“แกไปถามพ่อแกดูสิ ว่าเงินของเขาน่ะจะใช้สักเศษเสี้ยวหนึ่งต้องขออนุญาตแม่ก่อนหรือเปล่า?”
ใบหน้าของเสิ่นชิ่งหงแดงซ่านขึ้นมาทันควันเขาอึกอักอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยว่า “เสวี่ยเหลียนเรื่องที่เหวินฉินจะเข้าเรียนเนี่ย เมื่อก่อนคุณก็ตกลงแล้วไม่ใช่หรือ...”
พอเห็นสีหน้าของหลี่เสวี่ยเหลียนเริ่มมืดครึ้มลงเขาก็รีบฟาดฝ่ามือลงบนตัวลูกชายป้าบหนึ่ง “อาเหยาแม่แกพูดถูกแล้ว แต่งงานแล้วเงินทองก็ต้องให้เมียเป็นคนเก็บ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นโบกมือน้อยๆของเธอไปมา “พี่คะ พี่นี่จริงๆ เลยพี่สะใภ้เป็นคนดีขนาดนี้ ถ้าพี่ไม่ได้บุญเก่าหนุนนำคงไม่มีวาสนาได้แต่งกับเธอหรอกพี่ต้องเชื่อฟังพี่สะใภ้ให้มากๆ นะ!”
เธอหยิบเงินหนึ่งหยวนออกมาจากกระเป๋าด้วยความเบิกบานใจ“วันหน้าฉันจะเกาะติดพี่สะใภ้ไว้ รับรองว่าต้องรวยเละแน่!นี่เป็นค่าแรงที่ฉันหามาได้ เอาไปให้เหวินฉินใช้เรียนหนังสือเถอะ!”
เสิ่นเหยาใช้ดวงตาคมเข้มลุ่มลึกจ้องมองเธอแวบหนึ่ง“เมื่อสามวันก่อน เธอไม่ได้พูดแบบนี้นี่”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นรีบหันหน้าหนีไม่ยอมรับผิดทันที“ตอนนั้นฉันยังเด็กไม่รู้ความแต่นี่พี่ก็ไม่รู้ความเหมือนกันหรือไง!”
พูดจบเธอก็ทำหน้าทะเล้นใส่“ฉันไปช่วยพี่สะใภ้ทำกับข้าวดีกว่าพี่ก็นั่งฟังพ่อกับแม่สั่งสอนไปให้ดีเถอะ!”
เสิ่นเหยาทอดสายตามองออกไปข้างนอกแว่วเสียงหัวเราะใสๆ ของเจียงอิ๋งอิ๋งลอยมาตามลม
ผู้หญิงคนนี้เพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่กี่วันแต่ทัศนคติของคนในบ้านที่มีต่อเธอกลับเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้...
เขาลดสายตาลงต่ำ“แม่ครับ ผมเข้าใจแล้ว”
ส่วนเรื่องค่าเทอมของเหวินฉินและเหวินชงไว้รอเขาหาเงินได้มากกว่านี้ค่อยว่ากันก็ยังไม่สาย
ส่วนเจียงอิ๋งอิ๋งนั้น...อยู่ดีๆ เขาก็รู้สึกว่าคำว่า ‘หย่า’ มันเริ่มจะระคายหูขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อาหารเย็นยังคงส่งกลิ่นหอมหวนเช่นเคยเป็นบะหมี่ในน้ำซุปปลาที่เคี่ยวจนได้ที่
ก่อนที่เสี่ยวฮวาจะกลับเจียงอิ๋งอิ๋งได้ยื่นธนบัตรใบละหนึ่งเหมาจำนวนสิบใบให้เธอ พร้อมกับกำชับว่า“เก็บเงินส่วนเกินนี้ไว้ให้ดีนะส่วนรายได้จากกระเป๋าพวกนั้นต้องรอดูสถานการณ์พรุ่งนี้ก่อน”
เสี่ยวฮวาพยักหน้ารับเงินในมือนั้นดูเหมือนจะร้อนผ่าวขึ้นมาทันที “พี่เจียงคะจะต้องมีคนชอบมากแน่ๆ ค่ะ”
“ขอให้เป็นอย่างที่เธอว่านะจ๊ะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งคลี่ยิ้มบางเธอชำเลืองมองแต้มสะสมของตนเองแล้วตัดสินใจแลกเป็นค่าโชคทรัพย์ห้าสิบแต้มโดยไม่ลังเล
แล้วค่ำคืนนั้นก็ผ่านพ้นไปพร้อมกับฝันดี...
