ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 47 ศัตรูมาถึงแล้ว

    กลองครั้งที่สี่ทำให้ธงสีเลือดทั้งภูเขาเคลื่อนพร้อมกัน

    เหนือแนวสน เงาคนนับพันลุกขึ้นจากหิมะราวผืนดินให้กำเนิดกองทัพพวกเขาไม่ได้โห่ร้อง ไม่ได้เร่งลงเขาเพียงแยกเป็นแถวแล้วเดินเข้าประจำจุดตามเสียงกลอง

    ทุกก้าวทำให้วงล้อมสมบูรณ์ขึ้น

    เยี่ยซิงเหอยืนโดยพิงกระบี่เงาดารา ขาทั้งสองยังชารอยแตกใต้แกนทองคำกรีดเส้นปราณทุกครั้งที่หายใจ เขามองผ่านป่าสนไปยังทิศเหนือเห็นธงสามชั้น บนผืนธงเป็นตราโลหิตซึ่งเคยพบตามยันต์และศพ

    “นิกายโลหิตทมิฬ” เขากล่าว

    ผู้เฒ่าโม่ผูกปมผ้าพันหัวไหล่ให้แน่นขึ้น“เห็นธงแล้วจึงเชื่อหรือ?”

    “ก่อนหน้านี้ยังอาจเรียกว่าพวกมันส่งคนมา”เยี่ยซิงเหอมองแถวธงที่ยาวจนหายไปหลังสันเขา “ตอนนี้นิกายมาเองแล้ว”

    เสียงระฆังของโม่เหอดังถี่จากในหมู่บ้านคนเฝ้าแนวผนึกคนหนึ่งวิ่งเข้าป่า เขาหอบจนพูดขาดช่วง

    “ทางตะวันตก...มีคนลงจากเขา ทางใต้พบหลักค่ายกลอีกสองต้นผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ทุกคนรวมที่วงใน”

    ผู้เฒ่าโม่ถาม “ทางตะวันออก?”

    “หมอกปิดหุบเขา ม้าสองตัวที่ส่งออกไปวิ่งกลับมาเอง คนขี่หายไป”

    ทางหนีเหนือดินถูกปิดหมดแล้ว

    ผู้เฒ่าโม่เหลือบมองพื้นใต้เท้า ทางใต้ดินเก่าหลังเรือนยังมีแต่ค่ายกลเพิ่งใช้สัตว์อสูรเจาะเข้ามา หากเปิดให้คนทั้งหมู่บ้านผ่านศัตรูจะพบก่อนคนครึ่งหนึ่งพ้นหุบเขา

    “กลับไปบอกผู้ใหญ่บ้าน” เขากล่าว “อย่ารวมคนทั้งหมดไว้จุดเดียวแยกเด็ก คนเจ็บ และคนถืออาวุธตามวงทั้งห้าทุกวงต้องมีคนรู้ทางใต้ดินอย่างน้อยหนึ่งคน”

    คนเฝ้าพยักหน้าแล้ววิ่งกลับ

    เยี่ยซิงเหอขยับตาม ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าขวางอกเขา

    “เจ้าไปได้เร็วเพียงใด?”

    “เร็วพอ”

    “คำตอบของคนที่เพิ่งลุกไม่ขึ้น”

    “หมู่บ้านไม่มีเวลารอให้ข้าหาย”

    “จึงต้องไม่ใช้เจ้าทำทุกอย่าง” ผู้เฒ่าโม่ลดไม้เท้า “เดินแต่อย่าวิ่ง อย่าหมุนแกนเกินสามรอบ และห้ามเปิดเนตรจนกว่าจะรู้ว่าต้องมองสิ่งใด”

    ทั้งสองกลับเข้าหมู่บ้านทางแนวกั้นด้านใน

    ภาพที่รออยู่ไม่ใช่ความวุ่นวายไร้ทิศ ชาวบ้านซึ่งเคยซ่อมหลังคาต้มน้ำ หรือขนฟืน กำลังนำสิ่งที่มีมาใช้ป้องกันบ้านชายฉกรรจ์ยกคราดเหล็กกับหอกล่าสัตว์ หญิงหลายคนขนไหใส่น้ำและผ้าพันแผลไปตามเรือนคนชราจัดเด็กเข้าห้องใต้ดินโดยไม่ปล่อยให้ผู้ใดเดินลำพัง

