ท่ามกลางผู้คนมากมายในเมืองใหญ่ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและแสงสี ทุกอย่างดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเฉกเช่นทุกวัน เช่นเดียวกับสาวสวยอย่างมิแรนด้า กรีนคาร์ก ศัลยแพทย์สาวฝีมือดีที่กำลังต่อสู้อยู่กับความเ็ปของคนไข้
เสียงโกลาหล การะโโหวกเหวก ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งเธอถูกตามตัวให้มาตรวจคนไข้ที่ได้รับอุบัติเหตุรถชนกันอย่างเร่งด่วน จำนวนผู้เกิดอุบัติเหตุมีไม่ต่ำกว่าสิบ ทั้งาเ็เล็กน้อยจนถึงาเ็สาหัส ศัลยแพทย์สาวรู้สึกถึงความอ่อนล้าของร่างกายเพราะถูกตามตัวมาดูเคสฉุกเฉินทั้งที่เพิ่งออกจากห้องผ่าตัด
"ไหวไหมมีร่า" นายแพทย์หนุ่มประจำห้องฉุกเฉินถามด้วยน้ำเสียงเป็กังวลเล็กน้อย
"ไม่ไหวก็ต้องไหว" มีร่าถอนหายใจเบา ๆ สายตาของเธอยังจับจ้องอยู่ที่จอมอนิเตอร์ของเครื่องอัลตร้าซาวนด์ในขณะที่มือก็เลื่อนอุปกรณ์ไปตามหน้าท้องคนไข้เพื่อหาความผิดปกติโดยไม่สนใจเสียงร้องของคนไข้ที่ครวญครางด้วยความเ็ป
"สงสัยต้องผ่าตัดด่วน" เธอเม้มปาก สีหน้าครุ่นคิดเป็กังวลเล็กน้อย
"แน่ใจนะ?" เสียงนายแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่ได้ยิน
"มีเืออกในช่องท้อง อวัยวะภายในได้รับความเสียหายบางส่วน คงต้องผ่า "
เธอค่อนข้างเป็กังวลเพราะทราบว่าคนไข้คือหัวหน้าครอบครัวของครอบครัวหนึ่งที่ได้รับาเ็จากอุบัติเหตุในครั้งนี้ แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หน้าที่ของเธอคือรักษาให้คนไข้ปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ และช่วยลดความพิการที่อาจเกิดขึ้นได้
"หวังว่าเคสนี้จะเป็เคสสุดท้ายของคืนนี้ ฝากหมอช่วยอธิบายให้ญาติเข้าใจด้วย" ศัลยแพทย์สาวหันมาสบตากับคู่สนทนา
นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับทราบ เขายืนเท้าสะเอวหน้าตาอิดโรยไม่ต่างกัน หมอหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะะโเรียกเ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบให้เตรียมห้องผ่าตัด "เตรียมห้องผ่าตัดด่วน คืนนี้โต้รุ่งแน่ๆ เรียกญาติคนไข้มาพบผมด้วย" เสียงนายแพทย์หนุ่มะโสั่งการอย่างคล่องแคล่ว
ถึงแม้ร่างกายจะเหนื่อยเพียงใด แต่เธอเองก็ไม่ท้อถอยเพราะความเป็ความตายของคนไข้อยู่ในความรับผิดชอบของเธอ
มิแรนด้า กรีนคาร์ก หรือมีร่า เป็ศัลยแพทย์ฝีมือดีคนหนึ่งของโรงพยาบาล เธอสวยและดูดี ทั้งรูปร่างหน้าตา การศึกษา และฐานะทางสังคมสมกับเป็ลูกสาวคนโตของตระกูลกรีนคาร์ก หญิงสาวมีความใฝ่ฝันั้แ่วัยเด็กที่จะเป็แพทย์ผ่าตัดถึงแม้ว่ามารดาของเธอจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ต่างกับน้องสาวของเธอ มิเชล กรีนคาร์กที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในการรับ่ธุรกิจด้านสื่อสิ่งพิมพ์ของตระกูลได้
มีร่าลุกขึ้นยืนข้างเตียงคนไข้ กระชับเสื้อกาวน์สีขาวแน่นและเดินออกไปอย่างเร่งรีบเพื่อไปเตรียมตัวทำหน้าที่ของตัวเอง
นายแพทย์หนุ่มมองตามร่างเพรียวระหงไปจนลับสายตาด้วยความเป็ห่วง เขาและเธอเรียนคณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังรุ่นเดียวกัน ทำงานที่เดียวกันแต่คนละแผนก
ณ อะพาร์ตเมนต์หรูใจกลางเมือง ขณะที่แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
กริ๊งงงงง…
เสียงนาฬิกาปลุกดังรัวขึ้นติดกันยาว ทำให้คนที่นอนคุดคู้อยู่บนเตียงพลิกตัวไปมาอย่างงัวเงียพร้อมกับยื่นมือไปกดปิดนาฬิกาปลุกที่กำลังแผดเสียงอยู่ ความอ่อนล้าฉายชัดบนใบหน้า เวลาแห่งการพักผ่อนหมดลงแล้วสินะ
เธอค่อย ๆ ลุกจากเตียงนอนหนานุ่มอย่างแสนเสียดาย ชุดนอนยับยู่ยี่ หญิงสาวเดินตรงไปยังห้องครัวด้วยสภาพอิดโรยจากการทำงาน เมื่อคืนอยู่ห้องผ่าตัดยาวั้แ่เช้าของวันยันเช้าอีกวัน สภาพตอนนี้ดูไม่ได้จริง ๆ เธอเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำมากรอกใส่ปาก เหลือบมองนาฬิกาแขวนบนฝาผนัง หลับไปหลายชั่วโมงเหมือนกันนี่นา คิดขึ้นมาแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ รำพึงรำพันกับตัวเองว่าคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่เลือกเรียนทางด้านนี้ ใคร ๆ ก็รู้ว่าวิชาชีพแพทย์เป็อะไรที่เหนื่อยมาก แทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวก็ว่าได้ แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อเลือกแล้วก็ต้องทำให้เต็มความสามารถ
มีร่าก้ม ๆ เงย ๆ ดูว่ามีอะไรเหลือในตู้เย็นบ้าง สายตาเหลือบไปเห็นแซนด์วิชทูน่าหนึ่งชิ้นอยู่ข้างตู้เย็น จึงหยิบมากัดกินก่อนจะสาวเท้าเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่มอย่างหมดแรง เธอพักอยู่ในอะพาร์ตเมนต์หรูใจกลางเมืองใหญ่แห่งนี้เพียงลำพัง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานจึงเดินทางสะดวกรวดเร็ว
Rrrrrrrrrr Rrrrrrrrrrrr
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นดึงความสนใจของหญิงสาวที่กำลังทานแซนด์วิชอยู่ เธอรีบยัดแซนด์วิชคำสุดท้ายเข้าปากแบบไม่ระวังรักษาท่าทีก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะยกขึ้นแนบหูกรอกเสียงลงไป
"มีร่าพูดค่ะ " เสียงหวานของเธอหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ปรับให้เป็ปกติ เพราะปลายสายคือคุณนายกรีนคาร์ก มารดาของเธอ
“......”
"ขอโทษค่ะ เดี๋ยวหนูไป ขอเวลาแต่งตัวครึ่งชั่วโมง" เสียงปลายสายหงุดหงิดเล็กน้อย มีร่าได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ
เธอลืมเสียสนิทว่าวันนี้เป็วันเกิดของมารดาเพราะมัวแต่ทำงานจนผู้เป็แม่ต้องโทรมาตาม หลังจากวางสายแล้วมีร่าจึงเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปงานวันเกิดของมารดาที่คฤหาสน์
คฤหาสน์ของตระกูลกรีนคาร์กตั้งอยู่บนพื้นที่หลายเอเคอร์ซึ่งมีเพียงนายไมเคิลและนางแอนนา กรีนคาร์ก อาศัยอยู่ร่วมกับน้องสาวของเธอ วันนี้เป็วันเกิดของมารดาและถือเป็กฎของครอบครัวที่ทุกคนต้องอยู่กันพร้อมหน้าในวันเกิดของท่านทั้งสองไม่ว่าจะติดภารกิจอะไรก็ตาม และเนื่องจากบุพการีผู้ให้กำเนิดของเธอทั้งสองไม่ชอบจัดงานวันเกิดให้เอิกเกริกใหญ่โต ในวันนี้จึงมีเพียงการรับประทานอาหารภายในครอบครัวเท่านั้น
เมื่อหญิงสาวก้าวเข้ามาในคฤหาสน์หรู แม่บ้านร่างท้วมรีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยถือกระเป๋าพลางสวมกอดเธอด้วยความรัก เธอกอดตอบอย่างยินดีเพราะนาน ๆ ครั้งจึงจะได้มาที่นี่ ด้วยงานที่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาว่างแต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องแบ่งเวลามาเยี่ยมท่านทั้งสองไม่เช่นนั้นจะโดนมารดาค่อนขอดเอาได้
"สวัสดีค่ะคุณหนู งานเยอะเหรอคะ ผอมไปรึเปล่า" แม่บ้านร่างท้วมมองหญิงสาวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า นางเลี้ยงดูสองพี่น้องมาั้แ่แบเบาะ เฝ้าทะนุถนอมด้วยความรักเสมอมาเนื่องจากมารดาของพวกเธอเป็ผู้หญิงทำงาน ช่วยงานสามีจนแทบไม่มีเวลาดูแลเด็กน้อยทั้งสอง หน้าที่จึงตกเป็ของนางและนางก็รักคุณหนูทั้งสองเหมือนลูกแท้ ๆ
"หนูก็หุ่นแบบนี้แหละค่ะ" มีร่ากล่าวพลางกุมมือแม่บ้านร่างท้วม
"ป้าว่าผอมไปนะคะ แต่ไม่เป็ไร วันนี้ป้าทำเมนูพิเศษที่คุณหนูชอบเยอะแยะเลยค่ะ"
"พูดแล้วชักหิวขึ้นมาเลย" มีร่ากล่าวอย่างยินดีพลางหันไปมองรอบ ๆ ห้อง
"ทุกท่านอยู่ที่ห้องรับแขกใหญ่ค่ะ"
"อ๋อ! ขอบคุณค่ะป้า เดี๋ยวเจอกันนะคะ"
"ค่ะ คุณหนู" แม่บ้านร่างท้วมมองตามร่างบางด้วยความรักและห่วงใย
ั้แ่เล็กจนโตคุณหนูเป็คนไม่ค่อยพูดชอบเก็บอะไรไว้ในใจจนบ่อยครั้งไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าเธอคิดอะไรเพราะเมื่อตอนยังเป็ คุณหนูมีร่ามักจะถูกมารดาดุอยู่เสมอ อาจจะด้วยความคาดหวังของคุณผู้หญิงที่อยากให้ลูกสาวของเธอเพียบพร้อมทุกอย่าง ทำให้คุณหนูมักจะมาหานางด้วยน้ำตานองหน้าเสียเกือบทุกครั้ง จนบางคราวตัวนางเองก็อดไม่ได้ที่จะนึกสงสาร แต่ก็พยายามเข้าใจว่าคุณผู้หญิงคงจะหงุดหงิดจากการทำงาน
เสียงหัวเราะที่ดังออกมาด้านนอก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็เสียงใครไปไม่ได้นอกจากมิเชล กรีนคาร์ก น้องสาวของเธอเอง ผู้ซึ่งเป็ดั่งลูกรักของมารดา นั่นสินะ เธอไม่ได้อิจฉาน้องสาวของเธอสักนิด!
