ฝากติดตามนิยายเสียงของไรท์ด้วยค่ะhttps://m.youtube.com/watch?v=FGhTXePOIcU
------------------------------
หลี่ผิงลืมตาตื่นมา พบว่าตัวเองนอนอยู่ในบ้านหลังเก่าทรุดโทรม นางปวดหัวจนแทบจะะเิออกมา นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรกับนาง ก่อนหน้านี้นางยังอบรมเหล่าสาวใช้อยู่ในพระราชวัง เหตุใดนางกลับมานอนอยู่ที่บ้านโกโรโกโสเช่นนี้ได้
นางคือหลี่มามา ผู้ทำหน้าที่อบรมเหล่านางในและสาวใช้ในพระราชวังให้อยู่ในกฏระเบียบ ดูแลเหล่าเชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะองค์หญิงทั้งหลาย อีกทั้งยังเป็ข้ารับใช้คนสนิทข้างกายฮองเฮา
ก่อนหน้านี้นางจำได้ว่ากำลังอบรมเหล่านางในที่เข้ามาใหม่ อยู่ๆ มีบางอย่างลอยมาปะทะใบหน้าของนาง แล้วนางก็มาตื่นขึ้นมาอยู่ที่แห่งนี้ ต้องมีใครเล่นตลกกับนางแน่ รอก่อนเถอะถ้านางรู้ว่าเป็ใคร นางจะลงโทษคนผู้นั้นให้หนัก
แต่ก่อนที่นางจะคิดฟุ้งซ่านไปไกล นางสังเกตเห็นมือของนาง นิ้วเรียวที่ผอมแห้งค่อนข้างหยาบ บวกกับผิวที่ค่อนข้างคล้ำ ต้องกล่าวก่อนว่า แม้นางจะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แต่นางก็เป็บ่าวรับใช้ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ ของกินและของใช้ในชีวิตประจำวัน มักจะได้รับพระราชทานบ่อยครั้ง รูปร่างของนางจึงอวบอิ่ม ผิวขาวเนียน นิ้วมือเรียวอวบตามรูปร่าง
นางยังคงขยับนิ้วไปมาจนเริ่มรู้แน่ชัดแล้วว่านี่คือมือของนาง นางกรีดร้องขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จนคนที่อยู่นอกบ้านรีบวิ่งเข้ามา
"เม่ยเม่ย"
ชายหนุ่มผิวคล้ำ รูปร่างผอมสูง รีบวิ่งเข้าห้องอย่างตื่นใ พวกเขามีกันอยู่สองพี่น้อง ั้แ่เล็กเขาไม่เคยให้น้องสาวต้องลำบาก เขาอยากให้นางมีชีวิตที่ดีเหมือนเด็กๆ ทั่วไปในหมู่บ้าน สิ่งใดที่นาง้าเขาก็จะหามาให้ แต่เมื่ออาทิตย์ก่อนนางมาถามเขาว่า พ่อกับแม่ของเราอยู่ที่ไหน เขาตอบนางไม่ได้ ทำให้น้องสาวโกรธจนวิ่งหนีจากบ้านไป เขาออกตามหาจนพบว่านางสลบสไลไม่ได้สติอยู่ในพงหญ้าบนเขา เขาใมาก รีบพานางกลับมาแล้วเชิญท่านหมอมาตรวจ หลังท่านหมอตรวจอาการ ได้บอกว่าหัวน้องสาวกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จนอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมา หรือหากฟื้นขึ้นมาอาจไม่ปกติเหมือนเดิม ั้แ่วันนั้นเขาเฝ้าภาวนาต่อสิ่งศักสิทธิ เพื่อดวงใจเพียงหนึ่งเดียวของเขา เขายอมสละได้แม้ชีวิต ขอเพียงนางฟื้นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็อย่างไร เขาพร้อมจะดูแลนางทั้งชีวิต
และแล้ว์ได้ให้โอกาสเขา เขาได้ยินเสียงกรีดร้องของนางดังขึ้น เขาทั้งใและดีใจ ดังนั้นเมื่อเขาเข้ามาในห้อง เขาพบว่าน้องสาวฟื้นขึ้นมานั่งบนเตียง ความอัดอั้นที่สะสมมานานพลันทะลักออกมา แทนที่ด้วยความโล่งใจ
นางฟื้นขึ้นมาแล้ว นางไม่ได้ทิ้งเขาไป
เมื่อหลี่ผิงเห็นชายหนุ่มวิ่งเข้ามา นางก็รีบถามขึ้นอย่างร้อนใจว่า
"ที่นี่ที่ไหน แล้วเ้าเป็ใคร"
ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นพลันชะงักชั่วขณะก่อนจะตอบไปว่า
"ที่นี่คือบ้านของเรา และข้าคือพี่ชายของเ้า"
หลังได้ฟังคำตอบ หลี่ผิง งงงันไปชั่วขณะ ปีนี้นางมีอายุ 40 กว่าปี จะมีพี่ชายอายุดูราวๆ 17-18 ปีนี้ได้อย่างไร
แต่เมื่อนางพิจารณาดูอีกครั้ง มือนี้ดูไม่เหมือนมือของนาง เสียงนี้ก็ดูไม่ใช่เสียงของนาง
เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ ดังนั้นนางจึงรีบเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
"ท่านมีกระจกหรือไม่ ข้า้ากระจก"
"เอ่อ... บ้านเราไม่มีกระจกหรอก แต่ข้าสามารถตักน้ำใส่อ่างมาให้เ้าได้" ชายหนุ่มตอบกลับอย่างใจเย็น หลังจากนั้นเขาก็เดินไปจากห้อง
บ้านอันแสนอัตคัตไหนเลยจะมีกระจกได้ ชายหนุ่มตั้งปณิธานขึ้นในใจว่า เขาจะเร่งหาเงินมาซื้อกระจกมอบให้นางในภายภาคหน้า
หลังออกไปได้พักหนึ่ง เขาก็กลับมาพร้อมกับอ่างน้ำในมือ
เมื่อหลี่ผิงชะโงกหน้าไปที่อ่างน้ำ นางถึงกับใตาค้าง นี่มันเกิดอะไรขึ้น เงาในน้ำนี่คือใครกัน แม้จะไม่สวยล่มเมือง แต่นางเคยขึ้นแท่นสาวงามแห่งเมืองหลวง แม้อายุจะมากแต่นางก็ดูแลตัวเองอย่างดี ถึงขนาดขึ้นเลข 4 แล้วแต่ยังมีชายหนุ่มมาเฝ้าหยอกเย้านางไม่ขาด แต่เงาในน้ำนี้ แม้จะไม่ผอมเท่าชายหนุ่ม แต่ก็ยังเรียกว่าผอม บ่งบอกว่าได้รับสารอาหารไม่ค่อยเพียงพอ ตาลึกโหล ผิวค่อนข้างหยาบและคล้ำ นางรับไม่ได้ อยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด ชั่วขณะที่นางเอาหัวจุ่มน้ำในอ่างหมายจะฆ่าตัวตาย นางกลับดึงหัวขึ้นมา ระหว่างจมน้ำตายกับอยู่ในร่างขี้เหร่แบบนี้ เอ่อ...นางขอเลือกข้อหลังก็แล้วกัน
ชายหนุ่มที่เห็นน้องสาวทำพฤติกรรมแปลกประหลาด เขาก็ได้แต่ปวดใจ เป็อย่างที่ท่านหมอว่าจริงๆ แม้น้องสาวจะฟื้นแต่นางอาจไม่เหมือนเดิม เขาก็ให้สัญญากับตัวเองแล้วว่า ขอเพียงนางฟื้น เขาจะดูแลนางตลอดชีวิตเอง
ฝ่ายหลี่ผิงไม่ทราบความในใจของชายหนุ่ม นางจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"เ้าหนุ่ม ช่วยเล่ารายละเอียดของเ้าและน้องสาวให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่"
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้นจึงมองน้องสาวด้วยแววตาเศร้าสร้อย แต่ยังคงตอบคำถามของนาง
