หลังจากที่ทันย่าได้โดนหาเรื่องจากตระกูลพาน เขาก็ต้องเก็บงำอารมณ์ความโกรธเอาไว้
เขารู้ดีว่ากฎเกณฑ์ในอาณาเขตของโลกมนุษย์นั้นไม่ง่าย ถึงจะบอกว่าเป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็มีจริยธรรมที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน
ต่อให้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ พวกเขามีกฎเกณฑ์ในการปกครอง เพราะถ้าไม่มีกฎ พวกเขาก็ไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานที่บ้าคลั่งและไม่มีสติปัญญา
ถ้าเกิดว่าทันย่าสังหารคนของตระกูลที่มีชื่อเสียง ผลลัพธ์มันจะไม่จบเพียงแค่การถูกหาเรื่อง สมาพันธ์โลก รวมถึงองค์กรชั้นนำต่างๆที่เป็นผู้ปกครองก็จะเข้ามาแทรกแซงกันในทันที ยิ่งเขาเป็นถึงนักสู้แห่งดาวเคราะห์ การปฏิบัติของผู้มีพลังอันแข็งแกร่งก็ย่อมต้องเคร่งครัดขึ้น
[เอาน่า อดทนไปก่อนศิษย์รัก ไว้รอให้ได้ตำแหน่งราชันสงครามของสมาพันธ์โลกก่อน เมื่อนั้นจะได้รับปฏิบัติที่เหนือยิ่งกว่าใครๆ]
[แต่ยังไงก็ตาม พลเอกของสมาพันธ์โลกก็ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของเทพสงคราม หรือผู้มีอิทธิพลที่มีลำดับชั้นสูงกว่า ทว่ามันก็มีอีกกรณีนึงที่พวกเราจะได้รับการยกเว้น เจ้าสามารถดำรงตำแหน่งราชันสงครามได้โดยที่ไม่ต้องรับฟังคำสั่งใคร มีอิสระและไร้ข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น]
[นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกเรียกว่าการทลายพันธะของราชันสงคราม]
[ถ้าราชันสงครามคนไหนต้องการได้รับอิสระไร้ข้อปฏิบัติ มีอำนาจที่แม้แต่เทพแห่งสงครามก็ยังไม่อาจสั่งการได้ พวกเราจะต้องผ่านการทดสอบอย่างการทลายพันธะของราชันสงครามเท่านั้น เป็นหนึ่งในรูปแบบพิเศษที่มีมานับแต่ที่ยุคสมัยได้แปรเปลี่ยนไป]
ก่อนหน้านี้ดาวาลได้ไปเห็นถึงข้อมูลลับของสมาพันธ์โลก ในตอนแรกดาวาลคิดว่าสำนักมังกรและสำนักดาบโบราณจะให้ความอิสระต่อทันย่าอย่างถึงที่สุด เพราะยังไงพวกเขาก็เปรียบได้เป็นองค์กรอิสระ ผิดกับสมาพันธ์โลกที่เป็นระบอบทหารและมีระเบียบที่เคร่งครัดอย่างถึงที่สุด
ทว่าก็มีวิธีการนึงที่จะทำให้ทันย่าดำรงตำแหน่งราชันสงคราม ขณะเดียวกันก็มีอิสระและทุกคนในสมาพันธ์โลกก็ไม่อาจมาสั่งเขาได้
“การทลายของพันธะราชันสงคราม?”
“หมายความว่ายังไงอะท่านอาจารย์?”