ก่อนที่แสงเงินแสงทองจะจับขอบฟ้าเจียงอิ๋งอิ๋งก็ออกเดินทางเข้าเมืองไปพร้อมกับเสิ่นเหยา
ซึ่งยังคงเป็นรถไถคันเดิมเสียงเครื่องยนต์ดัง ‘ตั้กๆๆ’ และแรงสั่นสะเทือนชวนให้น่าเคลิ้มหลับ
ในตอนแรกเริ่มเจียงอิ๋งอิ๋งยังดูมีเรี่ยวแรงดีอยู่แต่เพราะวันนี้ไม่มีสองแม่ลูกเสิ่นหงชุ่ยมาคอยค่อนแคะถากถาง ศีรษะเล็กๆของเธอจึงเริ่มโงนเงนไปมาตามแรงเหวี่ยง
เสียงอึกทึกรอบข้างค่อยๆเลือนหายไป รู้ตัวอีกทีเธอก็ซบไหล่หนาของเสิ่นเหยาหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว
ใบหน้ารูปไข่ขาวเนียนแนบสนิทอยู่บนบ่าอันแข็งแกร่งเสิ่นเหยาขมวดคิ้วมุ่นโดยสัญชาตญาณหมายจะผลักเธอออก
ทว่าหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลับสะกิดสามีของตนพลางกระซิบกระซาบ“ดูผัวเมียคู่นั้นสิ ผู้ชายคนนั้นรู้จักทะนุถนอมเมียดีจังเลยนะ?”
ฝ่ายสามีเหลือบมองใบหน้าสวยหยาดเยิ้มจนเกินจริงของเจียงอิ๋งอิ๋งแล้วพึมพำตอบ “สวยขนาดนี้ ใครเล่าจะไม่ถนอม...”
“แกพูดว่าอะไรนะ?”
หญิงสาวได้ยินไม่ถนัดจึงหันไปจ้องหน้าสามีคนนั้นรีบหน้าแดงระเรื่อแล้วสวนกลับ “ฉันดูแลคุณไม่ดีหรือไง?วันๆ รู้จักแต่หาเรื่อง!”
มือที่เสิ่นเหยายื่นออกไปจึงค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น
เขาปรายตามองคนที่กำลังหลับพริ้มอย่างเป็นสุขก่อนจะลดดวงตาคมเข้มลงและไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย
ในที่สุดก็ถึงตัวอำเภอเจียงอิ๋งอิ๋งบิดขี้เกียจไปมาพลางใช้นิ้วนวดคลึงแก้มที่ถูกกดทับจนแดงระเรื่อพร้อมบ่นพึมพำ“นั่งรถคันนี้เหนื่อยเหลือเกิน...”
เสิ่นเหยาขยับไหล่ที่เริ่มชาของเขาพลันปรายตามองเธออย่างเย็นชาพลางเอ่ย “คุณหนู”
เจียงอิ๋งอิ๋งเบ้ปากเธอมองดูตัวอำเภอในยามเช้าตรู่ “ตอนนี้ยังเช้าอยู่เราไปหาอะไรกินกันก่อน แล้วค่อยไปที่เดิมเมื่อวานซืนนะ”
เสิ่นเหยาหยิบหมั่นโถวข้าวโพดออกมาจากย่าม“ผมเตรียมอาหารมาด้วย หาที่สะอาดๆ นั่งกินก็พอที่นี่มีน้ำต้มสุกให้ดื่ม”
แป้งทอดแข็งๆกับน้ำเปล่าที่เย็นชืด...
