มารสยบฟ้า

    บทที่ 56 : คำท้าทาย

    ภายในตลาดค้าหิน หลังจากที่ทุกคนได้ฟังสิ่งที่เจ้าของร้านเล่า ทุกคนในกลุ่มต่างก็รู้สึกสนใจก้อนหินพวกนี้มาก ปิงหยุนจึงได้สอบถามราคาของพวกมัน “หินพวกนี้ราคาเท่าไหร่?”

     

    “ฝั่งซ้ายราคาก้อนละห้าสิบเหรียญทองแดง แถวกลางก้อนละสองเหรียญเงิน ส่วนทางขวาก้อนละห้าสิบเหรียญเงิน!”

     

    ด้วยราคาที่แตกต่างกัน เสี่ยวฟ่านจึงรู้สึกสงสัย “ทำไมราคาของหินพวกนี้ถึงแตกต่างกันนัก?”

     

    เจ้าของร้านได้กล่าวอธิบายเหตุผลของราคาหินที่แตกต่างกัน “หินพวกนี้ไม่ได้มาจากพื้นที่เดียวกัน สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันออกไป”

     

    “ตัวอย่างเช่น หินสีเทาอ่อนที่อยู่ทางฝั่งซ้าย มาจากพื้นที่แถบ ๆ ชายป่า สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนั้น มักจะเป็นสัตว์อสูรในขอบกำเนิดลมปราณ โอกาสที่จะเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่าขอบเขตกำเนิดลมปราณจึงมีไม่มากเท่าไหร่นัก”

     

    เจ้าของร้านมองไปที่หินแถวกลาง “หินสีเทาเข้มที่อยู่ตรงแถวกลาง มาจากพื้นที่ส่วนลึกของป่า สัตว์อสูรก็จะแข็งแกร่งขึ้นมาอีก โอกาสที่จะเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรที่อยู่สูงกว่าขอบเขตกำเนิดลมปราณก็จะมีมากขึ้น”

     

    “ส่วนหินสีขาวที่อยู่ทางฝั่งขวา มาจากพื้นที่แถบภูเขา สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ก็จะแข็งแกร่งกว่าแถบอื่น ๆ  มีโอกาสที่จะเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิต หรือหากดวงดี ก็อาจจะเปิดเจอดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตผสานวิญญาณเลยทีเดียว”

     

    “นอกจากพื้นที่ทั้งสามที่ข้าได้พูดไป ยังมีหินที่ถูกนำมาจากพื้นที่หายากอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ราคาของมันอาจสูงถึงก้อนละห้าหรือไม่ก็สิบเหรียญทองเลยทีเดียว”

     

    หลังจากได้ฟังคำอธิบาย ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเลือกหินที่ตนเองอยากได้ ซึ่งทุกคนต่างก็ได้เลือกหินกันออกมาคนละหนึ่งก้อนเพื่อความสนุกสนาม มีแค่เสี่ยวฟ่านที่หยิบหินออกมาถึงสามก้อน และหนึ่งก้อนทั้งสามก้อน คือก้อนหินที่มีมูลค่าถึงห้าสิบเหรียญเงิน

     

    เมื่อเลือกก้อนหินเสร็จแล้ว พวกเขาได้ทำการยื่นเงินให้กับเจ้าของร้าน แต่ทันใดนั้นเอง..เด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ภายในร้านก็รีบเดินเข้ามาทุกคน นางชี้นิ้วไปที่ก้อนหินซึ่งอยู่ในฝ่ามือของเสี่ยวฟ่านพร้อมกับเอ่ยว่า “เจ้ากำลังจะทำอะไร หินก้อนนั้นข้าได้หมายตาเอาไว้แล้ว วางมันลงซะ!”

     

    “หมายตาเอาไว้แล้ว..ฮะๆๆๆ” เสี่ยวฟ่านหัวเราะออกมาอย่างขบขัน “หากเจ้ายังไม่ได้จ่ายเงินให้กับเจ้าของร้าน หินก้อนนี้ก็ยังไม่ใช่ของของเจ้า”

     

    เมื่อถูกยอกย้อน เด็กสาวได้หยิบแส้ออกมา “ของที่ข้าหมายตาเอาไว้ ยังไงก็ต้องเป็นของของข้า รีบวางมันลงซะ ก่อนที่ข้าจะเล่นงานเจ้า”

     

    เสี่ยวฟ่านไม่ได้ใส่ใจกับคำขู่ของเด็กสาว “ข้าจ่ายเงินให้เจ้าของร้านไปแล้ว หากเจ้าพูดดี ๆ ข้าคงจะยอมขายต่อให้กับเจ้า แต่เจ้ากลับเอาแส้ออกมาข่มขู่ข้า ไหนเลยข้าจะต้องยอมเจ้า?”

