“ศาสตร์แสงพิฆาตนี้มีสองขั้น คือขั้นแสงสีเขียวกับขั้นแสงสีม่วง เวลานี้เจ้าคงอยู่ในจุดเริ่มต้นของแสงสีเขียว” เยาเยาที่อยู่ด้านข้างเห็นโจวหยวนฝึกศาสตร์แสงพิฆาตสำเร็จก็เอ่ยปากพูด
โจวหยวนพยักหน้า เขาจ้องมองแสงสีเขียวเลือนรางที่หดเข้าออกปลายนิ้ว แล้วพูดว่า “พลังสังหารของศาสตร์แสงพิฆาตนี้น่าทึ่งยิ่งนัก แต่ข้อเสียคือยิ่งหมุนวนก็ยิ่งสร้างปัญหา ทั้งยังใช้พลังหยวนมากเกินไป”
หากเขาไม่ใช้เคล็ดมังกรดูดพลังดูดพลังหยวนจากฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง เกรงว่าคงทรมานจับผิดลองถูกอีกนานจนไม่มีมีวิธีบีบอัดพลังแล้วหมุนให้แสงสีเขียวนี้ออกมาได้
ด้วยพลังเปิดลมปราณเส้นที่สี่ของเขาในขณะนี้ ต่อให้พยายามสุดกำลังก็หมุนวนบีบอัดพลังออกมาได้แค่นี้ ดังนั้นหากใช้จัดการกับศัตรูจำเป็นต้องฆ่าให้ตายภายในครั้งเดียว ไม่เช่นนั้นถ้ายื้อไว้นานแสงพิฆาตก็จะหายไป
“ถ้าก้าวสู่สภาวะหล่อเลี้ยงพลังได้ก็คงจะดี” โจวหยวนถอนหายใจ หากก้าวสู่สภาวะหล่อเลี้ยงพลังก็จะเรียนรู้ได้ล้ำลึกขึ้น เพราะจะสามารถเปิดขุมพลังและในร่างกายก็จะกักเก็บพลังหยวนไว้ใช้ในตอนฝึกได้ ย่อมดีกว่าเวลานี้ โดยทุกครั้งที่ใช้พลังหยวนก็จะต้องดึงพลังหยวนไม่บริสุทธิ์จากฟ้าดินนับครั้งไม่ถ้วนมาใช้อย่างน่าสมเพช
ในร่างกายต้องมีการสนับสนุนจากพลังหยวนที่มากเพียงพอ ศาสตร์แสงพิฆาตเหล่านี้จึงจะดึงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้
ถอนหายใจได้ครู่หนึ่งโจวหยวนก็ครุ่นคิดแล้วเดินไปมา ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือเปิดลมปราณให้ได้ทั้งแปดเส้นเพื่อสร้างรากฐานในการฝึกต่อไป
“เอาละ ข้าขอตัวไปจัดการเจ้าสัตว์เดนตายนั่นก่อน กล้าขัดขวางการฝึกของข้า ให้อภัยไม่ได้จริงๆ” โจวหยวนลุกขึ้นบอกกล่าวเยาเยาหนึ่งประโยคก่อนร่างจะพุ่งตรงออกไปยังป่าเขา
เขาแทบทนไม่ไหวที่จะลองใช้อานุภาพของศาสตร์แสงพิฆาตนี้
พอเข้าไปในป่าเขาโจวหยวนก็ตรงไปด้านใน ผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง เขายืนอยู่บนต้นไม้ใหญ่แล้วนั่งลง เขาทราบว่าเจ้าแรดเกราะเพลิงสัมผัสรับรู้ว่องไว ยามที่เขาเข้ามามันคงรับรู้ได้แล้ว ดังนั้นแค่รออยู่ตรงนี้ก็พอ
โจวหยวนหลับตาลง สิบนาทีผ่านไป เขารับรู้ได้ว่าพื้นดินเริ่มสั่นไหว สายตามองไปด้านในป่าเขา แลเห็นต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นลงทีละต้นๆ มาเป็นทาง เงาสีแดงเพลิงพุ่งชนอย่างรุนแรงจนส่งเสียงดังกึกก้อง