เขาเล่าเพียงว่า เขาชื่อ ซูเหวิน ส่วนนางชื่อซูลี่ อาศัยอยู่ลำพังสองพี่น้อง เขามักเข้าป่าล่าสัตว์ เก็บสมุนไพร ไปแลกเงินเล็กๆ น้อยๆ กลับมาประทังชีวิต แต่เขาไม่ได้เอ่ยถึงบิดามารดา เขาเตรียมใจไว้แล้วว่า หากนางถามถึงเขาจะตอบความจริงกับนาง เพราะเขากลัวจะเสียนางไป แต่ฝ่ายซูลี่กลับไม่ได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม นางกำลังใช้ความคิดว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรดี
ต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับความคิดตัวเอง จนมีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าบ้าน
"พี่ซู ท่านอยู่บ้านหรือไม่"
จางเหมยร้องเรียกซูเหวินที่หน้าบ้าน นางเป็แม่นางน้อยแซ่จาง ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน
เมื่อซูเหวินได้ยินเสียงร้องเรียก เขาก็บอกให้น้องสาวพักผ่อนให้มากๆ ก่อนที่เขาจะออกไปดูด้านหน้าบ้าน
เมื่อเห็นซูเหวินก้าวออกมา จางเหมยรีบวิ่งเข้าไปหา แล้วร้องเรียกขึ้นเสียงแหลมว่า
"ท่านพี่ซู พ่อข้าให้มาถามท่านว่า มีงานในเมืองให้ท่านไปช่วย ได้รับค่าตอบแทนวันละ 20 เหวิน ท่านสนใจหรือไม่"
ค่าตอบแทน20เหวิน ไม่ถือว่ามากแต่ก็ไม่ถือว่าน้อย ซูเหวินมีสีหน้าลังเลใจ เงินเก็บที่มีส่วนใหญ่ใช้ไปกับค่ารักษาน้องสาวของเขาก่อนหน้านี้ แต่หากเขาออกไปทำงานแล้วน้องสาวเขาจะอยู่อย่างไร
"ขอบใจเ้ามาก แต่น้องสาวข้าเพิ่งฟื้น ตอนนี้ข้าคงยังไปไม่ได้"
เขาตัดสินใจได้แล้วว่า น้องสาวของเขาสำคัญที่สุด
ฝ่ายจางเหมยเมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง เหตุใดตัวภาระอย่างซูลี่ถึงยังฟื้นขึ้นมาอีก นางได้รับการว่าจ้างไปช่วยทำอาหารด้วยเช่นกัน โอกาสจะได้ใกล้ชิดชายหนุ่มอย่างซูเหวินหาได้น้อยนัก อย่าเห็นว่าซูเหวินผิวคล้ำและผอมแห้ง แต่ร่างกายกลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ถ้ามองภายในหมู่บ้าน ซูเหวินถือว่าหน้าตาน่ามองกว่าผู้ชายคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ติดที่ฐานะยากจนและยังมีน้องสาวที่ต้องดูแล มิฉะนั้นหน้าบ้านไม่มีทางขาดสาวๆ มารอเข้าแถวเป็แน่
"พี่ซู งานเช่นนี้หาได้น้อยนัก หากท่านไม่รับอาจเสียใจในภายหลัง"
จางเหมยยังคงเซ้าซี้ต่ออย่างไม่ลดละ
"ข้ายังไม่พร้อมในตอนนี้ ยังไงก็ขอบใจเ้ามาก"
"พี่ซู ถ้าท่านเปลี่ยนใจรีบมาบอกข้านะ"
แล้วทั้งสองก็กล่าววาจากันอีกเล็กน้อยก่อนที่จางเหมยจะจากไปอย่างอ้อยอิ่ง
เมื่อจางเหมยจากไป ซูเหวินกำลังหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้าน แต่พบว่าซูลี่กลับพยายามเดินออกมา แม้จะยากลำบาก แต่ซูลี่กลับไม่ยินยอมที่จะนอนต่อบนเตียง นางอยากรีบทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่โดยเร็วที่สุด
ตอนที่นางยังเป็หลี่มามา นางไม่ได้แต่งงานหรือมีครอบครัว นางเป็เพียงเด็กกำพร้าที่วังหลวงเลี้ยงดู ดังนั้นนางจึงไม่ได้อาลัยอาวรณ์ชีวิตเดิมมากนัก เพียงแต่เสียดายที่ไม่มีโอกาสที่จะทำทำหน้าที่ที่นางรักต่อเท่านั้น
