จุติมา

    บทที่ 33 อย่าทำแบบนี้กับฉัน

    ​บทที่ 33

    อย่าทำแบบนี้กับฉัน​


    บนท่าเทียบเรือเปลวไฟจากลำเรือหลายลำกำลังลุกไหม้ลามไปยังเรือลำข้างๆลำแล้วลำเล่า บรรยากาศในยามค่ำคืนสว่างไสวไปด้วยเปลวเพลิง บนสะพานเทียบเรือใบดาบที่ขัดจนเป็นมันวาวอยู่เสมอจ่ออยู่บนลำคอชายที่ดูอุ้ยอ้าย เหงื่อจำนวนมากของเขาไหลเป็นทางกับชายเจ้าของดาบสีหน้าดูเคร่งเครียด แม้ลำเรือที่ถูกเผาจะเป็นปราการชั้นดี แต่ตอนนี้ควันไฟคละคลุ้งจนเขาแทบคุมสติไม่ไหวเช่นกัน เบื้องหน้าเป็นชายผู้สวมบ่วงคอจำนวนมากยืนเฝ้าปิดทางหนีทุกทางจนหมดสิ้น หากเขาพลาดแม้เพียงน้อยนิดพวกนั้นต้องรีบเข้ามาจัดการเขาเป็นแน่ หรือปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกว่านี้ เขาต้องสำลักไอความร้อนจนตายอย่างเลี่ยงไม่ได้


    "แกอยู่นิ่งๆ ถ้าขยับชีวิตแกไม่หลือแน่!" ไคเลอร์กัดฟันพูดด้วยความเครียด


    ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนซักอย่าง เรื่องราวเริ่มจากซากเรือเรจิน่าที่พวกเขาใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว เจ้าอ้วนที่อ้างตัวว่าเป็นรองหัวหน้าสมาคมการค้าผู้นี้พาพวกใส่บ่วงคอจำนวนมากขึ้นมาบนเรือ แล้วเข้าไปขนสินค้าบนเรือออกมาจนหมดรวมไปถึงองค์หญิงที่เก็บตัวอยู่ในนั้น เธอไม่คิดขัดขืนแต่อย่างใดถูกลากจูงออกมาแต่โดยดี โชคดีที่เขาและคู่หูของเขาหลบหนีออกมาทันโดยการกระโดดลงน้ำ พวกเขาหลบอยู่ด้านข้างของลำเรือได้ยินแผนการอันชั่วร้ายทั้งหมด รองหัวหน้าสมาคมรู้สึกภูมิใจกับการได้ขึ้นเป็นหัวหน้าสมาคมเป็นอย่างมาก พวกเขาทั้งสองรู้ได้ทันทีมันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน


    น็อกซ์กับไคเลอร์ว่ายน้ำมาขึ้นฝั่งอีกด้านของท่าเรือ พวกผู้สวมบ่วงคอได้ตัวสตรีผมฟ้าที่เศร้าหมอง เธอถูกพันธนาการด้วยเชือกที่ข้อมือแล้วลากลงมาจากลำเรือ เมื่อพวกมันขนสินค้าออกมาจนหมดก็จุดไฟเผาเรือทั้งลำแผนการที่ดูเข้าใจง่ายจึงเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน


    "ฉันจะสะกดรอยตามพวกมันไป!" น็อกซ์มีสีหน้าจริงจัง


    "ฉันจะหาโอกาสโน้มน้าวองค์หญิง ให้ใช้พลังของเธอพาพวกเราหลบหนีไปจากที่บ้าบ้านี่" น็อกซ์มีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าสิ่งที่เขาคิดมันต้องประสบความสำเร็จ


    "เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนแล้วจะให้ฉันทำอะไร" ไคเลอร์เกิดคำถามมากมายในหัวของเขา แต่ทุกอย่างมันดูเร่งด่วนเขามองพวกใส่บ่วงคอกำลังจะหายลับไปจากมุมถนน แล้วหันกลับมามองคู่หูของเขาที่หรี่ตามองตามคนกลุ่มนั้นไม่ลดละ


    "แกก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เราจะขโมยเรือของเจ้าอ้วนนั่นกัน"


    "ลำไหน?" เขาพยายามกวาดตามองไปรอบๆ พบลำเรืออีกลำที่การตกแต่งไม่ต่างจากลำที่พวกเขาเคยอยู่ เพียงแต่มันดูเล็กกว่า