สุดท้ายเงาสีแดงเพลิงขนาดหลายวาก็มาหยุดอยู่บนพื้นที่โล่ง ดวงตาแดงก่ำเล็งมาบนต้นไม้ที่โจวหยวนอยู่ ในปากส่งเสียงร้องฮึดฮัด
เป็นแรดเกราะเพลิงนั่นเอง
ร่างกายของมันคล้ายกับปกคลุมด้วยเกราะเพลิงสีแดงฉาน แผดเผาแข็งแกร่งปกปิดอย่างแน่นหนา
“มาแล้วหรือ?” โจวหยวนมองลงไปยังแรดเกราะเพลิงแล้วยิ้ม ไม่คิดหลบหนีเหมือนเมื่อก่อน ร่างก็กระโดดลงบนพื้น
“เข้ามา เจ้าสัตว์เดนตาย” โจวหยวนกวักมือเรียกแรดเกราะเพลิง
คล้ายรับรู้ถึงสายตาดูแคลนของโจวหยวน แววตาแดงก่ำของแรดเกราะเพลิงพลันเดือดดาลทันที จากนั้นเพียงมันกระทืบเท้ารุนแรงคราหนึ่งพื้นดินก็แยกออก ร่างกายใหญ่โตกลายเป็นดั่งเปลวเพลิงพุ่งตรงเข้าใส่โจวหยวนพร้อมพลังโจมตีน่าสะพรึงกลัว
ในเวลาเดียวกันเกราะเพลิงที่หนาแน่นบนร่างก็ส่องแสงสีแดงคล้ายกับกำลังเผาไหม้
อากาศรอบด้านล้วนส่งเสียงระเบิดตามการพุ่งโจมตีของมัน
เผชิญหน้ากับการพุ่งโจมตีหมายถึงฆาตของแรดเกราะเพลิง ต่อให้เป็นผู้เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดก็ยังทำได้แค่หลบหลีกชั่วคราว
ทว่าโจวหยวนกลับยืนนิ่งไม่คิดถอยแม้แต่น้อย เพียงเหลือบมอง ในทางเดินเลือดลมพลังหยวนก็หมุนวนบีบอัดอย่างต่อเนื่องจนเป็นน้ำวน
ผ่านไปชั่วครู่ โจวหยวนก็ยื่นฝ่ามือออกช้าๆ แลเห็นบนฝ่ามือค่อยๆ มีแสงสีเขียวอ่อนปรากฏขึ้นมา
แสงพิฆาตหยืดหดไปมาไม่อยู่นิ่ง ในขณะนั้นเองร่างของโจวหยวนก็ระเบิดออก เพียงพริบตาก็พุ่งเข้าใส่แรดเกราะเพลิง
จังหวะที่พุ่งโจมตีฉับพลันนั้นฝ่ามือของโจวหยวนก็กลับกลายเป็นดาบแหลมคมฟันลงไปบนหัวของแรดเกราะเพลิงอย่างเหี้ยมโหด ฉับ!
ยามที่ฝ่ามืออันดุดันนั้นฟันลงไปราวกับมีเสียงคลุมเครือดังขึ้น อึดใจต่อมาเลือดสดๆ ก็พุ่งออกมา แลเห็นร่างขนาดใหญ่ของแรดเกราะเพลิงที่ดุร้ายในยามนี้แยกออกเป็นสองส่วน!
แรดเกราะเพลิงแยกออกเป็นสองส่วน แรงเฉื่อยมหาศาลในร่างยังคงพุ่งโจมตีไปอีกไกล สุดท้ายก็ระเบิดอย่างรุนแรง เลือดสดๆ ไหลอาบลงพื้น
โจวหยวนยืนนิ่งไม่ไหวติง เก็บฝ่ามือที่ฟาดลงไป ละอองเลือดพัดมาเปรอะเปื้อนใบหน้า เป็นภาพที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
แสงสีเขียวอ่อนในฝ่ามือค่อยๆ เลือนหาย ร่างโจวหยวนโอนเอนไปมา ก้นจุ่มลงบนพื้น การแทงก่อนหน้านี้ใช้พลังของเขาไปจนหมดเกลี้ยง
เขาหันหน้าไปมองแรดเกราะเพลิงที่ตัวขาดออกจากกันเป็นสองท่อนแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
ศาสตร์แสงพิฆาตนี้พลังสังหารน่ากลัวเกินไป
ต่อจากนี้ ตำแหน่งเจ้าป่าของป่าเขาแห่งนี้ คงเป็นของโจวหยวนแล้ว
...
