มือปราบเถี่ยเป็นฝ่ายจู่โจม เขาพุ่งมุ่งตรงไปซัดหมัดเข้าไปแฝงไปด้วยลมปราณเต็มเปี่ยม แต่อีกฝ่ายก็ตั้งรับอย่างไม่สะทกสะท้าน
มือปราบเถี่ยโจมตีต่อเนื่องอย่างหนักหน่วงจนผู้คนต่างโหร้องด้วยความชื่นชม ผู้คนรอบข้างต่างมั่นใจว่ามือปราบเถี่ยนั้นต้องเอาชนะได้เป็นแน่ แต่หลายคนก็ดูออกว่าเพียงเท่านี้นั้นยังไม่เพียงพอ
ครั้งนี้ถึงเวลาคู่ต่อสู้สวนกลับบ้าง มือปราบตั้งรับเพลงหมัดที่ปล่อยออกมา แขนซ้ายที่ตั้งรับเมื่อถูกหมัดขวากระทบก็ส่งผลทำให้ทั้งร่างนั้นสั่นสะท้าน
มือปราบเถี่ยรู้ดีว่าตอนนี้คู่ต่อสู้นั้นฝีมือนั้นคงจะสูงกว่าตน อย่างไรก็ดีประสบการณ์การต่อสู้ในฐานะมือปราบก็มีมากพอให้ลองค้นหาหนทางสู่ชัยชนะ
มือปราบเถี่ยกัดฟันแน่น เท้าถอยครึ่งก้าวคลายแรงกระแทก ก่อนหมุนตัวเบี่ยงหลบหมัดถัดมาอย่างเฉียดฉิว เขามิได้ดันทุรังปะทะตรง ๆ อีก หากเปลี่ยนจังหวะเป็นสั้นยาวสลับกัน หลอกล่อให้คู่ต่อสู้ขยับตาม
ในฐานะมือปราบ เขาเคยเผชิญทั้งโจรผู้ร้าย คนเมาสุรา คนเสียสติ ย่อมรู้ดีว่าการต่อสู้มิใช่เพียงพละกำลัง แต่คือการอ่านคน
เขาสังเกตเห็นว่าชายร่างยักษ์แม้พลังล้นเหลือ แต่ทุกครั้งก่อนออกหมัดหนัก ไหล่ขวาจะยกสูงขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจจะยาวและหนักขึ้นครู่หนึ่ง นั่นคือจังหวะเตือนล่วงหน้า
ครั้งถัดมา เมื่อไหล่ขวาของอีกฝ่ายกระตุก มือปราบเถี่ยมิรอช้า เขาก้าวเฉียงเข้าด้านใน ใช้ฝ่ามือปัดแขนคู่ต่อสู้ให้เฉไปเพียงเสี้ยวคืบ หมัดหนักที่ควรซัดเต็มแรงจึงเฉียดผ่านแก้มไปเพียงลมวูบเดียว เขาซัดศอกสั้นสวนเข้าชายโครงทันที
เสียงกระแทกดังอื้ออึง ชายร่างยักษ์ถอยไปครึ่งก้าว เสียงโห่ร้องรอบสนามดังลั่น
มือปราบเถี่ยมิปล่อยโอกาส เขาไม่ไล่บดขยี้ หากวนเท้าเป็นวงเล็ก คอยโจมตีจุดอ่อน ชายโครง ใต้รักแร้ โคนคอ ล้วนเป็นตำแหน่งที่เขาเคยใช้จับกุมผู้ร้ายให้สิ้นฤทธิ์โดยไม่ต้องสังหาร
สองหมัด หนึ่งศอก หนึ่งเตะต่ำ ล้วนแม่นยำและรวดเร็ว
ชายต่างถิ่นเริ่มขมวดคิ้ว ความมั่นใจที่เคยล้นทะลักแปรเป็นความระแวง เขาคำรามเสียงต่ำ ก่อนปล่อยหมัดชุดรุนแรงดั่งพายุ
ครานี้พื้นดินใต้เท้าราวสั่นไหว มือปราบเถี่ยตั้งท่ารับ ทว่าแรงปราณที่แฝงมากับหมัดนั้นหนักหนากว่าที่คาด แขนทั้งสองชาจนแทบไร้ความรู้สึก ร่างถูกผลักถอยติดขอบสนาม เลือดรสคาวแล่นขึ้นลำคอ
เขารู้แล้วว่าระดับปราณต่างกันเกินไป หากยื้อยุดต่อไปด้วยกำลัง มีแต่พ่ายแพ้เร็วขึ้น
ดวงตาคมหรี่ลง เขาฉวยจังหวะอีกฝ่ายก้าวตามด้วยความฮึกเหิม แสร้งโอนเอนไปด้านหนึ่ง คล้ายเสียหลัก ชายร่างยักษ์เห็นดังนั้นก็พุ่งเข้าซัดหมัดเต็มแรงหมายปิดฉาก
แต่ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย มือปราบเถี่ยพลิกตัวต่ำ ลอดใต้แขนอีกฝ่าย ใช้หัวไหล่กระแทกข้อพับเข่าด้านหลังพร้อมดึงข้อศอกกลับอย่างแม่นยำ เป็นท่าจับกุมที่ใช้ล้มผู้ต้องหาให้เสียหลัก
ร่างสูงใหญ่โคลงเคลง ก่อนทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น เสียงอื้ออึงดังสนั่น ผู้คนลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
ทว่าเพียงชั่วลมหายใจเดียว ชายผู้นั้นก็คำราม ปราณทั่วร่างพลันปะทุ เขากระชากแขนหลุดจากการกดรั้ง ฝ่ามือหนาคว้าจับบ่ามือปราบเถี่ยไว้แน่น
แรงบีบราวคีมเหล็ก มือปราบเถี่ยพยายามหมุนไหล่หลบ แต่ช้าไปครึ่งจังหวะ หมัดหนักอัดเข้าหน้าอกเต็มแรง ร่างของเขาถูกซัดกระเด็นออกไปหลายก้าวก่อนล้มลงคุกเข่า
ทั่วสนามเงียบกริบ เขายังไม่ยอมล้มทั้งยืน ใช้หมัดค้ำพื้น พยายามฝืนลุกขึ้นอีกครั้ง เลือดซึมจากมุมปาก ทว่าดวงตายังคมกล้า
ชายร่างยักษ์มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชกหมัดสุดท้ายซัดเข้ากลางลำตัว ส่งร่างมือปราบเถี่ยล้มลงกับพื้นโดยสิ้นเชิง
กรรมการประกาศผลการประลอง มือปราบเถี่ยพ่ายแพ้
แต่ทั่วสนามกลับไร้เสียงเยาะเย้ย มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวและสายตาชื่นชม เขาสามารถทำให้นักรบต่างถิ่นผู้แข็งแกร่งต้องคุกเข่าลงได้ชั่วครู่ และบังคับให้อีกฝ่ายต้องใช้พลังเต็มกำลังจึงจะเอาชนะ
ชายร่างยักษ์ประสานมือคารวะเล็กน้อย เป็นการยอมรับในฝีมือ
มือปราบเถี่ยถูกประคองลงจากสนาม แม้พ่ายแพ้ แต่ชื่อเสียงมิได้มัวหมอง กลับยิ่งทำให้ผู้คนเห็นชัดว่า มือปราบเมืองอู่หลินมิได้มีดีเพียงคำสั่ง หากมีทั้งไหวพริบ ประสบการณ์ และหัวใจที่ไม่ยอมถอยแม้รู้ว่าตนด้อยกว่า
มู่ไห่เฉินมองภาพนั้นเงียบ ๆ สีหน้าเคร่งขรึมกว่าเดิมเล็กน้อย
การประลองคืนนี้ ดูท่าว่าจะไม่ใช่เพียงความบันเทิงเสียแล้ว นี่มันศึกที่เป็นหน้าเป็นตาของแต่ละฝ่าย
นักรบต่างถิ่นผู้นี้คำรามก้อง เป็นการขู่ขวัญอีกทั้งเป็นการเชื้อเชิญให้หาคนเข้ามาประลองเพิ่มอีก
แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าเดินออกไป นักรบผู้นั้นพูดจาใหญ่โต แม้ฟังไม่ออกแต่ทุกคนก็ล้วนเดาออกว่านี่มันคือการดูถูกผู้คนเป็นแน่
ทหารผู้หนึ่งทนไม่ไหว ก็ก้าวเท้าเข้าไปรับคำท้าประลอง แต่ผลที่ออกมาก็พ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็ว
นี่ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าในที่นี้คงไม่มีใครสามารถต่อกรเขาผู้นี้ได้
“มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ยอมเดินเข้าไป”
เสียงจากมือปราบหลินดังขึ้นเบา ๆ ข้างมู่ไห่เฉิน พูดเสร็จเขามองหน้ามือปราบเถี่ยที่นั่งกุมอกอยู่ข้าง ๆ
คำพูดนั่นคล้ายจะไปล้อเลียนมือปราบเถี่ยเสียมากกว่าที่จะจริงจัง
แต่แล้วหนุ่มหน้าใสสวมชุดมือปราบเมืองอู่หลินก็ก้าวเดินเข้าไปในสนาม ผู้คนโดยรอบต่างงงงวย นั้นรวมถึงมือปราบเถี่ยและมือปราบหลินด้วย