นัยน์ตาของทันย่าเบิกกว้างและส่องประกายเหมือนกำลังสนใจ ซึ่งดาวาลเองก็ได้พยักหน้ารับและอธิบายออกมา
[การทลายพันธะของราชันสงคราม คือการทดสอบพิเศษที่มีเอาไว้สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งพลเอกของสมาพันธ์โลกโดยเฉพาะ]
[ว่ากันว่าถ้าราชันสงครามคนไหนสามารถผ่านการทดสอบนี้ไปได้ พวกเขาจะได้รับอภิสิทธิ์และมีอิสระเหนือกว่าราชันสงครามคนอื่นๆ ได้รับแต้มทางการทหาร ได้รับทรัพยากรที่เหนือยิ่งกว่าใครๆ แล้วที่สำคัญ จะไม่มีใครในสมาพันธ์โลกสามารถสั่งการได้ แม้นั้นจะเป็นถึงเทพสงครามที่อยู่บนจุดสูงสุดขององค์กรเองก็ตาม]
[เงื่อนไขในการทดสอบคือ ผู้เข้าร่วมจะต้องต่อสู้กับราชันสงครามลำดับอื่นๆถึง 5 คน ย้ำว่า 5 คน แล้วทุกคนจะต้องมีลำดับที่มากกว่าตนเองเหนือขึ้นไป 10 ระดับ สมมุติว่าเจ้าคือลำดับที่ 120 เจ้าจะต้องเข้ารับการท้าทายในลำดับที่ 110 หรือต่ำกว่านั้น ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่อาจเลือกราชันสงครามที่มีลำดับต่ำกว่าตนเองได้ หมายความว่านี่คือการทดสอบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ จะต้องพบเจอกับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าตนเองถึง 5คน]
[ไม่มีการพัก ไม่มีการเลื่อนเวลา ต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ถ้าแพ้ก็แทบจะสูญเสียทุกสิ่ง เผลอๆอาจจบสิ้นชีวิตเลยละนะ]
[และในอดีตนับแต่ที่สมาพันธ์โลกก่อตั้งขึ้น ไม่เคยมีใครที่สามารถผ่านการทดสอบนี้ไปได้ เรียกได้ว่าโหดหินเลยเชียวละ]
ดาวาลได้อธิบายออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ยิ่งทำให้ทันย่าเริ่มสนใจในการได้รับปฏิบัติที่อยู่เหนือยิ่งกว่าคนอื่นๆ
“น่าสนใจจริงๆท่านอาจารย์ ไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพวกเราจะไปยังสมาพันธ์โลกสาขาหลักกัน”
“จากนั้นฉันจะเริ่มการพันธะของราชันสงคราม จัดการราชันสงครามคนอื่นๆให้หมดสิ้น!”
ขณะที่อีกด้านนึง พานหลี่กลับมาถึงเขตแดนของตระกูลพานด้วยสภาพที่เต็มไปด้วยความอับอาย เขาไม่เคยถูกดูหมิ่นเช่นนี้มาก่อน
โดยเฉพาะจากผู้หญิงอย่างทันย่า เขาเร่งรีบเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของตระกูลพาน ขณะที่สายตาของผู้คนในตระกูลจ้องมองมาที่เขาด้วยความสงสัย
เมื่อมาถึงยังหน้าห้องรับรอง พานหลี่ไม่รอช้ารีบเขาผลักประตูเข้าไปอย่างแรง ทำให้บานประตูไม้ดังลั่นสะท้อนออกไปทั่วห้อง
ภายในห้อง พานเหม่ย มารดาผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลพานนั่งอยู่บนเก้าอี้หินหยกอันวิจิตร หญิงวัยกลางคนผู้มีรูปลักษณ์น่าเกรงขาม แม้จะมีรอยย่นจางๆบนใบหน้า แต่พลังอำนาจที่เธอแผ่ออกมานั้นกดดันจนทุกคนต้องนอบน้อม พานหลี่คุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว
“แม่! ข้าถูกหยาม!”
เขาตะโกนขึ้น เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความอับอายและโกรธ
“มีหญิงคนหนึ่ง... นางกล้าหักหน้าข้า!”
“นางไม่เพียงแต่ทำให้ข้าเสียเกียรติ แต่ยังดูถูกตระกูลพานของเรา!”
