กาลแวงผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้ว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ทั้งหลายให้เกิดขึ้นมาโดยเสมอเหมือนกัน บางคนก็จะมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ บางคนก็จะต้องถูกสาปแช่งอยู่ชั่วนิรันดร์ สิ่งที่มนุษย์กระทำได้คือการตั้งความหวังและตั้งจิตอธิษฐาน โดยที่หารู้ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นได้ถูกกำหนดขึ้นในน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้วแต่นั่นคือความทุกข์ที่กัดกินอยู่ในหัวใจข้า ด้วยว่าข้าจะต้องบูชาพระเจ้าด้วยความหวาดหวั่นจนเรือนกายสั่นสะท้าน เพราะว่าพระองค์มิได้มีความเมตตาเลยแม้แต่น้อย พระองค์ทรงมีความเป็นนิรันดร์และโชคชะตาของทุกจิตวิญญาณอยู่ในอุ้งพระหัตถ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต พระองค์ทรงหยั่งรู้จนหมดสิ้น และพระองค์ได้ตัดสินพระทัยสำหรับโชคชะตาของทุกจิตวิญญาณไว้ก่อนที่จะถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้เสียด้วยซ้ำ พระองค์ได้ประทับเครื่องหมายแห่งซาตานไว้บนร่างข้า...เท้าที่พิการ และข้าก็ไม่สามารถจะทำอะไรเพื่อที่จะให้ความทุกข์นั้นผ่อนคลายลงเราทุกคนได้ร่วมกันอธิษฐานด้วยความรู้สึกสำนึกในความผิดบาปทั้งหลาย ด้วยความเชื่อว่าบางทีภายในอาณาจักรแห่งพระเจ้าอันเป็นอนันตกาลนั้น พระองค์ผู้เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงคุ้มครองเราไว้บ้างไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก...ยามราตรีอันสงัด บีกับแม่โน้มร่างอยู่เหนือหลุมฝังศพ เพื่อที่จะค้นหาผู้พิทักษ์วิญญาณทั้งหลายเหล่านั้น...“จงกำจัดจ้าวแห่งความมืดเสีย” ท่านสาธุคุณบูแรนเดลและคณะนักร้องประสานสำเนียงขึ้นอย่างเริงร่าแม้ว่าข้าจะรักทั้งแม่และบี แต่บุคคลทั้งสองก็ยังนับถือในความมืด เพราะในความมืดนั้นสิ่งทุกอย่างจะกระจ่างชัดขึ้น...ข้าได้ยินเสียงแม่พูดกับบีทางจิต ท่ามกลางราตรีในราวป่าอันขลังด้วยเวทมนตร์“พวกมันพยายามทำลายล้างความทรงจำเกี่ยวกับตัวเรามาเป็นศตวรรษแล้ว เพราะว่าพวกมันกลัว...กลัวเราเหลือเกิน” เสียงจากจิตของแม่ดังขึ้น“ข้าคือจุดศูนย์รวมทั้งหยาดแห่งพิรุณทั้งดวงดาวทั้งเปลวไฟอันเรืองโรจน์เพราะมิได้มีสิ่งใดจะเป็นเช่นที่มันถูกสมมติให้เป็นแต่ทว่า มันเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า”นั่นคือบทเพลงที่บีขับขานขึ้น...อา...แม่มด...และเวทมนตร์คาถาแห่งนาง“แม่...เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกของท่านจะกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ใหม่ เคลื่อนไหวได้เช่นเดียวกับตุ๊กตาที่พ่อสร้างขึ้น”แม่เปล่งเสียงหัวเราะออกมาทันที“ตุ๊กตาที่พ่อเจ้าทำขึ้นมาน่ะมันเป็นของเทียม แต่ก็อาจจะเป็นได้...