เจียงอิ๋งอิ๋งหมดความอยากอาหารลงในพริบตาเธอเม้มริมฝีปากแดงฉ่ำ “ฉันไม่กินของพวกนี้หรอกฉันอยากกินบะหมี่เกี๊ยว หรือไม่ก็ซาลาเปาไส้หมูก็ได้”
สีหน้าของเสิ่นเหยามืดมนลงทันที“ไม่มีเงิน”
เจียงอิ๋งอิ๋งสวนกลับ“ฉันมี”
เงินส่วนตัวที่เธอมีอยู่เพียงน้อยนิดนั่นถ้าใช้สอยแบบนี้ อย่าว่าแต่หนึ่งปีเลย แค่สามเดือนก็คงไม่มีเหลือแล้ว...
เสิ่นเหยาได้แต่กัดหมั่นโถวพลางเดินตามหลังเธอไปอย่างจนใจพลางนึกย้อนว่าเมื่อวานเขาต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆถึงได้อยากรั้งผู้หญิงแบบนี้ไว้...
ทั้งเป็นคุณหนูทั้งฟุ่มเฟือย งานในนาก็ทำไม่ไหว งานในครัวก็ทำไม่เป็น...
ยิ่งคิดแววตาของเขาก็ยิ่งเย็นชาลงไปอีกเล็กน้อย
ยังไงก็ต้องหย่า...
ภายในโรงอาหารของสหกรณ์ร้านค้าเวลานี้มีคนมาใช้บริการไม่มากนัก
หญิงสาวผู้สะสวยและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์คนหนึ่งกำลังละเลียดกินบะหมี่ราดซอสอย่างช้าๆ ผมยาวสีดำขลับของเธอปล่อยสยายไปด้านหลังโดยรวบผมครึ่งบนเป็นมวยกลมเล็กๆ ไว้
เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคู่กับกางเกงสีน้ำเงิน
เสื้อผ้าเรียบง่ายธรรมดาทว่าเมื่ออยู่บนร่างเธอกลับดูงดงามอย่างเหลือเชื่อ
ฝั่งตรงข้ามมีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ด้วยความสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรและกล้ามเนื้อที่เป็นมัดๆดูเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
จะขัดตาก็เพียงแต่ชายผู้นี้สีหน้าไม่สู้ดีนักเขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตากัดหมั่นโถวไปเงียบๆผิดกับเจียงอิ๋งอิ๋งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก“พี่เหยา พี่ไม่กินบะหมี่จริงๆ หรือคะ?”
“น้ำซุปมันหวานมากเลยนะ! มีกุ้งแห้งด้วย!”
เสิ่นเหยาเพียงแค่นเสียงในลำคอไม่ยอมขานรับ
บะหมี่ชามละห้าเหมาสมุนไพรที่เขาแบกเข้าเมืองมาขาย ได้แค่ครั้งละแปดเหมาเองนะ!
เลี้ยงไม่ไหวจริงๆ!
เย็นชาชะมัดวันหน้าคงหาภรรยาไม่ได้แน่!
เจียงอิ๋งอิ๋งก้มหน้าซดน้ำซุปต่อพลางค่อนแคะอยู่ในใจผู้ชายคนนี้ต้องไม่รู้จักถนอมภรรยาอย่างแน่นอน ใครได้แต่งงานด้วยคงซวยตายเลย!
เธอคงลืมไปสิ้นแล้วว่าตนเองนั่นแหละคือภรรยาที่ ‘ซวย’ คนนั้น...
แสงแดดภายนอกเริ่มสาดส่องแรงขึ้นเจียงอิ๋งอิ๋งหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวขึ้นมาซับริมฝีปากจิ้มลิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นยืน“เราไปกันเถอะค่ะ”
เสิ่นเหยาดื่มน้ำเย็นตามไปอึกใหญ่พลางใช้หลังมือปาดปากทีหนึ่ง แล้วเหลือบมองผ้าเช็ดหน้าในมือเธอ
ดัดจริต!
เขาหันหลังเดินนำออกไป“อืม”
พ่อคนมาดขรึมจอมปลอม!