หลังจากที่คิดไปคิดมาหลายตลบ นางก็คิดได้ว่า ในเมื่อ์้าให้นางมีชีวิตใหม่ แทนที่จะมามัวนั่งเสียใจ นางก็จะมีชีวิตใหม่อย่างดี ดังนั้นการทำความเข้าใจวิถีชีวิต และสภาพแวดล้อมใหม่ ยิ่งเร็วขึ้นเท่าไหร่ยิ่งดี
"เม่ยเม่ย เหตุใดไม่ยอมพักผ่อนก่อน"
ซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล ทั้งยังกล่าวต่ออีกว่า
"หรือว่าเ้าหิว ไม่ต้องห่วงๆ พี่จะรีบไปหาอะไรมาให้เ้ากินเดี๋ยวนี้แหละ"
หลังกล่าวจบ ซูเหวินรีบเข้าไปพยุงซูลี่ให้นั่งลงที่เก้าอี้ด้านหน้า ก่อนจะรีบหมุนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ซูลี่ที่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด มองตามไปอย่างงุนงง หิวงั้นหรือ จริงสิ่ร่างนี้สลบไปนาน เมื่อเอ่ยถึงอาหาร นางก็รู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน
ยังไม่ทันที่ซูลี่จะได้คิดอะไรมากมาย ซูเหวินก็กลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมชามข้าวในมือ เขารีบนำเข้ามาแล้วเอ่ยกับซูลี่ว่า
"ตอนนี้มีเพียงเมล็ดถั่วเขียวต้ม พี่เก็บไว้เผื่อเ้าฟื้นขึ้นมาแล้วจะหิว กินสิ่งนี้ไปก่อน วันพรุ่งนี้พี่จะออกมาหาไก่ป่ามาต้มให้เ้านะ"
ซูลี่มองถ้วยข้าวในมือ มันมีเพียงเมล็ดถั่วเขียวต้มกับน้ำเพียงสองอย่างจริงๆ ทำให้ซูลี่อดใจสั่นไม่ได้ ทั้งชีวิตของนางั้แ่จำความได้นางก็ถูกขายเป็สาวใช้ในวังหลวง ไหนเลยจะรู้จักความทุกข์ยากของชาวบ้าน แม้นางจะไม่อยากกินเ้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ด้วยความหิวบวกกับไม่อยากทำให้ซูเหวินเสียความตั้งใจ จึงชิมเข้าไปหนึ่งคำ
"เป็อย่างไรบ้าง เ้าพอกินได้ไหม" ซูเหวินถามเสียงเครียดเมื่อเห็นสีหน้าของน้องสาว
"เอ่อ ทานได้เ้าค่ะ" ซูลี่ตอบ
เมื่อครั้งที่ซูลี่ยังเป็หลี่มามา นางไม่เคยมีความรู้สึกที่เรียกว่าครอบครัว นางจึงไม่อยากทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าเสียใจ จึงฝืนใจกินจนหมด
หลังกินอาหารเสร็จ ซูเหวินจึงพาซูลี่เข้าห้องเพื่อพักผ่อน แล้วเขาก็ออกไปหาฟืนเก็บไว้ใช้ในคืนนี้
ซูลี่ทนความอ่อนล้าของร่างกายไม่ไหวจึงผลอยหลับไป
ระหว่างที่นางกำลังสลึมสลือ นางเหลือบไปเห็นหญิงสาวนางหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่มุมห้องที่มีแสงสลัวๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่นางกลับรู้สึกได้ว่าหญิงสาวนางนั้นต้องเป็ซูลี่คนก่อนอย่างแน่นอน หญิงสาวนางนั้นร้องไห้ปานจะขาดใจ ซูลี่พยายามจะยันตัวลุกขึ้นจากเตียง แต่หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาจ้องซูลี่ด้วยดวงตาที่แดงก่ำราวกับกำลังอาฆาตแค้น ขยับปากคล้ายจะพูดแต่ไม่มีเสียง แปลกที่ซูลี่กลับเข้าใจที่นางพูดได้ว่า "แล้วข้าจะกลับมา" ทำเอานางขนลุกเกลียว พร้อมกับสะดุ้งสุดตัว พบว่าตัวเองกำลังหลับอยู่บนเตียง ซูลี่ปลอบใจว่าเมื่อครู่เป็เพียงฝัน นางไม่ได้ตั้งใจเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางได้แต่ขออโหสิกรรมกับซูลี่คนก่อนพร้อมกับสัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่ได้มานี้อย่างดีแทน
