ตอนที่ 39
เรื่องราวของตระกูลเซี่ย
เนิ่นนาน กว่าที่ซวงเอ๋อร์จะสงบ นางที่พอเงียบเสียงร่ำให้ ก็เบนเป้าหมายไปยังหานเฟิง
“ เป็นเพราะเจ้า…”
“ หากไม่เพราะเจ้า…”
“ ท่านแม่ ก็คง...”
นางชี้นิ้วที่สั่นสะท้านไปยังหานเฟิง แยกเขี้ยวยิงฟันด้วยความขุ่นเคือง
“ ก็คงต้องตกตายอยู่ดี รวมทั้งเจ้าเองก็ด้วย”
หานเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ มองดูซวงเอ๋อร์ที่พลันต้องสะท้านขึ้นคราหนึ่ง มันไม่กล่าวคำใดต่อ เพียงลุกยืนขึ้น พร้อมกับอุ้มร่างที่ไร้วิญญาณของจิ้งจอกสาวขึ้นมา
“ น นั่นเจ้าจะทำอันใด!!!...”
ซวงเอ๋อร์กล่าวอย่างแตกตื่น หานเฟิงมุ่นคิ้วมองนางก่อนกล่าวคำ
“ เจ้าจักปล่อย ร่าง ของมารดาเจ้าไว้เช่นนี้?”
ซวงเอ๋อร์พลันกลายเป็นอึกอักไร้คำพูด ก่อนที่นางจะได้ยินคำของหานเฟิงกล่าวขึ้นสืบมา
“ ปกติ พวกเจ้ามีพิธีกรรมกันเช่นไร?”
ที่หานเฟิงกล่าวถาม ย่อมหมายถึงพิธีกรรมที่ข้องเกี่ยวกับร่างของผู้ตาย มนุษย์และปีศาจล้วนมีวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่าง ซึ่งมันเองก็ไม่ทราบ ว่าปีศาจจิ้งจอกมายาดำเนินพิธีกรรมเหล่านี้กันเช่นไร
“ พวกข้าจะเผาร่างสวดส่งวิญญาณ”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่หม่นลง ก่อนจะได้ยินหานเฟิงกล่าวขึ้นสืบต่อ
“ มีสถานที่จัดพิธีหรือไม่?”
ซวงเอ๋อร์พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะได้ยินหานเฟิงกล่าวขึ้นต่อ
“ เช่นนั้นก็นำข้าไป…”
ได้ยินเช่นนั้น ก็พลันให้นางต้องเหลือบสายตามองมันอย่างครุ่นคิด หานเฟิงที่เห็นสีหน้าของนางก็พลันเข้าใจ จึงกล่าวขึ้นต่อว่า
“ ห้ามคนนอกเข้าไป?”
ซวงเอ๋อร์พยักหน้ารับ ฉีกยิ้มที่เจือนสนิทก่อนที่จะกล่าว
“ แต่คงจำเป็น มาเถอะ...”
กล่าวจบก็เดินนำไป หานเฟิงสาวเท้าก้าวตาม ตลอดทั้งเส้นทางเต็มไปด้วยเถาหนามรากไม้ที่แห่งเหี่ยว ที่เพียงแค่สัมผัสถูก ก็แหลกสลายเป็นผุยผง ทั้งสอง เดินไปได้ชั่วขณะหนึ่ง ก็มาถึงกระโจมหลังใหญ่ที่ท้ายหุบเขา ซวงเอ๋อร์นำหานเฟิงเดินเลยผ่านเลยไป กระทั่งถึงผนังผาที่แลดูคล้ายไม่มีสิ่งใด หากเห็นซวงเอ๋อร์ที่เดินนำทะลุหายเข้าไปในผนังผาแห่งนั้น หานเฟิงชมดู ก็ทราบรู้ว่าเป็นภาพมายา จึงสาวเท้าติดตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ยามเมื่อเข้ามาแล้ว กลับเห็นเป็นอุโมค์ทางเดินที่ทอดยาว ผนังศิลาสองด้านปรากฏภาพแกะสลักที่ดูคล้ายจะเป็นเรื่องราว ซึ่งหานเฟิงก็เพียงแค่มองผ่าน มิใคร่จะสนใจ แต่กกลับได้ยินคำกล่าวของซวงเอ๋อร์ที่ดังขึ้นมา
“ ล้วนเป็นเรื่องราวเหตุการณ์ในอดีต...”
