ตอนที่ 52 เปิดเผยโฉมหน้าของภาพวาด
ตอนที่ 52 เปิดเผยโฉมหน้าของภาพวาดเมื่อได้เห็นคำพูดที่ทรงพลังของเขา ฉีเจาก็ได้แต่ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง เขารู้ว่าเซิงห่าวนั้นหากไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วละก็ เขาจะไม่มีทางพูดคำพูดเหล่านี้ออกมาอาจารย์ผู้ประเมินกลุ่มนั้น มีท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งในนั้นที่นิสัยค่อนข้างใจเย็นคนหนึ่งเดินออกมาก่อน เขาถามขึ้นมาว่า : "เธอสามารถที่จะยืนยันคำพูดทั้งหมดนี้ของเธอได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม เธอจะต้องรู้ว่าถ้าหากเธอกล้าที่จะหลอกลวงพวกฉันแล้วละก็ผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร! "เซิงห่าวพยักหน้า : “ผมกล้ายืนยัน!” "พวกเราขอไปปรึกษากันก่อน" ท่านผู้เฒ่าได้ทิ้งคำพูดเอาไว้ประโยคหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้พาผู้เชี่ยวชาญการประเมินคนอื่นอีกหลายคน เดินห่างออกไปทางด้านข้างและเริ่มการถกเถียงขึ้นมา"พวกคุณคิดว่าสิ่งที่เขาพูดมันจริงหรือปลอม? " ท่านผู้เฒ่ามองผ่านไปที่คนเหล่านี้ นัยน์ตาฉายแววที่อธิบายออกมาไม่ได้อาจารย์ที่มีเคราคนนั้นจ้องมอง : "พวกเราตั้งหลายคนทำการประเมินมาด้วยกัน มันจะออกมาผิดพลาดได้อย่างไร คนนั้นจะต้องประสาทไปแล้วอย่างแน่นอน! ""เขายังเป็นเพียงแค่เด็กน้อย คุณจะไปโกรธทำไมตั้งมากขนาดนั้น แต่ฉันน่ะมองเห็นความเชื่อมั่นในแววตาของเขา ดูเหมือนเข้าจะมั่นใจมากเลยด้วย พวกคุณเห็นว่าอย่างไร? "……เหล่าผู้เชี่ยวชาญการประเมินหลบไปถกเถียงกันอยู่อีกด้านหนึ่ง พวกคนที่ยืนอยู่ตรงเวทีเหล่านั้นต่างก็ไม่มีทั้งหูตามลมและก็ไม่มีตาพันลี้ ย่อมไม่รู้ว่าพวกเขาพูดคุยกันอย่างไรอยู่แล้วเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เดินมาถึงด้านหน้าของเซิงห่าวนานแล้ว แต่เพราะว่าเมื่อตอนที่ท่านผู้เฒ่ากำลังจะเดินไปได้กำชับเอาไว้ก่อนประโยคว่าอย่าพึ่งขยับ ดังนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงใช้สายตาที่แปลกประหลาดมองมาที่เซิงห่าวเซิงห่าวมองออกว่าภายในใจของฉีเจานั้นเป็นกังวล จึงพูดว่า : "ศิษย์พี่คุณต้องเชื่อในคำตัดสินของตัวเองว่ามันคือของจริง! อีกเดี๋ยวมองมาที่ผมก็พอแล้ว! "ฉีเจาได้มองไปที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แล้วก็ไม่รู้ว่าวันนี้ตัวเองถอนหายใจไปครั้งที่เท่าไรแล้ว เขารู้ว่าตอนนี้เรื่องราวมาถึงสถานการณ์ที่ไม่สามารถจัดการได้แล้ว นอกเสียจากว่าเซิงห่าวจะเอาหลักฐานที่ประเมินออกมาว่าเป็นของปลอมจริงๆ ไม่อย่างนั้นชีวิตของพวกเขาหลังจากนี้คงจะผ่านไปอย่างดีๆ ไม่ได้แน่เจียงรุ่ยย่อมไม่สามารถที่จะทิ้งโอกาสในการเยาะเย้ยเสียดสีครั้งนี้ไปอย่างแน่นอน : "ฉันจะพูดว่า เซิงห่าวเรื่องที่เธอทำเหมือนกับว่าไม่ได้ผ่านการใช้สมองในการพิจารณาเลยสักนิด ช่างไม่มีประสบการณ์เสียจริงๆ "เซิงห่าวชำเลืองมองเขาอย่างเย็นชา แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอย่างไรก็ตามเพียงแค่ต้องรอให้เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของภาพวาดแผ่นนั้นได้เสียก่อน เจียงรุ่ยก็หมดคำจะพูดแล้วและความเงียบของเขา แต่ในสายตาของเจียงรุ่ยมันกลับเป็นคนขาดความมั่นใจ ในใจเขากลับยิ่งภูมิใจมากขึ้นไปอีกไม่นานเท่าไรนักผู้เชี่ยวชาญการประเมินกลุ่มนั้นก็เดินกลับมา ท่านผู้เฒ่าเดินมาถึงหน้าของเซิงห่าว : "ตอนนี้จะให้โอกาสอีกครั้งหนึ่ง ตราบใดที่เธอสามารถให้เหตุผลที่เพียงพอในการพิสูจน์ภาพวาดแผ่นนี้ ฉันก็จะถอนคำสั่งที่พึ่งตัดสินใจที่จะขับไล่เธอออกไป"ทุกคนไม่นึกเลยว่าจะได้ยินท่านผู้เฒ่าให้โอกาสกับเซิงห่าว ต่างคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจเซิงห่าวยิ้มอย่างมั่นใจ : "ผมสามารถทำได้"เขาเดินไปถึงด้านข้างของภาพวาด แล้วชี้ไปยังจุดที่มีเส้นขนอยู่เส้นหนึ่งเพราะว่าเป็นภาพวาดหมึกพู่กันจีน ขนเส้นนั้นจึงเป็นสีดำ มันง่ายมากที่จะทำให้คนคิดว่ามันเป็นเพียงเส้นบางๆ เส้นหนึ่งที่พิมพ์ไว้บนกระดาษวาดภาพ"ความจริงแล้วเส้นที่ทำไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นบางๆ อันที่จริงแล้วคือเส้นของพู่กันจีน แต่ทว่าเส้นนี้เป็นการวาดไว้ด้านในของกระดาษวาดภาพ! "ผู้เชี่ยวชาญการประเมินกลุ่มนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเขาต่างก็พากันเดินเข้ามา หลังจากนั้นก็จับไปที่แว่นตาแล้วมองไปบนกระดาษวาดภาพตรงจุดนั้นใช้เวลาไม่นานเท่าไรนัก ท่านอาจารย์นักประเมินที่ไว้หนวดเคราอารมณ์ร้อนคนนั้นก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา : "นี่ไม่ใช่สิ่งที่วาดไว้ด้านบนจริงๆ ด้วย ทำอย่างไรเส้นนี้ถึงได้เข้าไปอยู่ข้างในนั้นได้? "ฉีเจาไม่นึกเลยว่าด้านในกระดาษวาดภาพแผ่นนั้นจะมีเส้นวาดอยู่ เขาก็เป็นคนแรกที่รีบร้อนเข้าไปดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เห็นว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เจียงรุ่ยและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้รอช้า ต่างคนต่างก็เดินเข้าไป พวกเขาเข้าไปสังเกตความเคลื่อนไหวบนภาพวาดทีละคน สิ่งที่ได้ค้นพบนั้นกลับเป็นไปตามที่เซิงห่าวกล่าวเอาไว้ทั้งหมด ด้านในนั้นมีเส้นอยู่อีกเส้นหนึ่งอย่างแน่นอน"เป็นแค่เส้นเพียงเส้นเดียวจะไปสามารถพิสูจน์อะไรได้? " หลังจากที่เจียงรุ่ยได้ดูแล้ว เขาก็ไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย "ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นตอนที่ทำกระดาษวาดภาพนี้ขึ้นมา แล้วไม่ทันระวังจนบังเอิญล่วงเข้าไปก็ได้"พูดก็ถูก! ทุกคนต่างก็พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันตอนนี้เซิงห่าวกลับมองไปที่เจียงรุ่ยอย่างดูถูก : "นี่คงโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่ คุณคิดว่าคนที่เหมือนอย่างท่านอาจารย์ถังป๋อหู่ ตอนที่กำลังซื้อกระดาษวาดภาพอยู่จะไม่ดูให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนหรือไง? คุณเคยเห็นด้านในกระดาษของอาจารย์ท่านไหนสามารถที่จะมีเศษอื่นๆ ปนอยู่บ้าง? "เจียงรุ่ยที่ถูกกระแนะกระแหน ก็ได้รู้แล้วว่าเขาพึ่งจะพูดผิดไป แต่กระนั้นเขาก็ยังคงยืนกรานอยู่ : "ถ้าอย่างนั้นเธอก็ลองพูดมาหน่อยซิว่าเส้นนี้เข้าไปได้อย่างไร? "ในตอนนี้เซิงห่าวได้ถามเจียงรุ่ยกลับไปว่า : "บังเอิญผมพึ่งจะยินที่ศิษย์พี่ของบอกมาว่า ถึงแม้ภาพวาดแผ่นนี้เป็นทั้งของจริงแต่ไม่ใช่ของจริง หรือแท้จริงแล้วคุณไม่ได้ยินอย่างนั้นเหรอ? "ได้ยินว่าเป็นอะไรล่ะ? เจียงรุ่ยถึงกับทอสีหน้าปั้นยาก แต่กลับไม่ได้ตอบกลับไป“เธอลองบอกเหตุผลมาหน่อย” ท่านผู้เฒ่าถามขึ้นมาผู้คนโดยรอบต่างใช้สายตาที่เฝ้ารอมองไปที่เขาเซิงห่าวพูดออกมาช้าๆ ว่า : "เนื่องจากว่าภาพวาดแผ่นนี้ คือถูกภาพวาดสองแผ่นซ้อนทับเข้าด้วยกัน"ฉีเจาอ้าปากค้างด้วยท่าทางที่ไม่อยากจะเชื่อ มีครั้งหนึ่งเขาก็เคยสงสัยว่าภาพวาดแผ่นนี้คือภาพวาดสองแผ่นที่ได้ซ้อนทับเอาไว้ด้วยกัน และเขาก็เคยทดสอบด้วยตัวเองแล้ว แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้ค้นพบร่องรอยอะไรเลยผ่านไปครู่หนึ่งในแววตาของเขาสะท้อนความผิดหวังขึ้นมาเขายังคงคิดว่าเซิงห่าวมีเหตุผลอะไร แต่กลับไม่คาดคิดว่าเป็นสิ่งนี้ท่านอาจารย์ที่มีหนวดเคราก็จ้องมองมาทันที : "นี่เธอล้อเล่นกับฉันเหรอ? พวกเราก็เคยตรวจสอบมาด้วยตัวเองแล้วมันจะมีภาพวาดสองแผ่นซ้อนทับไว้ด้วยกันได้อย่างไร? " "แน่นอนว่าผมก็รู้ว่าพวกคุณก็เคยตรวจสอบมันด้วยตัวเอง แม้แต่ผมเองก็เคยตรวจสอบด้วยตัวเอง ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้ค้นพบร่องรอยอะไรเช่นกัน" เซิงห่าวยอมรับสิ่งเหล่านั้นอย่างสง่าผ่าเผย“ถ้าอย่างนั้นเธอจะพูดว่า! ” เซิงห่าวจึงกล่าวว่า : "ถ้าหากคุณไม่เชื่อแล้วละก็ ก็สามารถที่จะเอาไปสแกนดูได้ ผมเชื่อว่ามันจะต้องมีคำตอบออกมาอย่างแน่นอน เพราะว่าไม่มีสาเหตุอะไรที่ด้านในของภาพวาดจะมีเส้นอยู่อีกสั่งหนึ่ง! "เมื่อเซิงห่าวได้พูดประโยคนี้จบเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แล้วมองไปที่ผู้เชี่ยวชาญการประเมินเหล่านี้ด้วยความสงบสีหน้าของท่านผู้เฒ่ามีความสงสัยอยู่เล็กน้อย หลังจากนั้นเขาก็ได้โบกมีขึ้นเจ้าหน้าที่ถูกเรียกขึ้นไปด้านบน ท่านผู้เฒ่าได้สั่งการกับพวกเขาว่าให้นำเอาภาพวาดลงไปด้านล่าง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญการประเมินสองสามท่านเอาไปสแกนสักรอบหนึ่ง เขาจะรอดูอยู่ที่นี่ในช่วงเวลานี้ผู้คนที่อยู่ในจุดแสดงนิทรรศการต่างก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา พวกเขายังคงตกอยู่ในอาการช็อก และมีสีหน้าแสดงที่ออกถึงความไม่แน่ใจถ้าในท้ายที่สุดแล้วภาพวาดนี้เป็นเหมือนที่เซิงห่าวพูดเอาไว้ทั้งหมดนั้นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นคนที่ทำภาพวาดแผ่นนี้จะต้องมีเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมมากขนาดไหน แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญการประเมินมากมายหลายท่านที่อยู่ที่นี่ต่างก็ทำการตัดสินผิดพลาด และเรื่องราวแบบนี้ก็ไม่เคยมีประวัติว่าเคยเกิดขึ้นมาก่อน"ไม่ทราบว่าน้องชาย เธอค้นพบได้อย่างไรว่าภาพวาดนี้เป็นภาพสองแผ่นที่ซ้อนทับเอาไว้ด้วยกันอย่างนั้นเหรอ? " ทันใดนั้นท่านผู้เฒ่าก็ถามขึ้นมาเซิงห่าวส่ายหัว พูดด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความลำบากใจ : "ที่จริงแล้วผมไม่ได้เป็นคนพบมัน เป็นศิษย์พี่ของผมที่เป็นคนหาพบ ฉันเพียงแค่ไปตรวจสอบถามความคิดเห็นของเขาเท่านั้น ในที่สุดก็เห็นถึงเบาะแสบางอย่าง"หลังจากที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวกับเขาขึ้นมาอย่างนี้กลับคิดไปถึงคำตัดสินที่ฉีเจาพูดออกมาก่อนหน้านี้ เขาพยักหน้า แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ผลลัพธ์ทั้งหมดจะออกมาเป็นอย่างไรคงต้องรอให้ผลนั้นออกมาก่อนผ่านไปไม่นานนัก ผู้เชี่ยวชาญสองสามคนที่ไปทำการตรวจสอบมีสีหน้าที่ดูไม่ได้เป็นอย่างมากเมื่อเดินกลับมา และใบหน้าของทุกคนก็ดำคล้ำจนสามารถบีบน้ำออกมาได้เมื่อผู้คนที่รอผลลัพธ์อยู่โดยรอบเห็นเข้า ก็ถามขึ้นมาอย่างใจร้อน : "เป็นอย่างไรบ้าง? "อาจารย์ที่มีหนวดเคราถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า : "ภาพวาดนี้ที่จริงแล้วเป็นภาพสองแผ่นซ้อนทับไว้ด้วยกันจริงๆ! ส่วนภาพที่เหลืออีกสองภาพพวกเราก็เอาไปดูมาแล้ว มันก็ใช้เทคนิคเดียวกัน! ""น่ารังเกียจ! " ทันใดนั้นท่านอาจารย์ที่ไว้หนวดเคราก็โกรธขึ้นมาทันที : "ไอพวกทำของปลอมสมควรตายพวกนี้ ไม่คาดคิดเลยว่าจะเอาผลงานจริงของถังป๋อหู่ฉีกออกเป็นสามแผ่น แล้วยังคิดจะหลอกพวกเรา! "ช็อก! ทุกคนไม่คาดคิดว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างนี้เมื่อเซิงห่าวได้ยิน ก็ได้เดินไปอยู่เบื้องหน้าของทุกคน : "ทุกท่าน นี่ก็หมายความว่าคำตัดสินของศิษย์พี่ของผมแต่เดิมนั้นไม่มีอะไรผิดพลาด! "ในเวลานี้ทุกคนต่างก็มองไปที่ฉีเจา เต็มไปด้วยอารมณ์ที่สับสนเป็นอย่างมาก แล้วก็ต้องรู้ว่าในตอนแรกนั้นไม่มีพวกเขาสักคนที่เชื่อในคำพูดของฉีเจาหลังจากช่วงเวลานี้ก็เข้าใจแล้วเอ่ยคำชมออกมา : "คุณฉีสมควรแล้วที่คุณเป็นถึงลูกศิษย์ของอาจารย์โฮว วิสัยทัศน์ของคุณนั้นร้ายกาจจริงๆ ภาพวาดแบบนี้ไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกคุณมองออกจนได้! "ฉีเจายังไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ในขณะนี้ เขาไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ตัวเองยืนยันนั้นจะถูกต้องเลยจริงๆ และก็ยังคงตื่นเต้นอยู่อย่างไม่หยุด"ศิษย์พี่ ยินดีด้วยครับ! " เซิงห่าวเดินเข้ามา พูดแสดงความยินดีด้วยเบาๆ และก็ได้แตะไปที่ไหล่ของเขา เพื่อที่จะเรียกสติเขาให้กลับมาโดยเร็วฉีเจาได้อดทนต่อความตื่นเต้นของตัวเองนี้แล้วพูดขึ้นมาว่า :"เรื่องนี้ยังจะต้องขอบคุณศิษย์น้องเป็นอย่างมากที่เชื่อในตัวผม และยังยืนหยัดที่จะลุกขึ้นมาพูดเพื่อผม ความจริงแล้ว......."เมื่อเซิงห่าวได้ฟังก็รู้ว่าเขาคิดที่จะพูดอะไรออกมา เลยได้พูดขัดจังหวะเขาขึ้นมาว่า : "พวกเราเป็นพี่น้องกันยังไงผมก็จะต้องเชื่อคุณแน่นอนอยู่แล้ว! " และเขาก็ได้ขยิบตาให้เขาอย่างเงียบๆ ฉีเจาเข้าใจดี แต่ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อยเขากำลังคิดที่จะพูดต่อไปว่า ความจริงแล้วเขาแค่รู้สึกว่ามันมีปัญหา แต่เขาก็มองไม่ออกว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะถูกเซิงห่าวขัดขวางไว้"ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของอาจารย์โฮวนี่เอง มิน่าล่ะ! " แน่นอนว่าคนอื่นๆ จะต้องเคยได้ยินชื่อของท่านอาจารย์โฮวเช่นกัน ในทันใดนั้นต่างก็เปลี่ยนมุมมองที่มองมายังฉีเจาและเซิงห่าวใหม่อีกครั้ง...