อยู่ในป่าเขาจนไม่รู้คืนรู้วัน
ในขณะที่โจวหยวนฝึกฝนอย่างหนักหน่วงอยู่ภายในเขา ฉีเยวี่ยกลับมีชีวิตไม่ราบรื่น เพราะในช่วงเวลานี้ไม่ว่าพวกเขาจะค้นหาอย่างไรก็ไม่พบร่องรอยของหลัวเฮ่าเลย ศาสตร์แสงพิฆาตก็ไร้ร่องรอยเช่นกัน
“คุณชายรอง พวกเราขยายการค้นหาไปหลายเมืองแล้ว แต่ยังคงไม่มีร่องรอยของหลัวเฮ่าเลยขอรับ ราวกับว่าคนผู้นี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย” ภายในห้อง ฉีหลิงพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ฉีเยวี่ยแววตาเปล่งประกายเยือกเย็น ผ่านไปชั่วครู่จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ทุ่มกำลังค้นหาแล้วก็ยังไม่พบ ข้าคิดว่าเจ้าหลัวเฮ่าผู้นี้ เกรงว่ากระทั่งศพก็ไม่มี”
ฉีหลิงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ท่านจะบอกว่าเขาตายไปแล้วหรือขอรับ?”
ฉีเยวี่ยกัดฟันแน่น “ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเขาถูกใครฆ่า แต่ข้ากลับมีลางสังหรณ์ ศาสตร์แสงพิฆาตคงตกอยู่ในมือของโจวหยวนแล้ว!”
ฉีหลิงใบหน้าตกตะลึง กล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น คงเป็นปัญหาแล้วขอรับ”
หลังจากเรื่องครานั้นโจวฉิงก็เพิ่มกำลังคุ้มกันโจวหยวน ลู่เถี่ยซานเองก็ขับไล่คนแปลกหน้าออกไปจากบริเวณที่โจวหยวนอยู่ทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดฉากให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกครั้ง
ฉีเยวี่ยปรากฏแววตาชั่วร้าย ครุ่นคิดชั่วครู่แล้วพูดเสียงกร้าว “เจ้าไปตามหลิ่วซีมาหาข้า”
ฉีหลิงมองฉีเยวี่ยแวบหนึ่ง แม้ไม่เข้าใจว่าต้องการอะไร แต่ก็ยังไปทำตามคำสั่ง
...
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทอแสงปกคลุมทั่วเมืองต้าโจว
ที่จวนต้าโจว หลังจากซูโย่วเวยเรียนเสร็จก็ออกจากจวน เดินกลับบ้านไปตามทางทิศใต้ของมือง เพราะว่าช่วงนี้โจวหยวนไม่อยู่ในจวนต้าโจว ดังนั้นทุกวันนางจึงไม่เสียเวลาอยู่ในจวนนาน
หญิงสาวรูปร่างสง่างาม ขาเรียวยาวกระโดดข้ามหลุม หางม้าสะบัดไปมา ดูมีชีวิตชีวาดึงดูดสายตาชื่นชมจากผู้สัญจรไปมาเป็นครั้งคราว
นางเดินไปตามทางอย่างสบายใจ ทว่าเมื่อนางเลี้ยวมาถึงหัวมุมหนึ่งฝ่าเท้าก็พลันหยุดชะงัก ก่อนจะเงยหน้าจ้องมองไปด้านหน้า
แลเห็นที่ตรงนั้นมีหลิ่วซียืนพิงกำแพงอยู่ ด้านข้างยังมีเงาผู้ติดตามหลายร่าง
หลิ่วซีใบหน้าเยือกเย็น แววตาเย็นชาจ้องมองซูโย่วเวย นัยน์ตากระจ่างใสคู่นั้นของซูโย่วเวยทำให้ในดวงตาของนางมีไฟอิจฉาริษยาเล็กน้อย นางแสยะยิ้มกล่าว “ซูโย่วเวย ตามข้ามา”
“เจ้าจะทำอะไร?” ซูโย่วเวยขมวดคิ้ว
“หึ โจวหยวนขโมยของฉีเยวี่ย ข้าจะเอาตัวเจ้าไปแล้วให้เขาส่งของคืนมาแลกกับเจ้า” หลิ่วซีร้องหึเย็นชา
ซูโย่วเวยได้ยิน ใบหน้าก็เยือกเย็นเล็กน้อยแล้วพูดว่า “น่าขำ องค์ชายเห็นค่าสิ่งของของฉีเยวี่ยด้วยหรือ?”
“ยัยเด็กปากดี!” หลิ่วซีเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วตวาดสั่ง “ไปจับนางมา”
สิ้นเสียงคำพูดของนาง คนสองคนจากข้างหลังก็พุ่งเข้ามาทันที รอบตัวมีพลังหยวนเคลื่อนไหว เป็นผู้เปิดลมปราณเส้นที่ห้าทั้งสองคน ซูโย่วเวยจ้องมองทั้งสองร่างที่พุ่งเข้ามาอย่างเยือกเย็นไม่ขยับ รอมือของทั้งสองคนที่เหมือนกรงเล็บเหยี่ยวจับมาที่นาง นางก็ลงมือทันที
แลเห็นนิ้วเรียวยาวชี้ออก ปลายนิ้วมีแสงม้วนรอบพร้อมพลังหยวนน่าเกรงขาม รูปร่างคล้ายวังวนที่จะฉีกขาดอากาศออกจากกัน
เปรี๊ยะๆ!
เพียงสองนิ้วจิ้มลง ทั้งสองร่างก็กระเด็นออกไปอย่างรุนแรง ที่แขนมีเลือดสดๆ พุ่งออกมา
ซูโย่วเวยชักมือกลับ พลังหยวนที่พันรอบตัวทำให้พลังของนางพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
หลิ่วซีดวงตาเบิกกว้างจ้องมองซูโย่วเวย กัดฟันแน่นจนใบหน้าสวยยู่ยี่ “เจ้าเปิดลมปราณเส้นที่หกได้แล้วรึ?”
นางจำได้ว่าซูโย่วเวยเพิ่งเปิดลมปราณเส้นที่ห้าไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทำไมถึงเร็วเช่นนี้ เปิดลมปราณเส้นที่หกได้แล้ว?
“เปิดได้เมื่อสิบวันก่อน” ซูโย่วเวยพูดอย่างเย็นชา
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่โจวหยวนไม่อยู่จวนต้าโจวซูโย่วเวยเองก็ไม่หยุดพักเช่นกัน นางได้รับการฝึกเต็มรูปแบบจากเจ้าเมืองฉู่เทียนหยาง ถึงนางจะไม่ได้เป็นประเภทพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นโจวหยวน ทว่าในสายตาของฉู่เทียนหยางแล้ว พรสวรรค์และความสามารถที่มั่นคงของซูโย่วเวยทำให้ยิ่งวางใจได้มาก เพราะเหตุนี้ในช่วงนี้เขาจึงได้ทุ่มเทการฝึกให้กับนาง
ดังนั้น เมื่อโจวหยวนก้าวหน้า นางก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิม
หลิ่วซีใบหน้าบึ้งตึง ไฟอิจฉาในแววตาแทบจะล้นทะลักออกมา นางฝึกมานานและใช้ทรัพยากรหยวนอย่างมากถึงจะเปิดลมปราณเส้นที่หกได้เมื่อหนึ่งเดือนก่อน แต่ตอนนี้ซูโย่วเวยใช้เวลาน้อยกว่านางเกือบเท่าตัวก็กลับไล่ตามนางทันแล้ว จะไม่ให้นางอิจฉาได้อย่างไร
“เจ้าคิดว่าเปิดลมปราณเส้นที่หกแล้วจะหนีรอดไปได้หรือ?” หลิ่วซียิ้มอย่างเย็นชา
“หลิ่วเยี่ย ไปจับนาง กรีดใบหน้านางมารจิ้งจอกพราวเสน่ห์ของนางให้เละด้วยยิ่งดี!”
สิ้นเสียงหลิ่วซี แลเห็นร่างคนหนึ่ง เดินออกจาด้านหลังอย่างช้าๆ พลังหยวนแข็งแกร่งกระจายออก เป็นพลังลมปราณที่เจ็ด
ซูโย่วเวยเห็นเช่นนี้ใบหน้าก็เคร่งเครียดทันที แต่ในใจของนางกำลังคิดหาวิธี จู่ๆ จิตใจก็เต้นแรง พลันแลเห็นร่างสองร่างพุ่งออกมาจากด้านหลัง ร่อนตัวลงมาสู่พื้นเบื้องหน้าของนาง
สองคนนี้เหมือนผู้ชายธรรมดา แต่บนร่างพวกเขามีพลังหยวนเคลื่อนไหวอยู่ ต่างเป็นผู้เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ด
“พวกเจ้าคือ?” ซูโย่วเวยเห็นสองคนนี้ก็ตกใจ
สองคนนี้พูดเสียงแผ่วว่า “ซูโย่วเวย พวกเราเป็นคนที่องค์ชายส่งมา องค์ชายกังวลว่าฉีเยวี่ยนั่นจะคลุ้มคลั่งตามหาท่าน ดังนั้นจึงแอบปกป้องท่านมาตลอด”
พอซูโย่วเวยได้ยินก็กะพริบตาถี่ แม้ไม่ตอบคำ แต่มุมปากก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ถูกหลิ่วซีทำร้ายจิตใจ เพียงพริบตาก็ดีขึ้น
ชายสองคนเงยหน้ามองไปทางหลิ่วซีที่อยู่ด้านหน้า พูดอย่างไม่แยแส “แม่นางหลิ่วโปรดพิจารณาตัวเอง อย่าได้เป็นเบี้ยของฉีเยวี่ย”
หลิ่วซีถูกสองคนนี้ทำแผนพังก็โกรธจนหน้าเขียว แต่นางทราบดีว่ามีการปกป้องจากพวกเขา นางก็ทำอะไรซูโย่วเวยไม่ได้
“บ้าจริง เจ้าโจวหยวนสมควรตาย!”
หลิ่วซีด่าทอด้วยความโกรธ กระทืบเท้าไม่ตอบโต้ แล้วพาคนกลับไป
“แม่นางซู พวกเราจะส่งท่านกลับบ้านเองขอรับ” องค์รักษ์สองคนหันกลับมาพูดกับซูโย่วเวย
“ลำบากพี่ชายทั้งสองแล้ว” ซูโย่วเวยได้ยินก็ไม่ปฏิเสธ ทันใดนั้นก็พูดว่า “ไม่ทราบว่าองค์ชายเป็นเช่นไรบ้าง? เขาหายไปสองเดือนแล้ว”
“แม่นางซูอย่าได้กังวล องค์ชายทรงฝึกฝนอย่างหนัก การสอบวัดระดับสำนักในอีกครึ่งเดือนจะต้องกลับมาอย่างแน่นอนขอรับ”
ซูโย่วเวยผงกหัวเล็กน้อย ไม่ทราบว่าผลการฝึกครานี้ขององค์ชายจะเป็นเช่นไรบ้าง เพราะเท่าที่นางทราบตอนนี้ฉีเยวี่ยก็เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ดได้แล้ว ดังนั้น การช่วงชิงที่หนึ่งของสำนักเจี่ยในการสอบวัดระดับสำนักปลายปี เกรงว่าเห็นทีจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากไม่น้อย...