    ไม่มีอาวุธใดเหมาะจะต่อสู้กับกองทัพนิกาย

    แต่ทุกมือกำลังทำให้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

    ผู้ใหญ่บ้านยืนกลางลาน แผ่นไม้ไผ่ห้าแผ่นวางบนโต๊ะเตี้ยแต่ละแผ่นแทนวงป้องกันหนึ่งจุด เมื่อเห็นเยี่ยซิงเหอเขามองเลือดที่ซึมจากผ้าพันไหล่ก่อนมองใบหน้า

    “ฆ่าตัวที่เข้าป่าหรือยัง?”

    “ตายแล้ว”

    “เจ้ายังสู้ได้หรือไม่?”

    “ได้หนึ่งครั้ง”

    ผู้ใหญ่บ้านนิ่งไป จากนั้นหยิบแผ่นทิศเหนือยื่นให้“เช่นนั้นเก็บครั้งนั้นไว้ อย่าใช้กับคนแรกที่ยั่วยุเจ้า”

    ผู้เฒ่าโม่หัวเราะเบา “วันนี้เจ้าพูดฉลาดกว่าคนฝึกกระบี่บางคน”

    เยี่ยซิงเหอรับแผ่นไม้ ไม่โต้เถียง

    คนเฝ้าประตูวิ่งเข้ามาอีกคน“พบหลักสีดำที่ชายป่าตะวันตกแล้วขอรับ มีอักขระเลือด แต่ยังไม่มีผู้ใดแตะ”

    “ดี” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “ผู้ใดเห็นตอนมันถูกปัก?”

    หญิงผู้ถือคันธนูก้าวออกมา “ข้าเห็นเงาสามคน พวกเขาไม่เข้ามาเพียงปักหลักแล้วถอยไปยังธง”

    “ระยะห่าง?”

    “จากหลักถึงหลักราวร้อยก้าว แต่หลักสุดท้ายอยู่หลังเนินมองไม่เห็น”

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายไม้เท้าเขี่ยแผ่นไม้ทั้งห้าให้เป็นวงแล้ววางเศษถ่านรอบนอก “พวกมันไม่ได้ตั้งแนวบุกอย่างเดียวกำลังสร้างค่ายกลครอบค่ายกลเดิม”

    เยี่ยซิงเหอมองการจัดวาง“วงด้านนอกจะเชื่อมกับเส้นโลหิตใต้หมู่บ้าน”

    “และใช้วงป้องกันของเราเป็นกรง”

    ผู้ใหญ่บ้านถาม “ทำลายหลักได้หรือไม่?”

    “ได้” ผู้เฒ่าโม่ตอบ “หากเลือกถูกต้น”

    “ถ้าเลือกผิด?”

    “มันจะปิดวงเร็วขึ้น”

    เสียงกลองดังอีกชุด รวดเร็วกว่าก่อน

    จากชายป่าตะวันออก ลำแสงแดงพุ่งขึ้นฟ้า หนึ่งสาย สองสายแล้วเพิ่มเป็นเจ็ด สายแสงโค้งเข้าหากันเหนือหมู่บ้าน แต่ยังไม่แตะกลางฟ้าเหลือช่องว่างขนาดเล็กทางทิศเหนือ

    นั่นคือเวลาที่เหลือ

    เยี่ยซิงเหอหยิบแผ่นทิศเหนือ “ข้าจะไปดูจุดเชื่อม”

    ผู้เฒ่าโม่ยกคิ้ว “ด้วยเนตรที่ใช้ได้ครั้งเดียว?”

    “ด้วยรอยบนหิมะ”

    เขาเดินไปยังประตูเหนือพร้อมคนเฝ้าสามคน ไม่ใช้ย่างก้าวไม่ส่งปราณ มีเพียงกระบี่ค้ำยามขาซ้ายอ่อนแรง

    ใกล้ประตู รอยเท้าศัตรูบนหิมะชัดเจนกว่าที่อื่นคนของนิกายไม่ได้เดินมั่ว ทุกชุดมีสี่คน หนึ่งคนแบกหลัก อีกสองคนเฝ้าข้างและคนสุดท้ายลากถุงซึ่งมีของหนักอยู่ด้านใน

    รอยถุงลากผ่านหลักแรกไปหลักที่สองแต่หายตรงกองหิมะก่อนหลักที่สาม

    เยี่ยซิงเหอคุกเข่าลง ใช้ปลายฝักกระบี่ปัดหิมะเขาพบรอยเลือดหยดเล็กซึ่งถูกกลบไว้ เลือดไหลย้อนทิศจากหลักเข้าหาหมู่บ้านมิใช่จากหมู่บ้านออกไป

    “ของในถุงยังมีชีวิต” คนเฝ้าคนหนึ่งกล่าว

    “และถูกใช้วางจุดเชื่อม” เยี่ยซิงเหอตอบ

    ถ้าทำลายหลักโดยไม่ช่วยสิ่งที่ถูกผูกไว้เลือดนั้นจะไหลเข้าค่ายกลทันที

    เขามองคนทั้งสาม “อย่าออกจากประตู แบ่งคนไปเตือนวงอื่นให้ค้นรอยถุงก่อนแตะหลัก”

    “แล้วเจ้า?”

    “ข้าจะดูว่าทางเหนือซ่อนอะไร”

    คนเฝ้าส่ายหน้า “ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเจ้าเก็บแรงไว้”

    “ข้าไม่ได้จะสู้”

    “คนที่พูดเช่นนี้มักกลับมาพร้อมเลือด”

    เยี่ยซิงเหอมองผ้าพันไหล่ตนเอง “วันนี้ไม่ต้องรอให้กลับ”

    คำพูดทำให้คนเฝ้าหลุดหัวเราะสั้น ๆ แม้สีหน้ายังตึงเขาไม่เปิดประตู หากนำบันไดไม้พาดกำแพงดินให้เยี่ยซิงเหอขึ้นไปดูจากด้านบน

    ภาพนอกกำแพงทำให้ลมหายใจเย็นลง

    กองทัพนิกายโลหิตทมิฬเรียงเต็มหุบเขา เสื้อคลุมดำตัดกับหิมะธงสีเลือดยืนเป็นแนว หลักค่ายกลปักทุกระยะ บางหลักมีถุงผ้าขยับอยู่ข้างฐานจริง ๆ

    คนซึ่งถูกจับยังมีชีวิต

    ศัตรูไม่ได้เพียงล้อมโม่เหอ พวกมันนำเชื้อเพลิงของค่ายกลมาด้วย

    เยี่ยซิงเหอนับถุงที่มองเห็นได้สิบเจ็ดถุง บางถุงนิ่งบางถุงขยับเป็นระยะ ไม่มีทางรู้ว่าข้างในเป็นชาวบ้านชายแดน คนเดินทางหรือคนของนิกายซึ่งถูกลงโทษแต่ความไม่รู้ไม่ได้ลดชีวิตเหล่านั้นให้เป็นเพียงหลักค่ายกล

    เขามองทางลาดระหว่างประตูกับหลักแรก พื้นหิมะเปิดโล่งไม่มีหินใหญ่ให้กำบัง ธนูจากแนวศัตรูยิงถึงทุกช่วง หากส่งคนออกไปช่วยตรง ๆคนช่วยจะถูกจับเพิ่ม

    คนเฝ้าประตูซึ่งขึ้นมาด้วยชี้รอยบางบนหิมะ“ตรงนั้นเป็นร่องน้ำแข็งเก่า ฤดูใบไม้ผลิน้ำจากเขาจะไหลผ่าน ใต้หิมะอาจลึกถึงเอว”

    “รับน้ำหนักได้หรือไม่?”

