กองทัพต่างดินแดน เร่งฝีเท้าเดินทางกลับไปยังดินแดนจันทราทมิฬ บินทะยานผ่านสวนเมล็ดพันบรรพกาล ใช้เวลา ไม่กี่ชั่วยาม พวกเขาก็มาถึงเขตทะเลทรายที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดแม้แต่น้อย รอบๆ เต็มไปด้วยเม็ดทราย กับภูเขาหินสีแดงลูกย่อมๆ ในยามกลางวันมันกับร้อนระอุเป็นอย่างมาก ราวกับอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง ส่วนในยามกลางคืน มันกลับเย็นเยือกจนเสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก
กองทัพใหญ่ พวกเขาเดินทางมาถึง 1วันเต็มจึงหยุด ตั้งค่ายพักกลางทะเลทรายในยามค่ำคืน ท้องฟ้าด้านบนเต็มไปด้วย รอยแตกร้าวไม่สมานเข้าหากันอีกต่อไป ดวงดาวหลายสิบดวง ดับมืดลงจนหม่นแสง แม้แต่จันทราสีดำทมิฬที่รอยอยู่กลางท้องฟ้า ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของดินแดนจันทราทมิฬ ยังเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว จวนจะแตกสลาย
อี้เฉิน ที่อยู่ภายในกรงขัง เขาไม่รู้มาก่อนว่าจะมีดินแดนอื่นหลบซ่อนอยู่ ถัดจากไป จากสวนเมล็ดพันธุ์บรรพกาล อยู่อีกหนึ่งดินแดน ปราณพลังฟ้าดินของดินแดนนี้เอง ก็เสียหายไปมาก ปราณพลังฟ้าดิน น้อยจนไม่ต่างอะไรจากดินแดนร้อยแคว้น หากเป็นแบบนี้ต่อไปโลกหลบซ่อน จะไม่เหมาะแก่การฝึกฝนอีกต่อไป จะกลายเป็นจุดล่มสลายของการบ่มเพราะขั้นพลัง
อี้เฉินในยามนี้บาดแผลของเขาไม่ยอมสมานเข้าหากันเสียที แถมผิวกายเขายังรู้สึกหนาวสั่น จนเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง ลมหายใจที่ปล่อยออกมาเป็นอายความหนาวเย็น แทบไม่ต่างอะไรจากสามัญชนคนธรรมดา มองออกไปด้านนอกกรงขังอย่างไม่วางตา เหมือนพวกเหล่าทหาร จะล่าสัตว์อสูรแมงป่องทะเลทรายที่หลบซ่อนใต้ทะเลทราย มาทำอาหาร มันมีสรรพคุณช่วยแก้หนาวได้ พวกเขานั่งกินเนื้อของพวกมันคนละชิ้นสองชิ้น ก่อนจะนอนหลับพักผ่อน ท่ามกลางทะเลทรายยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ
อี้เฉินรู้สึกว่าตอนนี้เขาปวดหน้าอกเป็นอย่างมาก ราวกับปอดของเขาจะกลายเป็นน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้น เขาไม่เคยรู้สึกอ่อนแอเช่นนี้มาก่อน ไม่คิดโซ่ตรวนอันนี้จะปิดผนึกปราณพลังของเขาได้อย่างสมบูรณ์ จนปากของเขาเริ่มมีเลือดไหลซึม อากาศที่หนาวเย็นนี้เหมือนมันเป็นพิษกับตัวเขาอย่างไรอย่างนั้น
ก่อนชายหนุ่มจะโยน เนื้อแมงป่องทะเลทราย เข้ามาให้ อี้เฉินภายในกรงขัง แต่ชิ้นเนื้อ นั้นกลับมีเพียงเนื้อที่ติดกระดูก แถมถูกพวกเขาแทะไปแล้วเสียอีก "เจ้ากินมันซะถ้ายังไม่อยากตายในยามค่ำคืนนี้"
ทันใดที่ชายหนุ่มเอ่ยพูดเสร็จ รอบด้านก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ มองเด็กหนุ่มผมขาวที่เคยโอหังด้วยความอยากรู้ เขาจะยังกล้าโอหังได้อีกหรือไม่ เมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย จากร่างกายที่รับอายหนาวเย็นที่กำลังคืบคลานมา มากขึ้นเรื่อยๆ