    "ถ้าทำสำเร็จแล้วแกรีบส่งสัญญาณทันที ฉันจะกลับมาพร้อมองค์หญิง" น็อกซ์ออกตัวสะกดรอยกลุ่มชายบ่วงคอที่จับองค์หญิงไป ทิ้งไคเลอร์ไว้กับแผนการที่ยังดูไม่ชัดเจน


    "เดี๋ยวก่อน!" ไม่ทันที่เสียงเรียกจะได้ยินร่างอ้วนท้วมนั้นก็ออกตัววิ่งตามไปไกล


    เป็นโชคดีของไคเลอร์ที่ภายในเรือลำนั้นไม่มีผู้คนอยู่ซักคนเดียวเขานั่งรออยู่นานจนฟ้ามืด ในที่สุดรองหัวหน้าสมาคมก็กลับมาที่เรือ เขาจับรองหัวหน้าสมาคมได้อย่างง่ายดายเพียงใช้ดาบที่มันวาวจ่อไปยังร่างอ้วนท้วม เขาก็เข่าทรุดกับพื้นยอมศิโรราบแต่โดยดี


    เป้าหมายกำลังลุล่วงไปด้วยดี เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเขาตั้งใจเผาเรือลำอื่นบนท่าเพื่อป้องกันการติดตามไม่ว่าจากผู้ใดก็ตาม ชั่วขณะลงมือวางเพลิงเขาคิดว่ามันเป็นวิธีแสนฉลาดที่คิดขึ้นมาได้แบบกะทันหันแถมยังเป็นการส่งสัญญาณชั้นดีให้คู่หูของเขาไปในตัว แต่เวลานี้ช่างโชคร้ายมันไม่เหลือเรือแม้ซักลำให้เขาใช้หลบหนีแถมเปลวไฟช่างน่ากลัวแผดเผาทุกอย่างมอดไหม้จนหมดสิ้นบ้านเรือนใกล้ๆก็โดนลูกหลงไปด้วย ผู้คนต่างอยู่ในความโกลาหล ตอนนี้ร่างของเขาแทบจะสุกเต็มที สายตาร้อนรนกำลังมองหาคู่หูคนสำคัญที่ตบปากรับคำไว้อย่างดิบดีแต่กลับไม่พบเจอ


    ภายในห้องขังทุกคนในที่นั้นได้ยินเรื่องราวทั้งหมด น็อกซ์คิดได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องเป็นฝีมือของไคเลอร์อย่างแน่นอนและนั่นคือการส่งสัญญาณอันชาญฉลาดของคู่หูคนสำคัญ เขาคิดไม่ถึงเช่นกันว่าไคเลอร์จะทำอะไรใหญ่โตถึงเพียงนี้เมื่อได้รับรู้กลับทำได้เพียงเดินวนไปมาใบหน้าตรึงเครียดพยายามคิดหาทางออกที่ดีที่สุด


    "เจ้าแก่ แกจะยอมแพ้แค่นี้อย่างนั้นหรือ! เจ้านั่นมันหักหลังแกฉันได้ยินทุกอย่าง!" น็อกซ์พยายามหาแนวร่วม หากชายชราช่วยพูดกับองค์หญิงอีกแรงคงดีกว่าเขาต้องพูดเพียงลำพังอย่างแน่นอน


    "องค์หญิง! รู้สึกตัวซักที! หากท่านไม่ช่วยเจ้านั่นได้ตายอย่างแน่นอน ฉันขอร้อง..." น็อกซ์คุกเข่าลงกับพื้น ทั้งหมดมันเป็นเพราะเขาเพียงคนเดียวที่ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ด้วยความคิดไม่รอบครอบ คิดเพียงว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องง่ายไปหมด ทำได้เพียงเกาะลูกกรงจ้องมองดูแววตาที่หวังจะได้พึ่งพิงกลับไร้ซึ่งความหวัง เอวาได้แต่ลดใบหน้าลงต่ำหลบเลี่ยงสายตาไปทางอื่น


    "แกก็ช่วยพูดอะไรบ้าง!" น็อกซ์เริ่มพาลเมื่อทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจ เขาเริ่มเข้าหาทุกคนในห้องนั้นแต่แทบไม่มีใครอยากพูดคุยด้วย


    "ฉันขอร้อง..." น็อกซ์ไปหยุดตรงหน้าชายชราพร้อมคุกเข่าอ้อนวอนหน้าผากแนบลงกับพื้น


    "จะให้ฉันทำอะไรก็ยอม ช่วยพูดกับเธอให้ที...ได้โปรด..."


    กัปตันครูซกระแอมไอเล็กน้อยสายตาเหลือบมองร่างของน๊อกซ์


    "ที่จริงแล้ว...มีแต่เจ้านั่นที่ฉันไม่สามารถให้อภัยได้ มันบังอาจมาหยามศักดิ์ศรีคนอย่างฉัน!" กัปตันครูซนึกอะไรขึ้นมาได้ แต่เขาคิดว่าวิธีนี้มันเสี่ยงมากแต่ถ้ามันทำให้เขาชำระแค้นได้ กับต้องอยู่แบบความเป็นตายมีค่าเท่ากัน หากจะลองพยายามดิ้นรนอีกซักหน่อยจะเป็นไรเขาไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไป


    "ลุกขึ้นมาเจ้าอ้วน! แต่ฉันไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่าอย่างน้อยอาจทำได้แค่พาเราออกไปจากที่นี่ หรือไม่ก็ตายอยู่ที่นี่กันหมด" ชายชราถอนหายใจเดินมาเกาะลูกกรงเอาไว้ หากยังพอมีวิธีอื่นเขาก็ไม่อยากใช้วิธีนี้แต่เพื่อการแก้แค้นแล้วไม่ว่าจะอะไรตอนนี้ก็คงไม่สำคัญ เขามองเข้าผ่านซี่กรงไปยังฝั่งตรงข้าม


    "องค์หญิง...ฟังให้ดี..." กัปตันครูซสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนผ่อนลมหายใจออกเบาๆ


    'ก้อนหินหนึ่งเดียวบนท้องนภา! ฉันจะเป็นผืนฟ้าอันหนาวเหน็บบนผืนดินให้เธอเอง!'


    มีปฏิกิริยาออกมาจากสตรีผมฟ้าใบหน้าสิ้นหวัง ดวงตาของเธอเบิกกว้างภายในหัวของเธอมันแทบระเบิดอีกครั้ง

    "อย่าทำแบบนี้! หยุดพูด! กรี๊ดดด!..." เอวาลงไปนอนดิ้นกับพื้นสองมือกุมหัวด้วยความเจ็บปวด น็อกซ์มองอย่างตื่นตระหนกตกใจ


    "แกจงเรียนรู้ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ซะเจ้าอ้วน...เพื่อตัวเองแล้วไม่ว่ารอบข้างจะทรมานแค่ไหนก็ย่อมได้..." กัปตันครูซเหลือบมองมายังน็อกซ์ที่ดูกระส่ำกระส่าย


    "พะ...พูดต่อไปเถอะ..." น็อกซ์ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นมันคืออะไร ถึงเขาจะไม่อยากเห็นเธอต้องทรมานไปมากกว่านี้ แต่มันเป็นโอกาสริบหรี่ก่อนทุกอย่างจะจบสิ้น


    "ก้อนหินหนึ่งเดียวบนท้องนภา! ฉันจะเป็นผืนฟ้าอันหนาวเหน็บบนผืนดินให้เธอเอง!"


    มันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไอเย็นแผ่ปกคลุมไปทั่ว


    "จูเลี่ยน!!!!" เอวาตะโกนเรียกใครบางคนสุดเสียง


    "ฮะ ว่ายังไงนะองค์หญิง?" น็อกซ์รู้สึกไม่เข้าใจกับสิ่งที่หลุดออกมาจากปากองค์หญิง อดีตลูกเรือในห้องขังเข้ามาล็อคตัวชายทั้งสองเอาไว้ พวกเขารู้สึกเกรงกลัวกับพลังดังกล่าวมันกำลังประทุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างกับเหตุการณ์บนเรือฝันร้ายของพวกเขากำลังจะกลับมาอีกครั้งในห้องลูกกรงไร้ซึ่งทางหนี


    “อย่างมากก็แค่ตายกันหมดนี่นั่นแหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” กัปตันครูซหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเหมือนเป็นการประชดชีวิตตนเอง


    "อย่าทำแบบนี้กับฉัน! ฮือออ!" เอวาร้องไห้สะอึกสะอื้นใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความทรมานทั้งร่างนอนขดอยู่บนพื้นสภาพของเธอดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก แต่ในทางตรงข้ามพลังมหาศาลของเธอกำลังเอ่อล้นออกมาแบบควบคุมไม่ได้


    "จูเลี่ยน!! ช่วยฉันที!!" เอวาตะโกนชื่อดังกล่าวอีกครั้ง ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเธอมีเส้นเลือดถักทอจนเป็นผลึกน้ำแข็ง