ตกค่ำ ซูเหวินกลับมาพร้อมร่างกายที่เหนื่อยล้า ก่อนกลับถึงบ้านเขาไปอาบน้ำที่ลำธารก่อนจะตักน้ำในลำธารมาให้ซูลี่ได้ใช้ หลังจากทำธุระส่วนตัว ทั้งสองต่างพากันเข้านอน
บ้านหลังนี้มีเพียงหนึ่งห้องนอนและเตียงหนึ่งหลังที่นางกำลังนอนอยู่เท่านั้น ทำให้ซูลี่อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ว่าปกติสองพี่น้องนอนกันอย่างไร ยังไม่ทันได้คิดต่อ นางเหลือบไปเห็นซูเหวินกำลังล้มตัวลงนอนบนแคร่หน้าบ้าน ทำเอานางงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
"เกอเกอ เหตุใดท่านถึงไปนอนอยู่ตรงนั้น"
ซูเหวินที่กำลังล้มตัวลงชะงักนิดหนึ่ง เมื่อเขานึกได้ว่าซูลี่สมองได้รับความกระทบกระเทือนจึงร้องตอบไปว่า
"ปกติข้านอนตรงนี้แหละ เ้าไม่ต้องเป็ห่วง"
แล้วเขาก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจ
ซูลี่ขมวดคิ้วเข้าหากัน อากาศยามนี้กำลังเริ่มเย็นตัวลง ถึงยังไม่ใช่หน้าหนาวแต่ก็มีน้ำค้างและไอเย็นบ้างแล้ว หากซูเหวินนอนอยู่ตรงนั้น เขาจะทนความหนาวเย็นได้แค่ไหน ถึงปกติเขานอนตรงนั้นก็จริง แต่เมื่อซูลี่นอนมองจากตรงนี้ทำให้นางทนมองชายหนุ่มผู้เสียสละผู้นี้นอนหนาวไม่ได้จริงๆ
"เกอเกอ ท่านเข้ามานอนด้านในเถิด อากาศเริ่มหนาวลงแล้ว"
ซูเหวินเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนหน้านี้แม้ซูลี่จะไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าว แต่ก็เอาแต่ใจ นางไม่เคยสนใจอะไรเขามากนัก ไม่ว่าเขาจะกินหรือนอนที่ใด นางไม่เคยถามหรือใส่ใจเขา ซึ่งเขาก็ไม่เคยสนใจ เขารู้เพียงว่าต้องดูแลนางให้ดีที่สุดเท่านั้น แต่หลังจากนางฟื้นมา นางกลับใส่ใจเขา คำพูดที่พูดกับเขาก็ไพเราะขึ้นกว่าเก่ามาก ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี
"ไม่เป็ไรหรอก ข้านอนจนชินแล้ว เม่ยเม่ยเ้านอนเถิด"
"ท่านเข้ามานอนข้างในเถิด ข้ายังรู้สึกไม่ค่อยสบาย หากท่านเข้ามานอนด้านในจะได้ช่วยดูแลข้าได้"
ซูเหวินได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง จึงพยักหน้าน้อยๆ ลุกขึ้นเดินเข้ามาในบ้าน
ในขณะนั้นซูลี่กลับฉุกคิดขึ้นได้ว่า บ้านหลังนี้มีเพียงห้องเดียว ซูเหวินจะนอนตรงไหนเล่า ซูลี่อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย อย่าเห็นว่านางอายุ 40 กว่าปี แต่นางกลับยังเป็สาวพรมจรรย์ ไม่ใช่นางไม่เคยมีคนรัก แต่นางโดนคนรักทรยศ สัญญาจะแต่งนางเข้าบ้านอย่างออกหน้าออกตา แต่บุรุษผู้นั้นกลับคำคิดให้แต่งนางเป็อนุ เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับหลี่มามาผู้นี้ โดนนางตอกกลับจนหน้าหงาย แม้แต่ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการแทบกอดเอาไว้ไม่อยู่