อาจจะเป็นได้ที่สักวันหนึ่งวิญญาณจะเข้าไปสิงสู่อยู่ในมัน”เมื่อข้าพูดกับบุคคลทั้งสองนี้ด้วยกระแสจิต ทั้งแม่และบีก็ได้ยินที่ข้าพูด เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ดังพอเท่านั้น และจะหันหน้ามามองข้าราวจะถาม ตราบจนทุกวันนี้ข้าก็ยังฝันถึงป่าโอ๊คแห่งนั้น ป่าที่ก้องกังวานด้วยเสียงเพลงอันร้อนเร่า ข้ามองเห็นแม่ในชุดสีขาว มีมงกุฎครอบอยู่เหนือศีรษะ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวคือฝูงสัตว์ป่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นคือมายาอันมีความงามอันมหัศจรรย์ ซึ่งพระเจ้าจะต้องทำลายมันลงข้ามองเห็นแม่กับบีกางมือออก และแล้วเลือดอันแดงฉานของบุคคลทั้งสองก็หลั่งไหลออกมาจากมือนั้น กลายเป็นลำธาร...เป็นแม่น้ำสีเลือดซึ่งท้นถั่งมายังข้าและพัดพาร่างข้าให้หลุดลอยไป...ข้าส่งเสียงร้องด้วยความตระหนก และบีก็เข้ามายืนอยู่ตรงหน้า“จุ๊ย์...โคลิน...เงียบ...เจ้าเพียงแต่ฝันร้ายไปเท่านั้นละ”“บี...ท่านสาธุคุณบูแรนเดลบอกว่าเราเป็นคนชั่วร้าย”“พระเจ้าไม่ประณามจิตวิญญาณอันเป็นข้ารับใช้ของพระองค์หรอก”“โอ...พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นจริง ๆ และพระองค์ก็ได้สาปแช่งเรา ให้ต้องเป็นเช่นนี้ไปชั่วอนันตกาลแล้วด้วย”“เปล่าเลย โคลิน เราเท่านั้นที่จะประณามตัวของเราเองได้”“บี...ข้ารักเจ้ามากนะ เจ้าอย่าทิ้งข้าไปนะ”“ข้าจะไม่มีวันไปจากเจ้าเลย โคลิน”และในยามนั้น ที่ข้าจะมีความรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าเรียนมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ชวนหัวทั้งสิ้น ไม่ได้มีความจริงแท้แน่นอนแต่ประการใดเลย ไม่ว่าจะเป็นท่านสาธุคุณบูแรนเดล ไม่ว่าจะเป็นอกาเต้ ก็เป็นเพียงหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้ตัวหนึ่ง ถูกจับมาแต่งตัวและฉาบทาไว้ด้วยสีสันทั้งสิ้น ข้ามองเห็นประกายในท้องทะเลสาบเพียงสลัว ๆ และแผ่นฟ้าก็โน้มลงมาใกล้...ข้าคือจุดศูนย์รวม...ข้าคิดอยู่ในใจ...ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดฟื้นคืนชีพมาใหม่ได้ ก็จะต้องด้วยน้ำมือแห่งข้าทั้งสิ้น
บ่ายวันหนึ่งในฤดูร้อน ก่อนหน้าที่จะมีพิธีบูชาอาศักดิ์สิทธิ์แด่เซ้นท์ จอห์น พ่อกับข้าได้พากันไปยังโรงตีเหล็ก ชาเวนาซออกมาต้อนรับเรา ส่งยิ้มกว้างมาให้ มีสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งถืออยู่ในมือ“โคลิน ข้าทำขาเทียมที่เหมือนดีไว้ให้เจ้าด้วยนะ” เขาบอกสิ่งประดิษฐ์ที่เขาถืออยู่ก็คือเท้าที่ทำขึ้นจากไม้ มีขนาดเท่ากับเท้าของข้าพอดี มีข้อต่อเชื่อมอยู่ตรงกลางเพื่อให้มันงอได้ ตรงส่วนที่ขึ้นมาครึ่งน่องนั้นเป็นรูกลวง ประกอบไว้ด้วยแผ่นหนังที่เหมือนกับถุงมือที่ข้าสวมอยู่ ชาเวนาซสั่งให้ข้านั่งลงและถอดถุงเท้ากับรองเท้าออก และแล้วก็สวมสิ่งที่เขาประดิษฐ์ขึ้นนี้เข้าที่ขาของข้า มันเข้ารูปได้พอดี ส่วนของฝ่าเท้าที่โก่งนั้นจะอยู่ตรงส่วนที่เป็นหนัง ต่อไปนี้ข้าสามารถจะเดินได้อย่างสบายแล้ว ไม่ต้องกะโผลกกะเผลกอีก ขาทั้งสองข้างของข้าจะเหมือนกันกับของคนดี ๆ ทั้งหลายแล้ว“เอาละ...ตอนนี้เจ้าก็สามารถจะเดินตรง ๆ ได้แล้ว ไม่มีใครจะรู้ได้เลยว่าเท้าของเจ้าพิการ ข้าน่ะเคยรู้จักเจ้าชายชาวเยอรมันองค์หนึ่ง ซึ่งเขาก็มีฝ่าเท้าเหมือนเจ้านี่แหละ และข้าก็ได้ทำเท้าใหม่ให้กับเขา เวลานี้เขาเต้นรำทั้งคืนยังได้เลยW“เจ้าเป็นเพื่อนที่ดีของเราจริง ๆ วูลแคน” พ่อพูดด้วยความรู้สึกเต็มตื้น พ่อไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเท้าพิการของข้าเลย แต่ข้าก็รู้ว่าพ่อได้ตั้งความหวังไว้ว่า สักวันหนึ่งเท้าของข้าจะต้องดีขึ้น“เออ...มันก็เป็นฝีมือของวาเลนตินพี่ชายของเจ้าด้วยเหมือนกัน อย่าลืมขอบใจเขาเสียล่ะ” ชาเวนาซบอก และข้าก็หันไปทางพี่ชาย พูดกับเขาด้วยความรู้สึกเก้อเขินว่า“ข้าขอบใจเจ้าด้วยนะ วาเลนติน”วาเลนตินเพียงแต่ส่งยิ้มให้ข้าและสะบัดหน้าหนีเสีย ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ เพราะเขาเองก็ออกจะเก้อเขินอยู่ไม่น้อย รู้ดีว่าตัวเองไม่เคยเป็นที่รักของใคร แต่...นับแต่วาระนี้เป็นต้นไป เขาได้กลายเป็นพี่ชายจริง ๆ ของข้าไปแล้ว และข้ากำลังคิดว่า ในวันอาทิตย์ที่จะมาถึงนี้ เมื่อเขากลับไปถึงบ้าน ข้าจะเข้าไปนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา และในบางทีเราอาจจะได้อ่านหนังสือด้วยกัน หรือไม่ก็คุยกันบ้างแต่บีก็จะต้องโกรธเคืองข้าอีกเป็นแน่...เมื่อวันอาทิตย์มาถึง ก่อนหน้าที่เราจะออกไปโบสถ์ ข้าได้สวมขาอันใหม่และทุกคนก็สังเกตเห็นในสิ่งนี้ แม่นั่งถือหนังสือสวดมนต์อยู่ในมือ วาเลนตินกับข้าร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เขาจดจำบทเพลงเหล่านั้นได้อย่างขึ้นใจ และในวันนั้นเขาก็สวมเสื้อคลุมตัวใหม่ด้วย พ่อโอบแขนลงรอบไหล่ของเขาและรอบไหล่ข้าด้วย หลังจากนั้นข้าก็อ่านนิยายที่โปรดปรานที่สุด อันเป็นเรื่องราวของนักเดินเรือทะเลที่เดินทางไปยังโลกใหม่ เรื่องของโรบินสัน ครูโซ และนักเดินทางชาวโปรตุเกส วาเลนตินเริ่มอ้าปากหาวและบอกว่าจะออกไปเดินเล่นสักครู่“อย่าลืมสิว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์” เสียงพ่อร้องเตือนตามหลัง สายตาจับอยู่ที่ร่างของลูกชายคนโตที่เดินจากไปเวลานี้วาเลนตินเป็นหนุ่มใหญ่แล้ว เขาอายุสิบหกปี และสูงเท่าพ่อทีเดียว