เจียงอิ๋งอิ๋งเบ้ปากใส่แผ่นหลังของเขา
หลังจากทั้งสองเดินจากไปพนักงานโรงอาหารก็รีบสอดรู้สอดเห็นทันที “สองคนนั้นเขาเป็นอะไรกันน่ะ?”
“ผัวเมียมั้ง? ไม่งั้นจะมานั่งกินข้าวด้วยกันได้ยังไง”
“จะเป็นไปได้ไง? ผู้ชายคนนั้นหน้าดุอย่างกับยมบาล!”
“ฉันว่าพี่น้องกันมากกว่า!”
“ไม่เหมือนหรอก ดูเด็กผู้หญิงคนนั้นสิ ผิวขาวหยาดเยิ้มเชียวส่วนผู้ชายคนนั้นทั้งดำทั้งถึก...”
ในยามนี้เจียงอิ๋งอิ๋งและเสิ่นเหยาเดินทางมาถึงจุดที่นัดหมายไว้ในวันนั้นแล้วทว่ากลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของน้าเจียง
เสิ่นเหยาขมวดคิ้ว“คุณแน่ใจนะว่าเขาจะมา?”
เจียงอิ๋งอิ๋งส่ายหน้า“ไม่แน่ใจค่ะ”
เสิ่นเหยากัดฟันกรอด“ไม่แน่ใจ แล้วคุณกล้าซื้อผ้ามาเยอะแยะขนาดนั้นเลยหรือ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งเลิกคิ้วคู่สวยขึ้นพลางส่งสายตาหยอกเย้า“เป็นผู้ชายต้องหัดใจเย็นสิคะ!”
เสิ่นเหยาจำต้องปิดปากฉับเขาพยายามระงับอารมณ์อยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยถามช้าๆ “แล้วถ้าเธอคนนั้นไม่มาจะทำยังไง?”
เสื้อผ้าตั้งสิบกว่าตัวอย่าบอกนะว่าจะเก็บไว้ใส่เอง?
เจียงอิ๋งอิ๋งมองซ้ายมองขวาหาผู้คนพอได้ยินเช่นนั้นก็มุ่นคิ้วเรียวสวย “พี่เหยาน่ารำคาญจังทำไมชอบพูดแต่เรื่องอัปมงคลอยู่เรื่อยเลย”
เสิ่นเหยาพยักหน้ายอมรับอย่างกระแทกกระทั้น“ก็ได้ งั้นผมไม่พูดแล้ว!”
เจียงอิ๋งอิ๋งจึงส่งยิ้มหวานให้เขาอย่างพอใจ“พี่เหยานี่ช่างว่านอนสอนง่ายจริงๆ!”
เสิ่นเหยารู้สึกเหมือนจะกระอักเลือดเขาเบือนหน้าหนีแล้วไพล่มือทั้งสองข้างไว้ข้างหลังเพราะกลัวว่าตัวเองจะระงับอารมณ์ไม่อยู่จนเผลอไปสั่งสอนคนตรงหน้าเข้า
ทันใดนั้นรถยนต์สีดำคันหนึ่งก็ค่อยๆ ขับเคลื่อนเข้ามาและจอดลงข้างทาง
ในยุคสมัยนี้รถยนต์ถือเป็นของหายากและล้ำค่า เมื่อรถจอดสนิทสายตาของผู้คนรอบข้างจึงจับจ้องไปที่รถคันนั้นเป็นจุดเดียว
แต่กลับไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปดูใกล้ๆเพราะรู้ดีว่าคนที่นั่งอยู่ข้างในต้องเป็นบุคคลระดับสูงอย่างแน่นอน
ดวงตาของเจียงอิ๋งอิ๋งเป็นประกายวาววับเธอรีบคว้าแขนเสิ่นเหยาแล้วก้าวเดินไปข้างหน้าทันที “มาแล้วค่ะ!”
ทันทีที่ประตูรถเปิดออกเจียงชิงในชุดสูทสตรีก็ก้าวเท้าลงมา เมื่อเห็นเจียงอิ๋งอิ๋งเธอก็เผยรอยยิ้มกว้าง“ขึ้นมาคุยกันข้างบนรถเถอะ”