หกโมงเช้า
ท่ามกลางความเงียบของห้องนอนขนาดกะทัดรัดในหอพัก แสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ทโฟนสว่างจ้าขึ้นมา ปลุกให้ เอย สะดุ้งตื่น เธอตื่นเพราะเสียงสั่นะเืของความรับผิดชอบที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในสัญญาจ้างงานใดๆ แต่อยู่ในสัญญาใจที่เธอเป็คนลงนามฝ่ายเดียวมาตลอดสิบปี
นิ้วเรียวปัดหน้าจอด้วยความชำนาญที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า เธอไม่ได้เช็กอีเมลหรือส่องโซเชียลมีเดีย แต่เธอเปิดเข้าไปใน 'โน้ต' ที่บันทึกตารางเรียนของใครบางคนเอาไว้อย่างละเอียด ยิ่งกว่าตารางเรียนของตัวเองที่เป็นักศึกษาปี 4 คณะนิเทศศาสตร์เสียอีก
‘ภีม: วิชาเขียนแบบวิศวกรรม (Engineering Drawing) 08:00 น. ตึก 3 ห้อง 302’
เอยถอนหายใจยาว เธอพยุงตัวขึ้นนั่ง ขยี้ตาน้อยๆ ก่อนจะกดต่อสายหาเบอร์ที่เมมชื่อไว้สั้นๆ ว่า ‘Pheem’ พร้อมไอคอนรูปหัวใจสีขาวเล็กๆ ที่อยู่ท้ายชื่อ มันดูบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และน่าเวทนาในเวลาเดียวกัน
ตื๊ด... ตื๊ด...
สายแรกผ่านไปไม่มีคนรับ เอยยังคงนิ่งเฉย เธอรู้จังหวะดีว่าคนอย่าง 'ภีมภัทร' ต้องใช้ความพยายามระดับไหนถึงจะขุดเขาขึ้นมาจากเตียงได้ สายที่สอง... สายที่สาม... และสายที่สี่ จนกระทั่งปลายสายเริ่มมีการเคลื่อนไหว เสียงงัวเงียปนหงุดหงิดระคนรำคาญดังลอดออกมา
"อือ... ใครวะ..."
"ภีม... เอยเอง" เธอตอบด้วยโทนเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ตื่นได้แล้ว วันนี้มีเรียนเช้าวิชาดรออิ้งนะภีม อาจารย์เช็คชื่อ เข้าสายไม่ได้นะ"
"เออๆ รู้แล้ว... ปลุกทำไมแต่เช้าวะ ขอนอนต่ออีกสิบนาที" ปลายสายตอบกลับมาด้วยกันความหงุดหงิด
"ไม่ได้นะภีม ถ้าสิบนาทีภีมจะหลับยาว ลุกเดี๋ยวนี้เลย เอยจะวางสายก็ต่อเมื่อภีมลุกไปเข้าห้องน้ำแล้วเท่านั้น" เอยว่าอย่างจริงจัง
เสียงฝีเท้าหนักๆ กระแทกพื้นดังลอดมาตามสาย สื่อถึงอารมณ์ขุ่นมัวของชายหนุ่มที่ถูกขัดใจ ตามด้วยเสียงเปิดวาล์วน้ำในห้องน้ำที่ดังซ่า ภีมสบถเบาๆ อย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะตัดสายไปโดยไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ หรือคำถามสักนิดว่าเธอตื่นหรือยัง นอนกี่โมง หรือเหนื่อยไหม
เอยลดมือถือลงช้าๆ หน้าจอที่ดับวูบสะท้อนเงาใบหน้าของเธอที่ดูหม่นหมองในความสลัว เธอรีบลุกขึ้นจัดการตัวเอง เปลี่ยนชุดนักศึกษาแล้วออกจากหอพักมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารเ้าประจำหน้ามหาวิทยาลัย
เวลา 07:15 น. ที่โต๊ะม้าหินอ่อนประจำกลุ่มวิศวะ
ลมยามเช้าพัดผ่านร่างบางของเอยที่นั่งรออยู่เพียงลำพัง บนโต๊ะมีถุงโจ๊กหมูพิเศษไข่ลวกที่เอยต้องไปยืนต่อคิวั้แ่ยังไม่เจ็ดโมงเช้า พร้อมกับแก้วอเมริกาโน่เย็นที่ภีมชอบดื่ม
"เอย! มาเร็วเหมือนเดิมเลยนะมึง" ก้องเพื่อนในกลุ่มของภีมเดินเข้ามาทักพลางวางกระเป๋าหนักๆ ลงบนโต๊ะ
"ไอ้ภีมมันยังไม่มาอีกล่ะสิ?"
"อื้ม น่าจะกำลังบิดมาแหละ" เอยตอบพลางดูนาฬิกาเรือนเล็กบนข้อมือ
"เอยต้องรีบไปแล้ว เดี๋ยวเข้าเซกไม่ทัน"
"มึงนี่นะ... เป็ทุกอย่างให้มันจริงๆ ยิ่งกว่าเมียอีกว่ะ" ก้องพูดทีเล่นทีจริง
"ระวังเถอะ ทำดีแทบตาย สุดท้ายมันก็มองแค่มึงเป็ ตู้กดของกิน เคลื่อนที่"
เอยชะงักไปอึดใจหนึ่ง รอยยิ้มจางๆ ที่ประดับอยู่บนใบหน้าแข็งค้าง เธอทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับแกนๆ ไม่ได้โต้ตอบคำพูดที่เสียดแทงนั้น ความรู้สึกหน่วงในอกทำงานทันทีที่คำว่า 'ตู้กดของกิน' วนเวียนอยู่ในหัว เธอรู้ดีว่าในสายตาคนนอก เธอคือผู้หญิงหน้าโง่ที่ยอมเป็ขี้ข้าให้ผู้ชายที่ไม่ได้ให้สถานะอะไรเลย
บรึ๋น!