พานเหม่ยได้ยินแบบนั้นก็ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย สายตาของเธอแหลมคมดั่งมีดปลายแหลม นางเพ่งมองพานหลี่
“ใครกันที่กล้าดูหมิ่นตระกูลพานของเรา?”
เธอถามด้วยเสียงเรียบเยือกเย็น แต่แฝงไปด้วยความอันตราย
“ไม่รู้ ผมพบเจอนางที่องค์กรการขายอาวุธ แล้วนางย่อมไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน เพราะนางมีเขาทั้งสองข้าง แต่พลังของนางแข็งแกร่งมาก พานหย่งก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ นังบ้านั้นมองผมอย่างเหยียดหยามและทำให้ผมเป็นตัวตลก!”
ดวงตาของพานเหม่ยเบิกกว้างเมื่อได้ยินว่าพานพย่งก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ หมายความว่าหญิงสาวคนนี้อาจเป็นนักสู้แห่งดาวเคราะห์
แม้เธอจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่ความเย่อหยิ่งและการดูหมิ่นตระกูลพานเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจยอมรับได้
“ไม่มีใครหักหน้าพวกเราแล้วรอดไปได้!”
พานเหม่ยประกาศด้วยความโกรธ พลังแห่งนักสู้ของดาวเคราะห์ 1 ดาวปะทุออกมาอย่างรุนแรง จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตน
“ข้าจะทำให้นางรู้ว่ากำลังหาเรื่องใคร!"
พานหลี่เงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความหวังในแววตา เขารู้ดีว่าพานเหม่ยคือผู้ที่สามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีของเขาได้อย่างแน่นอน ผู้แม่ของมันเป็นถึงนักสู้แห่งดาวเคราะห์ระดับ 1 ดาวนี้ ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง และตระกูลพานก็เป็นที่เกรงขามของใครต่อใครในอาณาเขต
พานเหม่ยก้าวลงจากเก้าอี้อย่างมั่นคง ร่างของเธอเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ทุกย่างก้าวของเธอคล้ายกับแผ่นดินสั่นสะเทือน นางเดินมาหยุดตรงหน้าพานหลี่ ใบหน้าของเธอคมกริบด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ยังคงความเยือกเย็นในน้ำเสียง
“นังสารเลว.. ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ข้าจะล่าและสั่งสอนมันด้วยมือของข้าเอง”
พานเหม่ยประกาศเสียงดัง พลังกระเพื่อมออกมารอบตัว ทำให้บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บจนเหล่าข้ารับใช้ในห้องรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วง
ทุกคนต่างตื่นตระหนก เพราะไม่คิดเลยว่าผู้นำของตระกูลพานจะลงมือด้วยตนเอง
“แม่ ข้าขอร่วมด้วย! ข้าไม่อาจอยู่เฉยๆหลังจากถูกดูหมิ่นเช่นนี้!”
พานหลี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว ความมุ่งมั่นฉายชัดถึงความกระหายที่อยากจะแก้แค้น
ในตอนนั้นนางก็มองลูกชายของตนเพียงชั่วครู่ก่อนพยักหน้า
“เจ้าไปด้วยก็ได้ แต่จงจำไว้ สิ่งที่ข้าต้องการไม่ใช่แค่การแก้แค้น แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครมาหยามเกียรติตระกูลฟานของเราอีก”
หลังจากนั้น หญิงวัยกลางคนได้หันไปออกคำสั่งกับข้ารับใช้ เหล่าข้ารับใช้ต่างรีบออกไปจัดเตรียมตามคำสั่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความตึงเครียด พานเหม่ยเดินไปยังหน้าต่างของห้องโถง มองออกไปยังทิวทัศน์ของอาณาเขตตระกูลพานที่กว้างไกล
“ไม่ว่าเจ้าจะซ่อนอยู่ที่ใด ข้าจะพบเจ้าอย่างแน่นอน!”
พานเหม่ยกระซิบเบา ๆ แต่ในน้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความอาฆาต