มร่ามใส่เจ้าจนมีผู้พบเห็น ลือไปว่าเกิดเรื่องล่วงเกินขึ้นมาเจ้าจะถูกนินทาว่าร้ายจนมิอาจล้างชื่อได้แน่ ดีแล้วที่เจ้าหลีกได้ทัน”
“ท่านแม่กล่าวถูกต้องแล้ว” จ้าวจวิ้นหยางพยักหน้ารับ สีหน้ากลับเคร่งขึ้นอีกครั้ง พลางมองทิวทัศน์ภายนอกที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านพลันความคิดวกกลับเพราะเรื่องนี้ตนคิดว่าไม่เพียงแค่ความโง่งมของคุณหนูรองเท่านั้นมีผู้ใดสักคนอยู่เบื้องหลังแน่ เรื่องราวมันเหมาะเจาะเกินไป
ยิ่งสาวใช้ข้างกายฟ่านหนิงผู้นั้น แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่ปล่อยให้เข้าใกล้ฟ่านหนิงได้โดยง่ายหากเป็นฟ่านลี่ผู้ไร้ฝีมือเป็นสตรีอ่อนแอ นางจะลุกขึ้นตบหน้าพี่สาวได้หรือจะผ่านจางไป๋ซินไปได้ชาตินี้ยังไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่
จ้าวจวิ้นหยางพลันออกมาหัวเราะเบาๆ ฟ่านหนิง...รอบกายของเจ้าช่างเต็มไปด้วยเรื่องสนุกมีเรื่องให้ข้าต้องติดตามจริงๆ
ในความคิดของเขายังติดค้างอยู่ที่ภาพแววตาของฟ่านหนิงเมื่อครู่ทั้งเด็ดขาด ทั้งสงบเยือกเย็น แผนการที่ถูกวางไว้เฉียบขาดแม้รู้ว่าเป็นเล่ห์สตรีแต่สตรีเช่นนี้เขาพึ่งเคยพบ พอยิ่งได้คิดก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาดในอกพร้อมกับเริ่มกำลังรอคอยบางสิ่งจากนางโดยไม่รู้ตัว
….
เมื่อส่งองค์หญิงฉิงกับซื่อจื่อออกไปจากจวนเรียบร้อยแล้วฟ่านซือหมิงก้าวกลับเข้ามาในเรือนใหญ่สีหน้าอันเคร่งเครียดต่างไปจากทุกครั้งที่มักจะอ่อนโยนกับคนในครอบครัวเหล่าบ่าวไพร่ที่อยู่รอบเรือนใหญ่เห็นท่าทีของเจ้านายก็พากันก้มหน้าไม่กล้าสบตาเงียบกริบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่
ภายในห้องกลางเรือนใหญ่ ฟ่านหนิงนั่งอยู่บนตั่งพนักไม้หอมด้านข้างมีฮูหยินฟ่านซุนหงเยว่กำลังนั่งเอียงตัวเข้าหาบุตรสาวอย่างทุกข์ใจเมื่อเห็นรอยช้ำที่แก้มของฟ่านหนิงนางค่อยๆ ใช้นิ้วทายาแก้ช้ำที่แก้มให้อย่างแผ่วเบาแววตาของมารดาเต็มไปด้วยความห่วงใย จนผู้เป็นบุตรีต้องเอ่ยปลอบ “ลูกไม่ได้เจ็บเจ้าค่ะ ท่านแม่ก็อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าค่ะ”
แต่แล้วจู่ๆ ระหว่างบทสนทนาของมารดาและบุตรี เสียงติ้ง! ก็ดังขึ้นในโสตฟ่านหนิง พร้อมข้อความประกาศสองแถวพร้อมกัน
【ภาพลักษณ์นางร้าย - 4 】
【ภาพลักษณ์นางร้าย + 6 】
เอ๊ะ... สิ่งที่ฟ่านหนิงไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างไรจะถูกหักแต้มหรือจะได้รับแต้มเพิ่มกันแน่ แต่เรื่องนี้นางทำเพื่อความสะใจส่วนตัวไม่ได้ทำเพิ่มแต้มจากระบบไว้เอารอจบเรื่องแล้วค่อยว่ากัน!
แต่ในอีกด้านหนึ่งฟ่านลี่กำลังนั่งกัดฟันกำมือแน่นเล็กจิกเข้าที่ฝ่ามือมองภาพตรงหน้าแล้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจจนแทบจะข่มกลั้นไม่ไหวความริษยาพวยพุ่งขึ้นท่วมอกยิ่งนัก นางนึกย้อนถึงหลายเดือนก่อนตอนที่บิดาออกเดินทางกับคณะทูตแล้วส่งข่าวกลับมาว่าถูกสายลับเฮยตูซุ่มโจมตี ฟ่านหนิงยังบาดเจ็บจนต้องรักษาตัวเรื่องนั้นทำให้ทั้งจวนแทบลุกเป็นไฟด้วยความกังวลแต่ต่อมากลับได้ข่าวว่านางหายดีรักษาหายแล้วทว่าที่บิดาส่งข่าวมาเพื่อเตือนมารดาแท้ๆ ของฟ่านหนิงไว้ล่วงหน้า ว่าอาจจะเหลือรอยแผลจากการจู่โจมของเฮยตูเพื่อไม่ให้ฮูหยินตกใจและจะได้ปลอบขวัญบุตรสาวได้
แต่เมื่อกลับถึงเมืองหลวงร่องรอยแผลเป็นกลับหายสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นแถมโรคสตรีประหลาดที่เคยระบาดก็หายไปดั่งไร้ร่องรอยฟ่านลี่ที่ภาวนาทุกวันให้ชีวิตฟ่านหนิงพินาศยิ่งไม่เป็นผลจนเมื่อวานพอกลับมาถึงจวนไม่นานกรมวังก็รีบส่งของมีค่ากับราชโองการมาปลอบขวัญยกย่องสรรเสริญคุณหนูใหญ่ฟ่านราวกับฟ่านหนิงเป็นวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ฟ่านลี่ที่ได้แต่มองก็แทบจะกระอักเลือดตายเพราะความอิจฉาจนตอนนี้นางยังไม่ทันที่จะระบายความคับแค้นออกมาด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นไม่นานผู้นำสกุลก็กลับมาถึง ท่าทางเปี่ยมโทสะทำให้ในห้องพลันเงียบไปจนกระทั่งเสียงปัง! ก็ดังลั่น ฟ่านซือหมิงตบโต๊ะไม้จันทน์กลางห้องเต็มแรงใบหน้าขึงขังดุดันอย่างที่ไม่ค่อยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อนดวงตาคมกริบของเขากวาดมองลูกสาวทั้งสองราวกับจะทะลุทะลวงใจออกมาเสียงตวาดก้องสะเทือนเรือน “นี่มันเรื่องอันใดกัน!?”
สาวใช้ต่างพากันสะดุ้งสุดตัวรีบก้มหน้าจนคางติดอกฟ่านลี่ที่นั่งอยู่ใจกระตุกโครมๆ รู้สึกได้ว่าหากชักช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียวตนคงถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ตบฟ่านหนิงอย่างไม่ต้องสงสัยนางจึงรีบเบี่ยงตัวเข้าหาบิดา น้ำตาคลอเบ้ามือเล็กเกาะแขนเสื้อบิดาผู้เป็นขุนนางใหญ่แน่นพร้อมเสียงสะอื้นสะอื้น “ท่านพ่อเจ้าคะ พี่หญิงต่างหากที่รังแกข้าเมื่อครู่ข้าแค่รีบจะไปหาท่านเพื่อขอความยุติธรรม มิใช่ว่าข้าไปทำร้ายใครเสียหน่อย!”
ถ้อยคำนั้นกล่าวอย่างรีบเร่ง ขณะที่ฟ่านหนิงกลับยังคงนั่งนิ่งริมฝีปากเรียวไม่แม้ขยับตอบแต่สายตาคมที่ทอดมองน้องสาวทำให้ฟ่านลี่ยิ่งขัดใจจนแทบสำลักความอัดอั้น
จากนั้นฮูหยินฟ่านซุนหงเยว่ที่โดยปกติอ่อนโยนรักสงบก็พลันลุกขึ้นยืนเพราะทนไม่ได้ที่บุตรสาวถูกรังแก ดวงตาเปล่งประกายกร้าวขัดกับบุคลิกเดิมน้ำเสียงหนักแน่นไม่ยอมอ่อนข้อ “ฟ่านลี่ แม้เจ้าไม่ใช่บุตรีแท้ๆของข้า แต่วันเวลาที่ผ่านมา ข้าเคยละเลยเจ้าบ้างหรือ? อาหารเครื่องนุ่งห่มหรือแม้แต่ของใช้สิ่งใด เจ้าขาดตกบกพร่องบ้างหรือไม่? เหตุใดจึงยังกล้าลุกขึ้นทำร้ายพี่สาวของเจ้าได้ถึงเพียงนี้!”
คำพูดดั่งมีดกรีดใจทำให้ฟ่านลี่ตัวสั่น นางสะบัดมือออกชี้นิ้วตรงไปยังฟ่านหนิงตะโกนกลับสุดเสียง “แต่ข้าไม่ได้ตบนาง! ฟ่านหนิงต่างหากนางปีศาจ เจ้า...เจ้าใส่ร้ายข้า!”
ขณะเสียงโวยวายยังไม่ทันจบอนุเฉิงมารดาของฟ่านลี่ที่ถูกบ่าวรีบตามตัวก็มาถึงเรือนนางรีบพุ่งเข้ามากอดบุตรีไว้แน่นน้ำตารินพรากท่าทางราวกับโลกทั้งใบรังแกนางกับลูกเพียงสองแม่ลูก
ฟ่านซือหมิงที่ยืนอยู่ตรงกลางรู้สึกศีรษะแทบจะระเบิดความจริงเขาเองก็พยายามรักษาความยุติธรรมเสมอแต่ยามนี้ลูกสาวสองฝ่ายต่างยืนอยู่ตรงข้ามกัน ภรรยาเอกกับอนุก็ปะทะกันด้วยถ้อยคำสถานการณ์จึงยิ่งตึงเครียด
อนุเฉิงเห็นสีหน้าลำบากใจของฟ่านซือหมิงก็กระชับอ้อมกอดบุตรสาวแน่นเข้าไปอีกเสียงสั่นพร่าแต่เจือความออดอ้อน “ท่านพี่ หากท่านไม่ชอบข้าข้าก็ทำใจได้ แต่ท่านจะไม่รักบุตรสาวของท่านมิได้นะเจ้าคะ”
คำพูดประโยคนั้นทำให้ดวงตาแข็งกร้าวของฟ่านซือหมิงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัวสีหน้าของเขาสั่นไหวเล็กน้อยความเป็นบิดาที่จะเข้มแข็งมิอาจปฏิเสธสายเลือดตนเองได้
ห้องกลางอันกว้างใหญ่พลันเงียบงันทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่ฟ่านหนิงกับฟ่านลี่ ฟ่านลี่ที่มีน้ำตาเต็มใบหน้าขณะที่ฟ่านหนิงนั่งตัวตรงสีหน้าสงบเยือกเย็น ท่วงท่ามั่นคงไม่หวั่นไหวก่อนจะค่อยลุกขึ้นเพราะถึงฉากของตัวเองบ้างหลังจากปล่อยให้ฝั่งนั้นแสดงละครนำไป
เสียงใสแต่หนักแน่นของฟ่านหนิงดังขึ้น “เรื่องที่เจ้ากระทำกับข้าเจ้าไม่ยอมรับก็ช่างเถิด แต่กิริยามารยาทไร้กาลเทศะเช่นเมื่อครู่ ข้าจะไม่ปล่อยผ่านง่ายๆเรื่องที่ทำให้ชื่อเสียงสกุลฟ่านต้องมัวหมอง เจ้าจะต้องรับผิดชอบ” นางเอื้อนเอ่ยถ้อยคำคล้ายไม่สนใจกลับทิ่มแทงตรงหัวใจอีกฝ่ายถ้อยคำที่ปล่อยเรื่องเล็กกวดขันเรื่องใหญ่กว่า เอาดีเข้าตัว...
วาจาที่เปี่ยมด้วยแรงกดดันนั้นทำให้ใบหน้าของฟ่านลี่บิดเบี้ยวสายตาที่ทุกคนมองมาทำให้นางเหมือนถูกบีบให้หายใจไม่ออกมือที่ประดับด้วยกำไลหยกสีเขียวสั่นเล็กน้อย นางกัดริมฝีปากก่อนพยายามตอบโต้เสียงสั่นเครือ “แต่ข้าไม่ได้ตบเจ้าเจ้าเพียงทำเป็นการแสดงความใจกว้างเพื่อให้ผู้อื่นชมเชยเท่านั้น!”
ฟ่านหนิงยิ้มบาง ไม่ตอบโต้โดยตรงกลับหันไปหาบิดาอย่างฉับพลันเพื่อไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายแทรกอีก “ท่านพ่ออยากทราบหรือไม่ ว่าเหตุใดเรื่องราวนี้จึงเกิดขึ้น? หากส่งคนไปตรวจดูที่เรือนของน้องรองตอนนี้ก็จะรู้ความจริง”
ฟ่านซือหมิงผู้เป็นผู้นำของสกุลฟ่านขมวดคิ้วเข้าหากันสายตาคมกริบมองฟ่านหนิงสลับกับฟ่านลี่อยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาไปยังพ่อบ้านเหอที่ยืนรอคำสั่ง “ไปตรวจดูที่เรือนรองเดี๋ยวนี้”
พ่อบ้านเหอรับคำแล้วรีบก้าวออกไปความเงียบปกคลุมทั่วห้องโถงจนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วๆ ของทุกคนฟ่านลี่หน้าซีดลงกว่าเดิม มือบีบชายแขนเสื้อจนยับย่นเพราะรู้ดีว่าถ้าไปตอนนี้อะไรจะปรากฏออกมา
หลังพ่อบ้านเหอหายไปฟ่านหนิงก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์“อีกทั้งสิ่งที่เริ่มเรื่องนี้เพราะน้องรองไม่พอใจที่ข้ามีอาจารย์สอนพิณเป็นท่านอาจารย์ก่าน” ฟ่านหนิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ดวงตาทอประกายคมเฉียบ“นางจึงโวยวายอาละวาดไม่เลือกหน้า”
“จริงหรือไม่?” ฟ่านซือหมิงถามเสียงดังจนสะท้อนทั่วห้องที่เงียบงัน
ด้านฟ่านลี่ที่ถูกจี้จนจวนตัวก็อ้ำๆ อึ้งๆ ใบหน้าร้อนผ่าวดวงตาแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้อีกครั้ง แต่ต้องตอบด้วยเสียงเบาหวิว “ข้าก็บุตรสาวท่านพ่อเช่นกัน... ทำไมทุกสิ่งที่เป็นของดีๆตกอยู่ที่ฟ่านหนิงเพียงผู้เดียว”
คำพูดนั้นดุจมีดที่ฟันใส่ตนเองทุกคนในห้องโถงหันไปมองนางด้วยสายตาผสมทั้งตำหนิและสมเพช
พร้อมกันนั้นฮูหยินฟ่านซึ่งอยู่ข้างสามีก้าวออกมากล่าวเสียงหนักแน่นเพื่อชี้แจง“เจ้าริษยาพี่สาวเพราะความไม่รู้ ฟ่านลี่เจ้าฟังข้า” เสียงเรียบเย็นของซุนหงเยว่ขยายความ “อาจารย์ก่านเป็นอาจารย์ในวังหลวงเป็นข้าที่บากหน้าไปขอเสียนไท่เฟยด้วยตนเองจริง และให้เว้นกฎออกมาสอนพิณให้นางแต่ก่อนที่อาจารย์ก่านจะตอบรับ นางก็กล่าวว่าทดสอบฝีมือของฟ่านหนิงก่อนหากไร้พรสวรรค์ก็มิได้ข้อยกเว้น สุดท้ายเพราะฟ่านหนิงมีพรสวรรค์จริงอาจารย์ก่านจึงยอมเอ่ยปากขอฮองเฮาด้วยตัวเองกล่าวว่าต้องการให้ฟ่านหนิงเป็นศิษย์ที่สืบทอดฝีมือพิณต่อจากนาง”
คำเล่าดังกล่าวนี้ทำให้ฟ่านลี่ถึงกับทรุดฮวบลงนั่งพับไปกับเก้าอี้หน้าซีดขาวไม่เหลือสีเลือด ความจริงที่ได้ยินทำให้นางเข้าใจว่าทุกอย่างที่ฟ่านหนิงได้รับมามิใช่เรื่องลำเอียงหากเป็นผลจากความสามารถและพรสวรรค์จริงๆ
พอดีกับที่พ่อบ้านเหอกลับมาถึงเขารีบก้าวเข้ามากระซิบข้างหูฟ่านซือหมิง เสียงแผ่วจนผู้อื่นมิได้ยิน แต่สีหน้าของฟ่านซือหมิงกลับแดงจัดด้วยความโกรธมากขึ้นทุกทีอกกระเพื่อมรุนแรงจากลมหายใจที่เข้าออกหนักๆ ขณะที่มือกำแน่นทุกคนรับรู้ได้ว่าเรื่องที่ได้ฟังนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน
ฟ่านหนิงยกยิ้มบาง แววตาเย็นสงบดั่งสายน้ำแต่แฝงความแหลมคมนางเอ่ยเล่าเรื่องสุดท้ายที่จะเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง “เพราะข้ามีอาจารย์ก่าน น้องรองจึงรังเกียจอาจารย์ของตนเองคิดว่าฝีมือมิพัฒนาเพราะอาจารย์ไม่เก่ง จึงถึงขั้นดุด่าไล่ออกข้าต้องเป็นคนไปรับหน้าแทนให้ ท่านอาจารย์ทนไม่ไหวก็เป็นข้าที่ให้คนไปส่งออกจากจวนหากไม่เชื่อก็สอบถามจากปากท่านอาจารย์ได้เลย ว่ากิริยาวาจาของน้องรองต่ำถึงเพียงใด”
คำกล่าวครั้งนี้ทำให้ทั่วทั้งห้องโถงแทบไร้เสียงหายใจทุกคนรู้แล้วว่าฟ่านลี่ไม่อาจดิ้นรนหนีความผิดได้อีก “ยิ่งพอหลังจากข้าไปปรากฏตัวน้องรองก็ยิ่งมีโทสะทำลายข้าวของ ทำร้ายข้า จนข้าต้องสั่งลงโทษ นางก็วิ่งเตลิดออกไป”
จบคำฟ่านลี่ตัวสั่นสะท้านจนเครื่องประดับปิ่นปักผมแกว่งไกวมาถึงตรงนี้ใครจะเชื่อคำพูดนางอีกว่าไม่ได้ตบหน้าฟ่านหนิงหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก ขณะที่สายตาของทุกคนประณามอย่างชัดเจน
ฟ่านซือหมิงผู้เป็นผู้นำสกุลฟ่านยังคงนิ่งหลังฟ่านหนิงเล่าเรื่องทั้งหมดจนจบคล้ายพยายามสงบอารมณ์แต่ใบหน้าคมเข้มของเขาเต็มไปด้วยโทสะ เส้นเลือดขมับปูดขึ้นเล็กน้อยดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังฟ่านลี่ที่บัดนี้ทรุดตัวมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าใบหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ ข้อมือสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
“สตรีมารยาททรามเช่นเจ้าเติบโตมาในจวนสกุลฟ่านจริงหรือ?”ในที่สุดฟ่านซือหมิงก็เริ่มกล่าวแต่น้ำเสียงต่ำแฝงโทสะนั้นก้องสะท้อนทั่วห้อง “ทั้งวาจาทั้งกิริยา ไม่รู้จักกาลเทศะ ทำตัวอับอายขายหน้า ริษยาพี่สาวจนหน้ามืดตามัวทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะตระกูล ทั้งยังทำลายข้าวของเสียหาย ถึงขั้นลงมือทำร้ายร่างกายพี่สาวตนเองเช่นนี้ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ เจ้าจะต้องถูกลงโทษให้หลาบจำ!”
ฟ่านลี่หน้าเปลี่ยนสีราวกับถูกสาดน้ำเย็นจัดร่างสั่นระริกจนคล้ายลูกนกตกน้ำ นางอ้าปากจะโต้เถียง แต่ยังไม่ทันเอ่ยถ้อยคำอนุเฉิงก็รีบปรี่เข้ามาคุกเข่าลงเกาะขาของฟ่านซือหมิงแน่นด้วยน้ำตานองหน้า
“ท่านพี่! เมตตาลูกลี่สักครั้งเถิด นางยังเด็กนัก ย่อมมีผิดพลาดไปบ้างข้าในฐานะมารดาขอน้อมรับผิดแทน!”อนุเฉิงกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือเสื้อคลุมผ้าแพรสีชมพูที่สวมอยู่ยับย่นเพราะการคุกเข่านางกอดขาฟ่านซือหมิงแน่นไม่ยอมปล่อย
แต่ฟ่านซือหมิงกลับปรายตามองนางด้วยแววตาเย็นชาเสียงที่เอ่ยออกมาราวกับคมมีดเฉือนเนื้อ “เพราะมารดาไร้การอบรมบุตรสาวจึงได้กลายเป็นเยี่ยงนี้ ไม่รู้กฎ ไม่รู้เกรงใจผู้อื่น จากนี้ไปอนุเฉิงจะลดฐานะเป็นเพียงบ่าวในเรือนห้ามมิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวสั่งสอนฟ่านลี่อีกต่อไป!”
ทุกคนในห้องโถงต่างหันไปมองอนุเฉิงด้วยความตกตะลึงไม่มีใครคาดคิดว่าฟ่านซือหมิงจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้
“พ่อบ้านเหอ” ฟ่านซือหมิงสั่งเสียงเข้ม “นำตัวเฉิงซูซินออกไปเดี๋ยวนี้” พ่อบ้านเหอรีบโค้งคำนับก่อนกวักมือให้บ่าวสองสามคนเข้ามาพาตัวเฉิงซูซินออกไป
แต่เฉิงซูซินก็ดิ้นรนสุดกำลังร้องไห้คร่ำครวญขอให้ฟ่านซือหมิงปล่อยนางไป อย่าพรากลูกพรากแม่เลย “ท่านพี่!ท่านพี่ได้โปรดเมตตา ข้าผิดไปแล้วได้โปรดอย่านำตัวข้าไปจากลูกลี่!”เสียงร้องของเฉิงซูซินดังสะท้อนไปทั่วห้องแต่ก็ไม่มีใครก้าวเข้ามาขอร้องให้นางนอกจากบุตรสาว
ฟ่านลี่เห็นดังนั้นก็ตกใจสุดขีด รีบพุ่งตัวมาคว้ามือมารดาไว้น้ำตาไหลพราก “ไม่! ท่านแม่! อย่านำตัวแม่ข้าไป!” แต่กำลังของบ่าวแรงงานสามคนย่อมไม่ใช่สิ่งที่นางต้านทานได้
แต่นั้นยิ่งทำให้ฟ่านซือหมิงมีโทสะ ตวัดสายตาคมเข้มใส่ทันที “เจ้ามิได้มีสิทธิ์จะห้าม!” เสียงของเขาดุดันจนฟ่านลี่ถึงกับชะงักร่างแข็งค้างอยู่ที่เดิม บ่าวแรงงานถือโอกาสดึงมือฟ่านลี่ให้ถอยไปก่อนลากเฉิงซูซินที่ร้องไห้คร่ำครวญออกไปจากห้องโถง
เมื่อเสียงคร่ำครวญค่อยๆ เลือนหายไปฟ่านซือหมิงก็หันกลับมามองฟ่านลี่อีกครั้ง ใบหน้ามีแต่ความผิดหวัง “ฟ่านลี่!เจ้าเป็นบุตรีสกุลฟ่านแต่กลับประพฤติตัวไม่เหมาะสม ไร้กาลเทศะ กิริยาทราม มิอาจยกโทษได้”
เสียงตวาดนั้นทำให้ฟ่านลี่สะดุ้งเฮือกน้ำตาไหลพรากลงมาตามแก้ม
“ให้เจ้าไปคุกเข่าที่หน้าป้ายบรรพชนหนึ่งวันหนึ่งคืน!” ฟ่านซือหมิงประกาศเสียงเข้ม “และท่องตำรามารยาทสตรีให้ขึ้นใจมิฉะนั้นก็ไม่ต้องลุกขึ้น แล้วเจ้าก็ต้องได้รับการอบรมเพิ่ม ข้าจะให้อาจารย์ผู้มีความรู้งานเรือนของสตรีมาอบรมเจ้าให้เข้มงวดจากนี้เป็นต้นไป”
“แต่ข้าไม่ผิด...ข้าไม่ยอม!” มาถึงขนาดนี้ฟ่านลี่ก็ยังโวยวายดิ้นรนสุดกำลัง ร่างสะบัดไปมามือพยายามคว้าขอบเสาไม้ไว้แต่บ่าวแรงงานอีกสองคนก็เข้ามาประคองลากตัวนางออกไปจากห้องโถงเสียงกรีดร้องโวยวายยังคงดังสะท้อนอยู่จนกระทั่งเงียบหาย