     

    เห็นอีกฝ่ายไม่ยอมวางก้อนหินลง เด็กสาวปลดปล่อยพลังลมปราณและรวบรวมมันเข้าไปยังตัวแส้ที่เธอได้ถืออยู่ ก่อนจะเหวี่ยงมันไปทางเสี่ยวฟ่าน

     

    เสี่ยวฟ่านโยกตัวหลบแส้ของหญิงสาวไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังด้านหลัง ใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างจิ้มไปที่บริเวณหลังเข่า ทำให้เด็กสาวนั้นทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น

     

    ตุบ!

     

    ท่ามกลางผู้คนที่กำลังมุงดูอยู่เป็นจำนวนมาก เด็กสาวที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นพลัน รู้สึกโกรธและก็อับอายไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งในขณะนั้นเอง เด็กกลุ่มหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกับนางก็เดินตรงเข้ามา

     

    “อี้เหมย..นี่มันเกิดอะไรขึ้น ใครมันกล้าทำกับเจ้าเยี่ยงนี้?”

    ทุกคนที่กำลังมุงดูอยู่ ต่างก็รู้จักเด็กกลุ่มนี้ เพราะพวกเขานั้นสวมชุดของตัวแทนสถาบันเขี้ยวศิลา ที่จะเข้าประลองในวันพรุ่งนี้

     

    เด็กสาวรีบวิ่งเข้าไปหาคนรู้จักของตน ก่อนจะชีนิ้วไปที่เสี่ยวฟ่าน “กว่านป๋อ...เจ้านั่นมันเอาก้อนหินของข้าไป แล้วยังทำให้ข้าตกอยู่ในสภาพที่น่าอับอายเยี่ยงนี้อีก เจ้าต้องจัดการพวกมันให้ข้า”

     

    กว่านป๋อมองดูอี้เหมย ความคิดบางอย่างพลันแล่นเข้ามาในหัว อี้เหมยนั้นเป็นหลานสาวของท่านอาจารย์ใหญ่ หากข้าช่วยนางชิงหินก้อนนั่น และสั่งสอนพวกมันได้ ข้าจะต้องได้รับการดูแลจากท่านอาจารย์ใหญ่เป็นอย่างดี อนาคตในสถาบันเขี้ยวศิลาของข้าจะต้องรุ่งโรจน์เป็นแน่แท้

     

    กว่านป๋อรีบเอ่ยปลอบ “อี้เหม่ย! เดี๋ยวข้าจะทำให้พวกมันมาคุกเข่าขอโทษเจ้าให้ได้ เจ้าสบายใจได้!”

     

    หลังจากได้พูดปลอบอี้เหมย กว่านป๋อรีบหันกลับมาทางเสี่ยวฟ่าน “พวกเจ้าถือดียังไง? มาแย่งก้อนหินกับอิสตรีที่ไร้หนทางสู้เช่นนี้...? ช่างน่าไม่อาย!”

     

    “อิสตรีที่ไร้หนทางสู้? ฮ่ะๆๆๆๆ เป็นข้าที่โดนแม่นางผู้นั้นโจมตีก่อน สิ่งที่ข้าทำก็แค่การป้องกันตัว และอีกย่าง...ข้าเองก็ได้จ่ายเงินซื้อหินก้อนนี้กับเจ้าของร้านไปแล้ว เป็นแม่นางผู้นั้น ที่มาบังคับ ใช้กำลังขู่เข็น เพื่อเอามันไปจากข้า” เสี่ยวฟ่านทำทีเป็นครุ่นคิด “แล้วทำไมข้าถึงกลายเป็นคนน่าไม่อายไปได้? ไม่ใช่แม่นางผู้นั้นหรือ? ที่เป็นคนน่าไม่อาย..?”