“นี่ ๆ ๆ เจ้าไม่ห้ามมือปราบหน้าใหม่คนนั้นหน่อยหรือ เดี๋ยวตายเอาได้นะ”
มือปราบหลินรีบสะกิดมือปราบเถี่ยด้วยความร้อนรน
มือปราบเถี่ยตอนแรกก็ตกใจ แต่พอคิด ๆ ดูแล้วมู่ไห่เฉินคงไม่โง่เพียงนั้น เขาคงมีแผนในใจเป็นแน่ อีกทั้งฝีมือของเขามือปราบเถี่ยก็เห็นมาแล้ว ถึงแม้ในใจก็ยังคงมั่นใจว่าไม่พอเอาชัยได้ก็ตาม
“ข้าน้อยมู่ไห่เฉินมือปราบเมืองอู่หลิน มาขอคำชี้แนะ”
มู่ไห่เฉินแนะนำตัวก่อนตั้งท่าพร้อมต่อสู้ ในใจยามนี้สั่นระรัว แม้จะรู้ดีว่าการเอาชัยในครั้งนี้ไม่ง่ายนัก แต่เท่าที่เห็นมาเขาก็มองท่วงท่าคนผู้นี้ออก อาจจะด้วยประสบการณ์การต่อสู้ที่เขาได้มานั้นมากพอให้สังเกตสิ่งเหล่านี้
รอบสนามตอนนี้เงียบสงบกว่าที่เคย มีเสียงซุบซิบเบา ๆ ว่ามือปราบเมืองอู่หลินใจเด็ดมากเลยทีเดียว
ทั่วทั้งสนามแม้ในใจจะชื่นชมในความกล้าหาญของมู่ไห่เฉิน แต่ดูจากรูปการณ์แล้วก็ไม่มีใครสักคนเลยที่จะเชื่อว่ามู่ไห่เฉินจะสามารถเอาชัยได้
มู่ไห่เฉินรู้ดีระดับปราณตอนนี้ต่างกันสองระดับ อีกทั้งฝีมืออีกฝ่ายก็ไม่ได้ธรรมดา คงจะผ่านการฝึกฝนมายาวนาน สู้ไปก็หาหนทางชนะได้ยาก
เวลานับถอยหลังที่ปรากฏตรงหน้าเหลืออีกห้านาที มู่ไห่เฉินขอแค่ยื้อไว้อีกแค่ห้านาทีการดาวน์โหลดระดับลมปราณก็จะเสร็จสมบูรณ์
ความหวังเดียวของมู่ไห่เฉินกำลังใกล้เข้ามา ถึงจะพูดเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะยื้อไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่
คู่ต่อสู้เมื่อเห็นว่ามู่ไห่เฉินไม่ขยับจึงเป็นฝ่ายรุกแทน เพลงหมัดที่เข้ามาแม้รุนแรง แต่ก็ตรงไปตรงมา มู่ไห่เฉินพริ้วกายหลบไปด้านข้างก่อนปล่อยหมัดที่ไม่ได้ทรงพลังนักออกไป อีกฝ่ายเพียงยกแขนปัดป้อง
ศัตรูเมื่อเห็นว่าแรงต่อยของมู่ไห่เฉินนั้นเบาหวิวก็ยิ่งได้ใจ เขาเข้าใจว่าเด็กหนุ่มผู้เพียงมีความหาญกล้าเท่านั้น ดูจากรูปร่างหน้าตาคงยังเป็นมือปราบหน้าใหม่ไร้ประสบการณ์
คู่ต่อสู้เริ่มผ่อนกำลังและเริ่มโจมตีอย่างไร้กังวล ทางมู่ไห่เฉินก็เน้นหลบมากกว่าที่จะรับเพลงหมัดพวกนี้ไว้
ชาวนอกด่านข้างสนามที่เห็นก็หัวเราะลั่นออกมา ตอนนี้เหมือนหมาป่ากำลังไล่จับกระต่ายที่พริ้วกายไปมา
ผ่านไปสักนาทีได้ ชายร่างใหญ่เริ่มหงุดหงิดและหยุดโจมตี เขากล่าวว่ามู่ไห่เฉินเลิกหลบหนีและสู้กันเสียที ผู้คนนอกด่านที่ได้ยินก็ต่างส่งเสียงสนับสนุน
แรงกดดันข้างสนามเริ่มโหมเข้ามา เห็นทีว่าจะมัวแต่พริ้วกายหลบอย่างเดียวคงจะไม่เหมาะ
มู่ไห่เฉินจ้องเวลานับถอยหลัง ตอนนี้ยังคงเหลือสี่นาทีกว่า จะเทกำลังทั้งหมดไปสู้ตอนนี้เห็นทีจะยังไม่เหมาะ
เอาเถอะตอนนี้คู่ต่อสู้ยังประเมินตัวเองนั้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็น บางทีอาจจะยังคงเล่นละครได้อีกเสียหน่อย