อี้เฉินยิ่งไอหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนปากของเขาพ้นเลือดออกมาไม่หยุด ปอดของเขาเหมือนถูกน้ำแข็งแหลมคมทิ่มแทง ริมฝีปากที่เคยเป็นสีเลือดกลับซีดขาวขึ้นมาในทันใด ยิ่งเวลาไหลผ่านไปมืดค่ำมากเท่าใดอากาศยิ่งหนาวเย็น จนเขาเจ็บปวดทรมาน ไม่คิดเพียงแค่อากาศของต่างดินแดนก็จะสามารถฆ่าตัวเขาได้
เยี่ยฉิน ที่ดูอยู่ห่างๆ ส่ายหัว ก่อนนางจะเอ่ยพูดออกมา หากอี้เฉินตาย พวกเขาได้เดือดร้อนเป็นแน่ นางเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เจ้าลดความเย่อหยิ่งของเจ้าลงเสีย แล้วกินมันลงไปซะ หากยังไม่อยากตาย"
อี้เฉินถึงกับหน้ามืดทะมึน มองไปที่กระดูกที่มีเนื้อแมงป่องติดอยู่อันน้อยนิด เขาไม่คิดเขาจะต้องมากินเศษเนื้อจากคนอื่นๆ เขาต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับความอัปยศ อดสูในครั้งนี้ ยื่นมือไปหยิบเศษเนื้อเข้ามากัดกิน เข้าไปภายในปากหมายมั่นมีชีวิตอยู่ต่อไป เขายังจำ คำพูดสุดท้ายของ เยว่ฉานไว้ได้ดี
เหล่าทหารต่างพากันหัวเราะชอบใจ บางคนถึงกับยิ้มเย้ยหยัน "ข้าว่าแล้ว ถึงมันจะหยิ่งยโส บ้าคลั่งถึงเพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย มันก็ต้องยอมก้มหัวให้"
ชายหนุ่มเอ่ยพูดออกมา "เจ้ารอรับโทสะของพวกเรา ได้เลยไอ้หนุ่มน้อย เมื่อเจ้ามายังดินแดนของเรา เจ้าจะไม่มีความเย่อหยิ่งอีกต่อไป ฮ่าๆ"
"ใช่ๆ เจ้าพร้อมที่จะรับโทษทัณฑ์ ที่ฆ่าสังหารพวกเรา เหล่าดินแดนจันทราทมิฬหรือยัง"
รอบๆ เต็มไปด้วย คำพูดดูถูกดูแคลนอี้เฉิน ราวกับตัวอี้เฉินทำเรื่องที่เลวทราม ยากที่จะให้อภัยมา แม้จะเป็นศัตรูพวกเขาก็ไม่เคยให้เกียรติตัวของอี้เฉินแม้แต่น้อย
จนนายกองหนุ่มต้องกระแอมไอออกมาเสียงดัง เพื่อขัดจังหวะ เหล่าทหาร "พวกเจ้าเลิกส่งเสียงดัง แล้วไปพักผ่อนกันได้แล้ว ถึงเด็กหนุ่มจะเป็นศัตรู เจ้าก็ควรเคารพในความกล้าของเด็กหนุ่ม หากเป็นพวกเจ้า จะกล้าทำเช่นนั้นหรือไม่ถามใจตัวเองดู"
ทันที ที่อี้เฉินได้ยิน เขารู้สึกแปลกใจในตัวนายกองคนนี้ไม่น้อย ไม่คิดจะมีคนมาช่วยปกป้องตัวเขา ท่ามกลางศัตรูต่างดินแดน เหมือนนายกองคนนี้จะมีนามว่า เยี่ยฉุน
เหล่าทหาร ต่างพากันหน้ามืดทะมึน แต่ก็ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับคนผู้นี้ หลายๆ คนจึงแยกย้ายกันออกไปพักผ่อน จนรอบๆ กรงขังที่มีม้าลาก ตัวอี้เฉินอยู่ หลงเหลือผู้คนอยู่เพียงหยิบมือ เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ พวกเขาต่างรู้ดี ต่อให้อี้เฉินมีปีกก็ไม่อาจหลบหนีออกไปได้
เยี่ยฉุนเดินมานั่ง ข้างๆ กรงขัง ก่อนเอ่ยพูดออกมา "หากเจ้าทำตัวดีๆ ไม่แน่พวกผู้อาวุโส อาจจะใจอ่อน คิดชุบเลี้ยงตัวเจ้าก็เป็นได้" ก่อนเขาจะถอนหายใจยาวออกมา
"เหตุใด เจ้าต้องบอกข้าด้วย"
"ข้าจะบอกอะไรให้ พวกเราดินแดนจันทราทมิฬ ต่างก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม อีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่อยากทำสงคราม ไม่คิดแก้แค้น เรื่องเก่าเรื่องแก่ในอดีต แต่อีกฝั่งหนึ่งก็คิดจะเอาเลือดมาล้างความอัปยศของบรรพบุรุษ"