เสียงเครื่องยนต์ Ducati คำรามลั่นมาแต่ไกล ก่อนจะมาหยุดข้างโต๊ะม้าหินอ่อน ภีมในชุดช็อปสีกรมท่าที่ดูหล่อเหลาและดุดันสะบัดผมที่ยุ่งเหยิงจากการถอดหมวกกัน น็อก แววตาคมของเขากวาดมองไปที่ถุงอาหารบนโต๊ะเป็อันดับแรก ก่อนจะมองมาที่เธอ
"เอย กาแฟละลายหมดแล้วมั้งเนี่ย วันหลังโทรมาปลุกให้เร็วกว่านี้สักห้านาทีไม่ได้เหรอวะ ข้าเกือบไม่ทัน รถติดฉิบหายเลย" ภีมโพล่งขึ้นมาประโยคแรกด้วยน้ำเสียงตำหนิ
"กาแฟยังไม่ละลาย โจ๊กก็ยังร้อนอยู่นะ" เอยตอบเสียงแ่ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
"เออๆ ขอบใจ" ภีมคว้าแก้วกาแฟขึ้นมาดูดรัวๆ พลางหยิบมือถือขึ้นมาไถ
แววตาของเขาเปลี่ยนเป็อ่อนโยนและมีประกายขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแจ้งเตือนจากอินสตาแกรม
"เฮ้ย! น้ำหวานลงสตอรี่ว่ะ ไปกินบิงซูมาเหรอเนี่ย น่ารักฉิบหายเลยดูดิ"
ภีมยื่นหน้าจอมือถือมาทางเอยเพื่อให้เธอดูรูปผู้หญิงอีกคนที่เขากำลังตามจีบ เอยมองภาพหญิงสาวหน้าตาสดใสในร้านขนมด้วยหัวใจที่แห้งเหี่ยว
"ภีม... เอยไปเรียนก่อนนะ" เอยรีบขอตัวทันที
"เออ ไปเหอะ ขอบใจมากนะเพื่อนรัก!" ภีมตอบโดยไม่เงยหน้าจากจอมือถือ
"อ้อ! เย็นนี้ฝากซื้อของขวัญให้น้ำหวานด้วยนะ แกเป็ผู้หญิงเหมือนกันน่าจะรู้ว่าเขาชอบอะไร เดี๋ยวข้าโอนเงินให้"
คำว่า 'เพื่อนรัก' ที่พ่นออกมาพร้อมกับคำสั่งให้ซื้อของขวัญให้ผู้หญิงคนอื่น มันเหมือนตรวนที่รัดแน่นเข้าที่ลำคอจนเธอแทบหายใจไม่ออก เอยเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็เส้นตรง เธอไม่พูดอะไรนอกจากพยักหน้าเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินออกมาจากพื้นที่ตรงนั้น
ก้าวแต่ละก้าวของเอยที่เดินผ่านลานคณะวิศวะมุ่งหน้าสู่คณะนิเทศฯ ดูจะหนักอึ้งกว่าปกติ เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของคนรอบข้างที่มองมา บางคนซุบซิบ บางคนส่ายหน้าอย่างระอาใจ ความรู้สึกสมเพชที่แผ่ออกมาจากสายตาเ่าั้ทำให้เธออยากจะหายไปจากตรงนี้
ทำไมถึงไม่เลิกทำ? คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัว
คำตอบมันไม่ได้ซับซ้อน แต่มันคือความเ็ปที่แสนหวาน... "สัญญาเมื่ออายุ 30"
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในบ่ายวันหนึ่งที่แสงแดดอบอุ่น ภีมในวัยเด็กเคยพูดกับเธอขณะนั่งกินไอศกรีมด้วยกันว่า
“ถ้าอายุ 30 แล้วเรายังไม่มีใคร เรามาแต่งงานกันนะเอย ข้าจะดูแลแกไปตลอดเลย”
ในตอนนั้นมันอาจจะเป็เพียงคำพูดพล่อยๆ ของเด็กชายคนหนึ่ง แต่สำหรับเด็กหญิงที่ขาดความมั่นใจอย่างเอย มันคือ เข็มทิศ และ พันธนาการ
เธอเฝ้ารักษาความสัมพันธ์นี้ไว้เหมือนคนเฝ้าสมบัติที่ไม่มีค่าในสายตาคนอื่น เธอไม่กล้าเปิดใจให้ใคร เพราะกลัวว่าวันหนึ่งถ้าภีมหันกลับมาแล้วไม่เจอเธอ เธอจะเป็ฝ่ายที่ผิดคำสัญญาเสียเอง
เอยก้มลงมองมือตัวเองที่ว่างเปล่า ความอดทนที่เธอเพียรสะสมมานานปีเริ่มเหมือนโจ๊กถุงนั้น... มันค่อยๆ เย็นชืดลงจนไร้รสชาติ เธอทำหน้าที่เป็ทุกอย่างให้ภีมจนลืมไปแล้วว่า หน้าที่ของตัวเอง ในชีวิตนี้คืออะไร
ท่ามกลางผู้คนที่เดินพลุกพล่าน เอยหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าทางเชื่อมคณะ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เงาที่เดินตามหลังภีม และสิ่งที่เ็ปที่สุดไม่ใช่การที่เขาไม่รักเธอ แต่คือการที่เขา เคยชิน กับความรักของเธอ จนเขามองไม่เห็นว่ามันมีตัวตนอยู่จริง