หลังจากนั้น นางจึงครองตัวเป็โสดจนถึงตอนนี้
แต่ซูเหวินไม่ได้ทำให้นางลำบากใจ เมื่อเข้ามาในบ้านก็ปิดประตู ล้มตัวลงนอนบนพื้นชิดริมประตูด้านหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงหายใจสม่ำเสมอดังขึ้น เมื่อซูลี่เห็นดังนั้นก็โล่งใจ หลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูลี่ลืมตาพร้อมแสงแดดสาดเข้ามาทางหน้าต่าง นางมองไปรอบๆ ห้องปราดหนึ่งไม่พบใคร จึงเดาได้ว่าซูเหวินน่าจะออกไปหาอาหารเช้าแล้ว นางได้แต่รู้สึกละอายใจ จึงได้แต่คิดทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้บ้าง
นางเป็ถึงหลี่มามาผู้ดูแลฝ่ายใน ก่อนนางจะขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ นางได้ผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย
แม้จะกล่าวว่ายากลำบาก แต่ไม่อาจเทียบได้กับตอนนี้ นางสามารถปรุงอาหารออกมาได้ราวกับพ่อครัวในวัง แต่หากไม่มีวัตถุดิบนางจะสามารถปรุงอาหารได้อย่างไร เรี่ยวแรงร่างนี้ก็น้อยนิด จะให้ออกไปแบกหามคงไม่ไหว หรือนางถูกกำหนดให้เป็คนไร้ค่าจริงๆ
ขณะที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อย ซูเหวินเดินกลับเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า ในมือเขาถือไก่ฟ้าตัวใหญ่มาด้วยถึงสองตัว
"โชคดีมาก วันนี้ได้มาสองตัวเลย"
เมื่อเห็นไก่สองตัว ตาของซูลี่ก็เป็ประกาย ในหัวคิดถึงเมนูอาหาร ไก่ตุ๋นรังนก ปีกไก่น้ำแดง เอ๊ะ หรือทำเต้าหู้นึ่งยัดไส้ไก่ก็ไม่เลว
คิดไปคิดมา ความคิดก็หยุดชะงักเมื่อนางหันมองรอบๆ ตัว ในความเป็จริงมีเพียงไก่ แต่ไม่มีวัตถุดิบอื่นๆ เห้อ
ซูเหวินเห็นสีหน้าผิดหวังของซูลี่ เขาได้แต่รู้สึกเสียใจ หรือนางไม่อยากกินไก่กันนะ
เมื่อเห็นสีหน้าซูเหวิน ซูลี่กลับรู้สึกผิดยิ่งกว่า นางได้แต่พูดขึ้นว่า
"เกอเกอ ข้าจะทำอาหารให้ท่านทานเอง"
พูดจบซูลี่เอื้อมมือหมายจะจับไก่ตัวหนึ่งมา แต่ใครจะไปรู้ว่าไก่ยังไม่ตาย มันดิ้นรนจนซูลี่ใ
ซูเหวินเห็นดังนั้นจึงรีบจับไก่มาถือให้แน่น เขาได้แต่แปลกใจ เม่ยเม่ยของเขาทำอาหารเป็ั้แ่เมื่อใดกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้แต่คิดว่านางไม่มีความทรงจำเหลืออยู่ คงคิดว่าตัวเองทำอาหารเป็กระมัง
"เ้าคงหิวแล้ว เดี๋ยวพี่ไปทำเอง"
"ไม่ๆ ข้า... ข้าทำให้ท่านเอง"
ขณะพูดซูลี่เหลือบมองไปทางไก่สองตัวนั้นเล็กน้อย นางอยู่ในวังหลวงั้แ่จำความได้ ไหนเลยจะเคยทำอาหารจากไก่เป็ๆ แม้แต่ไก่ที่ยังไม่ทำความสะอาดนางยังไม่เคยแตะด้วยซ้ำไป