“ ย้อนกลับไปตั่งแต่เมื่อเจ็ดพันปีก่อน…”
“ ยามนั้น เผ่าปีศาจจิ้งจอกมายาข้า ก็เพียงแค่เผ่าพันปีศาจเผ่าพันธ์หนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินที่ไร้ผู้ปกครองที่แท้จริงแห่งนี้ ใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายภายในหุบเขา…”
ระหว่างที่กล่าว สองเท้ายังคงก้าวนำไปตามเส้นทาง
“ กระทั่งที่วันหนึ่ง ปรากฏมีมนุษย์ผู้หนึ่งมาเยือนถึงหุบเขา คนผู้นั้นแซ่เซี่ย เรียกว่าเซี่ยจงหยาง ได้กล่าวต่อบรรพบุรุษของข้าว่า ต้องการที่จะรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง สานสัมพันธ์มนุษย์และปีศาจให้เป็นปึกแผ่น อยู่ร่วมกันโดยสันติ…”
“ บรรพบุรุษของข้าย่อมมิคิดเชื่อลมปากของมนุษย์ แต่เพราะพ่ายแพ้ในการประลองต่อสู้ จำต้องทำตามคำที่ลั่นวาจา…”
“ จ้าวหุบเขาในยามนั้น นาง ได้ติดตามมนุษย์แซ่เซี่ยผู้นั้นออกจากหุบเขาไป ไปในฐานะของข้ารับใช้ โลดแล่น สร้างวีรกรรมอันเป็นตำนานเล่าขานสืบมา เป็นกำลังอันแข็งแกร่งให้กับเซี่ยจงหยาง ร่วมกันกวาดพิชิตเผ่าพันธ์มนุษย์และปีศาจไปทั่วหล้า…”
“ กระทั่งท้ายที่สุด พวกท่านก็ทำได้สำเร็จ ดินแดนที่เดิมไร้ผู้ปกครองอย่างแท้จริง เซี่ยจงหยางได้สถาปนาตนเอง ก่อตั้งเป็นอาณาจักรนภาโลหิตขึ้นมา…”
“ อาณาจักร ปกครองโดยราชวงศ์เซี่ย มีขุมกำลังเป็นมนุษย์ปีศาจถึงสิบสามเผ่าพันธ์ เรียกหากันว่าสิบสามองครักษ์โลหิต เผ่าจิ้งจอกมายาข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น กลับกลายเป็นขุมกำลังที่ภักดีต่อตระกูลเซี่ยเรื่อยมา…”
“ กระทั่งที่ท่านบรรพบุรุษยังเคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ว่า เผ่าพันธ์จิ้งจอกมายา จะมีชีวิตคงอยู่เพื่อราชวงศ์เซี่ยสืบไป…”
หานเฟิงได้ยินคำจึงกล่าวขึ้นบ้าง “ ล้วนเป็นคำบอกเล่าจากมารดาของเจ้า?...”
ซวงเอ๋อร์หยุดเท้าส่ายหน้า หมุนตัวกลับมาแล้วชี้ไปที่แต้มชาดกลางหว่างคิ้ว จากนั้นจึงกล่าวคำ “ เป็นความทรงจำ ความทรงจำที่ท่านแม่ตกทอดมาก่อนที่ท่านจะจากไป เป็นความทรงจำ ที่สืบทอดต่อๆกันมา...”
กล่าวจบก็หมุนกายกลับ เดินนำต่อไป ก่อนที่เสียงของนางจะดังขึ้นต่อว่า “ ยังคิดรับฟังเรื่องราวสืบต่อหรือไม่?”