     

     

    กว่านป๋อนั้นไม่รู้ที่มาที่ไปของเรื่องราวทุกอย่าง จึงตกเป็นรองในการปะทะด้วยวาจา แต่เขายังไม่ยอมลดละความพยายาม “ถึงแม้เจ้าจะจ่ายเงินไปแล้ว แต่ถ้าสิ่งนั้นมีผู้หมายปองเอาไว้ก่อน และยิ่งเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ด้วยแล้ว เจ้าก็ควรที่จะขายมันให้กับนาง ไม่ใช่ทำให้นางต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาเยี่ยงนี้”

     

    เมื่อได้ยินสิ่งที่กว่านป๋อพูดออกมา เสี่ยวฟ่านถึงกับหัวเราะออกมาอย่างขบขัน หันไปทางฝูงชนที่กำลังมุงดูอยู่รอบ ๆ

     

    “สมมุติว่า ถ้าพวกท่านคนใดคนหนึ่งไปขุดเจอสมบัติที่ซ่อนอยู่ในป่ารกร้าง แล้วแม่นางผู้นั้นเดินผ่านมา พร้อมกับอ้างว่าสมบัติที่ขุดเจอนั้น เป็นสมบัติที่นางได้ฝังเอาไว้ มีใครในที่นี้ยินดีที่จะมอบสมบัติพวกนั้นให้กับแม่นางผู้นี้หรือไม่ พวกท่านลองบอกข้ามาหน่อยสิ?”

     

    กว่านป๋อเห็นทุกคนเริ่มคล้อยตามคำพูดของอีกฝ่าย เขาจึงต้องใช้วิธีการสุดท้าย “เห็นเจ้าปากกล้าเช่นนี้ กล้ารับคำท้าเดิมพันกับข้าหรือเปล่า? หากเจ้าชนะ ข้าจะยอมรับผิด และทำการคุกเข่าขอโทษพวกเจ้าต่อหน้าทุกคน แต่ถ้าข้าชนะ..เจ้าจะต้องยกหินก้อนนั้นให้กับนาง รวมถึงคุกเข่าขอโทษนางต่อหน้าทุกคนด้วย”

     

    เสี่ยวฟ่านไม่ได้สนใจคำพูดของอีกฝ่าย “ทำไมข้าถึงต้องเดิมพันกับเจ้าด้วยละ? เรื่องทุกอย่าง ข้าเองก็เป็นฝ่ายถูก!”

     

    กว่านป๋อยังคงพูดต่อ “ดีแต่ปากเช่นนี้..เจ้าคงเป็นคนที่เวลาเกิดเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็คงเลือกที่จะทิ้งเพื่อนฝูง ทิ้งครอบครัว ทิ้งทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดสินะ! ข้าละสงสัยจริง ๆ ว่าเจ้าถูกบิดาและมารดาสั่งสอนมาเช่นไร ถึงได้กลายเป็นคนขลาดเขลาเช่นนี้…ช่างน่าหัวร่อเสียจริง ฮ่ะๆๆๆๆ”

     

    หากเป็นเพียงคำพูดเหยียดหยามตนเองเพียงอย่างเดียวเสี่ยวฟ่านนั้นยังพอทนไหว แต่การที่อีกฝ่ายพูดล่วงเกินถึงบุพการีเช่นนี้ เขาเองก็ไม่อาจที่จะนิ่งเฉยอยู่ได้ “แม้ข้าจะใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานเฮฮา มีความขี้ขลาดตาขาว แต่ถ้าเพื่อนฝูงหรือครอบครัวของข้าตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย แม้แต่ชีวิตของข้าก็สละให้กับทุกคนได้ และอีกอย่าง..เจ้าก็ไม่ควรกล่าวล่วงเกินถึงบิดาและมารดาของข้าเยี่ยงนี้! เดิมพันที่เจ้าว่ามา มีหรือ...!”

     

    เห็นเสี่ยวฟ่านเริ่มควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ไม่อยู่ ปิงหยุนรีบเข้าไปห้ามเอาไว้ “เสี่ยวฟ่าน! เจ้าอย่าพึ่งวู่วาม พวกเรารู้ว่าเจ้าเป็นคนยังไง ไม่จำเป็นที่เจ้าจะต้องไปต่อปากต่อคำ หรือรับคำท้าของอีกฝ่าย”

     

    เมื่อเปลวเพลิงแห่งความโกรธถูกจุดขึ้น กว่านป๋อไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป  “ถ้าเจ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง แล้วทำไมถึงไม่กล้ามาเดิมพันกับข้า...?”

     

    เมื่ออารมณ์เดือดพล่านพุ่งถึงขีดสุด แม้แต่ปิงหยุนก็ไม่อาจห้ามปรามเสี่ยวฟ่านเอาไว้ได้ “ข้ารับคำท้า!”