    “คนเดินไม่ได้ แต่เชือกผ่านได้”

    เยี่ยซิงเหอจำตำแหน่งไว้ภูมิประเทศซึ่งศัตรูเห็นเป็นเพียงพื้นขาวอาจเป็นทางเดียวที่โม่เหอแตะผู้ถูกผูกได้โดยไม่เปิดประตู

    ไกลออกไป คนของนิกายเริ่มตอกหลักเพิ่ม เสียงค้อนดังเป็นจังหวะทุกครั้งที่หัวค้อนกระทบ ลำแสงบนฟ้าขยายอีกเล็กน้อยพวกเขามีกำลังมากพอสร้างวงใหม่ซ้ำ หากโม่เหอทำลายเพียงต้นเดียว

    ดังนั้นเป้าหมายไม่ใช่ทำลายหลักให้มากที่สุด

    ต้องทำให้ศัตรูเผยโครงสร้างทั้งวง

    เยี่ยซิงเหอถามคนเฝ้า“ในหมู่บ้านมีเชือกยาวพอถึงร่องน้ำแข็งกี่เส้น?”

    “เชือกลากฟืนสี่ม้วน เชือกบ่ออีกสอง แต่ถ้าเอามาทั้งหมดเรือนที่ไฟไหม้จะไม่มีเชือกดึงถังน้ำ”

    “ใช้สองม้วน อีกสี่เก็บไว้”

    “ทำไมไม่ใช้ทั้งหมดช่วยคน?”

    “เพราะศัตรูรอให้เราใช้ของหมดกับการตอบครั้งแรก”

    คนเฝ้ามองเขาแล้วพยักหน้าการไม่ทุ่มทุกสิ่งทันทีทำให้รู้สึกเหมือนช่วยไม่เต็มที่แต่สงครามบังคับให้ความเมตตามีทั้งหัวใจและการเหลือทางตอบโต้

    บนเนินตรงกลางมีเกี้ยวสีดำตั้งอยู่ ไม่มีม่านประดับมีเพียงตราโลหิตขนาดใหญ่บนหลังคา รอบเกี้ยวผู้นำระดับสูงหลายคนยืนห่างออกไปราวไม่กล้าเข้าใกล้

    ประตูเกี้ยวยังปิด

    เยี่ยซิงเหอไม่ได้เปิดเนตร เขาจำตำแหน่งหลัก จำนวนถุงและช่องว่างของลำแสง แล้วลงจากกำแพง

    “ส่งคนไปทุกวง” เขาบอก “หลักค่ายกลผูกกับคนเป็นต้องช่วยคนก่อนทำลายหลัก”

    คนเฝ้าประตูถาม “หากช่วยไม่ได้?”

    คำถามนั้นไม่มีคำตอบสะอาด

    ถ้าปล่อยหลักไว้ ค่ายกลจะกินคนทั้งหมู่บ้านหากทำลายโดยไม่ช่วยผู้ถูกผูก คนในถุงจะตายทันที

    เยี่ยซิงเหอกำแผ่นไม้ไผ่แน่น“ให้ผู้เฒ่าโม่เลือกหลังเห็นโครงสร้างครบข้าจะไม่สั่งฆ่าคนจากรอยเท้าเพียงไม่กี่รอย”

    เขากลับลานกลางพร้อมข่าว

    ผู้ใหญ่บ้านได้ยินแล้วสั่งเปลี่ยนการจัดคนทันทีนักล่าสัตว์ถูกส่งขึ้นหลังคาสังเกตถุงข้างหลักคนที่รู้ทางน้ำใต้ดินกระจายไปตรวจว่าจุดใดเข้าใกล้ได้โดยไม่เปิดประตูใหญ่หญิงผู้ถือคันธนูเสนอใช้ลูกธนูผูกเชือกดึงปากถุงจากระยะไกล

    ผู้เฒ่าโม่ฟังทุกคนก่อนวางเศษถ่านใหม่ “ทำเช่นนั้นพวกมันจะต้องส่งคนออกจากแนวเพื่อรักษาหลัก เราจะได้เห็นว่าหลักใดเป็นของจริง”

    เสียงกลองฝ่ายศัตรูเปลี่ยนจังหวะอีกครั้ง

    ลำแสงสีแดงสายที่แปดพุ่งขึ้นจากตะวันตกช่องบนฟ้าแคบลงจนเหลือเพียงแนวยาวเหนือเนินกลาง

    ชาวบ้านตามวงทั้งห้าลงมือพร้อมกัน

    ลูกธนูผูกเชือกพุ่งออกจากช่องกำแพง ไม่ยิงใส่คนของนิกายหากเกี่ยวปมถุงแล้วกระชาก ผู้ที่ซ่อนในถุงหนึ่งกลิ้งออกมาเป็นชายชาวชายแดนซึ่งถูกมัดมือเท้า เลือดจากฝ่ามือไหลลงร่องอักขระ

    ชายผู้นั้นยังไม่พ้นหลักเชือกเส้นเล็กสีแดงรัดรอบเอวเขาไว้กับฐาน หากดึงต่อ อักขระจะเฉือนร่างขาด

    หญิงผู้ถือคันธนูคลายเชือกทันทีนางไม่ยอมเปลี่ยนการช่วยเป็นการฆ่าเพียงเพราะศัตรูวางกับดัก

    “ต้องตัดเชือกแดงก่อน” นางกล่าว

    “ยิงได้หรือไม่?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ถ้ามันอยู่นิ่ง”

    คนชุดดำซึ่งเฝ้าหลักเริ่มวิ่งเข้ามา ชายที่ถูกผูกดิ้นทำให้เส้นแดงขยับบนเสื้อ

    เยี่ยซิงเหอวางมือบนคันธนู “รอจังหวะที่เขาหยุดหายใจเข้า”

    นางไม่ถามว่าเขารู้ได้อย่างไร สายธนูถูกดึงจนสุด

    ชายบนหิมะเห็นคนชุดดำใกล้เข้ามาจึงดิ้นแรงขึ้นเยี่ยซิงเหอตะโกนผ่านช่องกำแพง “อย่าขยับ! เราจะไม่ทิ้งเจ้า!”

    เสียงของเขาไม่มีปราณส่งไปไกลชายผู้นั้นอาจไม่ได้ยินถ้อยคำทั้งหมด แต่เห็นลูกธนูที่รออยู่และเข้าใจเขาหยุดร่างชั่วขณะ

    สายธนูปล่อย

    ลูกธนูตัดเชือกแดงตรงปม ไม่แตะเนื้อ

    คนบนกำแพงดึงพร้อมกันชายชาวชายแดนไถลตามร่องน้ำแข็งซึ่งซ่อนใต้หิมะคนชุดดำตามถึงหลักแต่ไม่กล้าก้าวลงร่องเพราะพื้นตรงนั้นไม่อยู่ในทางค่ายกลที่ตนวาง

    ฝ่ายนิกายยิงธนูตอบ

    โล่ไม้ยกปิดช่องกำแพง ลูกธนูกระแทกดังรัวเชือกในมือชาวบ้านกระตุกเมื่อผู้ถูกช่วยถูกลูกธนูเฉือนขาทุกคนยังดึงจนร่างเขาเข้าถึงฐานกำแพง แล้วใช้ตะกร้าผูกเชือกหย่อนลงรับขึ้นมา

    การช่วยคนหนึ่งคนใช้เชือกหนึ่งม้วน ลูกธนูสามดอกและเปิดตำแหน่งนักธนูฝ่ายหมู่บ้าน

    แต่มันบังคับให้ศัตรูตอบโต้

    ฝ่ายนิกายขยับทันที

    คนชุดดำแปดคนออกจากแนวเข้าหาหลักนั้นขณะที่หลักอีกหลายต้นไม่มีผู้ใดสนใจ

    “ทิศตะวันตกเป็นจุดเชื่อมจริง!” เสียงร้องส่งต่อผ่านหลังคา

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าขีดตำแหน่งบนพื้น “ไม่ใช่ต้นเดียวดูว่ากองกำลังใดขยับพร้อมกัน”