"เอ่อ เกอเกอ ท่านเชือดไก่แล้ว เอ่อแล้วทำความสะอาดก่อน ข้า ข้าจะทำต่อเอง"
ซูลี่พูดอึกอัก นางไม่กล้าพูดแล้วว่าตัวเองจะทำอาหารได้ ที่นี่ไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ที่นางรู้จัก นางจะทำอาหารได้อย่างไร ในขณะที่ทั้งคู่สนทนากันอยู่นั้น ได้มีเสียงแหลมเล็กแทรกขึ้นมา เป็เสียงของจางเหมยนั่นเอง
"พี่ซู พ่อข้าให้มาถามพี่อีกครั้งว่าสนใจไปทำงานในเมืองหรือไม่"
ขณะพูดนางก็ส่งสายตาหวานเยิ้มให้ซูเหวิน ก่อนจะส่งสายตารังเกียจไปให้ซูลี่ มารผจญความรักของนาง ก่อนหน้านี้พ่อของนางให้มาถามก็จริง แต่ครั้งนี้นางเสนอตัวอยากมาถามซูเหวินอีกครั้งเอง เพราะอยากอยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มมากขึ้น
" ไม่ล่ะ ขอบใจเ้ามาก"
"พี่จะไปสน นาง เอ่อ น้องซูทำไมกัน ดูสิ่ นางเดินเหินเองก็ได้แล้ว อีกอย่าง เวลาทำอะไรนางไม่เห็นสนใจพี่ชายแบบท่านเลย ท่านไปทำงานหาเงิน เก็บเงินเผื่อแต่งข้า เอ้ยแต่งภรรยาในอนาคตดีกว่า"
จางเหมยพูดไปก็หน้าแดงไป ปีนี้นางอายุ16ปี ถึงเวลาหาคู่ครองได้แล้ว นางหมายตาซูเหวินเป็มั่นเป็เหมาะ
ขณะนั้นเองมีเสียงโหวกเหวกมาทางด้านลานหน้าบ้าน
มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมุ่งหน้ามาทางด้านนี้
"สองพี่น้องแซ่ซูอยู่นั่นขอรับ"
เสียงชาวบ้านคนหนึ่งดังขึ้น
"ขอบใจเ้ามาก"
ชายกลางคนผู้คาดว่าเป็หัวหน้าของคนกลุ่มนี้กล่าวขึ้น พร้อมให้รางวัลเล็กน้อยกับชาวบ้านผู้นำทางมา ชาวบ้านคนนั้นรีบรับเงินไว้แต่ยังไม่จากไปในทันที เขาหลบถอยหลังไปเล็กน้อย และจ้องมองราวกับกำลังรอชมเื่สนุก
จางเหมยเห็นคนกลุ่มใหญ่มาทางนี้ได้แต่ใ
"พวกท่านมาทำอะไรที่นี่กัน"
จางเหมยอดถามขึ้นอย่างสอดรู้สอดเห็นไม่ได้ นางไม่ได้ทำความผิดที่ไหน หรือจะเป็สองพี่น้องคู่นี้ทำความผิด
ซูเหวินขมวดคิ้วเข้าหากัน จ้องมองตรงไปยังคนกลุ่มนั้น หากพวกนั้นมาร้าย เขายอมสู้ตายอย่างแน่นอน
แต่ก่อนที่จะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ชายที่คาดว่าเป็หัวหน้ากลุ่มกล่าวขึ้นว่า
"ท่านคือซูเหวิน ส่วนแม่นางน้อยท่านนี้คือซูลี่ใช่หรือไม่"
"ไม่ใช่ๆ ข้าไม่ใช่ยายซูลี่น่ารำคานนั่นหรอก นางอยู่นั่น"
จางเหมยรีบปฏิเสธเสียงแหลมทันทีแล้วรีบชี้ไปที่ซูลี่ โดยไม่คาดคิด ชายหนึ่งในผู้ติดตามพูดเสียงกลั้วหัวเราะขึ้น
"ดีนักที่นางมิใช่คุณหนูน้อย หากใช่ ข้าคงทนเสียงแหลมๆ ของนางไม่ได้แน่"
เมื่อเขาพูดจบคนอื่นๆ ก็หัวเราะตาม
จางเหมยไม่ได้สนใจคำหยอกล้อ แต่นางสนใจคำเรียกขานว่าคุณหนูน้อย
"ท่านเรียกผู้ใดคุณหนูน้อย"
"จะเป็ใครไปได้ ก็คุณหนูซูลี่ไงล่ะ"
เมื่อได้ฟังดังนั้น ซูเหวินก็พอเดาสถานการณ์คร่าวๆ ได้บ้างแล้ว
"ไม่ทราบพวกท่านทั้งหลายคือ..."
ซูเหวินถามอย่างนอบน้อม
"สมแล้วที่เป็บุตรชายองครักษ์ซู ช่างองอาจเหมือนบิดาท่านไม่มีผิด ข้าคือเฉิงตง หัวหน้าองรักษ์จวนไป๋ ข้ามาวันนี้เพื่อมารับท่านและคุณหนูซูกลับไป"
เฉิงตงผู้เป็หัวหน้าทีมกล่าวขึ้น
"เหตุการณ์ภายนอกเป็เช่นไร ท่านสามารถบอกข้าหน่อยได้หรือไม่"
"เหตุการณ์เป็เช่นนี้... "
เฉิงตงกล่าวสถานการณ์คร่าวๆ ให้ซูเหวินฟังว่า เมื่อตระกูลซูโดนโทษฐานก่อฏ ผู้นำตระกูลถูกปะาและคนในตระกูลที่เหลือถูกขายทิ้งเป็ทาสทั้งหมด หลังนายท่านซูถูกปะาฮูหยินใหญ่ซูก็ตรอมใจตายตาม จากนั้นเสนาบดีไป๋พี่ชายฮูหยินใหญ่ซู ซึ่งก็คือแม่ของซูลี่ หาหลักฐานและขอรื้อคดี จนในที่สุดก็สามารถล้างความผิดของตระกูลซูลงได้ ฮ่องเต้จึงได้มีราชโองการคืนทรัพสินให้แก่ตระกูลซูทั้งหมดรวมทั้งให้ค่าชดเชยอีก1พันตำลึงทอง แก่ทายาทที่หลงเหลืออยู่ เื่ราวผ่านมานับสิบปี ตามความเป็จริงการตามหาทายาทของตระกูลซูนั้นยากยิ่ง คนในตระกูลถูกขายเป็ทาสไปคนละทิศคนละทาง แต่ต่อมากลับสืบพบว่ามีคนเห็นลูกองครักษ์ซู พาคุณหนูที่ยังเด็กหนีออกไป เนื่องจากการรับซื้อเด็กน้อยคนหนึ่งเป็ทาสมีเลี้ยงดูที่ค่อนข้างสูง จึงไม่มีใครสนใจเด็กหญิงและเด็กชายคู่นี้มากนัก ซูเหวินถึงได้มีโอกาสพาซูลี่หนีออกมาอย่างง่ายดาย แล้วหลบอยู่ที่นี่นับสิบปี
ได้ยินเช่นนี้ ซูเหวินถึงกับโล่งอก วันเวลาที่แสนลำบากกำลังจะจบสิ้นเสียที
ซูลี่ที่ฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับปากอ้าตาค้าง นี่นางมาเข้าร่างนางเอกที่ไหนกันล่ะนี่ ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร
ทางจางเหมยเองกลับตาค้างยิ่งกว่า หากเมื่อครู่นางยอมรับว่าตนเองเป็ซูลี่ นางจะได้เป็ซูลี่จริงๆไหมล่ะนั่น นางอยากจะตบปากตัวเองซักร้อยรอบจริงๆ