     

    เมื่ออีกฝ่ายรับคำท้าทายของตน กว่านป๋อยกยิ้ม กางแขนทั้งสองข้างของตนออกมา “กฎกติกาก็ง่าย ๆ ในตลาดค้าหินแห่งนี้ มีก้อนหินอยู่มากมายนับหมื่นก้อน มีทั้งก้อนหินที่ภายในว่างเปล่า และก้อนหินที่มีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่ด้านใน พวกเจ้าจงเลือกตัวแทนออกมาสามคนเพื่อประลองกับข้า”

     

    “ตัวแทนสามคนประลองกับเจ้าเพียงคนเดียว?” ปิงหยุนรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่กว่านป๋อพึ่งกล่าวออกมา

     

    “ใช่! พวกเจ้าสามคนประลองกับข้าแค่คนเดียว” กว่านป๋อพยักหน้าเพื่อยืนยัน “ทุกคนจะมีเวลาคนละหนึ่งก้านธูป ในการเลือกก้อนหินออกมาคนละสามก้อน ก้อนหินของฝ่ายไหนมีดวงจิตของสัตว์อสูรที่มีขอบเขตหรือระดับพลังสูงกว่า ฝ่ายนั้นก็คว้าชัยชนะในครั้งนี้ไป มีคำถามหรือไหม?”

     

    “ข้า...อุ๊บ! อ๊าอกอง” เสี่ยวฟ่านกำลังจะตอบตกลงกับกฎเกณฑ์และวิธีการเดิมพันที่อีกฝ่ายว่ามา แต่ปิงหยุนได้สั่งให้ตงห่าวใช้มือปิดปากของเสี่ยวฟ่านเอาไว้ได้ทัน

     

    ที่ปิงหยุนต้องห้ามเสี่ยวฟ่านเอาไว้ สืบเนื่องมาจากที่สถาบันใบไม้เขียวของพวกเขานั้น เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสถาบันเขี้ยวศิลาของอีกฝ่ายมาอย่างยาวนาน เรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันเขี้ยวศิลาและเมืองจันทร์ขาวที่อีกฝ่ายอาศัยอยู่นั้น ได้ถูกเพิ่มเอาไว้ในบทเรียนที่เด็กทุกคนในสถาบันใบไม้เขียวต้องรู้

     

    เมืองจันทร์ขาวที่สถาบันเขี้ยวศิลาตั้งอยู่ เป็นรอยต่อระหว่างพื้นที่ทางธรรมชาติ ทำให้อุดมไปด้วยก้อนหินหลากหลายประเภท การขุดและส่งออกหินจึงเป็นรายได้หลักของเมืองจันทร์ขาว และก้อนหินส่วนมากที่ขายอยู่ในเมืองฟ้าครามแห่งนี้ เกือบครึ่งหนึ่งก็น่าจะมาจากเมืองจันทร์ขาว

     

    ด้วยสภาพแวดล้อมที่เติบโตมาของคนในเมืองจันทร์ขาว ทักษะการดูหินของพวกเขานั้น แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ก็เหนือยิ่งกว่าคนปกติธรรมดาทั่ว ๆ จนเทียบกันไม่ได้เลย และยิ่งเป็นการเดิมพันที่อีกฝ่ายเสนอมาด้วยแล้ว มันแสดงให้เห็นว่า กว่านป๋อผู้นี้มีความชำนาญในด้านนี้มากเป็นพิเศษ

     

    แม้จะเป็นการประลองแบบสามต่อหนึ่ง ที่พวกเขาสามารถเลือกก้อนหินได้มากกว่าอีกฝ่ายถึงสามเท่า แต่ก็ใช่ว่าพวกเขานั้นจะสามารถเลือกก้อนหินที่มีดวงจิตของสัตว์อสูรออกมาได้ แตกต่างกับอีกฝ่ายที่มีความเชี่ยวชาญในการเลือกก้อนหินพวกนี้ ดังนั้นโอกาสที่พวกเขาจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ จึงแทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ลงแล้วนะครับ ช่วงนี้ไรท์หัวหมุน ตึ้บตึ้บ มีงานด่วนเข้ามาเยอะมาก ต้องอ่านหนังสือสอบอีก

    (ใครที่ท้อแท้หรือเหนื่อยกับงาน...มาสู้ไปด้วยกันนะครับ ^-^)

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