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่" ทั้งห้องหยุดหัวเราะก่อนจะหันมามองเธอเป็ตาเดียว เธอเดินตรงไปนั่งตรงข้ามกับมิเชล
"สวัสดีมีร่า" มิเชลทักทายอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งสองอายุห่างกันเพียงหนึ่งปี
น้องสาวผู้ร่าเริงสดใสของเธอเป็คนสวย รูปร่างดี สีผมมะฮอกกานีโทนน้ำตาลหยักเป็ลอนสลวยถูกเกล้าไว้อย่างประณีต วันนี้มิเชลสวมชุดเดรสสีฟ้ารัดรูปเน้นส่วนเว้าส่วนโค้ง ใบหน้าถูกตกแต่งอย่างสวยงาม เพราะต้องทำงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหนังสือและอินเตอร์เน็ต รับหน้าที่ดูแลธุรกิจของครอบครัวแทนเธอ จึงไม่แปลกที่ มิเชลจะกลายเป็เ้าแม่แฟชั่น ใส่แบรนด์เนมทั้งตัว
"คุณนายกรีนคาร์กคงจะดีใจมากที่ลูกสาวคนโปรดกลับบ้านจริงไหม" มิเชลนั่งไขว่ห้างปรายตามองพี่สาวที่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปี
"ฉันคิดว่าเป็เธอมากกว่านะมิเชลที่เป็ลูกสาวคนโปรด"
มิเชลไหวไหล่เล็กน้อยอย่างไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรกับคำพูดของพี่สาวตัวเอง
คุณนายกรีนคาร์ก มองหน้าบุตรสาวคนโตอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักเื่ที่เธอมาช้า
"งานเยอะเหรอลูก ดูท่าทางเหนื่อย ๆ" นายไมเคิลผู้เป็บิดาเอ่ยขึ้นอย่างเป็ห่วง เขาเป็ผู้ชายที่ใจดี รักลูกรักภรรยาและมักจะสั่งสอนลูก ๆ ด้วยเหตุและผลอยู่เสมอซึ่งต่างจากมารดา
"ก็พอสมควรค่ะ มีผ่าตัดเกือบทุกวัน แทบไม่มีเวลาว่าง" หญิงสาวหันมาคุยกับผู้เป็บิดา
"เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าอย่าเรียนก็ยังดื้อไม่เข้าเื่" คุณนายกรีนคาร์กขัดขึ้น
มีร่าได้แต่ลอบถอนหายใจเบาๆ มารดาของเธอไม่เคยเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอทำหรือสิ่งที่เธอเป็
ใช่! ตัวเธอไม่ใช่ลูกสาวคนโปรด ทำอะไรก็ผิดทุกอย่างั้แ่ไหนแต่ไร เธอหวนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น รู้ดีว่ามารดาโกรธมากแค่ไหน
วันหนึ่ง...ในความทรงจำ
ใบรับรองการเข้าเรียนเป็นักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของอเมริกาถูกฉีกออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงหล่นลงบนพื้น ท่ามกลางความใของทุกคนในคฤหาสน์กรีนคาร์ก
"ทำไมทำแบบนี้ มีร่า อธิบายมาซิ แม่ผิดหวังมากนะ"
หญิงสาวเห็นท่าทางเกรี้ยวกราดของมารดาก็รู้สึกหวั่น ๆ แต่ในเมื่อเธอแน่วแน่และตั้งใจไว้แล้วว่าเรียนทางด้านนี้ ไม่อยากเป็เพียงแค่ตุ๊กตาที่มารดาจะทำอะไรก็ได้กับเธอ หญิงสาวจึงโพล่งออกไป
"หนูจะเรียนแพทย์ หนู้าทำตามใจตัวเองบ้างและมันเป็ความฝันของหนู แม่ไม่มีสิทธิ์มาบังคับ" เธอเอ่ยออกไปด้วยแววตามุ่งมั่น ทั้งคู่ทะเลาะกันใหญ่โตเมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงต่างเดินหนีหันหลังให้กัน มีเพียงผู้เป็บิดาที่ช่วยพูดให้มารดายอมให้เธอเรียน แต่มันก็มีช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์นับั้แ่นั้นมาหรืออาจจะก่อนหน้านั้นก็ไม่ทราบได้
"หาเวลาพักผ่อนบ้างสิลูก เดี๋ยวจะไม่สบาย" ผู้เป็บิดาแสดงความห่วงใย
"ไหวค่ะ ยังไงหนูก็ต้องทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่หนูเลือกแล้ว"
มีร่าพยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็งเพื่อให้บิดาคลายกังวลและไม่อยากจะดูอ่อนแอในสายตามารดา แต่ลึก ๆ ก็แอบน้อยใจที่มารดาไม่เคยเข้าใจในตัวเธอและไม่เคยถามเลยสักครั้งว่าเธอรู้สึกอย่างไร
"หนูหิวแล้ว พวกเราย้ายไปห้องอาหารกันดีกว่า" มิเชลขัดขึ้นก่อนที่าย่อม ๆ จะเกิดขึ้นและรีบชวนทุกคนไปห้องอาหาร
มิเชลหันไปมองหน้าพี่สาวด้วยสายตาปรามเล็กน้อยเพราะสถานการณ์ตอนนี้พี่สาวเธอเสียเปรียบมารดาอย่างเห็นได้ชัด และหันไปถามแม่บ้านร่างท้วม "วันนี้มีอะไรอร่อย ๆ ให้ทานไหมคะ ว้าว! น่าทานทั้งนั้นเลย ทานหมดจะอ้วนรึเปล่าเนี่ย"
"แม่ว่าไม่อ้วนหรอก ทานเยอะ ๆ เราน่ะต้องใช้พลังงานในการทำงาน ต้องใช้สมองในการคิดงานใหม่ ๆ" แม่ลูกเดินควงแขนมานั่งที่โต๊ะกินข้าวใกล้ ๆ โดยไม่สนใจใคร
ผู้เป็บิดาหันมามองบุตรสาวคนโตก่อนจะเอ่ยชวน "ไปลูก ทานอาหารกัน พ่อหิวแล้ว"
มีร่ายิ้มน้อย ๆ พยักหน้าให้ผู้เป็บิดาก่อนจะเดินเข้าไปเป็คนสุดท้าย
"นั่งสิลูก ทานเยอะ ๆ พ่อว่าเราผอมไปหน่อยนะ" นายไมเคิลหันมากล่าวกับลูกสาวคนโต
เธอยิ้มให้ผู้เป็บิดาแต่ไม่ได้ตอบอะไรอีก หญิงสาวนั่งทานอาหารเงียบ ๆ มีเพียงมิเชลที่คอยชวนคนนั้นคนนี้พูดคุยอย่างร่าเริงเล่าเื่ราวสารพัดทั้งเื่งานและเื่ทั่ว ๆ ไป นั่นคือเสน่ห์ของมิเชล
พอเสร็จจากการรับประทานอาหาร มีร่าออกไปนั่งรับลมเย็นๆ นอกระเบียง ขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ นายไมเคิลผู้เป็บิดาก็เดินเข้ามาจับไหล่เธอเบา ๆ พลางเอ่ยว่า "ทานอาหารไปนิดเดียวเอง เดี๋ยวก็หิวหรอก ส่วนเื่แม่ อย่าไปใส่ใจคำพูดของแม่เลย ลูกก็รู้ว่าแม่เป็คนยังไง"
นายไมเคิลเป็ห่วงความรู้สึกของบุตรสาวคนโตมากที่สุดเพราะเขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ไม่ค่อยจะดีนัก
"เพราะหนูรู้น่ะสิคะหนูถึง..." หยาดน้ำใส ๆ คลอเบ้าตา หญิงสาวพยายามไม่ให้มันไหลเอ่อออกมาต่อหน้าบิดา จึงพยายามเงยหน้าพร้อมกับกระพริบตาถี่ ๆ รีบปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็ปกติ เบือนหน้าหนีเหม่อมองไปทางอื่นแทน ไม่อยากอ่อนแอให้ใครเห็น
"พ่อเข้าใจว่าลูกรู้สึกยังไงกับแม่ แต่พ่อไม่อยากให้ลูกรู้สึกน้อยใจ"
"ขอบคุณค่ะพ่อ หนูเข้มแข็งและอดทนอยู่แล้วไม่ต้องห่วง"
มีร่ายกมือขึ้นปาดหยดน้ำตาที่ร่วงลงมาเร็ว ๆ ก่อนจะหันหน้ากลับไปยิ้มให้บิดาเพื่อให้เขาคลายความกังวล เธอรู้ว่าบิดาห่วงเธอมาก
"โอเค! พ่อได้ยินแบบนี้แล้วค่อยเบาใจหน่อย แม่เราก็เกินไปมันผ่านมาตั้งนานแล้ว เฮ้อ! ยิ่งแก่ยิ่งวุ่นวาย" ผู้เป็บิดาบ่นเบาๆ พร้อมทั้งเอามือยีผมบุตรสาวด้วยความเอ็นดู มีร่ายิ้มน้อย ๆ กับความคิดของบิดา