“ แล้วแต่เจ้า”
“ ท่านดูคล้ายไม่ใคร่สนใจในความเป็นมาของตระกูลเซี่ยเท่าไรนัก..”
“ ข้าแซ่หลี่ มิใช่เซี่ย”
“ ดาวโลหิตปีศาจ คือสิ่งที่บอกชัดว่าท่านคือสายโลหิตของตระกูลเซี่ย ไม่ว่าปัจจุบันท่านจะใช้แซ่สกุลใด หากรากเง่าที่แท้จริงของท่านคือตระกูลเซี่ย ย่อมไม่อาจเป็นอื่นอย่างแน่นอน”
หานเฟิงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงเดินตามหลังนางไปเช่นนั้น
ซวงเอ๋อร์ที่พอเห็นว่าหานเฟิงไม่กล่าวความใด จึงกล่าวถามขึ้นต่อ “ ท่านมิอยากรู้หรือว่าเกิดอันใดขึ้นกับตระกูลเซี่ย ครั้งนั้นที่เป็นถึงราชวงศ์ผู้ปกครองอาณาจักร เหตุใด ปัจจุบันนี้จึงกลับกลายเป็นราชวงศ์นภาทมิฬไป...”
“ ไม่” หานเฟิงตอบกลับอย่างไม่ต้องยั้งคิด
“ หากบอกว่าเป็นตระกูลเซี่ยท่านถูกโค่นล้มโดยบรรดาองครักษ์โลหิตกว่าครึ่ง ท่านจะใคร่คิดสนใจขึ้นมาแล้วหรือไม่?”
“ ยังคงไม่”
หานเฟิงยังคงยืนกรานคำเดิม พลันให้ซวงเอ๋อร์ที่เดินนำต้องหยุดเท้าอีกครั้ง แล้วจึงค่อยหมุนตัวกลับมากล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่บอกชัดว่าไม่ชอบใจ
“ ไฉนจึงไม่สนใจ?...”
“ ราชวงศ์หนึ่งถูกโค่นล้ม ราชวงศ์หนึ่งขึ้นปกครองแทน ล้วนเป็นเรื่องราวโดยชอบ ยังมีใดน่าสนใจ”
“ โดยชอบ?... หากที่ถูกโค้นล้มนั่นเป็นต้นตระกูลของท่าน” นางกล่าวเสียงกร้าว
“ แล้วอย่างไร?”
เจอคำกล่าวของหานเฟิง ซวงเอ๋อร์จึงกลับกลายเป็นอึงงัน มิทันได้กล่าวความสืบต่อ กลับได้ยินเสียงของหานเฟิงกล่าวขึ้นต่อแล้ว
“ กลับเป็นเจ้า ที่แลดูเดือดเนื้อร้อนใจมากกว่าข้ายิ่งนัก”
“ ข ข้า…” ซวงเอ๋อร์กลายเป็นอึกอัก
“ เจ้า ที่แท้เป็นเด็กน้อยวัยสิบสอง หรือยัยเฒ่าเจ็ดพันปี จึงได้แลดูซื่อสัตย์ต่อตระกูลเซี่ยยิ่งนัก”
“ นั่นเพราะความทรงจำที่ตกทอดมา ทั้งยังมีปณิธานและความจงรักษ์พักดีที่มิเคยเปลี่ยนแปลง”
ซวงเอ๋อร์กล่าวเสียงกร้าว สองตาจับจ้องมองหานเฟิงเขม็ง หานเฟิงจึงกล่าวขึ้นว่า
“ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มารดาเจ้ายอมสละชีวิตเพื่อข้า?...”
ซวงเอ๋อร์ไม่ตอบ นางหมุนกายกลับก่อนสืบเท้าเดินต่อไป หานเฟิงจึงกล่าวถามขึ้นไล่หลังว่า
“ หากยามนั้น เป็นเจ้าที่ได้สืบทอดความทรงจำและปณิธานเหล่านั้นมาแล้ว เจ้าจะคงทำเช่นเดียวกันกับมารดาของเจ้าหรือไม่?”
“ ไม่” ซวงเอ๋อร์กล่าวเสียงดังโดยไม่หยุดเท้า
หานเฟิงเห็นเช่นนั้นกลับทราบว่าโกหก จึงยิงพาให้ขบคิดไม่เข้าใจ ว่าบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยกระทำเช่นไร จึงสามารถทำให้ปีศาจตนหนึ่งจงรักษ์พักดีได้ถึงเพียงนี้
เดินต่อไปตามเส้นทางที่วกวน ทั้งคล้ายจะลงลึกไปเบื้องล่าง ไม่นาน เสียงกล่าวจากซวงเอ๋อร์ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ ราวห้าพันปีก่อน…”
“ ราชวงศ์เซี่ยถูกโค้นล้ม โดยที่ก่อการปฏิวัติคือขุมกำลังขององค์รักษ์โลหิตมากกว่าครึ่ง ขุมกำลังที่เหลือไม่อาจต้านทาน สุดท้าย ฝ่ายกบฏทำการปฏิวัติได้สำเร็จ องครักษ์โลหิตที่ยังจงรักษ์ต่อตระกูลเซี่ยแตกพ่าย แยกย้ายกบดานหลบหนีเรื่อยมา ส่วนตระกูลเซี่ย ถูกไล่ล่าสังหารไปจนสิ้น องค์จกรรพรรดิในยามนั้นยอมสละชีพ เพื่อช่วยทารกชายของตนที่พึ่งถือกำเนิด ให้สามารถหลบหนีจากไป... ”
“ แล้วคงกลับกลายเป็นตระกูลหลี่ของท่านในภายหลัง…”
หานเฟิงได้ฟังก็มิได้รู้สึกเห็นด้วยหรือคัดค้านอันใด มันเพียงแค่รับฟัง หากเป็นเช่นที่นางกล่าวมาจริง ตระกูลหลี่ของมัน ก็สมควรมีความเป็นมาที่ไม่ธรรมดายิ่งแล้ว
“ ได้ฟังเช่นนี้แล้วรู้สึกเช่นไร?”
ซวงเอ๋อร์กลับถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ เจ้าอยากให้ข้ารู้สึกเช่นไร?”
ซวงเอ๋อร์หยุดเท้า หมุนตัวกลับมาอีกครั้ง “ ท่านไม่รู้สึกเสียดายบ้างหรือ? หากมิใช่เพราะการก่อกบฏ ตัวท่านในยามนี้คงเป็นว่าที่องค์จักรพรรดิรุ่นต่อไปแล้ว”
หานเฟิงรับฟังต้องลอบยิ้มอย่างขบขัน ขบคิดไปว่า ‘ หากเจ้าทราบว่าในชีวิตที่แล้วข้าเป็นตัวตนเช่นไร เจ้าคงไม่กล่าวถามต่อข้าเช่นนี้เป็นแน่...’ ส่วนปากกล่าวตอบไปว่า
“ ไม่เสียดาย...”
“ พิลึกคน”
“ กลับเป็นเจ้าที่พิลึกคน ที่พยายามพูดจาโน้มน้าวข้า คล้ายต้องการให้ข้ามีใจลุกขึ้นแก้แค้น ช่วงชิงสิ่งที่สมควรจะเป็นของข้ากลับคืนมา”
“ แล้วนั่นไม่ถูกหรืออย่างไร?”
“ ก็มิผิด แต่ ข้าเพียงมิต้องการ”
“ ทำไม?”