    "ตาแก่พูดอีกเร็ว!" น็อกซ์กับชายชราถูกกดร่างลงกับพื้น อดีตลูกเรือเริ่มทุบตีคนทั้งสองใช้เวลาไม่นานทุกคนในที่นั้นต้องหยุดชะงักการกระทำทุกอย่าง ชายชรากำลังตะลึงกับสิ่งที่เห็นเมื่อพลังอันน่าสะพรึงถูกกั้นกลางด้วยลูกกรงซี่บาง


    "จูเลี่ยน!! ได้โปรด!! มาหาฉันที! เธออยู่ที่ไหน!" น้ำตาของเอวากลายเป็นเกร็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงพื้น น็อกซ์พยายามสลัดตัวออกรีบวิ่งไปจับลูกกรงเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้


    "องค์หญิง!! จูเลี่ยนอยู่ที่ท่าเรือไง รีบไปเร็ว!!" มือของเขารู้สึกชาไปหมดไอน้ำแข็งเริ่มกัดกินเหล็กกล้า คนทั้งหมดล้มลุกคลุกคลานหลบไปอยู่ส่วนท้ายของห้อง พลังอันรุนแรงระเบิดขึ้นอีกครั้งทุกสิ่งในรัศมีของน้ำแข็งแตกละเอียด ไอความเย็นสีขาวปกคลุมไปทั่ว บรรยากาศหนาวเหน็บถูกดูดเข้าไปในร่างของเธอ จนเผยให้เห็นชุดเกราะรูปทรงผลึกน้ำแข็งปกคลุมส่วนโค้งเว้าของร่างกาย ร่างนั้นก้าวออกมาจากไอความเย็นดวงตาทั้งสองข้างของเธอถูกปิดบังด้วยหน้ากากน้ำแข็งแหลมคม ทุกคนในที่นั้นอ้าปากค้างกับร่างที่ดูไม่เหมือนมนุษย์


    "นั่นแหละ! องค์หญิง! จูเลี่ยน ท่าเรือ!" น็อกซ์ปากสั่นพูดไม่เป็นจังหวะแต่ทุกอย่างมันได้ผล


    "จูเลี่ยน...ท่าเรือ..." เอวาพูดแบบไร้สติ พูดทวนคำวนไปมา


    "เฮ้ย!! นี่มันอะไรวะ!" เสียงโวยวายดังเข้ามาจากด้านนอกชายสวมบ่วงคอรีบวิ่งเข้ามายังห้องขัง เขาต้องตกตะลึงกับร่างที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ขาสองข้างสั่นกลัวเมื่อเผชิญกับพลังอันมหาศาลที่เขาสัมผัสได้


    "จูเลี่ยน...ท่าเรือ..." เอวาเดินต่อไปข้างหน้าแสงสว่างด้านนอกกำลังเรียกให้ร่างนั้นออกไปค้นหา


    "อย่าเข้ามา! ไอ้ปีศาจ!" แม้อยากจะหนีเขาก็ไม่สามารถทำได้ ขาของเขามีเกร็ดน้ำแข็งเกาะเป็นก้อนทำได้เพียงเหวี่ยงดาบในมือไปมา เพียงเธอสะบัดฝ่ามืออย่างเลือดเย็นร่างนั้นก็แตกละเอียดเป็นผุยผง สองเท้าที่มีส้นแหลมก้าวต่อไปข้างหน้า ทุกย่างก้าวที่เหยียบเกิดร่องรอยน้ำแข็งลุกลามกินพื้นที่เป็นวงกว้าง


    เวลานี้ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เอวาได้หรือแม้แต่จะหยุดยั้งเธอ ทุกอย่างที่ไร้การควบคุมถูกปลดปล่อย เหล่าผู้มีบ่วงคอต่างวิ่งหนีตายออกไปด้านนอก ไม่ว่าประตูบานไหนก็ไม่สามารถกีดกันเธอได้มันแตกละเอียดถึงแม้จะเป็นเหล็กกล้าก็ตาม ร่างภายใต้ชุดเกราะก้าวผ่านซุ้มประตูออกมาสู่ด้านนอก


    บริเวณนี้ตั้งอยู่ในส่วนลึกสุดของถนนสายหลักมีกำแพงสูงกั้นอยู่ส่วนหน้า เบื้องหลังนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างหลังคาทรงสูงเหมือนยอดปราสาท เพียงแค่ลมหายใจที่มาพร้อมไอเย็นอากาศบริเวณนั้นก็หนาวเย็นขึ้นทันตา