    ทิศใต้กับตะวันออกมีเงาเคลื่อนในเวลาเดียวกันชาวบ้านที่เฝ้าสังเกตตะโกนบอกตำแหน่งต่อกันจากเรือนหนึ่งสู่เรือนหนึ่งข่าวเดินทางด้วยปากคน ไม่เร็วเท่าอักขระของนิกาย แต่เปลี่ยนแผนได้ก่อนวงปิด

    เยี่ยซิงเหอมองภาพทั้งหมดแล้วเข้าใจสิ่งหนึ่ง

    ศัตรูมีคนมากกว่า มีค่ายกลเหนือกว่า และเตรียมการมานานทว่าเพราะเชื่อว่าชาวบ้านเป็นเพียงเชื้อเพลิงพวกมันจึงไม่คิดว่าคนธรรมดาจะอ่านการเคลื่อนไหวของตนกลับได้

    นี่คือช่องว่างเดียวของโม่เหอ

    “แบ่งข่าวไปยังวงทั้งห้า” เขากล่าว “อย่ารอคำสั่งจากลานกลางหากเห็นคนของนิกายขยับ ให้ตัดสินใจรักษาคนก่อนรักษาหลัก”

    ผู้ใหญ่บ้านมองเขา “ถ้าวงใดเลือกผิด?”

    “วงนั้นจะแจ้งวงอื่นได้ก่อนแตก”

    “เจ้ากำลังมอบการตัดสินใจให้ทุกคน”

    “บ้านนี้เป็นของทุกคน”

    ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า แล้วทุบฆ้องหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณใหม่

    คำสั่งกระจายออกไป

    ชายชาวชายแดนที่ถูกช่วยถูกหามมาถึงลานเขาเสียเลือดมากแต่ยังรู้สึกตัว ผู้ดูแลแผลใช้ผ้ากดต้นขา ขณะที่เขาพยายามพูด

    “หลัก...ไม่เหมือนกัน”

    ผู้เฒ่าโม่คุกเข่าข้างเขา “เจ้าถูกจับมาจากที่ใด?”

    “เส้นทางตะวันตก พวกมันจับทุกคนที่ผ่าน” ชายผู้นั้นหอบ“บางหลักผูกคนหนึ่ง บางหลักผูกสาม...แต่หลักใกล้เกี้ยวไม่มีคนมีกล่องไม้ฝังใต้หิมะ”

    “ได้ยินสิ่งใดตอนฝัง?”

    “คนของมันบอกว่า ถ้าวงในต้าน ให้ย้ายเลือดเข้ากล่อง”

    ข่าวนี้เปลี่ยนภาพบนแผ่นไม้ จุดเชื่อมไม่ได้พึ่งเพียงผู้ถูกผูกกล่องไม้ใกล้เกี้ยวอาจเก็บเลือดสำรอง ทำให้ศัตรูเปลี่ยนเส้นทางได้โดยไม่ต้องย้ายคน

    ผู้เฒ่าโม่ถามต่อ “ผู้ใดเป็นคนสั่ง?”

    “ข้าไม่เห็นหน้า ทุกคนเรียก...จ้าวนิกาย”

    ชื่อเดียวกับคำสารภาพของคนทรยศ

    เยี่ยซิงเหอมองรอยสั่นที่ปลายนิ้วชายบาดเจ็บ “พอแล้วให้เขาพัก”

    ผู้เฒ่าโม่ลุก“ตอนนี้รู้แล้วว่าทำลายหลักจริงเพียงไม่กี่ต้นยังไม่พอ ต้องตัดกล่องสำรองพร้อมกันมิฉะนั้นค่ายกลจะย้ายเลือด”

    ผู้ใหญ่บ้านถาม “เราออกไปถึงเกี้ยวไม่ได้”

    “จึงต้องทำให้คนใกล้เกี้ยวเคลื่อนเอง” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    เขาเสนอให้แต่ละวงแกล้งโจมตีหลักคนละจังหวะ ไม่พร้อมกันหากศัตรูเชื่อว่าโม่เหอหาโครงสร้างไม่พบ พวกมันจะย้ายกล่องไปอุดจุดที่ดูอ่อนทำให้ตำแหน่งของกล่องเผยผ่านรอยลากบนหิมะ