“ ตระกูลหลี่ข้า ยามนี้อาศัยอยู่อย่างสงบในอาณาจักรเมฆคราม แม้มิได้มากพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติเช่นราชวงศ์ผู้ปกครองอาณาจักร หากในทุกๆวัน พวกเราล้วนมีความสุขดี แล้วเช่นนี้ ข้ายังต้องการแก่งแย้งชิงดีไปเพื่ออันใด ทรัพย์สมบัติ?... เกียรติยศอำนาจ?... แย้งชิงคืนมา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าวันหน้า จะไม่ถูกผู้อื่นแย้งชิงไปอีก สุดท้ายก็คงไม่แคล้วต้องกลายเป็นการศึกสงครามที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น สำหรับข้าแล้ว กลับคิดว่า บางที การเป็นตัวตนที่สูงส่งเหนือผู้คนจนทั่วหล้า ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป”
ซวงเอ๋อร์ได้ยินคำตอบของหานเฟิงก็หมุนกายกลับ สาวเท้าเดินนำต่อไปตามเส้นทางไม่กล่าวสิ่งใดขึ้นมาอีก หานเฟิงที่อุ้มร่างไร้วิญญาณของจิ้งจอกสาวสืบเท้าเดินตาม เหม่อมองเงาหลังที่ว้าเหว่คล้ายจะผิดหวังของนาง ก็ยิ่งพลันให้มันขบคิดไม่เข้าใจ จึงกล่าวขึ้นว่า
“ ไฉนเจ้าจึงอยากให้ข้าช่วงชิงอาณาจักรแห่งนี้กลับคืนมานัก?”
“ มิใช่ข้าต้องการ...” คำตอบของซวงเอ๋อร์พลันให้หานเฟิงที่ได้ฟังต้องงุนงง ก่อนที่คำกล่าวต่อมาของนางจำทำให้มันเข้าใจ
“ ยังคงเป็นความทรงจำและปณิธานที่สืบทอดต่อมาทำให้ข้ามีความรู้สึกเช่นนั้น...”
“ ปณิธานอีกแล้ว ที่แท้เป็นสิ่งใดกันที่ถูกปลูกฝังอยู่ในหัวของพวกเจ้า...”
ซวงเอ๋อร์ยังคงไม่ตอบคำโดยทันที นางสาวเท้าเดินไปได้ระยะหนึ่ง จึงค่อยกล่าวคำขึ้นมา “ จ้าวหุบเขา ที่ออกจากหุบเขาไปกับเซี่ยจงหยาง ท่านเป็นทวดของข้า...”
หานเฟิงได้ฟังก็ขบคิด ‘ ทวด!!... นั่นเท่ากับเจ็ดพันปีมานี้ เผ่าพันธ์ปีศาจจิ้งจอกมายากลับล่วงผ่านไปเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น’ ส่วนปากกล่าวถามกลับไปว่า
“ แล้วนั่นเกี่ยวกับที่ข้าถามเจ้าอย่างไร?”
ซวงเอ๋อร์ที่ได้ยินคำของหานเฟิงก็หยุดเท้าอีกครา ก่อนจะหมุนกายกลับมาแล้วกล่าวว่า
“ เป็นทวดของข้า ย่อมเป็นยายของท่านแม่ และย่อมเป็นแม่ของท่านยาย แล้วท่านรู้หรือไม่ ว่าบิดาของท่านยายคือใคร?”
หานเฟิงย่อมส่ายหน้า หากคำกล่าวต่อมาของของซวงเอ๋อร์ กลับพลันให้มันต้องอึงงัน
“ เป็นเซี่ยจงหยาง”
กล่าวจบ นางก็หมุนกายกลับ สืบเท้าเดินต่อไป
หานเฟิงสืบเท้าเดินตาม มองเงาหลังของนางอย่างเลื่อนลอย ขบคิดไปว่า ‘ เซี่ยจงหยางถึงกับให้กำเนิดบุตรสาวกับปีศาจ เช่นนั้นก็เท่ากับจิ้งจอกน้อยผู้นี้ก็มีสายโลหิตของตระกูลเซี่ย แล้วถ้าตระกูลเซี่ยเป็นรากเหง้าของตระกูลหลี่จริง เช่นนั้น ก็เท่ากับว่าข้าและนางต่างก็มีสายโลหิตจากเซี่ยจงหยางร่วมกัน’
ทว่า คำกล่าวต่อมาของซวงเอ๋อร์ กลับพลันให้หานเฟิงกลับกลายเป็นนิ่งงัน
“ ท่านทวด ให้กำเนิดบุตรสาวเป็นคนโต ส่วนบุตรชาย เป็นคนเล็ก”
จึงเป็นคำว่า “ บุตรชาย” ที่ทำให้หานเฟิงหยุดเท้านิ่งงันไป
ซวงเอ๋อร์ที่สัมผัสได้ว่าชายหนุ่มมิได้ก้าวเท้าเดินตามมาก็หยุดเท้าลง หันกลับไปมองหานเฟิงที่ยืนนิ่ง
“ คงตกใจยิ่งกระมัง ที่บรรพบุรุษของท่าน กลับมีโลหิตถึงครึ่งหนึ่งที่เป็นปีศาจ…”
“ แต่พอมาถึงรุ่นท่านแล้ว มันกลับเจือจางบางเบาจนข้าแทบจะสัมผัสไม่ได้ ซึ่งยามแรกที่ข้าได้กลิ่นนั้นจากท่าน ก็ยังนึกอยู่ว่า เป็นคิดไปเอง กระทั่งที่ความทรงจำเหล่านี้ตกทอดมา ข้าจึงได้เข้าใจ”
หานเฟิงกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง มองดูซวงเอ๋อร์ที่ไม่ใช่เพียงแค่มีสายโลหิตร่วมกันจากเซี่ยจงหยาง หากรวมทั้งปีศาจจิ้งจอกที่เป็นทวดของนางก็ด้วย
“ ดังนั้นแล้ว ท่านเองก็เป็นญาติห่างๆของข้าเช่นกัน”
กล่าวถึงตรงนี้ หานเฟิงก็เห็นว่าสีหน้าของซวงเอ๋อร์หม่นลง ก่อนจะได้ยินคำกล่าวต่อมาของนาง
“ และการที่ท่านแม่ เลือกสละชีวิตปกป้องท่าน ก็ไม่เพียงเพราะปณิธานหรือคำมั่นสัญญาจากอดีต แต่เป็นเพราะ ท่านแม่เห็นว่าท่าน เป็นเครือญาติรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งของตนเอง”
หานเฟิงที่ได้ฟังกลับกลายเป็นนิ่งงัน ต้องก้มหน้ามองร่างไร้ลมหายใจของจิ้งจอกสาวในวงแขน ขบคิดไปว่า
‘ ที่แท้กลับเป็นเช่นนี้…’
โชคชะตาช่างเล่นตลก ในชีวิตนี้ มันกลับต้องมาพบเจอเครือญาติต่างสายพันธ์ที่ต้องพลัดพรากห่างเหินกันเนิ่นนาน แต่ก็มิรู้ว่าเป็นเคราะห์กรรมหรืออย่างไร ที่กลับต้องพบพานกันในสถานการณ์เช่นนี้
หานเฟิงกระชับร่างไร้ลมหายใจนั้นแน่นขึ้น ยามนี้ ภายในหัวใจที่ชืดชาของมันกลับมีความรู้สึกอบอุ่นประการหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมา
เป็นชีวิตที่แล้วมันต้องโดดเดี่ยว สูญเสียทั้งครอบครัวคนรัก ทำให้มันปิดใจ ไม่คิดรับเอาสิ่งใดเข้ามา
กระทั่งที่ได้ย้อนกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ มันจึงให้ความสำคัญกับเพียงแค่ตัวเอง ครอบครัว และคนที่รัก อื่นใดจะเป็นอย่างไร มันล้วนไม่สนใจใส่ใจ กระทั่งที่มาวันนี้ วันที่ญาติห่างๆต่างสายพันธ์ที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า แต่กลับเลือกสละชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตของมัน มันจึงได้ตระหนักเข้าใจ...
‘ แท้จริงแล้ว เป็นข้าคิดเห็นแก่ตัวจนเกินไปหรือไม่?... ’