    "แก! มาอยู่ในบ้านของฉันได้ยังไง!" ลิเลียนอยู่บนยอดกำแพงคำรามลั่น เธอกำลังเฝ้าดูคนรักของตนเดินทางไปยังท่าเรือ เธอยืนบนจุดเหนือสุดของกำแพงเกิดความรู้สึกว่ามีอะไรผิดพลาดไปบางอย่างโดยเฉพาะผมสีฟ้านั่น สัมผัสนุ่มลื่นยังอยู่ในมือเธออยู่เลย ลิเลียนกระโดดหมุนตัวกลางอากาศนิ้วมือทั้งห้างอกยาวออกมา ลงมาหยุดประจันหน้าสตรีในชุดเกราะสีฟ้า


    "เธอไม่ใช่....ไม่ใช่จูเลี่ยน...." ผลึกแหลมคมพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ลิเลียนม้วนตัวหลบมันได้อย่างง่ายดาย


    "ฉันคงปล่อยตัวประหลาดแบบแกออกไปเดินเพ่นพ่านไม่ได้ ที่นี่! คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือฉัน!" การเคลื่อนที่ของลิเลียนนั้นรวดเร็ว กรงเล็บทั้งสิบอันแหลมคมพุ่งทะลุร่างในชุดเกราะสีฟ้าเลือดสาดกระเซ็นออกไปทางด้านหลัง


    "จูเลี่ยน...จูเลี่ยน..." ปากเธอยังคงบ่นพึมพำไม่หยุด สิ่งที่ทำให้เจ้าเมืองรู้สึกหวั่นวิตกคือกรงเล็บของเธอติดอยู่ในร่างนั้นไม่สามารถชักออกมาได้ ไอความเย็นกำลังเกาะกินแขนของเธอ


    "แกเป็นบ้าอะไร! ทำไมควบคุมพลังตัวเองไม่ได้!" 


    ก่อนที่น้ำแข็งจะลามไปทั่วร่างลิเลียนตัดสินใจสะบัดทิ้งท่อนแขนทั้งสองข้างจนมันขาดออกจากกัน เลือดสีแดงจับตัวเป็นก้อนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหล่นลงพื้น เธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดใช้สองขาอันทรงพลังกระโดดขึ้นไปตั้งหลักบนกำแพง เส้นเลือดกำลังพยายามเยียวยารักษาร่างไร้แขน รีบชอนไชซ่อมแซมส่วนที่ขาดหาย แล้วรีบกระโดดออกจากจุดนั้นโดยไวเนื่องจากการต่อสู้ในเวลานี้นั้นไร้ความหมาย พลังมหาศาลที่เอ่อล้นออกมาอีกไม่นานมันก็จะหมดลง การไปบอกเตือนคนรักน่าจะเป็นเรื่องดีที่สุดเท่าที่เธอคิดออก


    ซุ้มประตูหน้าถูกไอน้ำแข็งเกาะกินล่วงหล่นลงมาเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เธอดึงกรงเล็บที่ปักบนหน้าท้องออกแล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้า


    "ท่าเรือ...จูเลี่ยน..." สายตาภายใต้หน้ากากทรงผลึกมองเห็นท่าเรือได้อย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวของร่างกายเกิดขึ้นโดยสัญชาติญาณ เปลวไฟที่โหมกระหน่ำกำลังเรียกเธอไปทางนั้น พลังสีฟ้าระเบิดต่อเนื่องทุกเส้นทางที่เคลื่อนผ่าน ผู้คนต่างวิ่งหนีตายจากความหนาวเหน็บ ทุกสิ่งที่สัมผัสไอเย็นล้วนถูกแช่แข็ง เพียงเสียงคำรามบ้าคลั่ง วัตถุหรือสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย


    ลึกเข้าไปข้างในจิตใจอันบิดเบี้ยว ตัวตนอันเลือนรางของเอวากำลังร่ำไห้ มันช่างไร้ค่าแม้จะหลีกเลี่ยงอย่างไรก็หนีไม่พ้นหุบเหวแห่งความมืดที่กำลังดูดกลืนจิตวิญญาณออกไปให้จมลงสู่ก้นบึ้งไร้จุดสิ้นสุดครั้งแล้วครั้งเล่า เหลือเพียงหยดน้ำตาที่กลายเป็นหยดน้ำแข็งเม็ดเล็กล่วงหล่นไปพร้อมกับร่างเปลือยเปล่าของเธอ


    คล้ายกับเรื่องจุติมา ที่คุณอ่าน