อี้เฉินที่ได้รับฟังเขานิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้อยู่ จนทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันอยู่นานสองนาน ก่อนจะมีเสียงของฝีเท้าของ หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา
"ท่านพี่ ท่านมาอยู่ที่นี่เอง ข้าว่ามันคงไม่เหมาะที่ท่านจะมาพูดคุยกับ เชลยสงคราม"
เยี่ยฉุนถึงกับส่ายหัว "เจ้าก็รู้ดีเยี่ยฉิน ข้าไม่สนับสนุนสงครามในครั้งนี้ ไม่เหมือนเจ้าที่ ตั้งหน้าตั้งตารอ ให้สงครามครั้งนี้เกิดขึ้น"
เยี่ยฉิน นางเม้มปากมุ่ยอย่างไม่พอใจ "ท่านว่าข้า บ้าสงครามงั้นหรือ ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว "
อี้เฉินที่ได้ยินทำให้เขา อดขำออกมาไม่ได้ "พวกเจ้าสองคน ใช่พี่น้องกันจริงๆ งั้นหรือ เหตุใดความคิดมันถึงต่างกัน ราวฟ้ากับเหว ฮ่าๆ ข้าละ อดขำไม่ไหว"
เยี่ยฉิน นางถึงกับเดือดดาลในทันที เมื่อเห็นใบหน้าเด็กหนุ่มผมขาวมีรอยยิ้มออกมา "เจ้าเงียบปากไป เจ้าเชลยสงคราม ยังไม่เจียมตัวอีก"
อี้เฉินยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "พวกเจ้าคงไม่ใช่เกิดจากคนละแม่ กันหรอกกระมัง ดูจากใบหน้าของพวกเจ้าช่างคล้ายกันเสียยิ่งกว่าอะไร"
เยี่ยฉุน เองก็ อดขำออกมาไม่ได้ "ข้าเองก็เคยคิดเรื่องนี้เช่นกัน เจ้าช่างพูด ถูกใจข้า จริงๆ"
"นี่ นี่!! พวกเจ้า" เยี่ยฉินนางถึงกับหน้ามืดทะมึนจนปากพองลม โกรธเคืองเป็นโทสะ
...แต่ในทันใด พวกเขาก็ต้องตกตะลึง เมื่ออยู่ๆ บนท้องฟ้าสูง ก็มี เสาแสงค้ำฟ้าสาดส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง แสงที่สาดลงมา ยังพื้นโลกหลบซ่อน เหมือนแสงเทพอย่างไรอย่างนั้น แสงสีทองเข้มข้นนั้น เหมือนมันจะแยกตัว ออกมาจากฟ้าดินของที่นี่อย่างสิ้นเชิง
แม้แต่พวกอี้เฉิน เยี่ยฉิน เยี่ยฉุน ที่มองดูด้านบนท้องฟ้ายังรู้สึกหวาดหวั่นในใจ ราวกับจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของ หายนะครั้งใหม่
ฟ้าดินโลกหลบซ่อน สั่นไหวอย่างรุนแรง เหมือนถูกบางอย่างแทรกแซงอีกครั้ง ผู้คนภายในโลกหลบซ่อน ต่างตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง "เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก นี่ก็พึ่งผ่านพ้นหายนะไปได้ไม่กี่ชั่วยาม ก็มีเหตุการณ์ ประหลาดเกิดขึ้นอีกแล้ว เหมือนว่าโลกหลบซ่อนแห่งนี้จะถึงคราวล่มสลายในอีกไม่ช้า"
แต่เหล่าจอมยุทธขั้นพลังเทวะ พวกเขาต่างคาดเดาได้ มันเหมือนกับค่ายกลเคลื่อนย้าย ที่ส่งตัวของเหล่าจอมยุทธมาจากดินแดนที่ไกลแสนไกล เสาแสงทั้งสิบสาดส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง มายังหลายดินแดนของโลกหลบซ่อน แม้แต่ดินแดนจันทราทมิฬ ยังมีเสาแสงนั้นสาดส่องลงมา ไม่ห่างจากที่กองทัพทหารอยู่มากนัก ทั้งกองทัพต่างเพ่งมองออกไปดูภาพเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
ผู้คนในโลกหลบซ่อนต่างพากันผวา จับจ้องขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างไม่วางตา อยากจะรู้ว่าภายในเสาแสงจะมีอะไรลงมากันแน่ คำพูดของชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมดำ เริ่มรอยเข้ามาในหัวสมอง "หรือว่าเทพเบื้องบนจะลงมาเยือน ยังโลกหลบซ่อนแห่งนี้"