    แผนเริ่มจากวงตะวันออก ชาวบ้านยิงลูกธนูเพียงสองดอกใส่หลักลวงแล้วหยุด ฝ่ายนิกายส่งคนสองคนมาตรวจแต่ไม่ย้ายของ

    วงใต้ส่งเสียงทุบพื้นราวกำลังขุดจุดเชื่อมคนชุดดำหกคนวิ่งเข้าหา แต่กล่องยังไม่ขยับ

    เมื่อวงตะวันตกซึ่งช่วยเชลยได้ดึงเชือกอีกครั้งผู้นำข้างเกี้ยวจึงยกมือ คนสี่คนแบกกล่องไม้แคบออกจากหิมะย้ายไปด้านหลังหลักตะวันตก

    รอยลากปรากฏ

    นักล่าสัตว์บนหลังคาส่งเสียงบอกต่อกันตำแหน่งกล่องทั้งสามถูกระบุภายในไม่กี่ลมหายใจ

    ศัตรูมีของสำรองมากกว่าที่คิด แต่โม่เหอรู้แล้วว่ามันอยู่ที่ใด

    ไม่มีผู้ใดต้องเหนือกว่าศัตรูด้านพลัง เพียงสายตาบนหลังคาเสียงตะโกนตามเรือน และคนซึ่งกล้าเสี่ยงดึงเชือกก็ทำให้ความลับที่นิกายคิดว่าผูกขาดกลายเป็นสิ่งที่ทั้งหมู่บ้านมองเห็นร่วมกัน

    แผนนี้ทำให้แนวในไม่ถูกปิดทันที แต่ก็มีราคาชาวบ้านต้องยืนตามจุดค่ายกลแทนหลบในห้องใต้ดินคนที่ศัตรูต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงกำลังเปิดเผยตำแหน่งของตนเอง

    ลำแสงสีแดงหยุดชั่วขณะ

    ประตูเกี้ยวบนเนินเปิดออก

    บุรุษในเสื้อคลุมสีเลือดก้าวลงมา เขาไม่ได้สวมเกราะไม่มีอาวุธในมือ เพียงยืนกลางหิมะก็ทำให้ผู้นำรอบข้างก้มศีรษะพร้อมกัน

    จ้าวนิกาย

    เยี่ยซิงเหอรู้ได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดบอก

    สายตาของจ้าวนิกายไม่ได้มองประตู ไม่มองชาวบ้านบนหลังคาและไม่มองดวงตราซึ่งเพิ่งเปิดเผยพิกัด

    เขามองตรงมายังผู้เฒ่าโม่

    ระยะห่างหลายร้อยก้าวและกำแพงหมู่บ้านคั่นอยู่แต่ผู้เฒ่าโม่กลับหยุดขีดไม้เท้าบนพื้น รอยประชดบนใบหน้าหายไปช้า ๆ

    “ท่านรู้จักเขา” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    “เขารู้จักข้า”

    “ต่างกันอย่างไร?”

    “ข้าไม่อยากรู้จักคนเช่นนั้น”

    บนเนิน จ้าวนิกายยกมือ

    กองทัพทั้งหมดหยุด เสียงกลองเงียบลมหิมะพัดผ่านหุบเขาโดยไม่มีสิ่งใดขวางเสียงของบุรุษเพียงคนเดียวจึงลอยมาถึงประตูโม่เหออย่างชัดเจน

    “สิบหกปีที่ซ่อนตัว...จบลงแล้ว”

    ผู้เฒ่าโม่กำไม้เท้าแน่นขึ้น

    จ้าวนิกายมองเสื้อป่านเก่า ไหสุราข้างเอวและใบหน้าซึ่งกาลเวลาปิดบังจากผู้คน จากนั้นความระวังในดวงตาก็กลายเป็นความแน่ใจ

    เขาเอ่ยทีละคำ

    “เซียนตกสวรรค์...เป็นเจ้า!”

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน