ตระกูลหยางได้จัดงานเลี้ยงฉลองสำหรับบัณฑิตทั้งสองทันทีในคืนนั้นเอง ก็ด้วยความสำคัญของคนทั้งสองซึ่งจะได้เป็นขุนนางในวัง
ซึ่งการที่คนทั้งคู่จะโอกาสได้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดกับองค์ฮ่องเต้นั้น ย่อมหมายถึงโอกาสในความก้าวหน้าของหน้าที่การงานมากยิ่งกว่าขุนนางตามหัวเมืองต่าง ๆ อย่างไม่อาจเทียบได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาททางการเมือง ซึ่งตระกูลหยางก็มีความตกต่ำลดลงทุกสมัยเช่นดังที่เป็นอยู่ จึงส่งผลโดยตรงต่อหยางไคที่เคยตกกระป๋องไปแล้ว กลับผงาดมาเป็นมังกรในน้ำเชื่อมอันมีรสหวานและน่ารับประทานเป็นอันมาก
และแม้แต่หยางซินหลินที่เคยเย็นชาก็กลับกลายมายิ้มแย้มแจ่มใสจนน่าเมียงมองขึ้นมาเป็นอันมาก จนสร้างความหึงหวงแก่หยางจื่อเหา ผู้เป็นจอมยุทธระดับ 7 ของตระกูล ทั้งยังดำรงตำแหน่งนักการทหารระดับ ๗ ประจำอยู่ที่ด่านจวียงกวน ซึ่งในเขตดูแลของตระกูลหยาง จึงไปมาสะดวกสบายไม่ต่างกับบ้านของตนเองแต่ประการใด ย่อมพยายามกันท่าศัตรูหัวใจทุกวิถีทางที่พอทำได้
ส่วนหยางเหมยซึ่งแต่เดิมเคยตัดใจจากชายหนุ่มได้แล้ว แต่เมื่อเห็นหยางซินหลินนั้นรวนเรไปมา ก็ไม่คิดสนับสนุนนางอีกต่อไป จึงได้แต่วางเฉยทั้งยังภาวนาให้หยางไคไม่หลงใหลไปกับความงามอันเย้ายวนน่าค้นหาของสตรีผู้นี้เป็นอันขาด!
แต่แท้จริงแล้วหยางไคนั้นมิได้ลุ่มหลงในเสน่ห์ของสาวงามผู้นี้อย่างที่ใคร ๆ คาดคิด เพราะชายหนุ่มเพียงแค่รู้สึกติดค้างในน้ำใจที่หยางซินหลินผู้นี้เคยหยิบยื่นให้ก็เพียงเท่านั้นเอง จึงล้วงเข้าไปในเสื้อแล้วส่งบางอย่างไปให้กับมือของสตรีผู้มีเรือนร่างอันน่ามองนั้นแล้วจึงสนทนากันบางอย่าง ?
ฝ่ายหยางจื่อเหาเห็นทั้งสองนั่งสนทนาข้าง ๆ กันก็มีความหึงหวงอยู่อย่างมากมายแล้ว ทั้งเห็นหยางไคมอบของขวัญของฝากเช่นนั้นก็ระงับอาการไม่อยู่จึงลุกขึ้นแล้วเดินตรงเข้าไปอย่างรีบร้อน
ในขณะนั้นเองหยางไคก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารซึ่งตรงเข้ามาจากทางด้านข้าง จึงหันขวับไปแล้วใช้ตาคมเพ่งพิเคราะห์ดูอย่างรวดเร็ว ก็เห็นจอมยุทธ 7 เดินตรงเข้ามาด้วยกริยาร้อนรน
แต่เมื่อหยางจื่อเหาสบตาเข้ากับดวงตาคู่นั้น ร่างกายของตนก็เหมือนจะส่งสัญญาณให้รู้ถึงอันตรายด้วยอาการสั่นเทา! จึงต้องหยุดยืนนิ่งอยู่ แล้วจึงกระทำสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือการประเมินขุมพลังของอีกฝ่าย
..ก็พบกับความว่างเปล่าซึ่งไม่อาจวัดหยั่งขอบเขตฝึกปรือของอีกฝ่ายได้เลย ก็ยิ่งตกใจจนหน้าซีดในใจจึงคิดขึ้นว่า
‘จากกันไปเพียงไม่กี่ปี แต่หยางไคผู้นี้สามารถยกระดับฝีมือของตนมาเทียบชั้นได้กับเรา หรืออาจจะสูงส่งกว่าได้อย่างไรกัน ?’
ฝ่ายหยางไคเมื่อเห็นชัดแก่สายตาว่าผู้มาคือจอมยุทธเจ็ดที่สนิทกันเป็นอันมากก็ยิ้มแล้วเชื้อเชิญให้นั่งลง ส่วนหยางจื่อเหาผู้หล่อเหลาเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงตัดสินใจนั่งลงข้าง ๆ หยางเหมยซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ หยางซินหลินผู้เป็นนายนั่นเอง
ฝ่ายหยางเหมยเมื่อเห็นหยางจื่อเหามานั่งข้างตนก็นึกกระดากใจอยู่ จึงคิดจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่หยางซินหลินก็รีบแตะที่แขนเสื้อของนางเอาไว้ในเชิงห้ามปราม แต่หยางไคเห็นสถานการณ์เช่นนั้นแล้วก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันผ่อนคลายว่า
"เสี่ยวเหมยมานั่งตรงนี้สิ ข้าเองก็ต้องการสนทนากับเจ้าเช่นกัน"
ฝ่ายหยางเหมยเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รับคำว่า
"เจ้าค่ะ~"
แล้วลุกไปนั่งพูดจาประสาสหายสนิทกับเสี่ยวไคของตน
ฝ่ายจอมยุทธเจ็ดได้ทีแล้วก็เขยิบเข้าไปนั่งข้าง ๆ ซินหลินผู้ทรงเสน่ห์ได้ในที่สุดในงาน แม้อีกฝ่ายจะไม่ยอมคุยกับเขาเลยก็ตามที
หยางซินหลินแม้จะรู้สึกไม่พอใจหยางเหมยสักเท่าใดแต่ยังมีสีหน้าปกติเพียงแต่เอานิ่งเงียบเพื่อคอยฟังคำสนทนาของคนทั้งสองเท่านั้น
ส่วนจื่อเหานั้นเห็นประกายตาของหยางไคอ่อนโยนลงเช่นเดิมก็นึกย้อนไปยังสายตาเฉียบคมที่สุดแสนอันตรายก่อนหน้านี้ เพราะแม้ตัวเขาเองจะเป็นนายทหารย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการลงลงมือสังหารอริราชศัตรูได้ แต่ก็ไม่อาจมีแววตาที่มุ่งหมายคร่าชีวิตผู้อื่นได้ถึงเพียงนั้นเลย
..มันช่างดูเย็นชาหรืออาจจะดู 'เลือดเย็น' กว่าหยางรุ่นชิง หรือพี่ใหญ่หวงของตนเสียอีก !!
งานเลี้ยงที่จัดขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อแสดงความยินดีแก่ตัวแทนของตระกูลนั้นย่อมจะกินเวลาไม่มากนัก
สำหรับหยางไคและหยางเหมยซึ่งมีความเพลิดเพลินกับการพูดคุยย่อมเป็นช่วงเวลาอันแสนสั้นและจบลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป แต่สำหรับหยางจื่อเหาและหยางซินหลินที่กำลังทุกข์ทรมานใจ ย่อมรู้สึกคล้ายเวลานั้นช่างยาวนานเกินจำเป็นไปอย่างมากมาย
ครั้นจบงานเลี้ยงจนเข้าสู่ยามห้าย (亥 21.00)แล้วก็ตาม แต่หยางไคกับพี่ใหญ่อู๋ก็ยังไม่อาจพักผ่อนนอนหลับได้ เพราะต่างต้องจุดตะเกียงเพื่ออ่านท่องตำรากันจนดึกดื่น เนื่องจากพวกเขามีเวลาเพียง 100 วัน ก่อนการเข้าสอบ ‘เตี้ยนชื่อ’ ซึ่งจัดสอบในวังหลวง
ซึ่งจะเป็นครั้งแรกของชีวิตที่คนทั้งคู่จะได้มีโอกาสเข้าสู่พระราชวังต้องห้าม (紫禁城) ผ่านประตูเสินอู่เหมินทางทิศเหนือ อันเป็นประตูหลังหรือประตูหลัก ที่ใช้ผ่านเข้าออกโดยไม่จำเพาะตัวบุคคลนั่นเอง
ส่วนประตูตงหวาเหมินทางทิศตะวันออกนั้นสำหรับขุนนาง ประตูซีหวาเหมินทางทิศตะวันตกนั้นสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และสุดท้ายคือประตูอู่เหมิน ซึ่งใช้ผ่านเข้าออกเฉพาะองค์จักรพรรดิและฮองเฮา รวมถึงเอกสิทธิ์สำหรับจอหงวน (狀元) ปังหยวน (榜眼) และทั่นฮวา (探花) เพียงเท่านั้น
และด้วยความฝันและความหวังของชายทั้งสองคนแห่งตระกูลหยาง แม้จะท่องจำตำราอยู่กันคนละที่ แต่ต่างก็มีความเพียรพยายามที่ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว..